การปลูกหอมแป้นหรือกุยช่ายของโกแป๊ะหรือลุงแป๊ะจึงเป็นงาน

เหมาะกับสภาพร่างกายในวัยชรา ไม่ต้องใช้แรงมาก ไม่เหนื่อย ไม่ต้องใช้สารเคมี ทำคนเดียวได้ รายได้จากกุยช่ายสามารถอยู่อย่างพอเพียงเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ขัดสนในวัยชรา… “แรกๆ ใครก็หาว่าบ้า มีที่ดินดีๆ เอามาปลูกสวนป่า ปลูกไปเมื่อไรจะโต เชื่อสิยังไงก็ไปไม่รอด” คำพูดเหล่านี้หญิงแกร่งคนนี้ ไม่เคยลืม แต่ ณ ปัจจุบัน คำพูดสบประมาทเหล่านี้ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง หากคนเรามุ่งมั่น และมีแบบแผน อย่างไรแล้วความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล

คุณธวัลรัตน์ คำกลาง เกษตรกรดีเด่น ปี 2561 อยู่บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หญิงผู้รักต้นไม้ รักป่า ชอบสีเขียวเป็นชีวิตจิตใจ เล่าถึงความเป็นมาของสวนป่าว่า แรกเริ่มพื้นที่ตรงนี้พ่อกับแม่อพยพมาจากอำเภอสูงเนิน แล้วมาได้งานเฝ้าสวนที่ตำบลวังกะทะ แต่เวลาผ่านไปเจ้าของที่จะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นจึงเอ่ยปากขายที่ให้กับพ่อแม่ของตน พ่อกับแม่จึงตกลงซื้อ แต่ตอนนั้นซื้อแบบเงินผ่อน โดยมีพ่อแม่และพี่น้องช่วยกันผ่อน ที่ดินจำนวน 100 ไร่ และเมื่อตนมีครอบครัวพ่อแม่ก็แบ่งสันปันส่วนที่ให้กับเราและพี่น้องอีก 6 คน คุณธวัลรัตน์ ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมา 24 ไร่ เพื่อนำมาปลูกป่าที่ตนเองรักและสร้างครอบครัวต่อไป

แรกเริ่มปลูกสวนป่า เพราะความชอบไม่ได้คิดอะไร

คุณธวัลรัตน์ เป็นคนชอบป่า ชอบสีเขียว ชอบความสงบของป่า อยู่แล้วตั้งแต่แรก ดังนั้น เมื่อมีพื้นที่จึงไม่ลังเลที่จะปลูก ปลูกอะไรก็ได้ที่เป็นสีเขียว ปลูกแบบไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดถึงกำไรขาดทุน เริ่มจากการปลูกสวนป่ากับสามี คือ คุณชัชนรินทร์ อ่อนราษฎร์ ช่วยกันทำสองคน เริ่มจากเงินทุนน้อย อะไรที่ได้มาฟรีก็นำมาปลูกก่อนเลย ไปขอจากกรมป่าไม้บ้าง หรือหาซื้อไม้หอมราคาถูกมาปลูก เริ่มปลูกสะสมมาเรื่อยๆ เมื่อทำจนลงตัว ตนทั้งคู่จึงค่อยเริ่มแบ่งงานกันชัดเจนขึ้น คือเรามีลูกสองคน เราเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก ขายของ สามีทำสวน ถ้าว่างเราก็ไปช่วยสามีทำ

ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำน้อย แต่ได้มาก

ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง พูดง่ายๆ คือ

ประโยชน์ที่ 1 คือ สามารถกินได้ ประโยชน์ที่ 2 นำมาใช้งาน ตัดเป็นฟืน หรือใช้สร้างบ้านเรือน

ประโยชน์ที่ 3 ขายสร้างรายได้

ประโยชน์ที่ 4 คือ การช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ สังเกตได้ง่ายๆ จากตอนเริ่มมาอยู่ใหม่ตรงนี้ยังไม่มีลำธาร ไม่มีน้ำ แต่พอป่าอุดมสมบูรณ์ลำธารก็เกิดขึ้นมาเอง

“คำว่า ‘สวนป่า’ คือเน้นความหลากหลายเพื่อฟื้นฟูระบบดิน ตอนที่เริ่มมาอยู่ใหม่ๆ คือดินไม่มีคุณภาพ เป็นดินที่เสีย มีแต่หิน เราต้องปลูกป่า ปลูกต้นไม้ยืนต้น หยุดการไถ ต้องเริ่มปลูกป่าเน้นระบบนิเวศมากที่สุด คือ

ปลูกแบบไม่เป็นแถวเป็นแนวเพื่อป้องกันดินชะล้าง
ต้นไม้แต่ละชนิดจะไม่ซ้ำประเภทกัน ปลูกสลับกันไป ต้องมีไม้โตเร็ว โตช้า ทรงพุ่ม สลับกันไป และต้องมีไม้รุ่นที่สองคือไม้เรี่ยดิน”
เจ้าของบอกและเล่าต่ออีกว่า “โดยที่สวนป่าของเราปลูกไม้มากกว่า 200 ชนิด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

ไม้โตเร็ว
ไม้โตปานกลาง
ไม้โตช้า ย่อยออกมาเป็นไม้กินได้ ไม้ใช้งาน และไม้เศรษฐกิจ แยกออกมาเป็น 2 ชนิด คือ
ชนิดที่ 1 ไม้ต้นทุน คือไม้ที่ลงแรงปลูกหรือไม้ที่ต้องใช้งบประมาณ

ชนิดที่ 2 ไม้กำไร คือไม้ที่โตขึ้นมาเองจากการทิ้งเมล็ดจากไม้อื่นๆ ถือเป็นไม้พลังงาน ทำถ่าน ทำฟืน สร้างบ้าน ซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้ต่างกัน เริ่มต้นที่

ไม้โตช้า ตะเคียนทอง มะค่าโมง ลำดวน พะยูง ชิงชัน

ไม้โตปานกลาง สัก ประดู่ ยางนา คือไม้ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป

ไม้โตเร็ว ขี้เหล็ก สะเดา ตะกู กระถินเทพา กระถินณรงค์

ไม้กินผล ขนุน มะม่วง ลำไย สะตอ ชมพู่ ละมุด เหลียง มะนาว มะกรูด มะพร้าว กล้วย มะละกอ ลูกเนียง ส้มโอ มะเฟือง ขนุน น้อยหน่า

ไม้พลังงาน ไผ่หวาน ไผ่บง ไผ่กิมซุ่ง ไผ่เลี้ยง กระถิน ตัดไปทำฟืน หรือสร้างบ้าน” การนำไม้ที่ปลูกมาใช้ประโยชน์และสร้างรายได้

ต้องบอกก่อนเลยว่า ไม้ที่สวนป่าของคุณธวัลรัตน์ ไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น เน้นธรรมชาติ และทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง โดยการเก็บเศษใบไม้ที่ร่วงมารวมกัน แล้วหมักมาใช้ประโยชน์ใส่ในแปลงผักบ้าง โคนต้นไม้บ้าง ซึ่งก็ถือว่าได้ผลดีพอสมควร ดังนั้น ที่สวนจึงมีต้นทุนต่ำ สร้างรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้ไม่ขัดสน

ประโยชน์ที่ได้คือ

การใช้ประโยชน์จากไม้ที่ปลูกระยะแรก จะใช้ประโยชน์จากไม้กำไรที่ขึ้นมาเอง อย่าง กระถิน ถ้าต้องการใช้งานเราก็ตัดไปเผาถ่าน สร้างรายได้ กระสอบละ 300 บาท หากแบ่งขายเป็นถุงเล็ก ถุงละ 30 บาท คือที่นี่จะมีรายได้จากการขายถ่านทุกวัน และนอกเหนือจากการขายถ่าน เราก็ยังสามารถมีรายได้จากการขายน้ำส้มควันไม้จากถ่าน ถ่านผลไม้ และทำเป็นผงถ่านมาทำปุ๋ยก็ได้
สร้างรายได้จากการเก็บไม้ผล ไม้โตเร็ว มาขาย อย่างเช่น ขายหน่อไม้สด หรือหน่อไม้ดอง มีรายได้จากการขายสะตอ ขายมะนาว หรือผลไม้แช่อิ่มที่ทางสวนนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากผลผลิตที่มีน้อย อย่างเช่น หน่อไม้มีแค่ วันละ 40-50 กิโลกรัม แทนที่เราจะขายได้เงินกิโลกรัมละ 8 บาท เราก็เอามาแปรรูปทำเป็นหน่อไม้ดอง หน่อไม้นึ่ง เพิ่มมูลค่า หรือถ้าตัดไม่ทันก็ปล่อยให้ขึ้นลำ เราก็ใช้ประโยชน์จากลำได้ ถือเป็นการแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดด้วย
ใช้ประโยชน์จากไม้โตช้า คือ ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้ชนิดนี้เราจะนำมาใช้ตอนที่ลูกโต ขายเป็นทุนการศึกษา เพราะเป็นไม้ที่มีราคาสูง

เป็นเกษตรกรก็สามารถมีเงินส่งลูกเรียนจบปริญญาได้

หากมีการวางแผนที่ดี

อย่างที่เกริ่นไว้ว่า เป็นเกษตรกรก็สามารถหารายได้ส่งลูกเรียนจบสูงๆ ได้อย่างสบาย หากมีการวางแผนที่ดี ยกตัวอย่างพี่ธวัลรัตน์ และพี่ชัชนรินทร์ ได้บอกเล่าถึงแผนจัดการเรื่องการศึกษาของลูกทั้ง 2 คน ให้ผู้เขียนฟังก็ต้องอึ้งความคิดของพี่ทั้งสอง พี่ทั้งสองบอกว่า ก่อนจะทำอะไร ทุกอย่างต้องมีการวางแผน ไม่ใช่แค่เรื่องการทำเกษตร เรื่องครอบครัวก็เช่นกัน หลายคนมองว่าอาชีพเกษตรกรรมได้เงินน้อย แต่เหนื่อย ซึ่งก็จริงแต่ไม่ทั้งหมด เราต้องคิดแล้วว่าหากอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่เรารัก เราจะทำอย่างไร ให้อาชีพที่เรารักสามารถเลี้ยง ครอบครัวเราได้ อย่างแรกคือ

ทั้งสองคนเริ่มจากการศึกษา การศึกษาที่ดีที่สุดคือ โรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด เพราะสามารถใกล้ชิดหรือคุยกับคุณครูของลูกได้ แต่ถ้าเราเห่อตามกระแส คิดว่าลูกต้องเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด โรงเรียนประจำอำเภอ ซึ่งอยู่ไกลจากบ้าน 50-60 กิโลเมตร เด็กจะเหนื่อย และถือเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นผล
วางแผนปลูกป่าเพื่ออนาคตลูก ที่นี่มีพื้นที่ปลูกป่าทั้งหมด 24 ไร่ แบ่งเป็น 6 แปลง แปลงละ 4 ไร่
แปลงที่ 1 พื้นที่บนสุดเป็นพื้นที่ลาดชัน คือ เป็นป่าปล่อย เอาไว้เก็บกำไรกิน คือได้ไม้ที่ไม่ต้องปลูก ใช้หลักการของศาสตร์พระราชา ปลูกในที่บนที่สุดก่อน เสร็จแล้วให้ลูกไม้หล่นมาขึ้นใหม่ ไว้เก็บกินรายวัน หรือตัดมาเผาถ่านทำฟืน

แปลงที่ 2 ถัดลงมาเมื่อลูกเกิดเราจะปลูกแปลงนี้ก่อน 4 ไร่ ปลูกไม้โตช้า ไร่ละ 200 ต้น 4 ไร่ เท่ากับ 800 ต้น ถ้าลูกโตมา จบ ม.6 อายุ 18 ปี เท่ากับต้นไม้มีอายุ 18 ปี ต้นนี้จะตีราคา สักต้นละ 5,000 บาท 800 ต้น เขาจะมีเงิน 4 ล้านบาท เงิน 4 ล้านบาทนี้ ก็เก็บไว้ให้เขาเป็นทุนการศึกษาสำหรับลูกคนที่ 1

แปลงที่ 3 ปลูกไม้โตช้าไว้อีก 4 ไร่ ให้ลูกสาวคนที่ 2 จัดสันปันส่วนให้เท่ากับลูกคนที่ 1 ทุกอย่าง

แปลงที่ 4 และแปลงที่ 5 เป็นแปลงด้านล่าง แบ่งไว้ให้อีกคนละ 4 ไร่ คนละ 800 ต้น ส่วนนี้เก็บไว้ให้สำหรับการแยกเรือน หรือใครอยากจะขายและนำเงินไปเรียนต่อก็ได้ หรือเก็บไว้สร้างเรือนก็แล้วแต่ลูกทั้งสอง แปลงที่ 6 แปลงสุดท้าย คือส่วนของสามีและภรรยา แบ่งไว้ปลูกผักสวนครัว ทำนา ป่าปล่อย เก็บกินรายวันไป “แค่ 4 ไร่ ก็เหนื่อยแล้วสำหรับคนแก่ 2 คน” นับว่าเป็นการวางแผนครอบครัวและตัวอย่างเกษตรกรดีเด่นมากๆ

สำหรับท่านที่สนใจการปลูกสวนป่า หรืออยากได้แง่คิดการใช้ชีวิตที่ดี สามารถโทร.ปรึกษาหรือเข้าไป ไทย เป็นประเทศที่มีการส่งออกสับปะรดแปรรูปบรรจุกระป๋องมาก เป็นอันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งของตลาดสับปะรดกระป๋องมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของตลาดโลก สายพันธุ์สับปะรดที่ปลูกเข้าสู่อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง นั้นคือ สายพันธุ์ “ปัตตาเวีย” ซึ่งมีพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ อยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่อื่นๆ กระจายอยู่ที่จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดชุมพร เป็นต้น

ปัจจุบัน จากข้อมูลพบว่าผลผลิตสับปะรดที่ปลูกได้ในประเทศไทย 70-80 เปอร์เซ็นต์ ปลูกเพื่อส่งเข้าโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเป็นสับปะรดกระป๋องและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสับปะรด เช่น น้ำสับปะรดเข้มข้น สับปะรดกวน และสับปะรดสดแช่แข็ง เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ เป็นการใช้เพื่อบริโภคสดภายในประเทศ ประเทศไทยนั้นเป็น อันดับ 1 ในการผลิตและส่งออกสับปะรดกระป๋องเท่านั้น แต่ถ้าพูดถึงการส่งออกสับปะรดในรูปสับปะรดผลสดนั้น ถือว่าไทยเรามีการส่งออกน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทย อย่างประเทศฟิลิปปินส์ ที่สามารถส่งออกสับปะรดผลสดได้ปีละกว่าแสนตันต่อปี หรือแม้แต่ไต้หวันซึ่งมีพื้นที่ปลูกสับปะรดน้อยกว่าไทย แต่มีตัวเลขการส่งออกสับปะรดผลสดมากกว่า โดยเฉพาะส่งไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น

ตัวอย่าง ไร่สับปะรดของ คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 21140 โทร. (081) 862-0073 คุณศราวุธ เป็นบุคคลหนึ่งที่ทำงานด้านสับปะรดมานานกว่า 20 ปี ทั้งการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สับปะรดและการผลิตสับปะรดเพื่อส่งเข้าโรงงานสับปะรดกระป๋อง ตลอดจนคัดผลผลิตสับปะรดผลสดคุณภาพส่งออกขายในประเทศแถบตะวันออกกลาง และอีกส่วนส่งผลสดจำหน่ายห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ภายในประเทศ ด้วยประสบการณ์การผลิตสับปะรด รวมถึงพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดควบคู่ไปด้วย คุณศราวุธจึงมีแนวคิดและช่วยแนะนำในการผลิตสับปะรดพืชเศรษฐกิจของไทยว่า ควรไปในทิศทางใดบ้าง การปลูกและดูแลสับปะรดให้ผลผลิตมีคุณภาพ คุณศราวุธได้เผยแพร่สับปะรดบริโภคสดพันธุ์ใหม่จากฮาวาย ชื่อพันธุ์ “MD2” ที่ทั่วโลกกำลังเร่งการปลูกและผลิตเพื่อแข่งขันกันในตลาดโลกขณะนี้

สับปะรด พันธุ์ “MD2” เป็นสับปะรดที่นิยมบริโภคสดทั่วโลก

สับปะรด พันธุ์ “MD2” เป็นสับปะรดที่พัฒนาขึ้นที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งภายในและภายนอก เช่น ภายในคือเรื่องของรสชาติที่หวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อมีสีเหลืองเข้ม (คล้ายๆ กับสับปะรดพันธุ์ภูเก็ต หรือตราดสีทองบ้านเรา) เนื้อตัน แน่น และไม่เป็นโพรง น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.7-1.8 กิโลกรัม จากข้อมูลพบว่า มีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสับปะรดพันธุ์อื่นๆ เมื่อรับประทานแล้วไม่กัดลิ้น สามารถทำให้คนรับประทานได้มากขึ้น ภายนอกเมื่อสับปะรด พันธุ์ “MD2” แก่ ผลแก่จะเปลี่ยนจากผิวสีเขียวเป็นสีเหลืองทองทั้งผล ทำให้เป็นที่ดึงดูดลูกค้าเป็นอย่างมาก และประสบการณ์การปลูกสับปะรด พันธุ์ “MD2” มา คุณศราวุธ พบว่า สามารถบังคับให้ต้นสับปะรดออกดอกได้ง่ายและมีอายุการเก็บเกี่ยวที่เร็วกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย ลักษณะของใบ พันธุ์ “MD2” จะมีสีเขียวตลอดทั้งใบ แต่ใบของสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียนั้นจะมีเส้นสีม่วงตรงกลางใบ และจุดเด่นอีกประการของสับปะรด พันธุ์ “MD2” นั้นคือ มันถูกพัฒนามาเพื่อให้เดินทางขนส่งทางเรือได้โดยไม่เป็น “ไส้สีน้ำตาล” เมื่อเปรียบเทียบกับสับปะรดปัตตาเวีย อยู่ในห้องเย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส นานสัก 10 วัน ผลสับปะรดจะเกิดไส้สีน้ำตาลโดยรอบๆ

คุณกัญญา งามสงวน ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในการส่งเสริมอาชีพปลูกเมล่อนอินทรีย์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ว่าสหกรณ์ได้ส่งเสริมสมาชิกหันมาปลูกเมล่อนอินทรีย์ในลักษณะปลูกในโดม ซึ่งสหกรณ์มีเป้าหมายที่จะสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิกและเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภคสหกรณ์ได้รับคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรจังหวัดในการเรียนรู้วิธีการปลูกเมล่อน ใช้เวลาเพียง 60 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปขายได้ และได้เตรียมตลาดไว้รองรับผลผลิตของสมาชิก เพื่อช่วยกระจายไปสู่ผู้บริโภค

จากนั้นสหกรณ์จึงลงทุนสร้างโรงเรือนกลางของสหกรณ์ใช้งบประมาณ 600,000 บาท ทำให้ผลผลิตมีรสชาติดี เนื้อนุ่ม หวาน หอม มีทั้งสีส้มและเขียว ปัจจุบันขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ถ้าซื้อเหมาถึงฟาร์มขายราคากิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งถูกกว่าตามห้างทั่วไปและยังปลอดสาร

ปัจจุบันสหกรณ์มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อน 2 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ โดยจะควบคุมความหนาแน่นของจำนวนต้น การให้น้ำ การดูแลรักษาซึ่งปลอดจากสารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การปลูกเมล่อน ยังมีต้นทุนต่ำ ดูแลรักษาง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยใช้เพียงการทำแบบระบบน้ำหยด เปิดปิดเป็นเวลา จากที่เงินลงทุนครั้งแรก 600,000 บาท สหกรณ์ได้เริ่มเก็บผลผลิตและจำหน่ายเมล่อนรุ่นแรก ทำกำไรถึง 80,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกร หากสนใจจะสั่งซื้อเมล่อนจากสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก ติดต่อสอบถาม

กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ซึ่งถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเข้ามามีส่วนร่วม โดยปัจจุบันมีจำนวนนาแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 1,902 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 2,433,172 ไร่ เกษตรกร จำนวน 175,647 ราย ในพื้นที่ 71 จังหวัด

คุณจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ส่งเสริมการทำนาแบบแปลงใหญ่ เพื่อต้องการให้เกษตรกรรายย่อยมารวมกลุ่มกันผลิต รวมกันขาย เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มอำนาจการต่อรอง นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

จากผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีความพึงพอใจในการรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันภายใต้ระบบนาแปลงใหญ่ ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้นในด้านการจัดการเพาะปลูกให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งการรวมกลุ่มทำให้เกิดประสิทธิภาพทั้งด้านการผลิต การตลาด โดยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,326 บาท ต่อไร่ โดยปีแรกเพิ่มขึ้น 115 บาท ต่อไร่ ปีที่ 2 เพิ่มขึ้น 1,211 บาท ต่อไร่ เป็นผลมาจากผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น 17.50% ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง 19.02% ปี ส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ต่างพอใจในผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ในปี 2562 กรมการข้าว มีเป้าหมายส่งเสริมระบบนาแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 40 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกข้าวของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวของสมาชิกนาแปลงใหญ่ให้เข้าสู่ระบบการผลิตข้าวที่เหมาะสมตามมาตรฐาน GAP ครบทุกแปลงแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวให้เป็นที่ต้องการของตลาด เกิดการเชื่อมโยงตลาดหรือต่อยอดแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง ทำให้เกิดความยั่งยืนในที่สุด

คุณปรีชา กิมกง ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวเกษตรคุณภาพห้วยยางโทนผลิตเมล็ดพันธุ์ จังหวัดราชบุรี เล่าว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยยางโทนฯ เริ่มดำเนินการ ปี 2560 มีสมาชิก 50 ราย พื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 1,157 ไร่ แบ่งเป็นผลิตเมล็ดพันธุ์ 355 ไร่ ข้าวส่งให้โรงสี 709 ไร่ ด้วยความรู้ความชำนาญในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ประกอบกับได้รับการถ่ายทอดความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่มีความรู้ ความเข้าใจ การร่วมมือกันบริหารจัดการผลผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพการผลิตให้มีมาตรฐานและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งขณะนี้นาแปลงใหญ่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เกือบครบ 100% ทั้ง GAP เมล็ดพันธุ์ และ GAP ข้าว ยังขาดอีกไม่กี่แปลงกำลังเร่งผลักดันให้สมาชิกพัฒนาให้ผ่านการรับรองให้ครบทุกแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

โครงการนาแปลงใหญ่เป็นโครงการที่รัฐบาลต้องการให้ชาวนาเข้มแข็ง โดยเน้นให้เกิดการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกันขาย ซึ่งแต่ก่อนชาวนาต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและยังโดนกดราคา พอชาวนามารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น อีกทั้งเมื่อรวมกลุ่มกันทางหน่วยงานที่จะเข้ามาสนับสนุนก็ทำงานง่ายขึ้น เมื่อเกษตรกรมีความรู้ มีเทคโนโลยีช่วยสนับสนุน มีตลาดรองรับ ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ด้าน คุณบรรพต มามาก เลขานุการกลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขาม จังหวัดเพชรบุรี ให้ข้อมูลว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขาม เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2559 สมาชิก 49 คน พื้นที่ 756 ไร่ มาถึงวันนี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสมาชิกมีความมั่นคงทางอาชีพ สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ มาตรฐาน GAP Seed และมีข้าว GAP ทั่วไปที่ทำ MOU ร่วมกับโรงสี มีตลาดรับซื้อแน่นอน จุดเด่นของกลุ่มคือ ผลิตเอง ขายเอง พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นผลิตข้าวพันธุ์ที่ผู้บริโภคนิยม คือ พันธุ์ปทุมธานี 1 และไรซ์เบอร์รี่ เน้นขายตรง ลดการพึ่งพาภายนอก อย่างเมื่อก่อนพึ่งโรงสี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในเวลานี้ตอนนี้ลดเหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น และที่เหลืออีก 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการพึ่งพาตนเอง โดยมีเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวสารจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเองคือ “รอยยิ้มชาวนา” รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี แปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวต่างๆ เช่น ชาข้าว ครีมอาบน้ำข้าว สบู่ข้าวหอม สบู่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ โจ๊กปลายข้าว เป็นต้น

จากตัวอย่างความสำเร็จการรวมกลุ่มของพี่น้องชาวนาในการบริหารจัดการผลผลิตและทำตลาดร่วมกัน ก่อให้เกิดความยั่งยืน เพียงแค่ทุกคนร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่าอาชีพชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาตินี้ก็จะมั่นคงสืบไป

จังหวัดอุบลราชธานีเป็นแหล่งปลูกพริกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยปลูกพริกกันมากในอำเภอม่วงสามสิบ อำเภอเมือง และอำเภอเขื่องใน ปัญหาอุปสรรคสำคัญของการปลูกพริกเพื่อการส่งออก คือ ปัญหาโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เช่น ไส้เดือนฝอยรากปม โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคใบหงิกที่เกิดจากเชื้อไวรัส และโรคแอนแทรกโนส แมลงวันเจาะผลพริก เพลี้ยไฟ ไรขาว และต้นกล้าเหี่ยวยุบ

เมื่อเจอปัญหาโรคแมลงระบาด เกษตรกรจำเป็นต้องฉีดพ่นสารเคมีเพื่อรักษาผลผลิต แต่ปัญหาที่ติดตามก็คือ เกิดปัญหาสารพิษตกค้างในพริก โดยสารพิษที่พบเกินค่าความปลอดภัยมากขึ้นทุกปี ได้แก่ สารไซเปอร์เมทริน โปรวิโนฟอส คลอไพรีฟอส เนื่องจากเกษตรกรใช้สารเคมีโดยขาดความระมัดระวัง ใช้ในกลุ่มที่มีพิษร้ายแรง และใช้ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ มีการเก็บเกี่ยวก่อนระยะปลอดภัยซึ่งเสี่ยงต่อการตกค้างของสารพิษในผลผลิต นอกจากนี้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงและใส่โดยไม่ได้มีการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติของดิน อันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ธาตุอาหารสะสมในดิน ทำให้สภาพดินเสื่อม

พื้นที่ปลูกพริกที่มีสภาพเป็นดินร่วน ปนทราย เสี่ยงต่อการระบาดของไส้เดือนฝอยรากปม ทำให้ผลผลิตลดลง 50 – 100 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับเกษตรกรขาดความรู้และความระมัดระวัง พวกเขาปลูกพริกโดยไม่มีการวิเคราะห์คุณสมบัติของดิน ใส่ปูนขาวพร้อมกับปลูก ใช้ทั้งปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และปุ๋ยเคมี ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพริก

การปลูกพริกของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวเสี่ยงเจอปัญหาการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช จำเป็นต้องใช้สารเคมีตั้งแต่เพาะกล้าจนถึงระยะเก็บเกี่ยว และเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนระยะความปลอดภัย ทำให้มีผลการตกค้างของสารเคมี ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกรและผู้บริโภค

พริกอินทรีย์

ปัญหาสารพิษตกค้างในพริกส่งออกของประเทศไทย เว็บเล่นไพ่ออนไลน์ กลายเป็นจุดอ่อนที่หลายประเทศหยิบยกเรื่องคุณภาพผลผลิต มาเป็นข้อกำหนดในการกีดกันทางการค้า ประกอบกับกระแสความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกมุมโลก สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 อุบลราชธานี (สวพ. 4) จึงได้วิจัยและพัฒนาระบบการผลิตพริกอินทรีย์ ซึ่งเป็นการผลิตพริกโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งปัจจัยการผลิตที่นำมาปรับปรุงบำรุงดิน ต้องใช้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 อุบลราชธานี (สวพ. 4) ใช้พื้นที่บ้านเดือยไก่ ต.หนองเหล่า และ ต.หนองฮาง เป็นแหล่งนำร่องในการส่งเสริมปลูกพริกอินทรีย์ เมื่อสิ้นสุดโครงการได้คัดเลือก “ คุณวิเชียร ชีช้าง ” ผู้ปลูกพริกบ้านก่อฮาง ต. หนองฮาง อ. ม่วงสามสิบ เป็นเกษตรกรต้นแบบเรื่องการปลูกพริกอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร

คุณวิเชียรปลูกพริกอินทรีย์ ได้แก่ พริกขี้หนูสวนผลใหญ่ พันธุ์ช่อระย้าเบอร์ 13 พันธุ์ทองดำ และพันธุ์หัวเรือเบอร์ 11 ซึ่งทุกพันธุ์ขายในราคาเดียวกันหมด คุณวิเชียรใช้สารชีวภาพมาใช้ควบคุมโรคและแมลง สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดี ซึ่งการปลูกพริกแต่ละรุ่นจะสามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนานถึง4เดือน เฉลี่ยไร่ละ 1,000 กิโลกรัม มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 120,000 บาท ต่อฤดูการผลิต ขึ้นกับราคาพริก ที่ผ่านมา พริกอินทรีย์ขายได้ราคาสูงกว่าพริกทั่วไปถึง 3 – 5 เท่าตัว กลายเป็นสินค้าส่งออกที่ขายดี เป็นที่ต้องการของบริษัทผู้ส่งออก โดยพริกอินทรีย์ของเขาส่งออกไปขายในประเทศญี่ปุ่นและหลายประเทศในภูมิภาคยุโรป

พื้นที่ปลูกพริกอินทรีย์ของคุณวิเชียร ไม่อยู่ใกล้กับแหล่งผลิตพืชอื่นที่มีการใช้สารเคมี และ ปลูกต้นไผ่เป็นแนวกันชน เพื่อป้องกันสารเคมี ที่มีการฉีดพ่น มาจากฟาร์มหรือแปลงอื่น ไม่ให้ฟุ้งมากับอากาศ