การป้องกันกำจัดศัตรูพืชหลังจากลงแปลงปลูกก็จะมีการฉีดพ่น

น้ำหมักกับสารชีวภัณฑ์ป้องกันแมลงและหนอนชอนใบ โดยใช้เชื้อบิวเวอเรีย และเมธาไรเซียม ในการกำจัดแมลง แล้วใช้ บีที บาซิลลัส ในการป้องกันกำจัดหนอน สลับกับการใช้น้ำหมักและน้ำส้มควันไม้ไล่แมลง โดยมีระยะการฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับช่วงที่ไม่มีการระบาด แต่ถ้าถึงช่วงที่เห็นการเข้าทำลายอาจจะเพิ่มการฉีดพ่นเป็น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง แล้วใส่น้ำหมักบำรุงไปด้วย

การให้ปุ๋ยทางดิน ทางใบ และในระบบน้ำ ใช้ปุ๋ยสูตรเดียวกัน ต่างกันที่วิธีการและระยะเวลาในการใส่

1. การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ…จะใช้ปุ๋ยหมักรกหมู และปุ๋ยหมักนมสดผสมไปพร้อมกับเชื้อไตรโคเดอร์มาให้พร้อมน้ำทุก 15 วันครั้ง เพื่อช่วยเรื่องรากเน่าโคนเน่าในแปลง

2. การให้ปุ๋ยทางดิน… ก็จะใส่ปุ๋ยหมักรกหมู และน้ำหมักนมสด ใส่ทางดินเดือนละ 1 ครั้ง จนถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิต เพียงแต่ให้เว้นระยะห่างของการฉีดพ่นในช่วงติดช่อดอก เพื่อป้องกันการกระตุ้นทำให้ดอกร่วง ซึ่งในส่วนของน้ำหมักนมสดนี้ เป็นสูตรที่สำคัญมากสำหรับการปลูกมะเขือเทศ และมีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยาก โดยมีสูตรการทำ ดังนี้

-พด. 2 จำนวน 2 ซอง (หัวเชื้อจุลินทรีย์จากพัฒนาที่ดิน)

3.การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ… น้ำหมักที่สวนใช้แต่ละสูตรล้วนแล้วแต่ทำเอง มีเพียงน้ำหมักรกหมูที่หาซื้อกับคนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งน้ำหมักรกหมูมีคุณสมบัติที่ดีมากสำหรับพืช ส่วนน้ำหมักนมสดจะหมักเองพร้อมกับผลไม้ที่เสียหายภายในสวนนำมาหมัก วิธีการใช้ฉีดพ่นทางใบไปพร้อมกับสารชีวภัณฑ์ ระยะในการฉีดพ่น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าเจอการระบาดมากๆ ก็จะเพิ่มการฉีดพ่นเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนเทคนิคที่ทำให้มะเขือเทศมีรสชาติดีนั้น คือขี้เถ้าแกลบ จะช่วยเรื่องรสชาติของมะเขือเทศให้มีรสชาติที่ดีขึ้น และตัวขี้เถ้าแกลบยังสามารถช่วยไล่เพลี้ยได้ดีอีกด้วย

ปริมาณผลผลิต
ที่สวนปลูกแบบอินทรีย์จะไม่มีการเร่งสารเพื่อทำให้ผลผลิตออกมาในปริมาณมาก แต่การปลูกแบบอินทรีย์ผลผลิตจะค่อยๆ ทยอยออกมาให้เก็บ โดยใน 1 รอบการผลิต จะเก็บได้ประมาณ 3-4 เดือน และต้องมีการเตรียมแปลงคอร์ปต่อไปเพื่อให้ผลผลิตมีเก็บอย่างต่อเนื่อง

ราคา…ขายปลีกกิโลกรัมละ 70 บาท สำหรับมะเขือเทศสีแดงและสีนิล ส่วนสีเหลือง ขายปลีกในราคากิโลกรัมละ 100 บาท แต่ถ้าเป็นในส่วนของการทำส่งโมเดิร์นเทรด จะขายในราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-70 บาท ตลอดทั้งปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคากับมะเขือเทศที่ปลูกแบบทั่วไปจะต่างกันมาก และนอกจากราคาที่ตกต่ำแล้ว ยังมีคู่แข่งทางด้านการตลาดที่สูง จึงได้มีการชักชวนให้เกษตรกรที่อยากหนีปัญหาเหล่านี้ หันมาปลูกมะเขือเทศอินทรีย์ส่งให้กับสหกรณ์เพื่อส่งให้กับโมเดิร์นเทรดต่อไป ในราคารับซื้อกิโลกรัมละ 50-70 บาท ตลอดทั้งปี แต่มีข้อตกลงในการรับซื้อในแต่ละครั้ง จะรับจำนวนที่มากถึงขนาดหลักตันต่อคน แต่ก็ยังคุ้มค่ากับเกษตรกรแน่นอน ยกตัวอย่าง ที่สวนปลูกมะเขือเทศส่งสหกรณ์ สัปดาห์ละประมาณ 180-200 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้สัปดาห์ละ 10,000 บาท 1 รอบการผลิต เก็บได้ 15 สัปดาห์ เฉลี่ยออกมาเป็นรายได้ประมาณแสนกว่าบาทต่อคอร์ป

แนะนำการตลาด
“อย่างของพี่ที่ได้เข้าตลาดโมเดิร์นเทรด ส่วนหนึ่งมาจากหน่วยงานราชการ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ตลาดส่งออก หรือตลาดทั่วไป จริงๆ แล้วเขาต้องการที่จะหาคู่ค้าหรือลูกทีมทุกกลุ่มที่จะสามารถผลิตสินค้าให้เขาได้ และมีความซื่อสัตย์ต่อกัน แต่ติดปัญหาตรงที่ผู้ประกอบการบางรายเขาก็ไม่รู้ว่าในพื้นที่เกษตรกรที่ปลูกแบบนี้อยู่ที่ไหน เขาจึงใช้วิธีการมองหาเกษตรกรผู้ผลิตจากจุดที่เขาสามารถเข้าถึงได้ง่าย และสามารถเชื่อมโยงการตลาดให้เขาได้ นั่นคือ หน่วยงานราชการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากแนะนำคือ ให้เกษตรกรพยายามเข้าร่วมโครงการที่ทางหน่วยงานรัฐจัด

เข้าไปแล้วอาจจะไม่ได้ตลาดเลยทันที แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อเกิดการรวมกลุ่มแล้ว จะเกิดเครือข่ายขึ้นมาเอง ยกตัวอย่าง โครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์อันนี้เป็นโครงการที่ดีมาก เพราะทำให้เราได้ไปเจอเพื่อนๆ จากหลากหลายสาขาวิชาชีพมารวมตัวกัน และบุคคลเหล่านี้ก็จะมีความชำนาญในการหาช่องทางการตลาด บวกกับความคิดที่หลากหลาย บางคนทำงานตรงนั้นตรงนี้ มีช่องทางตรงไหนก็มาแลกเปลี่ยนกัน กลายเป็นการขยายตลาดอีกทางหนึ่ง” พี่แหม่ม กล่าวทิ้งท้าย

ทำเอาใจฟูกันถ้วนหน้า สำหรับงาน ‘ประชันวงดุริยางค์กรุงเทพฯ-โคราช’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวานนี้ (31 กรกฎาคม) ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะนักเรียนและผู้ชมกว่า 4,000 คน เดินทางมาร่วมชม ร่วมเชียร์เหล่าเยาวชนวงดุริยางค์ทั้ง 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม และโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต จาก กรุงเทพฯ กับโรงเรียนสุรนารีวิทยา (โคราช) และโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จากฝั่งนครราชสีมา ที่มาประชันและโชว์ศักยภาพด้านดนตรีกันแบบสนุกสนาน สร้างความประทับใจให้เหล่ากองเชียร์กันแบบเต็มอิ่ม

งานดีๆ แบบนี้ ฟาร์มเฮ้าส์ แบรนด์ขนมปังอันดับ 1 ของไทย ไม่พลาดร่วมส่งขนมปังหอมกรุ่นจากเตาทุกเช้า จำนวน 4,000 ชิ้น มาแจกฟรีให้กับน้องๆ วงดุริยางค์ทั้ง 4 โรงเรียนและเหล่าทัพกองเชียร์ได้อิ่มท้องพร้อมเชียร์ โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับมอบขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ 4,000 ชิ้น จาก นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ฟาร์มเฮ้าส์”

ระยะนี้จะมีฝนตกบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนหน้าแมว สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นปาล์มน้ำมัน

เริ่มแรกตัวหนอนหน้าแมวจะกัดทำลายใบปาล์มน้ำมัน หนอนตัวเล็กจะกัดกินผิวใบ เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะกัดกินจนใบขาด หากระบาดรุนแรง ใบจะถูกกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ผลผลิตลดลง ต้นปาล์มน้ำมันชะงักการเจริญเติบโต และต้นปาล์มน้ำมันจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน การระบาดของหนอนหน้าแมวในแต่ละครั้งจะใช้เวลาในการกำจัดนาน เนื่องจากหนอนหน้าแมวมีหลายระยะในเวลาเดียวกัน เช่น ระยะหนอนและระยะดักแด้ ทำให้ไม่สามารถกำจัดให้หมดในเวลาเดียวกันได้

หากพบการเข้าทำลายของหนอนหน้าแมว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือ การใช้วิธีกล การใช้ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับการใช้วิธีกล ให้เกษตรกรตัดทางใบปาล์มน้ำมันที่มีหนอน หรือจับผีเสื้อที่เกาะนิ่งในเวลากลางวันตามใต้ทางใบ หรือเก็บดักแด้ตามซอกโคนทางใบรอบต้นมาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก จากนั้นให้ใช้กับดักแสงไฟ black light หรือหลอดนีออนธรรมดา วางบนกะละมังพลาสติกที่บรรจุน้ำผสมผงซักฟอก โดยให้หลอดไฟอยู่เหนือน้ำประมาณ 5-10 เซนติเมตร นำมาวางล่อผีเสื้อช่วงเวลา 18.00-19.00 น. ซึ่งสามารถช่วยกำจัดการขยายพันธุ์ในรุ่นต่อไปได้

การใช้ชีววิธีในการกำจัด ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bacillus thuringiensis) เช่น แบคโทสปิน ดับบลิวพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นเมื่อพบหนอนหน้าแมวเข้าทำลายบริเวณผิวใบ (หนอนวัยที่ 1-4) จะได้ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งเชื้อแบคทีเรียนี้สามารถทำลายกลุ่มหนอนผีเสื้อที่เข้าทำลายต้นปาล์มน้ำมัน และไม่เป็นอันตรายต่อแมลงที่มีประโยชน์

ส่วนการใช้สารเคมี หากพบหนอนหน้าแมวเข้าทำลายบริเวณผิวใบเฉลี่ย 20 ตัว ต่อทางใบ ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

วิถีการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ล้วนแล้วแต่เร่งรีบ มีเวลาว่างก็เพียงนิด แต่มีกิจกรรมที่กำหนดไว้มากมาย การปลูกผักไว้รับประทานเองภายในบ้าน ก็เป็นอีกวิถีที่คนเมืองนิยมทำกัน แต่ในที่นี้ คงขอเอ่ยเฉพาะ “พริก”

พื้นที่ในคอนโดมิเนียม หรือ อพาร์ทเม้นท์ หากต้องการปลูกพริก คงมีพื้นที่บริเวณระเบียงเท่านั้นที่เหมาะสม เพราะเป็นพื้นที่ที่แสงแดดส่องถึง สำหรับบ้านขนาดเล็กที่พอจะมีส่วนที่เป็นดินไว้สำหรับจัดสวน ปลูกต้นไม้ ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะสามารถจัดพื้นที่ปลูกสำหรับไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับ และอื่นๆ เป็นสัดส่วนได้ แต่ถ้าบริเวณบ้านไม่เหลือส่วนที่เป็นดินไว้บ้าง ก็คงต้องอาศัยกระถางหากต้องการปลูกต้นไม้

อย่างที่ขึ้นต้นเนื้อเรื่องไว้ว่าขอหยิบยกมาเฉพาะตัวเอกของเล่ม คือ พริก ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในพืชผักสวนครัว ในแต่ละครัวเรือนถ้าต้องทำกับข้าว ส่วนประกอบของอาหารในบางมื้อก็น่าจะมีพริกอยู่ไม่น้อย ฉะนั้น การปลูกพริกในบ้าน ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ ใกล้ตัว หากทำได้ก็ไม่ต้องควักกระเป๋า ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีก

สิ่งที่ควรมีอันดับแรก คือ เมล็ดพันธุ์พริกสำหรับปลูก ถ้าไม่คิดอะไรมาก เมล็ดพันธุ์พริกที่วางขายทั่วไปตามร้านขายต้นไม้ หรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่ง ก็มีจำหน่ายในราคาซองละ 15-20 บาท แต่ถ้าไม่สะดวกซื้อ ต้องการเพาะต้นกล้าพริกเองก็สามารถทำได้ เริ่มจากการนำเม็ดพริกที่มีอยู่แล้วในครัว สดหรือแห้งก็ไม่สำคัญ แต่ขอให้พริกเม็ดนั้นแก่จัด เพราะจะเป็นเมล็ดพริกที่พร้อมขยายพันธุ์

การเพาะให้ต้นกล้าพริกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากการเตรียมดินสำหรับเพาะเมล็ดพริก โดยหาวัสดุใส่ดินสำหรับเพาะ ใช้กระถางก็ได้ ส่วนดินซื้อได้ตามร้านต้นไม้ ถุงละ 20-35 บาท ขึ้นกับความสมบูรณ์ของดิน นำดินที่ได้มาทำให้ขยี้ให้ละเอียด จากนั้นโรยเมล็ดพริกลงดินที่เตรียมไว้ ไม่ควรโรยให้แน่นหรือใกล้กันจนเกินไป เพราะจะเกิดการแย่งอาหารกัน หรือ รากพันกัน ทำให้แยกต้นไปปลูกลำบาก

หากมีกะบะเพาะ ควรเว้นระยะห่างระหว่างต้นขณะหยอดเมล็ดพริก 5 เซนติเมตร และระหว่างแถว 10 เซนติเมตร

นำเศษฟางหรือหญ้าแห้งมาปิดคลุมหน้าดินไว้ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม นำกระถางไปตั้งตากแดดไว้ เพื่อให้อุณหภูมิที่แสงแดดส่องลงมาทำให้ดินร้อน จะช่วยกระตุ้นให้เมล็ดพริกงอกได้เร็วขึ้นกว่าการตั้งกระถางไว้ในร่ม ให้รดน้ำเช้าและเย็น เพิ่มความชื้นให้กับเมล็ดพริก ภายใน 3-7 วัน จะเริ่มเห็นต้นพริกงอกออกหรือแตกยอดออกมา ขณะที่เห็นเมล็ดพริกงอก มีใบจริง 2-3 ใบ ควรเลือกถอนต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือไว้เฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์ไว้

ควรดูแลกล้าพริกที่เพาะไว้ในกระถางเพาะประมาณ 1 เดือน หรือมีใบจริงราว 5-6 ใบ จากนั้นจึงค่อยแยกต้นพริก นำไปปลูกยังกระถางที่มีดินมากพอต่อความต้องการของต้นพริก หรือมีธาตุอาหารเพียงพอต่อการปลูกพริก ไม่ควรเลือกกระถางปลูกที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะกระถางขนาดเล็กจะบรรจุดินได้น้อย เมื่อดินปลูกน้อยจะเก็บรักษาความชื้นไว้ได้ไม่นาน

อันที่จริง พริกเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย เพราะมีการระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดเป็นด่างของดินระหว่าง 6.0-6.8

หรืออีกวิธีของการเพาะต้นกล้าก่อนนำไปปลูกลงกระถาง คือ การเพาะเมล็ดพริกให้งอกก่อน แล้วนำไปปลูกในกระถาง วิธีเพาะ คือ นำเมล็ดพริกแช่น้ำ แล้วนำผ้าชุบน้ำหมาดๆ ห่อทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน เมล็ดจะงอก แล้วจึงนำลงปลูก

ในกระถางปลูก ควรใส่ดินเกือบเต็มกระถาง ทำดินให้เป็นหลุมลึกประมาณ 4-6 นิ้ว นำกล้าพริกใส่ลงในหลุมแล้วกลบ

การให้น้ำ ทำได้ดังนี้ 1.ช่วง 3 วันแรก ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

2.ช่วง 4 วันต่อมา ให้น้ำวันละครั้ง

3.ช่วงสัปดาห์ที่ 2 – สัปดาห์ที่ 4 ให้น้ำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

4.ช่วงสัปดาห์ที่ 5 –สัปดาห์ที่ 7 ให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

5.ช่วงสัปดาห์ที่ 7 ไปแล้ว ให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ทั้งนี้ การให้น้ำแก่พริก ควรให้ตามสภาพอากาศและดูความชุ่มชื้นของดินประกอบด้วย

แม้ว่าพริกจะเป็นพืชที่ทนแล้งดีกว่าทนน้ำ ในระยะที่พริกเริ่มออกดอก พริกจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ หากให้น้ำไม่เพียงพอและอากาศแห้งแล้ง จะทำให้ดอกอ่อน ดอกบาน และผลอ่อนที่เพิ่งติดร่วงได้ นอกจากนี้ ในสภาพที่อากาศเย็น อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส จะทำให้พริกเจริญเติบโตได้ไม่ค่อยดี มีการติดดอกต่ำและดอกร่วงในที่สุด การให้น้ำขณะนั้นควรลดลง หรืองดในช่วงที่เริ่มเก็บผลผลิต ทั้งนี้เพราะถ้าน้ำพริกมากเกินไป จะทำให้เม็ดพริกมีสีไม่สวย

การปลูกไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน หากต้องการให้พริกเจริญงอกงามดี ควรใส่ปุ๋ยให้กับต้นพริกบ้าง การใส่ปุ๋ยให้กับพริก ขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของดินปลูก แต่โดยทั่วไปหากใส่ปุ๋ยคอกในกระถางที่ปลูกไว้รับประทานเองในครัวเรือน ใช้ปริมาณปุ๋ยคอกเพียงหยิบมือก็ได้แล้ว ควรใส่ให้กับพริกหลังลงปลูกประมาณ 1 เดือน และไม่ควรใส่ชิดโคนต้น ช่ววเวลาที่ใส่ปุ๋ย จะเป็นช่วงที่พริกเริ่มมีตาดอก (แต่ยังไม่ออกดอก) หลังใส่ปุ๋ย 1-2 สัปดาห์ ควรฉีดปุ๋ยน้ำ เช่น ไบโฟลานให้ทางใบ ซึ่งพริกจะนำไปใช้ได้เร็วขึ้น แต่หากไม่ได้ต้องการผลผลิตพริกมากนัก เพราะนำไปใช้ในครัวเรือนไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยทางใบก็ได้

การพรวนดิน เนื่องจากรากของพริกจะกระจายอยู่ใกล้ผิวดิน จึงควรระวังในการพรวนดิน อย่าให้รากกระทบกระเทือน เพราะจะทำให้พริกชะงักการเจริญเติบโต ต้นพริกจะโค่นล้มง่าย การพรวนดินทำได้สม่ำเสมอ ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ตายตัว

หลังลงปลูกประมาณ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน ในระยะแรกพริกจะให้ผลผลิตไม่มากนัก แต่จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามลำดับ เมื่อต้นพริกมีอายุ 6-7 เดือน จะเริ่มโทรมและหยุดให้ผลผลิต แต่ถ้าบำรุงรักษาดี พริกจะมีอายุถึง 1 ปี

เม็ดพริกที่แก่จัด ขั้วจะยังติดอยู่กับต้นได้อีกระยะหนึ่งโดยไม่เหี่ยวหรือเสื่อมคุณภาพ แต่ถ้าเก็บเม็ดพริกจากต้นมาแล้ว การเก็บรักษาพริกให้คงสภาพสดอยู่ได้ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิการเก็บรักษา

อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ความชื้น 95-89 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บพริกให้คงความสดได้นานถึง 40 วัน โดยมีผลเหี่ยวเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ และถ้าอุณหภูมิ 8-10 องศาเซลเซียส ความชื้น 85-90 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บพริกให้คงความสดได้นาน 8-10 วัน

หากพริกให้ผลผลิตมาก ต้องการเก็บเป็นพริกแห้งไว้รับประทาน ก็ทำได้โดยการเลือกเก็บเฉพาะเม็ดพริกที่แก้จัด มีสีแดง ถ้าเก็บมาแล้วมีบางเม็ดที่ยังไม่แก่ควรนำมาเก็บไว้ก่อนประมาณ 2 คืน เพื่อบ่มให้เม็ดพริกสุกแดง แล้วจึงนำออกตากแดดให้แห้งสนิท ควรเลือกเม็ดพริกที่เน่าทิ้งอยู่เสมอ ควรระวังอย่าให้พริกแห้งถูกฝน เพราะจะทำให้เกิดโรครา

ยังมีวิธีการทำพริกแห้งตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยการนำไปย่างไฟ ทำโดยการย่างพริกไว้บนแผงหรือตะแกรงแล้วสุมไฟข้างล่าง กลับพริกให้แห้งทั่วกัน จะทำให้พริกแห้งเร็วขึ้น เก็บไว้ได้นาน ไม่เสียง่าย

การปลูกและการดูแลรักษา สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพริกไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน ทำได้ไม่ยาก แต่หากไม่เริ่ม คงต้องควักกระเป๋าซื้อพริกมารับประทานกันต่อไป “เพชรปากช่อง” เป็นน้อยหน่าลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยสถานีวิจัยปากช่อง มีลักษณะผลขนาดใหญ่ เนื้อมาก เมล็ดน้อย ให้ผลผลิตเร็ว และติดผลดกกระจายทั่วต้น ทั้งยังปลูกง่าย ทนแล้ง บังคับให้ออกดอกติดผลได้ตลอดปีโดยวิธีการตัดแต่งกิ่งร่วมกับการให้น้ำ ชาวสวนสามารถกำหนดช่วงการผลิตในรอบปีให้มีผลผลิตออกในช่วงที่ต้องการได้ค่อนข้างแน่นอน จึงเลี่ยงฤดูกาลผลิตของผลไม้ชนิดอื่น ช่วยให้ขายได้ราคาดี ถือเป็นจุดเด่นของไม้ผลชนิดนี้ที่เหมาะกับการปลูกเชิงพาณิชย์

แม้เพชรปากช่องจะเหมือนกับน้อยหน่าพันธุ์อื่นที่ชอบอากาศร้อนแห้ง ชอบแสงแดดจัดส่องได้ทั่วถึง ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางภูมิอากาศบางแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ที่มีความชุ่มชื้น ยากต่อการบริหารจัดการจึงไม่เป็นที่นิยมของชาวสวน แต่ คุณนาวี จันทร์กระจ่าง เจ้าของ “บ้านสวนกรกานต์” ตั้งอยู่เลขที่ 102/1 หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำผุด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง นำน้อยหน่าเพชรปากช่องไปปลูก กลับประสบความสำเร็จและเป็นรายแรก ได้น้อยหน่าเพชรปากช่องที่มีคุณภาพตรงตามคุณสมบัติ

เดิมคุณนาวีเป็นคนพื้นเพจังหวัดสมุทรปราการ ไปทำงานที่ระยอง กระทั่งมีครอบครัวจึงย้ายไปทำกินที่จังหวัดตรังบ้านเกิดภรรยา ได้กว่า 15 ปี มีสวนยางเป็นมรดกแม่ยาย จำนวน 15 ไร่ ส่วนตัวเองเริ่มต้นด้วยทำฟาร์มเลี้ยงนกกระทา เมื่อต้นยางมีอายุครบกำหนดโค่น จึงเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกพืชไม้ผลผสมผสาน ได้แก่ ปาล์มน้ำมันจำนวน 10 ไร่ อีก 5 ไร่ทำสวนผลไม้ผสม แยกเป็นพื้นที่ 2 ไร่ปลูกแก้วมังกรจำนวน 150 หลัก ปลูกมะนาวแป้น 50 ต้น และฝรั่งกิมจูขายกิ่งจำนวน 50 ต้น แต่ที่โดดเด่นคงเป็นน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องปลูกไว้จำนวน 3 ไร่

เหตุผลที่คุณนาวีเลือกปลูกน้อยหน่าพันธุ์นี้เพราะทนแล้ง บังคับให้ออกดอกติดผลได้ มีลูกใหญ่เป็นที่น่าสนใจ อีกทั้งทางภาคใต้ยังไม่มีสวนน้อยหน่าให้ชิมกันสดๆ เนื่องจากสภาพพื้นที่ตลอดจนภูมิอากาศไม่เอื้อต่อการปลูก

จากพื้นที่เดิมเป็นสวนยาง ดังนั้น ก่อนปลูกน้อยหน่าต้องปรับปรุงดินใหม่ โดยใช้โดโลไมท์เพื่อปรับสภาพดิน พร้อมกับใส่ปุ๋ยคอกจากมูลนกกระทาและแพะที่เลี้ยงไว้เอง ไถดินกลับไป-มาด้วยการใช้ผาล 3 และ 7 เมื่อเสร็จแล้วทิ้งหน้าดินไว้ 30 วัน จึงเริ่มลงมือปลูก ส่วนเรื่องน้ำตอนเริ่มแรกยังไม่มีระบบน้ำเพราะไฟเข้าไม่ถึงแล้วไม่ได้ขุดบ่อ แต่จะลงมือปลูกก่อนเข้าช่วงหน้าฝน

คุณนาวีสั่งซื้อกิ่งทาบมาจากอำเภอปากช่องโดยตรง loquegustes.com จำนวน 300 กิ่ง ราคากิ่งละ 100 บาท ปลูกมาเป็นเวลา 5 ปี ขณะนี้มีจำนวน 300 กว่าต้น ขุดหลุมปลูกขนาด 50 คูณ 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยมูลนกกระทาและมูลแพะผสมกัน ในปริมาณ 1 กระป๋องปูน จากนั้นกลบหน้าดินแล้วใช้ไม้ดามต้นพันธุ์น้อยหน่าที่สูงประมาณ 1 เมตร ระยะปลูกระหว่างต้นและแถว 4 คูณ 4 เมตร คุณนาวี ชี้ว่า เป็นระยะที่ได้มาตรฐานแล้ว เพราะสะดวกต่อการบริหารจัดการสวน ทั้งเรื่องการตัดหญ้า รดน้ำ ให้ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่ง ที่สำคัญมีช่องว่างให้แสงแดดส่องผ่านได้อย่างดี เป็นการป้องกันไม่ให้ดินมีความชื้นอันทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย ต้องคอยหมั่นตัดหญ้าและกำจัดวัชพืช พร้อมดูแลความสะอาดทั่วสวน หญ้าต้องตัดเดือนละครั้งเพราะมีทั้งฝนและแดด ทำให้หญ้าขึ้นเร็ว

หลังจากนั้น อีก 1 ปีจึงเริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 4 ช้อนชา รอบต้นทุก 3-4 เดือน แล้วใส่ปุ๋ยคอกสักครึ่งกระป๋องปูนหว่านโคนต้น ส่วนน้ำรดเป็นระบบน้ำหยด โดยการรดน้ำต้องดูสภาพอากาศเป็นหลัก ถ้าช่วงหน้าแล้งให้รดทุก 7-10 วัน ไม่ต้องมาก พอเปียก

ปกติน้อยหน่าจะเริ่มให้ผลผลิตปีที่ 2-3 แต่สวนคุณนาวีใช้เวลาเพียงปีเศษเนื่องจากได้ต้นพันธุ์ที่สูงใหญ่มาปลูก รวมทั้งต้นน้อยหน่ายังได้รับธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์จากปุ๋ยคอกที่ใส่ ผลผลิตจะได้ประมาณต้นละ 2-3 ผล แล้วจะมากขึ้น สมบูรณ์ขึ้น จนเมื่อเข้าปีที่ 2 น้อยหน่าจะเริ่มทิ้งใบในช่วงขาดน้ำประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน พอเข้าปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เริ่มมีฝนประปรายทำให้ต้นน้อยหน่าแตกใบอ่อนและเริ่มมีดอก

เริ่มห่อเมื่อผลมีขนาดใหญ่กว่าลูกมะนาว หรือราวปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ที่ต้องรีบห่อเพราะมีแมลงศัตรูมากเกิดจากความชื้นสูง ใช้ถุงห่อผลไม้ทั่วไป ในช่วงผลอ่อนต่อต้นประมาณ 50 ผล แต่อาจไม่สมบูรณ์ทุกผล ผลไหนมีตำหนิต้องเด็ดออกหรือหากเป็นแฝดต้องเก็บไว้เพียงผลเดียว

จากช่วงเริ่มมีดอกไปจนถึงเก็บผลิตใช้เวลาประมาณ 5 เดือน เก็บผลผลิตประมาณเดือนสิงหาคม ปกติมักเก็บได้สัก 3 รุ่น ผลผลิตรวมทั้งสวนประมาณเกือบตัน วิธีดูว่าน้อยหน่าสุกพร้อมเก็บให้สังเกตก้นผลจะมีลักษณะมนเรียบ แล้วตาผลจะชิดกันไม่ห่าง ร่องน้อยลง ตัดจากสวนยังไม่สุก ต้องเผื่อไว้ 3 วันจึงกินได้ ส่วนมากคนซื้อเพื่อไปขายก็สุกกินได้พอดี น้ำหนักต่อผลประมาณ 1.2-1.3 กิโลกรัม คุณนาวี บอกว่า เพื่อนในกลุ่มเคยได้น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัมต่อผล

สวนน้อยหน่าคุณนาวีแทบจะไม่ได้ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เลย ส่วนมากใส่ปุ๋ยคอก มีลักษณะกึ่งอินทรีย์จึงมักพบโรคอย่างแอนแทรกโนส ราสนิม โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนอากาศมักพบเชื้อราโจมตีได้ง่าย ไม่ได้ฉีดยาป้องกัน แต่จะช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิดมากกว่า

สำหรับคุณนาวีโดยสวนบ้านกรกานต์ถือเป็นรายแรกที่ปลูกน้อยหน่าของจังหวัดตรัง เป็นเพชรปากช่องที่มีคุณภาพไม่แพ้แหล่งกำเนิด มีรสชาติหวานละมุนพอดี มีขนาดผลใหญ่ เนื้อหวาน หอม เนื้อเยอะ เปลือกไม่หนา จึงทำให้ขายดี เพราะสด มีลูกค้าจากภูเก็ตและอีกหลายแห่งทางภาคใต้มาสั่งจองเป็นประจำเพราะติดใจรสชาติ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีวางขายเพราะแค่เปิดจองก็หมดแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และทางออนไลน์ (ขายทางออนไลน์จะโพสต์ล่วงหน้า 1 เดือน ก่อนเก็บผลผลิต) สำหรับราคาขายถ้าขนาดใหญ่สุด 80-100 บาทต่อกิโลกรัม ขนาดรองลงมา 70 และ 60 บาท

สำหรับท่านที่สนใจต้องการชิมน้อยหน่าเพชรปากช่องจากสวนบ้านกรกานต์ ให้ติดต่อผ่านทาง FB : สวนบ้านกรกานต์ ผักหวานบ้าน เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่มากในทุกภูมิภาคของไทย พบมากในป่าผสมผลัดใบ ป่าทุ่ง ป่าแดง ริมทุ่งนา นิยมนำมาปลูกริมรั้ว มีชื่อเรียกในถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือ เรียก จ้าผักหวาน ผักก้านตง ใต้ใบใหญ่ ภาคใต้เรียก ผักหวานใต้ใบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียก มะยมป่า สตูลและมลายู เรียก นานาเซียม เป็นไม้พุ่ม ต้นแข็ง สูง 0.5-2 เมตร กิ่งก้านค่อนข้างเล็ก ทรงตั้งตรง เปลือกต้นขรุขระสีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียวเข้ม กิ่งแก่สีเขียวปนเทา