การป้องกันศัตรูหอมแดง แบบผสมผสาน ได้ผลดี แทบไม่ต้อง

เสียเงินสักบาทสภาพปัจจุบันถึงระยะเวลาที่เกษตรกรเริ่มปลูกพืชตระกูลหอมแล้ว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคเหนือ หอมแดงที่ปลูกกันมากในจังหวัดพะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ประกอบกับในภาวะนี้ทางราชการได้รณรงค์ให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี หันมาใช้สารชีวภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์นํ้าหมักจากพืชและสัตว์ มีทั้งโครงการอาหารปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรอินทรีย์และอีกหลายโครงการที่ต้องการลดการใช้สารเคมี เพื่อให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างในผลผลิตเกษตรทุกชนิด

คุณอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดพะเยา กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดเชียงใหม่ หรือชื่อเดิมว่า ศูนย์บริหารศัตรูพืชและศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ โดยโรงงานต้นแบบผลิตเชื้อไวรัส เอ็นพีวี เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไวรัส เอ็นพีวี ในพื้นที่ปลูกหอมแดงของจังหวัดพะเยาและศรีสะเกษ

หอมแดง เป็นพืชล้มลุก มีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ระหว่าง 90-110 วัน ในฤดูหนาว และ 40-60 วัน ในฤดูฝน มีลำต้นอยู่ใต้ดิน เรียกว่า หัวสะสมอาหาร เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 5.0-6.5 สำหรับช่วงเวลาของการปลูกหอมแดงได้ผลดีคือ ฤดูหนาว ที่มีช่วงกลางวันสั้น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม โดยหอมแดงต้องการแสงแดดเพียง 9-10 ชั่วโมง ต่อวัน

พื้นที่ปลูกหอมแดงสำคัญอยู่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ศรีสะเกษ เชียงใหม่ และนครราชสีมา รวมประมาณ 131,469 ไร่ และผลผลิตรวม 283,146 ตัน เฉลี่ย 2,154 กิโลกรัม ต่อไร่

หอมแดง เป็นพืชผักเครื่องเทศ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยได้รับความนิยมในการบริโภคมากเนื่องจากหอมแดงเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารไทยแทบทุกชนิด ทั้งประเภทแกงเผ็ด แกงเลียง ต้มยำ หลน ยำ ลาบ น้ำพริกต่างๆ และเครื่องเคียงข้าวซอย ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของประชาชนทางภาคเหนือ เนื่องจากหอมแดงช่วยดับกลิ่นคาว และเพิ่มรสชาติของอาหาร โดยสัดส่วนการบริโภคหอมแดงในประเทศ คิดเป็น ร้อยละ 78 ส่วนอีก ร้อยละ 22 เป็นการส่งออกในรูปหอมแดงสด หอมแดงแห้ง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยมีการส่งออก ประมาณ 45,943 ตัน คิดเป็นมูลค่า 392 ล้านบาท โดยส่งไปจำหน่ายที่ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ตะวันออกdลาง เยอรมนี และอังกฤษ

หอมแดง มีการปลูกมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยแหล่งผลิตส่วนใหญ่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา อุตรดิตถ์ ศรีสะเกษ และชัยภูมิ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำหรับสถิติการปลูกหอมแดงในจังหวัดพะเยา ในปี 2551/2552 พบว่า มีพื้นที่การปลูก 11,758 ไร่ ให้ผลผลิต 24,110 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 10 ของผลผลิตหอมแดงทั่วประเทศ

ที่ตำบลจำป่าหวาย อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นตำบลที่มีการปลูกหอมแดงมากที่สุด โดยปลูก 2 ครั้ง ต่อปี คือปลูกในช่วงก่อนฤดูฝน จะปลูกในเดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวได้ในเดือนมิถุนายน และปลูกในฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปัญหาที่สำคัญในการผลิตหอมแดงจากการสอบถามประธานและสมาชิกกลุ่มผู้ปลูกหอมแดงและกระเทียม และนิคมเศรษฐกิจพอเพียงบ้านดอนมูล ตำบลจำป่าหวาย จังหวัดพะเยา ซึ่งประชากร ร้อยละ 70 ปลูกหอมแดงเป็นอาชีพเสริมรองจากการปลูกข้าว

พบว่า ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2553 มีการระบาดของหนอนกระทู้หอมมากที่สุด ในรอบ 10 ปี ทำความเสียหายให้แก่หอมแดงและเกษตรกรผู้ปลูกเป็นอย่างมาก หนอนกระทู้จะกัดกินลำต้นและใบ ทำให้การเจริญเติบโตช้าและผลผลิตลดลงมาก นอกจากนี้ การเข้าทำลายของหนอนกระทู้หอม โดยจะกัดกินใบในเวลากลางคืน ตัวหนอนจะซ่อนตัวอยู่ในใบหอมที่เป็นหลอด เมื่อกินใบหมดก็จะลงไปกัดกินในส่วนของหัว ทำให้หอมเน่าเสียหาย รวมทั้งยังเกิดปัญหาในระยะก่อนการเก็บเกี่ยว ส่งผลทำให้การเก็บเกี่ยวลำบาก ต้องใช้เวลาและแรงงานในการเก็บเกี่ยวมากขึ้น เนื่องจากปกติจะถอนโดยการดึงในส่วนของลำต้นของหอมแดง แต่เนื่องจากหนอนกระทู้หอมเข้าทำลายในส่วนต้นและใบ ทำให้ไม่มีลำต้น จึงทำให้เก็บเกี่ยวลำบาก

นอกจากนี้ ทำให้ไม่สามารถมัดเป็นพวงได้ เนื่องจากไม่มีลำต้น ส่งผลทำให้ขายหอมแดงได้ในราคาต่ำ โดยจะถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ให้เหลือ 3 บาท ต่อกิโลกรัม จากเดิมที่เคยรับซื้อกิโลกรัมละ 12 บาท และบางพื้นที่ต้องรีบเก็บเกี่ยวหอมแดงทั้งที่หอมแดงยังโตไม่เต็มที่ ทำให้ผลผลิตลดลง และเกษตรกรต้องขายหอมแดงในราคาถูกกว่าต้นทุน

จากการสอบถามเกี่ยวกับการผลิตหอมแดงของเกษตรกรพบว่า เกษตรกรจะปลูกหอมแดงหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว โดยไม่มีการพัฒนาปรับปรุงดิน ไม่มีการพักดิน ทำให้สภาพดินเสื่อมและต้องใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากในช่วงการผลิต และพบว่า หากมีการแพร่ระบาดของโรคและแมลงเกิดขึ้น เกษตรกรจะใช้สารเคมีหลายชนิดผสมผสานกัน ทำให้แมลงเกิดการต้านทานต่อสารเคมี ส่งผลทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณมาก ซึ่งปัญหาหลังการเก็บเกี่ยวที่สำคัญคือ ปัญหาโรคราดำและโรคเน่า เกษตรกรจะแก้ไขโดยการนำหอมแดงไปจุ่มในยากันเชื้อราหรือยากำจัดหอยเชอรี่ ซึ่งไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

หนอนกระทู้หอมที่แพร่ระบาดในตำบลจำป่าหวาย บางพื้นที่เรียกว่า หอมหลอด หนอนหลอดหอม หนอนหอม (นิยมซ่อนตัวอยู่ในใบหอม) หรือหนอนหนังเหนียว เป็นแมลงจำพวกผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก พบการระบาดอย่างรุนแรงช่วงเดือนเมษายน- มิถุนายน เป็นแมลงศัตรูที่ทำลายพืชสำคัญทางเศรษฐกิจมากมายหลายชนิด

ลักษณะของหนอนกระทู้หอม จะมีลำตัวอ้วน ผนังลำตัวเรียบมีหลายสี เช่น เขียวอ่อน เทาปนดำ น้ำตาลดำ น้ำตาลอ่อน ด้านข้างจะมีแถบสีขาวพาดตามความยาวลำตัวด้านละแถบ จากส่วนอกจนถึงปลายสุดลำตัว เมื่อตัวเต็มวัยจะเป็นผีเสื้อขนาดกลางสีน้ำตาลปนเทา มีวงจรชีวิตประมาณ 30-35 วัน

หากพบการระบาดของหนอนกระทู้หอม จำเป็นต้องเร่งกำจัดอย่างเร่งด่วน เพราะหากเกษตรกรปล่อยปละละเลยจะมีความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้พืชผลตายได้ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรในเขตตำบลจำป่าหวายมีการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัด ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากหนอนกระทู้หอมเป็นกลุ่มหนอนที่พัฒนาตัวเองในการต้านทานสารฆ่าแมลงได้ดี และ เกษตรกรจะใช้สารเคมี สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิตและตกค้างในสภาพแวดล้อม

วิธีป้องกันและกำจัด หนอนกระทู้หอมที่ดีที่สุดคือ การใช้กลวิธี เช่น เก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย ซึ่งวิธีนี้ให้ผลดีและมีประสิทธิภาพมาก รวมทั้งการใช้จุลินทรีย์ไวรัส (NPV) ของหนอนกระทู้หอมเองก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในทางชีวมวลที่ได้ผลดี เพื่อปรับสมดุลให้กับสภาพแวดล้อมแทนการใช้สารเคมีที่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติให้กับเกษตรกร การป้องกันและกำจัดอีกวิธีคือ การปรับปรุงดิน เช่น การตากดิน จะเป็นวิธีการแก้ไขระยะยาว เนื่องจากหนอนจะเข้าดักแด้ของหนอนฝังอยู่ในดินแล้วจะกลายเป็นผีเสื้อต่อไป

ดังนั้น โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงปลอดภัยให้แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ถึงวิธีการดำเนินการและป้องกันการแพร่ระบาดและการกำจัดศัตรูพืชในหอมแดง โดยเฉพาะหนอนกระทู้หอมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของชุมชน โดยนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การเลือกพื้นที่การผลิต การปรับปรุงและบำรุงดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การเขตกรรม การควบคุมศัตรูพืชแบบผสมผสานด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์และชีวินทรีย์ในการป้องกันกำจัดแมลง เช่น ทำสารสกัดจากธรรมชาติ สารสกัดสมุนไพร เชื้อจุลินทรีย์ BT NPV การใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ และการใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันโรค เช่น การใช้จุลินทรีย์ไวรัส การใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา

รวมทั้งการเก็บเกี่ยวและวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ดี น่าจะช่วยลดความเสียหายจากโรคและแมลง โดยเฉพาะหนอนกระทู้หอมที่เข้าทำลายหอมแดงในระยะการผลิตและระยะหลังการเก็บเกี่ยว รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายจากการซื้อสารเคมี (ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง) และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปลูก ผู้บริโภค และทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งในสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม วัตถุประสงค์ของการดำเนินการเพื่อถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงปลอดภัยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง และผู้สนใจในเขตจังหวัดพะเยา เพื่อลดความเสียหายจากโรคและแมลง โดยเฉพาะหนอนกระทู้หอมที่เข้าทำลายหอมแดงในระยะการผลิต และระยะหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายจากการซื้อสารเคมี (ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง) และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปลูก ผู้บริโภค และทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งในสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม

สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยาและหน่วยงานภาคี จึงออกติดตามงานให้คําแนะนําแก่เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง มีการป้องกันแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสาน ควบคุมหนอนกระทู้หอมด้วยการใช้เชื้อไวรัส เอ็นพีวี เพราะเป็นเชื้อไวรัสที่ทําลายหนอนที่เข้าทําลายหอมแดง หอมแบ่ง หอมหัวใหญ่ และพืชผักหลายชนิด แนะนําให้เกษตรกรหมั่นออกตรวจแปลงเป็นประจําทุก 7 วัน เมื่อพบหนอนกําลังจะเข้าทําลาย ควรใช้เชื้อไวรัส เอ็นพีวี ปริมาณ 20-30 ซีซี ผสมกับสารจับใบ ต่อนํ้า 20 ลิตร ฉีดพ่นติดต่อกัน 2 วัน จากนั้นจึงฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน ข้อดีของไวรัส เอ็นพีวี คือสามารถกําจัดแมลงศัตรูพืชได้ตามชนิดของพืชที่ปลูก ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม เมื่อใช้เชื้อไวรัส เอ็นพีวี บ่อยครั้งจะทําให้เชื้อไวรัสนี้ขยายและกระจายอยู่ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น จะทําให้ศัตรูพืชลดจํานวนลง เกษตรกรเองก็สามารถผลิตและขยายพันธุ์ใช้เอง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ“อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี”ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชี ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนได้

คุณบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรโดยผ่านสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทั่วประเทศและเครือข่ายครูบัญชีอาสา เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำการเกษตรได้มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน โดยนำระบบบัญชีมาเป็นคู่มือในการพัฒนาตนเองจากเกษตรกรทั่วไป ขึ้นเป็นนักเกษตรยุคใหม่หรือผู้ประกอบการภาคการเกษตรที่คิดเป็นระบบ สู่การวางแผน การผลิต การเพิ่มมูลค่า การตลาด และการต่อยอดโอกาส เป็นผู้บริหารจัดการการเกษตรอย่างครบวงจรด้วยระบบบัญชี

ซึ่งที่ผ่านมา กรมฯ ได้นำระบบบัญชีไปวางรากฐานเปรียบเป็นภูมิคุ้มกันและเป็นคู่มือชีวิตให้กับกลุ่มเป้าหมายไว้ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการธุรกิจ การประกอบสัมมาชีพ และการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยส่งเสริมให้ประชาชนนำบัญชีไปใช้สร้างเป็นภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ จำนวน 10,026 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรควบคู่กับการนำบัญชีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการวางแผนประกอบอาชีพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้ใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพ

คุณขนิษฐา มะโนสมบัติ หรือครูรุ่ง อายุ 43 ปี ครูบัญชีดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2 ประจำปี 2558 จากจังหวัดเชียงราย นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของครูบัญชีที่น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้แก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ โดยนำระบบบัญชีมาใช้เป็นเครื่องมือให้เข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง และวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีบริหารจัดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ บนพื้นที่พักอาศัยจำนวน 53 ตารางวา ผลิตอาหารปลอดภัยที่มั่นคงในครัวเรือนและขยายผลเป็นแนวทางในการสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

ครูรุ่ง เล่าถึงความเป็นมาก่อนจะมาเป็นครูบัญชีอาสาว่า เริ่มจากการเป็นแม่บ้านที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังถึง 3 คน โดยอาศัยรายได้จากสามีที่ทำงานส่งมาให้จากต่างประเทศ มาใช้จ่ายจุนเจือครอบครัว แต่เพราะไม่เคยวางแผนบริหารจัดการทางการเงิน ประกอบกับการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย ติดการพนัน ทำให้มีเงินไม่เพียงพอ เลี้ยงดูครอบครัว ต้องไปยืมเงินจากชาวบ้าน จนไม่มีใครยอมรับ ขาดที่พึ่ง และเริ่มเจ็บป่วยสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ป่วยทางจิตเป็นโรคเครียด มีอาการซึมเศร้า ทำร้ายลูกเป็นประจำทุกวัน และต้องเข้ารับการรักษาตัวจากหมอจิตเวช ในช่วงวิกฤตของชีวิตนี้ ครูรุ่งได้มีโอกาสเข้าศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของครูบุญเป็ง จันต๊ะภา ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้มีภูมิรู้ด้านเกษตรพอเพียงและการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งยังเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงรายอีกด้วย ซึ่งในศูนย์เรียนรู้ฯนี้ ทำให้ครูรุ่งได้เรียนรู้การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและรู้จักการจดบันทึกบัญชี เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการใช้จ่ายเงินในครอบครัวและในการประกอบอาชีพ

หลังจดบันทึกบัญชีได้ 3 เดือน ครูรุ่งได้วิเคราะห์ถึงรายจ่ายในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่คือ ค่ากับข้าว และค่าใช้จ่ายสิ่งของฟุ่มเฟือย จึงเกิดแรงบันดาลใจในการน้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พลิกชีวิต โดยใช้การ “ระเบิดจากข้างใน” ลงมือสร้างพื้นที่การเกษตรในบริเวณบ้านที่มีเพียง 53 ตารางวาของตนเอง ให้เป็นตลาด ริมรั้ว ครัวริมบ้าน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทั้งไก่ เป็ด หมู ปลาและกบ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ คือ การนำดิน แกลบ ที่อยู่ในคอกหมู เล้าไก่ มาทำเป็นปุ๋ย อีกทั้งสร้างบ่อจำกัดวัชพืชและเศษอาหารภายในบ้าน ทำให้ปราศจากมลภาวะซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต จากคนที่ไม่เคยทำงานและล้มเหลวในชีวิต ก็มีความสุขจากการทำงานในพื้นที่การเกษตรของตนเอง มีผลผลิตที่ได้จากพืชที่ปลูกและสัตว์ที่เลี้ยงไว้ ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำไปเป็นวัตถุดิบปรุงอาหารในครัวเรือน เปรียบเสมือนเป็น “ตู้เย็น” ของครอบครัว ที่สามารถนำไปใช้ได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ อีกทั้ง ยังแบ่งปันผลผลิตนี้ให้กับคนในชุมชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็น“ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีชีวิต”ที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้ที่มาเยือนอยู่เสมอ เมื่อเหลือจากรับประทานเองและแบ่งปันให้คนในชุมชนแล้ว จึงค่อยนำไปจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้มีเงินเก็บออมมากขึ้นด้วย

ในปี 2552 ครูรุ่งได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาภูมิปัญญาทางบัญชีสู่ต้นทุนอาชีพของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และได้สมัครเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี(ครูบัญชี) เพราะเห็นความสำคัญของการจดบันทึกบัญชีทั้งบัญชี รับ–จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้การทำบัญชีและการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับผู้ที่มาศึกษาดูงานที่พื้นที่การเกษตรในบริเวณบ้าน ที่ได้ถูกพัฒนาให้เป็น“ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอ”แหล่งศึกษาดูงานขนาดย่อม ที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้ที่สนใจมาเรียนรู้วิถีการทำการเกษตรแบบพอเพียง และการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ เพื่อใช้วิเคราะห์วางแผน การใช้จ่ายเงินในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ปลดหนี้ มีเงินออม

ปัจจุบันครูรุ่ง มีผลงานส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ มีบทบาทหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครอง ฟื้นฟูการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งครูรุ่งได้บอกว่า การจดบันทึกบัญชีเปรียบเสมือนเส้นทางเศรษฐี ที่จะทำให้ชีวิตของคนที่ทำจริง ปฏิบัติจริง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งหากเราปรับเปลี่ยน ชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้

“จากชีวิตล้มเหลวที่ไม่มีใครยอมรับ ขาดที่พึ่ง เราก็หันมามองตัวเอง เริ่มต้นทำทุกสิ่งที่ในหลวงสอน มาปรับใช้กับชีวิต ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีรายได้และมีเงินเหลือเก็บออม เศรษฐกิจในครัวเรือนก็ดีขึ้น ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นในการประกอบอาชีพต่างๆ แต่หากไม่มีบัญชีมาเป็นตัวชี้นำ ชี้วัดแล้ว ก็หาความสำเร็จได้ยากมาก เพราะเราจะไม่รู้ที่มาที่ไป แต่สำหรับดิฉันได้รู้อย่างถ่องแท้แล้วว่า การทำบัญชีมีประโยชน์มากแค่ไหน สำคัญที่สุดคือ ครอบครัวได้แม่คนใหม่ที่มีคุณภาพ เป็นแบบอย่างให้กับลูกๆ ได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการทำบัญชี และการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ฉะนั้น ถ้าทุกคนเข้าใจและนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ประเทศชาติจะมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน”คุณขนิษฐา กล่าว.

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กรุงเทพฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันอาหารโลก ปี 2559 (World Food Day 2016) ภายใต้ธีม “Climate is changing : food and agriculture must too” พร้อมทั้งได้พระราชทานประกาศนียบัตรและเงินรางวัลแก่เกษตรกร ซึ่งในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือก คุณดิลก ภิญโญศรี เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 สาขาอาชีพทำไร่ จากจังหวัดชัยภูมิ เข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรและเงินรางวัล

คุณดิลก ภิญโญศรี เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 สาขาอาชีพทำไร่ ปัจจุบัน อายุ 38 ปี เป็นเกษตรกรจากอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานครอบครัวทำอาชีพเกษตรกรรมมาตั้งแต่รุ่นบิดา โดยเมื่อ ปี 2532 บิดาเริ่มทำอาชีพปลูกอ้อย ในพื้นที่เช่า จำนวน 10 ไร่ ซึ่งในขณะนั้นก็ไม่มีความรู้ หรือประสบการณ์ในการทำไร่อ้อย ต่อมามีการขยายพื้นที่การปลูกอ้อยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น และเปิดโควต้ากับโรงงานน้ำตาลมิตรผล ซึ่งในปี 2545 สามารถส่งอ้อยให้กับโรงงานได้ถึง 20,000 ตัน

จากการขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น ทำให้มีปัญหาขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยว บิดาจึงตัดสินใจซื้อรถตัดอ้อยมาใช้ทดแทนแรงงาน ซึ่งต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 100 คน ต่อวัน ด้วยเหตุนี้เองทำให้นายดิลกเห็นว่าจะต้องช่วยบริหารจัดการไร่อ้อยของครอบครัว ที่มีการขยายกิจการมากขึ้น จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเรียนรู้และบริหารจัดการกิจการของครอบครัวอย่างจริงจัง และได้มีโอกาสศึกษาดูงานการผลิตอ้อยทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาไร่อ้อยของตนเองให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยเน้นการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดสภาวะโลกร้อน โดยการลดการเผาใบอ้อยก่อนการตัด ซึ่งมีการใช้รถตัดอ้อยแทนแรงงานคน นำพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) มาผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำเข้าบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ อีกทั้งยังขยายผลสู่ชุมชน ปัจจุบันมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 900 ไร่ เป็นพื้นที่ของตนเอง 250 ไร่ พื้นที่เช่า จำนวน 650 ไร่

แนวคิดการทำไร่อ้อยให้มีคุณภาพที่ดีและมีความยั่งยืน โดยใช้เครื่องจักรกลเข้ามาทำงานเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน หายากและราคาสูง, นำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต, รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินอยู่เสมอ และน้ำคือปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของอ้อยที่สุด

ไถสับกลบเศษซากใบ ในการเตรียมดินสำหรับปลูกอ้อยจะใช้การสับคลุกอ้อยลงในดิน โดยไม่ต้องเผาใบ ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน
ไถระเบิดดินดาน เพื่อทำลายชั้นดิน โดยไถลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ทำให้รากอ้อยสามารถลงไปหาอาหารและน้ำได้ลึกขึ้น อ้อยเจริญเติบโตได้ดี และทนแล้ง
ใช้เครื่องพรวนดินแนวตั้งตีดินให้ละเอียด ทำให้ปลูกอ้อยได้ง่ายขึ้น ดินกลบอ้อยได้ดี ไม่มีการบดอัดดิน
ใช้เครื่องปรับดินในการปรับพื้นที่ให้เสมอกัน ช่วยให้น้ำไม่ขังในแปลงเมื่อมีฝนตก และเตรียมแปลงรองรับรถตัดอ้อย
ปรับระบบการปลูกอ้อยต้นฝนมาเป็นการปลูกอ้อยข้ามแล้ง (ปลายเดือนตุลาคมถึงมกราคม) ซึ่งการปลูกอ้อยข้ามแล้งจะได้อ้อยที่มีคุณภาพดีกว่าและเหมาะสมต่อการตัดส่งโรงงานและสามารถใช้เครื่องจักรกลเข้าไปกำจัดวัชพืชได้สะดวก เพราะไม่มีฝนตก
ปรับระยะร่องปลูกอ้อยให้กว้างขึ้นจากเดิม 1-1.5 เมตร เป็น 1.85 เมตร ทำให้สามารถนำเครื่องจักรขนาดเล็กไปบริหารจัดการในไร่อ้อยได้ ช่วยให้อ้อยเจริญเติบโตได้ดี เพราะได้รับแสงแดดและอาหารเต็มที่ ระยะร่องที่กว้างขึ้นช่วยประหยัดท่อนพันธุ์และประหยัดการทำงานของเครื่องจักร
ใช้ระบบน้ำหยดในการผลิตอ้อย, นำพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) มาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในการสูบน้ำเข้าบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมัน และประหยัดแรงงานในการดูแล

พื้นที่ที่มีการปลูกอ้อย จะมีการพักดินเพื่อตัดวงจรโรคพืชและแมลง แล้วปลูกถั่วเหลืองเพื่อปรับปรุงดิน
ใช้รถตัดอ้อยแทนแรงงานคน ช่วยแก้ปัญหาการเผาอ้อยก่อนตัด เน้นการรักษาคุณภาพการสูญเสียน้ำหนักอ้อยและคุณภาพความหวาน
พื้นที่ไม่มีแหล่งน้ำต้องอาศัยน้ำฝน จะขุดสระเพื่อเก็บน้ำไว้สำหรับการปลูกอ้อยข้ามแล้ง, นำระบบ GPS มาใช้จับพิกัดในการขนส่งอ้อยของตนและเกษตรกรรายอื่นๆ ในการขนส่งเข้าโรงงานน้ำตาล จากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้สามารถเพิ่มผลผลิตจากเฉลี่ยไร่ละ 12 ตัน เป็นเฉลี่ยไร่ละ 20 ตัน อ้อยตอเฉลี่ยไร่ละ 18 ตัน ลดต้นทุนการผลิตจากไร่ละ 10,300 บาท เหลือไร่ละ 7,552 บาท สามารถไว้ตออ้อยได้ถึง 8 ตอ (8 รุ่น1)

ผลงานและความสำเร็จ

มีการวางแผนการผลิต โดยการปลูกอ้อยจากเดิมมาเป็นปลูกอ้อยข้ามแล้งและใช้ระบบน้ำหยด ช่วยให้อ้อยมีการเจริญเติบโตที่ดีมีคุณภาพ ได้ผลผลิตและความหวานสูง, ตัดอ้อยด้วยรถตัดขนาดใหญ่ สามารถตัดอ้อยสดได้รวดเร็ว ส่งโรงงานได้ทันเวลา ได้ใบอ้อยคลุมดินหลังจากตัดเก็บความชื้นในดินได้ดี อ้อยตองอกดีสม่ำเสมอ อีกทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานตัดอ้อย แรงงานมีค่าแรงสูง และเพื่อเป็นการลดการเผาใบอ้อยก่อนการตัดซึ่งเป็นการช่วยลดมลพิษและช่วยลดสภาวะโลกร้อน มีการเตรียมแปลงรองรับรถตัดอ้อย โดยปรับพื้นที่ให้มีความเรียบมากที่สุด ทำให้ตัดอ้อยได้สะดวกมากขึ้น ประหยัดเวลา ประหยัดน้ำมัน ประหยัดต้นทุน

มีการนำโซลาร์เซลล์ (พลังงานแสงอาทิตย์) มาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้การสูบน้ำแทนเครื่องปั่นไฟ ได้น้ำประมาณ 10 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง เพียงพอต่อการให้น้ำอ้อย ลดน้ำมันในการสูบน้ำวันละ 200 บาท ลดคนงานลง คนงาน 1 คน สามารถดูแลการให้น้ำได้หลายจุดพร้อมกัน ขยายร่องปลูกจากเดิม 1.15 เมตร มาเป็น 1.85 เมตร ทำให้ประหยัดท่อนพันธุ์จากเดิม 1.5 ตัน ต่อไร่ มาเป็น 1.2 ตัน ต่อไร่ และสามารถนำเครื่องจักรกลเข้าไปทำงานได้สะดวกมากขึ้น ประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน ทำให้อ้อยเจริญเติบโตได้ดี เพราะได้รับแสงแดดและอาหารเต็มที่ นำรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กเข้ามาทำงานในแปลงอ้อย โดยติดตั้งอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ได้แก่ เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องฉีดพ่นสารเคมี จอบหมุนและคราดสปริง ลดการใช้สารเคมี ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานใส่ปุ๋ย และกำจัดวัชพืชและสามารถปลูกอ้อยไว้ตอได้ถึง 8 ตอ (8 รุ่น)

นอกจากนี้ แปลงปลูกอ้อย ยังเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องการใช้เครื่องจักรกลในไร่อ้อยให้กับเกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งคุณดิลกเองยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้เรื่องการผลิตอ้อยคุณภาพให้กับเกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ มากมาย มีการเตรียมแปลงรองรับรถตัดอ้อยที่ดีและมีการขยายผลไปยังกลุ่มชาวไร่และลูกไร่รายอื่นๆ นำระบบ GPS มาใช้ในการช่วยควบคุมการขนส่งอ้อยเข้าโรงงานให้กับชาวไร่อ้อย นำความรู้ที่ได้ศึกษาดูงานจากต่างประเทศมาปรับใช้กับการผลิตอ้อยของตนเอง และถ่ายทอดความรู้ให้กับคนในชุมชนและคนอื่นๆ ที่มาศึกษา นำโซลาร์เซลล์มาทดลองใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำเข้าบ่อ โดยให้เป็นที่ศึกษาดูงานของชาวไร่ทั่วไป มีชาวไร่ทำมาแล้ว 17 ชุด และจะขยายผลในปีต่อไปอีก 40 ชุด

คุณดิลก กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ผมและครอบครัว ที่นอกจากได้รับพระราชทานโล่รางวัลในฐานะเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำไร่ ประจำปี 2559 จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันพืชมงคล วันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงแล้ว ยังได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรและเงินรางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งานวันอาหารโลก ปี 2559 (World Food Day 2016) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2559 ณ สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กรุงเทพฯ อีกด้วย

ไก่พันธุ์ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างไก่พื้นเมืองของไทยพันธุ์หนึ่งที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ชื่อว่าไก่พันธุ์ตะเภาทองกับไก่พื้นเมืองของจีน ชื่อว่าไก่สามเหลือง (ซาอึ้ง) ซึ่งไก่ทั้งสองสายพันธุ์นี้มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำทั้งสองสายพันธุ์มาผสมกันคือ พ่อพันธุ์ตะเภาทอง แม่พันธุ์สามเหลือง จึงได้เกิดเป็นไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ขึ้นมา

ซึ่งลักษณะทั่วไปของไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ จะมีรูปร่างสมส่วน สวยงามทั้งเพศผู้และเพศเมีย มีลักษณะหงอนหินประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ และอีก 15 เปอร์เซ็นต์ มีลักษณะหงอนหนอนจักร ขนออกเป็นสีเหลืองทอง แข็งสีเหลือง จะงอยปากเหลือง นอกจากนี้ ยังมีความแข็งแรง ทนโรค ถือได้ว่าเป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย เพราะสามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมที่แปรปรวนได้ดี

คุณ ณ นพชัย ผิวเกลี้ยง อยู่บ้านเลขที่ 328 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่เล็งเห็นถึงคุณสมบัติพิเศษของไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ทำให้เขาสนใจนำมาทดลองเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ เรียกได้ว่าการเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ เป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้กับเขาได้ดีเลยทีเดียว

คุณ ณ นพชัย เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีครอบครัวมีอาชีพทำเกษตรกรรมมานานแล้ว เมื่อครั้งรุ่นคุณพ่อคุณแม่ในเวลาต่อมาก็มาพัฒนามาเลี้ยงสัตว์จำพวกสุกร เมื่อเลี้ยงไปนานวันเริ่มรู้สึกว่าการเลี้ยงสุกรยังไม่ตอบโจทย์ เพราะต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดเป็นอย่างมาก จึงอยากหาเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ต้องดูแลอะไรมาก สามารถปล่อยให้อยู่แบบธรรมชาติได้

“พอเราเริ่มรู้สึกว่า การเลี้ยงสัตว์พวกนี้ เริ่มไม่เป็นผลดีกับเราเท่าที่ควร ก็เริ่มที่จะเปลี่ยนเป็นสัตว์อย่างอื่น ประมาณปี 2556 ได้ไปเจอ อาจารย์สุชาติ สงวนพันธุ์ เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งผมก็รู้จักกับท่านมานานแล้ว ท่านก็เลยแนะนำให้เลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ และก็เอามาขยายพันธุ์ เพราะท่านกลัวว่าจะสูญพันธุ์หากไม่ได้เอามาขยายพันธุ์ต่อไป ผมก็เลยเอามาทดลองเลี้ยงดู สรุปมันไปได้ดี เรามีเวลามากขึ้น ก็เลยตกลงปลงใจเลยที่จะเลี้ยงไก่สายพันธุ์นี้” คุณ ณ นพชัย เล่าถึงความเป็นมา

เมื่อไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ที่นำมาทดลองเลี้ยงทั้งหมดประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ทำให้เขาขยับขยายทำฟาร์มแบบเต็มรูปแบบ คือทำฟาร์มแบบครบวงจร ทั้งฟักไข่ จำหน่ายลูกพันธุ์ขนาดเล็ก และยังจำหน่ายไก่สดเพื่อใช้สำหรับไปประกอบอาหารอีกด้วย

วิธีการเลี้ยงไม่ยาก จัดให้ไก่อยู่แบบธรรมชาติ

คุณ ณ นพชัย เล่าให้ฟังต่อไปว่า การเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์นั้นไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแต่ต้องเรียนรู้และเข้าใจนิสัยของไก่เท่านั้น ซึ่งเขาเองในช่วงแรกก็นำมาเลี้ยงจำนวนไม่มาก เมื่อทดลองเลี้ยงได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทำให้ประสบการณ์เหล่านั้นกลายเป็นครูสอนเขาเองได้เป็นอย่างดี

“ลักษณะโรงเรือนก็ไม่มีอะไรมาก เอาง่ายๆ ว่า พื้นที่ 1 ตารางเมตร เลี้ยงไก่ได้ 4-5 ตัว เราก็คำนวณเอาว่า เรามีพื้นที่เท่านี้ ควรที่จะเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์กี่ตัว อย่างที่ฟาร์มผมนี่โรงเรือนขนาด 6×11 เมตร อันนี้สำหรับนอนเป็นโรงเรือนที่เป็นร่มเงา และบริเวณที่เป็นพื้นที่รอบโรงเรือนก็จะขยายออกมารอบๆ อันนี้แล้วแต่ว่าจะขนาดเท่าไรแล้วแต่พื้นที่ เพราะต้องมีให้ไก่ได้วิ่งและก็คุ้ยเขี่ย เพื่อให้ไก่ได้ตากแดดเล่นดินบ้าง มันเป็นตามธรรมชาติของเขา ส่วนบริเวณรอบๆ เราก็กั้นด้วยตาข่าย เพื่อป้องกันสุนัขเข้ามากัดไก่ด้วยอีกชั้นหนึ่ง” คุณ ณ นพชัย อธิบาย

ในขั้นตอนของการเลี้ยง คุณ ณ นพชันยบอกว่า นำไข่ของไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ไปฟักในตู้ฟัก เมื่อครบกำหนดจนไข่ฟักออกมาเป็นตัว ก็จะนำลูกไก่ทั้งหมดมาอบให้ความอบอุ่นเป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งสถานที่สำหรับกกนั้นต้องเป็นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี แต่ต้องมีม่านกั้นเพื่อไม่ให้ลูกไก่ได้รับลมมากระทบกับตัวมากนัก

อาหารที่ให้ลูกไก่ระยะนี้เป็นอาหารสำหรับให้ไก่เล็กกิน โดยให้กินบ่อยครั้งแต่ไม่มากเพื่อเป็นการกระตุ้นฝึกลูกไก่ให้กินอาหารเป็น และที่สำคัญควรมีภาชนะสำหรับใส่น้ำสะอาดวางไว้ข้างๆ ด้วย

เมื่อลูกไก่มีอายุได้ประมาณ 1 เดือน จึงปล่อยออกจากที่กั้นให้มาวิ่งเล่นตามสถานที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับไก่ตัวอื่นๆ ในแบบธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

“ไก่โดยธรรมชาติ จะชอบกินผักกินหญ้า เว็บคาสิโนออนไลน์ เมื่อเรานำมาปล่อยในที่โล่งๆ แล้ว เราก็จะให้เขาอยู่เหมือนอยู่กันตามธรรมชาติ ซึ่งอาหารที่เอามาให้กินในช่วงนี้ จะเป็นพวกใบเตยหั่น ใบตำลึงชายรั้ว ผักตบชวา เอามาให้กินได้หมด ส่วนข้าวเปลือกบางคนอาจจะหว่านให้กินได้เลย แต่สำหรับที่นี่ไม่ใช่ ต้องเอาข้าวเปลือกไปแช่น้ำก่อน 1 คืน รดน้ำต่ออีก 2-3 คืน มันก็จะกลายเป็นข้าวงอกที่มีสารอาหารมากกว่าเดิม สลับกับให้อาหารข้นด้วย เลี้ยงต่อไปไม่เกิน 3-4 เดือน ไก่ก็จะตัวใหญ่เต็มที่ พร้อมจำหน่ายได้” คุณ ณ นพชัย กล่าวถึงเรื่องอาหาร