การปลูก ขุดหลุม 50×50 เซนติเมตร ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น

ใช้กิ่งตอนในการปลูก ช่วยในการเจริญเติบโตได้ดี ใช้เวลาปลูกเพียง 3 ปี เริ่มให้ผลผลิต แต่ที่สวนจะยังไม่เก็บ เนื่องจากต้นยังไม่แข็งแรง ถ้าเก็บลูกเร็วเกินไปจะทำให้ต้นแม่อายุสั้น ที่สวนจึงจะเริ่มเก็บผลผลิตเมื่อต้นอายุ 5 ปีขึ้นไป และต้องทำการตัดแต่งลูกไม่ให้มากเกินไปเพื่อรักษาต้นแม่ให้สามารถเก็บผลผลิตได้เป็นระยะเวลานานหลายสิบปีด้วย

หากเป็นสวนที่เริ่มลงกิ่งพันธุ์ปลูกใหม่ หากปลูกในช่วงฤดูแล้งในช่วง 3 เดือนแรก ต้องให้น้ำทุกวัน จะให้ช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ “ในช่วงเดือนแรกกิ่งพันธุ์จะเริ่มแตกยอด พอเข้าสู่เดือนที่ 2 และ 3 จะเริ่มเป็นพุ่มเล็กๆ พอหลังจาก 3 เดือนไปแล้วปรับปริมาณการให้น้ำจากรดทุกวัน เปลี่ยนเป็น 3 วันรดครั้ง ด้วยระบบสปริงเกลอร์อย่างสม่ำเสมอ หากขาดน้ำจะส่งผลทำให้กุ้งไม่ฉ่ำ เนื้อจะฝ่อและแข็ง”

ซึ่งช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกส้มโอ แนะนำว่าควรปลูกในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะ 1. แดดไม่แรงจนเกินไป 2. ฝนไม่ตกชุกจนเกินไป สามารถควบคุมการปลูกการดูแลจัดการได้ง่าย เพราะมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ จึงสามารถเลือกช่วงที่เหมาะสมที่สุดได้ แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ไกลน้ำ ก็แนะนำให้เลือกปลูกในช่วงฤดูฝน

การบำรุงใส่ปุ๋ย ในช่วงอนุบาล หรือในช่วง 3 เดือนแรก เริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ปริมาณ 1 ช้อนชาต่อต้น 15 วันใส่ครั้ง เพื่อต้องการเร่งราก เร่งใบให้เจริญเติบโตได้ดี พอครบช่วงอนุบาลไปแล้วเปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็นสูตรเสมอ 15-15-15 พร้อมกับการเพิ่มปริมาณการใส่เป็น 1 ช้อนโต๊ะ ระยะการใส่เดือนละครั้ง

โดยจะใส่สูตร 15-15-15 ไปเรื่อยๆ แต่จะปรับการให้จากเดือนละครั้ง เป็น 2 เดือนครั้ง หรือ 3 เดือนครั้ง ตามความสมบูรณ์ของต้น หากต้นเริ่มสมบูรณ์แข็งแรงก็จะลดปริมาณการใส่ปุ๋ยห่างขึ้น

จากนั้นจะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยอีกครั้งในช่วงก่อนเก็บผลผลิต 1 เดือน โดยจะใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ปริมาณต้นละ 1 กิโลกรัม เป็นสูตรเพิ่มความหวาน

“ส่วนการดูแลหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเหมือนเดิม คือน้ำอย่าให้ขาด 3-4 วันรดน้ำครั้ง พอถึงหน้าฝน เราจะเริ่มใส่ปุ๋ยช่วงเดือนพฤษภาคม สูตร 15-15-15 บำรุง เพื่อรอเก็บผลผลิตรุ่นใหม่ พอหน้าฝนเขาจะเริ่มผลิดอกใหม่ ออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม แล้วจะสามารถเก็บผลได้ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม”

การดูแลตัดแต่งกิ่ง ตัดกิ่งกระโดง โดยตัดชิดโคนกิ่ง ตัดแต่งกิ่งที่เก็บผลผลิตไปแล้วทิ้ง และตัดแต่งกิ่งที่ซ้อนทับกันออก เพื่อให้ทุกๆ กิ่งได้รับแสงสม่ำเสมอ เพิ่มประสิทธิภาพในการออกดอกติดผล 1. เพื่อให้แสงส่องผ่านได้ทั่วทั้งทรงพุ่ม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง 2. อากาศถ่ายเทได้สะดวก คายน้ำได้ดี ไม่อับชื้น

โดยที่จะสวนจะเริ่มตัดแต่งกิ่งในช่วงหน้าแล้ง ยกตัวอย่างคือ ช่วงหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ จะเริ่มตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้พร้อมกับการติดดอกในเดือนพฤษภาคม เมื่อดอกออกจะเริ่มฉีดฮอร์โมนบำรุง เพื่อกันไม่ให้ดอกร่วง ทำให้ขั้วเหนียว และปัจจัยด้านสภาพอากาศมีผลต่อการติดดอกออกผลเช่นกัน หากเจอฝนตกหนักๆ แล้วมาเจอแดดจะทำให้ดอกร่วงได้ง่าย เพราะฉะนั้นจะต้องมีการฉีดฮอร์โมนเสริมเพื่อให้ขั้วเหนียว

แมลงศัตรูส้มโอ ที่สวนพบบ่อยที่สุดคือแมลงวันทอง ณ ตอนนี้ยังไม่สามารถหาวิธีกำจัดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อาศัยการป้องกันด้วยการฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ในการป้องกัน หรือการนำเอากากมะพร้าวมาจุดให้เป็นควันเพื่อใช้ในการไล่แมลง ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง และเพื่อเป็นการลดต้นทุนการใช้สารเคมี และเพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย

ปริมาณผลผลิต 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ 2 ครั้ง คือในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เก็บผลผลิตครั้งที่ 1 และในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เก็บผลผลิตครั้งที่ 2 ปัจจุบันสามารถเก็บผลผลิตได้จำนวนประมาณ 100 ลูกต่อต้น มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อผลประมาณ 1.2-2.5 กิโลกรัม ปลูก 5 ไร่ เก็บผลผลิตได้ประมาณ 4-5 ตัน และเน้นเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพเท่านั้น

โดยเทคนิคการเลือกส้มโอให้หวานและได้คุณภาพดีนั้น พี่หาร อธิบายเพิ่มเติมว่า ให้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการเลือกคือน้ำหนัก หากใช้มือโยนผลของส้มโอขึ้นแล้วรู้สึกเบามือถือว่ายังใช้ไม่ได้ ที่ดีคือเมื่อโยนผลส้มโอขึ้นแล้วให้น้ำหนักหน่วงมือ อันนี้ถือว่าใช้ได้ จะได้ส้มโอที่คุณภาพดี เปลือกบาง และรสชาติหวานฉ่ำ เพราะน้ำหนักของผลสื่อได้ว่า ส้มโอได้กินทั้งน้ำและอาหารมาเต็มที่แล้ว

ปลูกเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม สร้างเงินเก็บได้ไม่น้อย

พี่หาร เล่าให้ว่า ทั้งด้านราคาและตลาดส้มโอถือว่ายังสดใส โดยตอนนี้ราคาขายหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท และขายในราคานี้มานานหลายปีแล้ว ยังไม่ได้รับผลกระทบด้านราคาผันผวนเหมือนกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ประกอบกับที่มีตลาดรองรับทั้งพ่อค้าแม่ค้าประจำที่มารับถึงสวนเพื่อไปขายในตัวจังหวัด รวมถึงนำมาวางขายหน้าสวนให้กับลูกค้าประจำ และนักท่องเที่ยวสัญจรผ่านไปผ่านมา

หากคิดเป็นรายได้สำหรับการปลูกส้มโอ 1 ไร่ จะมีรายได้ประมาณ 40,000 บาท หรือตกปีละประมาณ 200,000 บาท เมื่อหักลบต้นทุนค่าปุ๋ย ค่าการจัดการต่างๆ ถือว่าเป็นเงินเก็บก้อนใหญ่ประจำปีได้เป็นอย่างดี ส่วนงานเกษตรผสมผสานที่ทำควบคู่กันก็นำมาเป็นเงินใช้จ่ายประจำวัน

จึงมีความเห็นส่วนตัวว่า การปลูกส้มโอยังมีอนาคตสดใส ขอเพียงแค่เกษตรกรใส่ใจเรื่องคุณภาพ เนื่องจากตอนนี้ผลผลิตในพื้นที่ก็ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด รวมถึงให้ทางหน่วยงานทางภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและผลักดัน ตลาดจะไปได้ไกลและง่ายขึ้น พี่หาร กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือท่านใดอยากเข้าไปแวะเยี่ยมชม ชิม ส้มโอขาวน้ำผึ้ง ของคุณวิหาร นอกตาจั่น สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 093-323-6040, 084-086-9179 สับปะรด ชื่อวิทยาศาสตร์ Ananas comosus (L.) วงศ์มรอมมีเลียซีอี้ (Family Bromeliaceae) มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศบราซิล ปารากวัยและอาร์เจนตินา นักเดินเรือชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้เผยแพร่พันธุ์สับปะรดไปยังประเทศต่างๆ

สำหรับประเทศไทยสันนิษฐานว่า ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ปี ค.ศ. 1680-1700) พ่อค้าชาวโปรตุเกสได้นำพันธุ์สับปะรดกลุ่มสแปนนิช (Spanish) หรือสับปะรดพันธุ์อินทรชิตเข้ามาปลูกในไทย จนกลายเป็นสับปะรดพันธุ์พื้นเมืองของไทย

สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ในไทย

ต่อมามีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากประเทศอินโดนีเซียมาปลูกไว้ในพื้นที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อของ “สับปะรดปราณบุรี” ทุกวันนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กลายเป็นแหล่งปลูกและแปรรูปสับปะรดที่มากที่สุดของประเทศ

ปี 2460 มีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้ามาปลูกอย่างแพร่หลายในจังหวัดลำปาง สับปะรดพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ สับปะรดปัตตาเวียพันธุ์น้ำผึ้ง เนื่องจากมีรสหวานเหมือนน้ำตาลทราย ผลจะมีลักษณะอวบใหญ่ น้ำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม เพราะเกษตรกรนิยมใช้เส้นตอกมัดก้านจุก ทำให้ยอดดูฟูใหญ่ ปี พ.ศ. 2486-2487 โรงเรียนอัสสัมขัญ (ศรีราชา) นับว่าเป็นแหล่งผลิตเริ่มต้นปลูก สับปะรดปัตตาเวียในจังหวัดชลบุรี ใช้ชื่อสับปะรดเอซี (AC) ตีตราที่ขั้วเลย ขึ้นชื่อเรื่องสับปะรดคุณภาพ ขายราคาแพงมาก กลาย เป็นเรื่องโด่งดังและทำให้สับปะรดปัตตาเวียได้ชื่อใหม่ว่า “สับปะรดศรีราชา”

สับปะรดศรีราชา ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2558 รูปร่างกลมรี มีปลายจุกแหลม น้ำหนักผล 1.5-3.5 กิโลกรัม ก้านผลสั้น มีไส้ใหญ่ตาค่อนข้างตื้น เปลือกผิวผลดิบมีสีเขียวคล้ำ ผลสุกมีสีเขียวอมเหลืองอมส้ม เนื้อละเอียดสีเหลืองอ่อน แต่จะเป็นสีเข้มในฤดูร้อน รสชาติหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม ถูกรสนิยมคนไทย สับปะรดศรีราชาเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เกือบทั้งปีมีผลผลิตเข้าตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และเดือนตุลาคม-ธันวาคม

มีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากจังหวัดระยอง ชลบุรี มาปลูกในพื้นที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นดอยสูง ที่เชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 400 เมตร ทำให้สับปะรดปัตตาเวียที่ปลูกในแหล่งนี้ มีรสชาติอร่อย เป็นที่รู้จักในชื่อ สับปะรดห้วยมุ่น เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นที่นิยมของตลาดและผู้บริโภค เนื่องจากเนื้อเหลืองอมน้ำผึ้งรสชาติหวานฉ่ำ ตาไม่ลึก ทำให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก น้ำหนัก 1-3 กิโลกรัม รับประทานแล้วไม่ระคายคอ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 13,000 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิตแล้วประมาณ 9,500 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 6 ตัน ต่อไร่ ช่วงที่ผลผลิตเข้าสู่ตลาด ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมของทุกปี

สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียที่ปลูกในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สับปะรดสำหรับส่งขายโรงงานและสับปะรดสำหรับบริโภคสด สับปะรดทั้งสองชนิด ดูจากลักษณะภายนอกแยกกันไม่ออก ต้องดูจากแหล่งผลิตเป็นหลัก สับปะรดทั้งสองกลุ่มมีวิธีการปลูกดูแลที่แตกต่างกัน เพราะสับปะรดโรงงานจะใส่สาร คลอไรด์เพื่อลดความหวาน เนื่องจากไม่ต้องการสับปะรดเนื้อฉ่ำมาก จะทำให้เข้ากระป๋องไม่ได้คุณภาพ

โดยทั่วไปวัฎจักรของการค้าสับปะรด ในช่วงต้นปี เป็นช่วงเวลาที่ขายผลผลิตได้ดีที่สุด ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมเป็นช่วงเวลาที่ผลผลิตมักขาดตลาด พ่อค้าจึงขายสินค้าทำกำไรได้ราคาดีกว่าช่วงอื่นๆ หากช่วงใดที่สับปะรดผลสดขาดตลาด พ่อค้าบางรายซื้อสับปะรดโรงงานเข้ามาขายในตลาดแทน เพื่อไม่ให้สินค้าขาดตลาด ทำให้ผู้บริโภคกินสับปะรดแล้วเจอสับปะรดรสเปรี้ยว ซึ่งเหมาะสำหรับใช้แปรรูปอาหารมากกว่ากินผลสด

ชื่อปัตตาเวียเหมือนกัน แต่อร่อยแตกต่างกัน

พันธุ์สับปะรดปัตตาเวีย มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น สับปะรดศรีราชา สับปะรดปราณบุรี ลักกะตา พันธุ์ ตาดำตาแดง สับปะรดน้ำผึ้ง ฯลฯ แม้ได้ชื่อว่าเป็นสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียเหมือนกัน แต่ปลูกดูแลในสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มีลักษณะแตกต่างกันออกไปทั้งด้านขนาดและรสชาติความอร่อย

การซื้อขายสับปะรดโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มได้แก่ คุณภาพเนื้อ 1 สับปะรดเนื้อหวานฉ่ำ เน้นคัดผลสวย ลูกย่อม น้ำหนักตั้งแต่ 1.3 กิโลกรัม ป้อนตลาดทั่วไป ส่วนกลุ่มห้างสรรพสินค้านิยมสินค้าเนื้อ 1 เกรดพรีเมียร์ ผลใหญ่น้ำหนัก 1.7 กิโลกรัมขึ้นไป

สับปะรดคุณภาพเนื้อ 2 รสหวานปานกลาง ขนาดผลใหญ่น้ำหนักเฉลี่ยตั้งแต่ 1.5-1.7 กิโลกรัม เป็นที่ต้องการในกลุ่มร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม

กลุ่มเนื้อ 3 ซึ่งเรียกว่า สับปะรดเนื้อแกง เพราะมีรสอมเปรี้ยวอมหวาน เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นอาหาร สำหรับสับปะรดเนื้อ 3 หากเก็บเอาไว้สักระยะ ก็จะมีรสหวานเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกับสับปะรดภูเก็ต

ห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ ต้องการสับปะรดเนื้อ 1 เกรดพรีเมียร์ ขนาดใหญ่ ความหวาน 12 บริกก์ขึ้นไป โดยเฉพาะสับปะรดปัตตาเวียลำปาง มีผลอวบใหญ่ได้สเปคของตลาดห้างสรรพสินค้า

สับปะรดศรีราชา นอกจากขายดีในตลาดบริโภคผลสดทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว ผู้บริโภคยังนิยมใช้สับปะรดศรีราชาสำหรับไหว้เจ้าในเทศกาลต่างๆ อีกด้วย เพราะสับปะรดศรีราชามียอดแข็งสวยงามกว่าพันธุ์อื่นๆ หากตัดสับปะรดที่ อัตราความสุกประมาณ 70% สามารถขึ้นหิ้งไหว้เจ้าได้นานหลายสัปดาห์ แต่สับปะรดพันธุ์ห้วยมุ่นไม่เหมาะสำหรับไหว้เจ้า เพราะมียอดอ่อนนิ่ม

สับปะรดห้วยมุน

สับปะรดห้วยมุ่น แม้อยู่ในสายพันธุ์ปัตตาเวีย เมื่อนำไปปลูกที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อ 50 ปีก่อน สับปะรดห้วยมุ่นเติบโตได้ดีในสภาพดินปนทราย และสภาพภูมิอากาศแบบภูเขา ทำให้เกิดลักษณะพิเศษกว่าที่อื่นๆ คือ เนื้อนุ่ม หวานฉ่ำชื่นใจไม่บาดลิ้น มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง แกนสับปะรดห้วยมุ่นก็มีรสหวาน เนื้อกรอบอร่อย “สับปะรดห้วยมุ่น” เป็นสินค้าตัวเลือกอันดับแรกที่ลูกค้าต้องการ แต่ธุรกิจร้านอาหารไม่ค่อยใช้สับปะรดห้วยมุ่นเพราะใส้สับปะรดมักแตกร้าวได้ง่าย

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ก่อนกระแสความนิยมการเสพสื่อผ่านออนไลน์จะครอบคลุมเป็นวงกว้างไปทุกวงการ คุณประมวน กองน้อย หนุ่มหน้ามนคนมหาสารคาม เป็นผู้หนึ่งที่มีภูมิลำเนามาจากครอบครัวเกษตรกรรม แต่เจ้าตัวไม่เคยจับงานเกษตรเป็นชิ้นเป็นอันจริงจัง เพราะมีความถนัดในงานเขียนและรักในสายอาชีพผู้สื่อข่าวมากกว่า

หลายปีทีเดียวก่อนการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น คุณประมวนตัดสินใจบ่ายหน้ากลับบ้านเกิด เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ปิดตัวลง และตั้งใจทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเปิดร้านสะดวกซื้อ ผ่านไป 1 ปี ความมั่นคงทางรายได้มีไม่มาก จึงหวนกลับไปทำงานสายอาชีพที่ถนัดอีกครั้งในตัวจังหวัดมหาสารคาม แต่เมื่อบวกลบรายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว เงินเดือนที่ได้รับแทบไม่เหลืออะไร

ท้ายที่สุด สิ่งที่คุณประมวนคิดได้คือ การกลับไปสู่รากฐานและตัวตนของบรรพบุรุษ เขาซื้อรถไถนาหวังรับจ้างและช่วยพ่อทำนาเท่าที่พอจะทำได้

ด้วยความเป็นคนไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีเปิดรับสมัครสอบบุคคลเข้ารับการอบรมโครงการโคกหนองนาตามแนวทางพระราชดำริ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ โคก หนอง นา โมเดล เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและเผยแพร่กิจกรรมของ โคก หนอง นา โมเดล ในนามของนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ จึงสมัครและครั้งนั้นทำให้คุณประมวนสอบได้ลำดับที่ 1

คุณประมวนเข้ารับการอบรมที่โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านกำพี้ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นระยะเวลา 5 วัน 4 คืน พร้อมๆ กับเพื่อนที่สอบเข้ารับการอบรมด้วยกันอีก 7 คน

“ผมไม่ได้คิดอะไรมาก เห็นว่ามีสอบคิดว่า ถ้าสอบได้ก็จะได้ทำงานใกล้บ้าน ที่ทำการห่างไปเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น แต่พอไปอบรมที่โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ผมได้เรียนรู้หลายอย่างมาก เช่น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำปุ๋ยหมัก การห่มดิน การบำรุงรักษาดิน การอนุรักษ์น้ำ การดูแลสิ่งแวดล้อม และอีกมาก ยิ่งตอนนี้ภาวะโรคระบาดโควิด-19 โครงการนี้สอนให้เราอยู่ในพื้นที่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกไปไหน เพราะเราสามารถทำทุกอย่างได้ในพื้นที่และบริเวณบ้านของเรา เพราะเราปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก”

การเข้ารับการอบรมโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ คือการรับความรู้แล้วนำไปเผยแพร่ ส่งต่อ ให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือชาวบ้าน ชุมชน และครัวเรือนที่สนใจ แต่เมื่อคุณประมวนได้เข้าไปศึกษาด้วยตัวเอง เขารู้ทันทีว่า นี่คือสิ่งที่เขาตามหามาโดยตลอด

คุณประมวนสมัครเข้าร่วมโครงการโคกหนองนาตามแนวทางพระราชดำริ เพื่อลงมือทำด้วยตนเอง แม้เพื่อนที่สอบคัดเลือกด้วยกันอีก 7 คน ไม่มีใครสนใจก็ตาม

จากที่ต้องทำหน้าที่เพียงการเผยแพร่ ส่งต่อ ให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือ เป็นการลงมือทำด้วยตนเอง แต่หน้าที่เบื้องต้นนั้นก็ละทิ้งไม่ได้ เสมือนการเรียนรู้ด้วยของจริง พ่อแบ่งพื้นที่ให้คุณประมวน เริ่มทำโครงการโคกหนองนาตามแนวทางพระราชดำริ 1 ไร่ เบื้องต้นได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแกดำ กรมการพัฒนาชุมชน จังหวัดมหาสารคาม ในการขุดบ่อน้ำในพื้นที่ จำนวน 2 บ่อ ขุดคลองไส้ไก่ และทำแปลงนา

“ที่ดิน 1 ไร่ ไม่มีอะไรเลยครับ เริ่มขุดบ่อน้ำ 2 บ่อ มีคลองไส้ไก่เชื่อม ดินแถวนี้เป็นดินร่วนปนทราย ต้องเริ่มบำรุงดินใหม่ ผมใช้ฟางคลุมทุกที่ที่เป็นดิน โดยใช้ฟางเก่าจากแปลงนาที่มีอยู่ นำการเรียนรู้เรื่องของการปลูกป่า 5 ระดับมาใช้ และเริ่มลงมือปลูกพืชระยะสั้น”

การขุดบ่อน้ำ มีหลักการสร้างแหล่งน้ำในภาคอีสานว่า ในทุกวันปริมาณน้ำในแหล่งน้ำจะลดลงวันละ 1 เซนติเมตร ตลอดปีปริมาณน้ำจะลดลงโดยเฉลี่ยเกือบ 4 เมตร ดังนั้น แหล่งน้ำแต่ละแหล่งต้องมีความลึกไม่น้อยกว่า 4 เมตร หรือลึก 4-7 เมตร ก่อนขุดบ่อให้ดูทางน้ำไหลผ่านเพื่อรองรับน้ำธรรมชาติ (น้ำฝน) หรือหากมีตาน้ำก็จะมีน้ำธรรมชาติผุดขึ้นมา

การปลูกป่า 5 ระดับ ได้แก่ ไม้สูง เช่น สัก ยางนา มีไว้เสมือนเป็นเงินออม กว่าไม้สูงจะเจริญเติบโตใช้เวลานาน ซึ่งคุณประมวนเลือกปลูกยางนา เพราะต้นยางนาเมื่อโตขึ้นจะเป็นต้นตอของการเพาะเห็ดระโงกได้ ไม้กลาง กลุ่มไม้ผล คุณประมวนเลือกปลูกที่ชอบกิน เช่น มะม่วง ลำไย มังคุด เงาะ ขนุน ปลูกอย่างละจำนวนไม่มาก เป็นแปลงผสมผสาน เพราะพื้นที่ไม่มาก กิ่งที่ตัดแต่งออกนำไปทำฟืนได้ด้วย

ไม้เตี้ย จำพวกพืชอายุสั้น ให้ผลผลิตเร็ว เช่น มะเขือ แตงกวา พริก ข้าวโพด

ไม้เรี่ยดิน อาทิ ฟักทอง บวบ

และไม้กินหัว เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ มันแกว เป็นต้น “ผมแบ่งโซนปลูก แต่เพราะพื้นที่น้อยจึงปลูกในลักษณะของผสมผสาน บริเวณคันนาผมปลูกถั่วฝักยาว อีกด้านของคันนาทำโดมขึ้นแล้วปลูกบวบ น้ำเต้า บวบหอม ถั่วขอ รอบขอบบ่อผมปลูกฝรั่งกิมจู ทุกๆ พื้นที่ที่เป็นดินผมทำประโยชน์ได้หมด หากเป็นพื้นที่ว่างระหว่างต้นไม้ ผมจะนำฟางมาคลุมดินไว้ เพื่อให้ดินเก็บความชื้น”

คุณประมวนเริ่มเรียนรู้การปลูกพืชแต่ละชนิดไปพร้อมๆ กับการลงปลูก ระยะแรกมีตายบ้าง แต่ทั้งหมดคือประสบการณ์ที่ก่อร่างสร้างเป็น โคก หนอง นา โมเดล

คุณประมวนนำผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ 5 วัน 4 คืน ที่โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ มาใช้ได้ทั้งหมด และไม่ลืมทำหน้าที่ของนักพัฒนาต้นแบบ ที่ต้องออกไปพบปะครัวเรือนในชุมชน ถ่ายทอดความรู้ที่อบรมมาให้กับครัวเรือนต้นแบบในพื้นที่ที่รับผิดชอบ นอกเหนือจากการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปให้กับเกษตรกรครัวเรือนต้นแบบแล้ว คุณประมวนยังได้รับความรู้ในมุมของเกษตรกรครัวเรือนต้นแบบบางประการกลับมา เป็นการแลกเปลี่ยน

นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ที่เริ่มเข้ารับการอบรมโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ คุณประมวนไม่ได้นิ่งเฉย เขาลงมือทันที แต่เมื่อเริ่มจากผืนดินโล้นๆ จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟูและก่อร่าง

“กว่าผมจะได้ปลูกต้นไม้จริงๆ ราวเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา จริงๆ แล้วผมแทบไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แม้กระทั่งพันธุ์ไม้ เพราะการที่ผมทำหน้าที่นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เดินเข้าไปถ่ายทอดความรู้ที่มีให้กับเกษตรกรแต่ละครัวเรือน ทำให้ผมได้รับความรู้ในอีกมุมของเกษตรกรกลับมา ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้ที่มีซึ่งกันและกัน ทำให้ต้นทุนของการเริ่มทำ โคก หนอง นา โมเดล ของผมแทบไม่มี”

บ่อน้ำ 2 บ่อ คุณประมวนลงทุนซื้อปลานิล ปลาหมอ และปลาตะเพียน มาลงบ่อไว้ ระยะแรกต้องซื้อหัวอาหารมาเลี้ยงปลา แต่ละเดือนต้องหมดเงินไปกับหัวอาหารเลี้ยงปลาสัปดาห์ละ 80 บาท เมื่อศึกษาพบว่า แหนแดงเป็นพืชที่มีโปรตีนสำหรับสัตว์กินพืชที่ดี จึงลงทุนซื้อแหนแดงมาในราคา 150 บาทต่อกิโลกรัม แบ่งให้ปลากินและเพาะขยายพันธุ์ไว้เอง ทำให้ปัจจุบันไม่ต้องเสียเงินซื้อหัวอาหาร ทั้งยังมีรายได้เพิ่มจากการขยายพันธุ์และแบ่งขายแหนแดงออกไป

นอกจากนี้ คุณประมวนยังริเริ่มทำแซนด์วิชปลา เป็นการให้อาหารปลาโดยการนำไม้ไผ่เฉวียนสานเข้าหากัน นำฟางวางลงไปชั้นแรกสลับกับขี้วัวขี้ควาย น้ำหมัก สลับไปเรื่อยๆ หลายๆ ชั้น แล้วปักไว้กลางบ่อ เมื่อฟางเน่าเปื่อยจะเกิดไรแดง หนอน เป็นอาหารปลา เมื่อใกล้หมดก็เติมแซนด์วิชปลาเข้าไปใหม่ ทำอย่างนี้วนไป เป็นการลดต้นทุนที่ดี

ปัญหาโรคและแมลง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งโดยรอบมีการใช้สารเคมี ยิ่งทำให้พื้นที่ปลอดเคมีถูกโจมตีได้ง่าย แต่คุณประมวนก็เลือกใช้วิธีทำน้ำหมักและสารชีวภาพกำจัดแมลงจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวเรือน เช่น น้ำปลา กะปิ พริก ไข่ ผงชูรส เป็นต้น

ในพื้นที่ 1 ไร่ ยังมีทั้งที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์รวมอยู่ด้วย ในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ มีทั้งไก่พื้นบ้าน 30 ตัว วัว 2 ตัว และควาย 4 ตัว

จากวันที่ลงปลูกพืชในเดือนมิถุนายน ถึงวันนี้ coresysit.com คุณประมวนมีรายได้จากพืชอายุสั้นเพียงอย่างเดียว ตลอด 3 เดือน จนถึงเดือนกันยายนที่จดบันทึกไว้ มีรายได้เข้าครัวเรือนเกือบหมื่นบาท หากนับระยะเวลาอาจจะดูว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก แต่นี่เป็นเพียงพืชกลุ่มเดียวที่สร้างรายได้ ซึ่งยังมีพืชอีกหลายชนิดที่จะผลิดอกออกผล เปลี่ยนเป็นเม็ดเงินอีกมาก และประเมินว่าในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า รายได้ต่อวันหลักพันบาทแน่นอน

ยิ่งฤดูฝนเช่นนี้ ความเป็นคนใฝ่รู้ของคุณประมวน ทำให้เขาลองเจาะไม้เนื้อเบา ใส่เชื้อเห็ดขอนขาวเข้าไป ไม่นานก็ได้เห็ดขอนขาวเป็นอาหารและนำไปจำหน่ายได้

ทุกอย่างที่คุณประมวนได้รับการอบรมมาและศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง คุณประมวนพร้อมถ่ายทอดให้กับครัวเรือนต้นแบบและผู้ที่สนใจ โคก หนอง นา โมเดล เพราะเขารู้ดีว่า เกษตรแบบพอเพียงที่ดำเนินอยู่นี้ให้สิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตเพียงใด

“การทำเกษตรเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน ปลูกแล้วก็แบ่งปัน เหลือค่อยจำหน่าย และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ เมื่อก่อนผมไม่เคยชอบเกษตร เดี๋ยวนี้ชอบมากและสนุกกับมัน ใครที่บอกว่าทำเกษตรแล้วไม่รวย นั่นเพราะไม่รู้จักการลดต้นทุน และหัวใจของการทำการเกษตรคือ ความตั้งใจ ความขยัน ถ้าไม่มีเราจะไม่ประสบความสำเร็จ”

ด้วยความมุ่งมั่นของคุณประมวน จากปีแรกที่กลับบ้านเกิด คุณประมวนกลายเป็นคนเงียบๆ มีเรื่องราวการใช้ชีวิตผ่านโซเชียลให้คนรู้จักได้เห็นหน้าบ้างไม่มากนัก แต่ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา รอยยิ้มของคุณประมวนมีมาให้เห็นหน้าเฟซบุ๊กพร้อมๆ กับผลผลิตที่ได้จากผืนดิน 1 ไร่ เกือบทุกวัน เป็นรอยยิ้มที่แสดงให้เห็นถึงความสุขข้างในใจ

ปัจจุบัน นอกเหนือจากเป็นนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบแล้ว ความตั้งใจใฝ่รู้ที่คุณประมวนมี ยังทำให้ผืนดินที่ปลุกปั้นเป็นแปลงต้นแบบ และตัวคุณประมวนเองทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับผู้สนใจศึกษา โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแกดำ กรมการพัฒนาชุมชน จังหวัดมหาสารคาม นำผู้สนใจเข้าศึกษาดูงานยังแปลงของคุณประมวนด้วย