การป้องกันแมลงศัตรูพืชทั้ง 2 วิธีการนี้ นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น

ที่เกษตรกรในละแวกนี้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หากสวนใครไม่ดำเนินการป้องกัน หรือกำจัดก็จะเกิดการระบาดและลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ จึงต้องร่วมมือกัน ส่วนแมลงหรือแมงอื่นๆ ที่มีมารบกวน อย่าง เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยหอย ก็พบบ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนสารเคมีกำจัดแมลงจะใช้ในกรณีจำเป็น เมื่อพบปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงในวงกว้างเท่านั้น โดยคุณลอนจะใช้สารเคมีกำจัดแมลงตามข้อแนะนำอย่างเคร่งครัดและตามการปฏิบัติที่เป็นข้อกำหนดของ GAP

ส้มเขียวหวาน มักพบปัญหาโรคพืชหลายชนิดที่มาตามฤดูกาล ทั้งโรคโคนเน่า โรคแคงเกอร์ส้ม โรคราสนิม ถ้าเกิดกับส่วนใดของต้นส้มเขียวหวาน ไม่ว่าจะที่ใบ ผล ก็จะตัดแต่ง บิดทิ้ง หากพบการระบาดของโรคมากจึงค่อยใช้สารเคมี ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ทุกวันนี้ คุณลอนบริหารจัดการสวนส้มตามมาตรฐาน GAP หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีทั้ง 8 ข้อ เพื่อให้ผลผลิตส้มเขียวหวานได้มาตรฐานปลอดภัย ปลอดศัตรูพืชและคุณภาพถูกใจ

ข้อกำหนด GAP 8 ประการ ตั้งแต่เรื่อง

น้ำ
พื้นที่ปลูก
การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร
การจัดการคุณภาพในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
การพักผลผลิต การขนย้ายและการเก็บรักษาผลผลิต
สุขลักษณะส่วนบุคคล และ
การบันทึกข้อมูลและการตรวจสอบ
ผลผลิตส้มเขียวหวาน

คุณลอน บอกว่า ผลผลิตส้มเขียวหวานที่สวนแห่งนี้ จะออกสู่ตลาด 3 รุ่น คือ

รุ่นที่ 1 ปลายเดือนพฤศจิกายน

รุ่นที่ 2 ต้นเดือนมีนาคม

รุ่นที่ 3 ปลายเดือนมิถุนายน

“ส้มเขียวหวาน รุ่นที่ 1 จะเป็นส้มที่มีรสชาติอร่อยมาก” คุณลอน กล่าว และกล่าวอีกว่า “แม้สวนส้มของผมมีจำนวน 14 ไร่ 1,200 ต้น แต่ตั้งใจที่จะบริหารพื้นที่ไม่ให้มีผลผลิตพร้อมกัน เพราะมีขีดจำกัดในเรื่องน้ำ ปัจจัยการผลิต เงินทุน แรงงาน จึงแบ่งพื้นที่ผลิตออกเป็นแปลง แปลงละ 300-400 ต้น ผลผลิตที่ได้ แปลงที่มีต้นส้ม 300 ต้น ปีใดที่มีฝนฟ้าดีจะได้ผลผลิต 30,000 กิโลกรัม ส่วนใหญ่ได้ผลส้ม เบอร์ 00 เบอร์ 1 และ เบอร์ 2”

การตลาด และราคา

ตลาดส้มเขียวหวาน ที่คุณลอน นำผลผลิตส้มเขียวหวานไปขาย ก็คือ ล้งส้มเขียวหวานในท้องถิ่น (โรงคัดบรรจุผลไม้ รับซื้อส้มเขียวหวาน) ต้องจ้างแรงงานเก็บผลส้มเขียวหวานนำไปส่งให้ล้ง ณ ที่ทำการล้ง แล้วคัดขนาดหรือเบอร์ คิดราคาตามเบอร์ ณ ราคาตลาดในวันนั้น อย่างเช่น ส้มเขียวหวาน เบอร์ 000 หรือ 00 จะได้ราคา กิโลกรัมละ 30 บาท ราคานี้มิใช่ว่าจะได้ทุกปี บางปีฝนฟ้าอากาศไม่อำนวยก็ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาล จะได้ราคาสูงขึ้นมาหน่อย และผู้บริโภคมีความชื่นชอบในเรื่องรสชาติ ขนาดผล เปลือกบาง จึงมีการขอจองซื้อกันล่วงหน้า และมีคำสั่งซื้อเข้ามาตลอด

ปัญหาอุปสรรคในสวนส้ม ที่คุณลอนยังแก้ไขได้ไม่หมด ได้แก่ ปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำ ที่ทำให้ต้นทุนสูงในการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงใส่เครื่องสูบน้ำ ปัญหาโรค-แมลง ราคาขายที่ยังไม่เสถียร มีขึ้น มีลง ไม่มีการประกันราคา เป็นปัญหาซ้ำซากที่ต้องพบทุกปี มากน้อยแตกต่างกันไป ก็ต้องติดตามแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

คุณลอน กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ตนเองให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการสวน ต้องโล่งเตียนอยู่เสมอ สะอาด ไม่ให้มีแมลงเข้ามาหลบซ่อน ทำให้ไม่เจอโรคระบาดที่รุนแรง ใครๆ เข้ามาดู เห็นผลผลิตก็จะชักชวนให้นำผลส้มเขียวหวานไปเข้าประกวด

“ผมก็นำผลส้มไปประกวดทุกเวทีนะครับ ถ้าได้รับการแจ้งมาเพราะส้มของผมผิวสวย ผลใหญ่ ผลมีขนาดสม่ำเสมอ ที่สำคัญเป็นส้มปลอดภัยทั้งเราและผู้บริโภค เรื่องนี้ผมปฏิบัติมาด้วยดีเสมอต้นเสมอปลาย”

ช่วงปลายปีที่มีการจัดประกวดผลผลิตส้มเขียวหวานของอำเภอวังชิ้น คุณลอนได้นำผลส้มเขียวหวานไปเข้าประกวดก็ได้รับ รางวัลที่ 1 เป็นเงินสดและใบเกียรติยศ

สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ จัดการประกวดส้มเขียวหวานเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ส้มเขียวหวานของเกษตรกรอำเภอวังชิ้นให้มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานแล้ว ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภคให้ดีขึ้น

ส้มเขียวหวานจากสวนคุณลอน ได้รับรางวัลที่ 1 เพราะเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณา คือมีขนาดผลโตสม่ำเสมอ รูปร่างลักษณะตรงตามพันธุ์ เปลือกบาง ปอกง่าย เนื้อมีรสชาติหวาน หรือหวานอมเปรี้ยว เมล็ดมีขนาดเล็ก และมีจำนวนเมล็ดน้อย วัดความหวานได้ 11 องศาบริกซ์

จังหวัดตรัง ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองยางพารา เมืองขนมเค้ก และเมืองหมูย่าง เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร มีการปลูกยางพาราเป็นอาชีพหลัก ปาล์มน้ำมันเป็นอาชีพรอง ปลูกไม้ผล พืชผักและอื่นๆ รวมทั้งด้านการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันพบว่าเกษตรกรชาวสวนยางพารามองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพทางเลือกเพื่อเสริมรายได้ที่หายไป

คุณเสถียร ศิริพันธ์ บ้านเลขที่ 74/1 หมู่ที่ 4 ตำบลโพรงจระเข้ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เรียกขานกันในนาม ลุงขลิก เกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เมื่อช่วงปี 2548 จึงมีความคิดที่จะปลูกพืชร่วมยางพารา โดยลุงได้ศึกษาการปลูกพืชร่วมยางพาราและสามารถขายผลผลิตได้ โดยที่มีตลาดรองรับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง จึงมีความสนใจ สะละพันธุ์อินโดฯ และได้ศึกษาถึงวิธีการปลูก การดูแลรักษาสะละอินโดฯ อย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อ ปี 2548 ลุงได้เดินทางไปซื้อต้นพันธุ์สะละอินโดฯ มาจาก อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ในราคา ต้นละ 10 บาท จำนวน 913 ต้น เป็นต้นตัวเมีย 656 ต้น และต้นตัวผู้ 257 ต้น โดยอัตราส่วนต้นตัวเมียกับต้นตัวผู้ ประมาณ 3 : 1 ปลูกร่วมยางพารา จำนวน 15 ไร่ บริเวณบ้าน ซึ่งยางพาราอายุประมาณ 9 ปี

สะละอินโดฯ ควรปลูกในสภาพดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนปนดินเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี โดยปลูกระหว่างแถวยางพารา จำนวน 1 แถว ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1.5-3 เมตร การปลูกขุดหลุมขนาดกว้าง 30-50 เซนติเมตร ลึก 30-50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก หลุมละประมาณครึ่งกิโลกรัม ทิ้งไว้ 7 วัน ก่อนที่จะนำต้นกล้าลงปลูก หลังปลูกแล้วรดน้ำ วันละ 1 ครั้ง เมื่อมีสะละอินโดฯ อายุได้ 2 ปี สะละจะเริ่มออกดอก

การที่สะละสายพันธุ์อินโดนีเซียจะออกผลได้ดีตามที่ต้องการนั้น เกษตรกรจะต้องช่วยผสมเกสร ระหว่างดอกตัวผู้กับดอกตัวเมีย โดยการนำผงเกสรตัวผู้ (สีเหลือง) มาเคาะใส่เกสรตัวเมีย (สีแดง) หรือนำเกสรตัวผู้เคาะใส่ในจานแล้วใช้พู่กันป้ายไปยังเกสรตัวเมีย โดยการผสมเกสรสามารถทำได้ตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยให้ติดผลได้ง่ายขึ้น

การตัดแต่งพวงสะละ

ตัดแต่งพวงสะละโดยเด็ดผลที่บิดเบี้ยวทิ้งไป เพื่อให้มีปริมาณผลพอเหมาะ ผลสะละมีความสมบูรณ์ ได้ผลโตตามขนาดที่ต้องการ และป้องกันการขาดของก้านช่อดอก สามารถเก็บผลผลิตได้หลังจากผสมเกสรแล้ว 6 เดือน หรือ 175-180 วัน เมื่อผลสะละอินโดฯ มีอายุครบตามอายุการเก็บเกี่ยว จะมีผลขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอม ควรใช้มีดหรือกรรไกรที่สะอาดตัดเก็บสะละออกมาเป็นช่อโดยระวังไม่ให้ผลหลุดร่วง ปัญหาที่พบ

ต้นตัวผู้มีเกสรตัวผู้ไม่เพียงพอในการผสมเกสร
ข้อเสนอแนะ

มีการใช้เกสรตัวผู้จากพืชตระกูลเดียวกันกับสะละในการผสมเกสร เช่น ระกำ หรือสะละสายพันธุ์อื่นๆ
เก็บเกสรตัวผู้ไว้ในตู้เย็น เพื่อให้สามารถนำมาใช้ผสมเกสรได้ในช่วงที่ขาดแคลน
นำเกสรตัวผู้ผสมกับแป้งก่อนนำไปผสมกับเกสรตัวเมีย เพื่อช่วยให้เกสรตัวผู้ฟุ้งกระจายผสมกับเกสรตัวเมียได้ดีขึ้น

ล่าสุดเกษตรจังหวัดตรัง คุณวสันต์ สุขสุวรรณ พร้อมด้วยเกษตรอำเภอ คุณอำนาจ เซ่งเซี่ยง และ เกษตรตำบลผู้รับผิดชอบพื้นที่ คุณแพรวพรรณ ทองพิทักษ์ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน และให้คำแนะนำการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันเชื้อราสาเหตุโรคพืช โดยผสมเชื้อสด 1 กิโลกรัม : รำละเอียด 4 กิโลกรัม : ปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม โรยรอบโคนต้น ต้นละ 1-2 กิโลกรัม การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้รากพืชนำปุ๋ยเคมีไปใช้ประโยชน์ได้สูงยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงานด้านการเกษตรของ คุณเสถียร ศิริพันธ์ เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรบริเวณใกล้เคียง และต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอย่านตาขาว

ตำบลสวนเขื่อน จังหวัดแพร่ ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดแพร่ ท่านที่ขับรถขึ้นเหนือ มุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงราย หรือจังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน จะต้องผ่านเมืองแพร่ก่อน พอเข้าเขตอำเภอเมืองแพร่ จะมีป้ายแผ่นใหญ่ หรือคัทเอาท์ เป็นแผ่นป้ายขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เขียนว่า แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแพร่ คือ ตำบลสวนเขื่อน เพราะมีน้ำตก มีพระธาตุอินทร์แขวน พระธาตุช่อแฮ และบ้านนาคูหา แหล่งท่องเที่ยวอันสำคัญของจังหวัดแพร่ ทุกคนเมื่อมีเวลามักจะแวะไปที่ตำบลสวนเขื่อน เพื่อกราบไหว้พระธาตุอินแขวน ก่อนจะไปจังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา

สวนหน่อไผ่หวานของกลุ่มผู้ใหญ่คนเก่ง อยู่ในเขตตำบลสวนเขื่อน สวนไผ่หวานจะรวมกลุ่มกันปลูกไผ่หวานนอกฤดู คือฤดูแล้ง เริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม 3-4 เดือนนี้ เขาเรียกว่าหน่อไม้หวานนอกฤดู จะมีราคาสูงกว่าหน่อไม้ในฤดู คือฤดูฝน นักกินหน่อเขาบอกว่า หน่อไม้ในฤดูแล้งจะมีรสชาติหอมหวานกว่าฤดูฝนตก ไม่ว่าจะแกงแบบคนเหนือ อีสาน ใส่ปลาร้า ใบย่านาง จะอร่อยมาก

ส่วนหน่อไม้หวานในเขตตำบลสวนเขื่อน ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่ 7 ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าบ้านแม่แคม สวนหน่อไม้เขาจะปลูกริมห้วยแม่แคม น้ำห้วยแม่แคม เป็นลำห้วยขนาดใหญ่ น้ำจะไหลมาจากน้ำตกแม่แคม ริมหวยแม่แคมจะมีการปลูกไผ่หวานพันธุ์ช่อแฮ เพราะฤดูแล้งจะมีน้ำรดกอไผ่เพื่อให้ออกหน่อนอกฤดู

สวนไผ่หวานของ ผู้ใหญ่สนั่น กาชุ่ม มีทั้งหมด 2 แปลง แปลงแรก 3 ไร่ ปลูกไผ่หวานไว้ 300 กอ อายุได้ 3 ปี ติดหน่อฤดูแล้งได้กอละ 2 กิโลกรัม 300 กอ จะได้ 300 กิโลกรัม มีแม่ค้ามารับถึงสวน กิโลกรัมละ 50 จะได้ครั้งละ 20,000 บาท

หน่อไผ่หวานในฤดูแล้งจะรสชาติหอมหวานกว่าฤดูฝนมาก คนเหนือ อีสาน จะชอบมาก มีเท่าไหร่ไม่พอขาย แม่ค้ามารับซื้อที่สวน วันหนึ่งได้ 3,000-4,000 กิโลกรัม เพื่อนำไปส่งเป็นหน่อไม้สด ส่งที่จังหวัดเชียงใหม่ พะยา เชียงราย ลำปาง

แม่ค้าผู้รับซื้อมีอยู่หลายราย ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าประจำ เรียกว่าในฤดูแล้งต่างแย่งกันเพราะขายดีกว่าฤดูฝนหลายเท่าตัว

การตัดหน่อสด ในฤดูแล้งจะตัดได้เดือนละ 3 ครั้ง สรุปว่า 1 เดือน มีรายได้ถึง 5-6 หมื่น หักค่าใช้จ่ายเหลืออยู่ประมาณ 4 หมื่น ค่าใช้จ่ายคือ ค่าน้ำมันสูบน้ำ ค่าปุ๋ย ค่าแรงเวลาตัด ต้องจ้างคนมาช่วยเพื่อให้ทันเวลา ต้องตัดแต่เช้ามืด เพื่อให้ทันเวลาแม่ค้าจะมารับเอาตอนเที่ยงวัน จำเป็นต้องใช้คนช่วยตัดหลายคน ตัดแล้วเอามาล้างน้ำให้สะอาด บรรจุใส่ถุงพลาสิตกใส ถุงละ 10 กิโลกรัม

เวลา 1 ปี เราจะได้เงินช่วง 3-4 เดือนนี้แหละ จะได้กิโลกรัมละ 40-50 แต่ไปถึงตลาดจะได้ถึงกิโลกรัมละ 70-80 ผู้ใหญ่สนั่น จะเป็นหัวหน้ากลุ่ม รวมเป็นทีมงานปลูกไผ่หวานบ้านแม่แคม มีอะไรจะช่วยเหลือกัน การรวมกลุ่มเพื่อจะได้ขอเงินทุนสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. บางครั้งคนมาใหม่ไม่มีที่ดินปลูก ก็ขอเงินกู้จากธนาคารได้ ผู้ร่วมกลุ่มของผู้ใหญ่สนั่นคือ น้องเขยของผู้ใหญ่ ชื่อ นายประหยัด นายประหยัดมีที่ดินเพียง 1 ไร่ ไม่มีเอกสารใดๆ เป็นคนของกรมป่าไม้ แม้จะไม่มีเอกสารแต่ก็มีคนอยากได้ เพราะอยู่ติดลำห้วย นายประหยัดปลูกไว้ 150 กอ

“ผมก็ได้หน่อไม้สดหน้าแล้งนี่แหละที่ทำเงินให้ ผมตัดได้สัปดาห์ละ 100 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 40 สัปดาห์หนึ่งผมมีรายได้ 4,000 บาท หักต้นทุนออกเหลือ 3,000 บาท ต้องใส่ปุ๋ย ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ สูบน้ำเข้ารดให้เปียกชุ่ม ต้องคลุมกอให้แน่นเพื่อให้หน่อมีสีขาว ถ้าไม่คลุมกอแน่นจะไม่ขาวและหวาน” ก่อนปลูกควรนำกล้าไม้ไผ่ที่ได้จากการขยายพันธุ์โดยวิธีต่างๆ ออกไว้กลางแจ้งเป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้กล้าเคยชินกับสภาพแสงแดดในแปลง ในการขนย้ายกล้านี้ยังต้องพึงระมัดระวังอย่าให้ตาที่เหง้าและข้อปล้องได้รับอันตรายมากนัก เพราะอาจจะทำให้ตาซึ่งจะแตกหน่อต่อไปเสียหาย หรือตายได้ เมื่อไถพรวนปรับสภาพดินแล้วทำการยกร่อง กะระยะปลูก คือระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวตามขนาดของไม้ไผ่ที่จะปลูกตามที่กำหนดได้ให้เป็นแถวเป็นแนวเดียวกันเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานต่างๆ ใช้ไม้ปักไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายตรงจุดที่จะขุดปลุมปลูก เมื่อวางเรียบร้อยหมดทั้งแปลงแล้วจึงลงมือขุดหลุมปลูก

ในการปลูกโดยวิธีใช้เหง้ากับตอนั้น ควรจะขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง 30x30x50 เซนติเมตร

สำหรับปล้องนั้นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดใหญ่เล็กและยาวของแต่ละปล้องเป็นหลัก แต่อย่างน้อยก็ควรจะขุดหลุมให้มีขนาด 20x30x50 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย ส่วนในการปลูกกล้าก็อาจจะอนุโลมให้ใช้ขนาดของการปลูกโดยวิธีใช้เหง้ากับตอได้ แถบปราจีนบุรีหลุมไผ่ตงที่ขุดกันใช้ขนาดกว้าง ยาว ลึก 50 เซนติเมตร ขนาดเดียวเสียส่วนมาก ดินที่ขุดขึ้นมาจากหลุมนั้นให้แยกออกเป็น 2 กอง คือ ดินชั้นบนกองหนึ่ง และดินชั้นล่างอีกกองหนึ่ง

สำหรับดินชั้นบนของแต่ละหลุม ให้ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 1 ปี๊บ หินฟอสเฟต 1 กระป๋องนม และยาฆ่าแมลงฟูราดานครึ่งช้อนแกง ผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน แล้วใส่กลับลงในหลุมจนพูน ถ้าไม่พอให้ใช้ดินชั้นล่างผสมลงไปด้วย เมื่อดินยุบตัวดีแล้วจะเสมอกับระดับดินในแปลงปลูกพอดี วิธีปลูกใช้มีดกรีดกั้นถุงวางกล้าไม้ลงในหลุม อาจวางกิ่งพันธุ์เดิมนั้นจะแทงหน่อได้เร็วกว่าการปลูกแบบกิ่งตั้งตรง เป็นการกระตุ้นให้กิ่งพันธุ์ไผ่แทงหน่อเร็วขึ้น ปลูกแล้วกลบดินโดยใช้เท้าเหยียบให้แน่น ใช้ไม้ปักค้ำยึดอย่าให้โดนลมโยกหาเศษไม้ ใบไม้ หรือหญ้าแห้งคลุมดินรอบๆ โคนต้นเพื่อรักษาความชื้นของดินบริเวณโคนต้นไม้

ไม้ไผ่จะให้ผลตอบแทนในรูปของหน่อและลำอย่างรวดเร็วที่สุดในปีที่ 3 ของการปลูกในช่วงหนึ่งและปีแรก จึงควรมีการปลูกพืชเกษตรแทรกระหว่างแถวที่ปลูกไม้ไผ่เพื่อให้มีรายได้จากพืชเกษตรมาทดแทนในช่วงแรก พืชเกษตรที่ควรปลูกคือ แตงโม ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว มันเทศ พริก มะเขือเทศ หรือข้าวโพด อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันแล้วแต่ความต้องการของตลาดท้องถิ่น หากต้องการปลูกเพียงเพื่อปรับปรุงสภาพดินอาจเลือกปลูกพืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ การปลูกพืชแทรกนี้อาจปลูกอย่างไม่มีรูปแบบและปลูกพืชหลายชนิดผสมกันเพื่อประโยชน์ใช้สอยในครัวเรือน หรือปลูกพืชชนิดเดียวอย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยปลูกห่างจากแถวที่ปลูกไม้ไผ่ ประมาณ 50 เซนติเมตร ภายหลังการเก็บเกี่ยวพืชเกษตรที่ปลูกแทรกเมื่อไม้ไผ่มีอายุ 3 ปี ส่วนใหญ่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปลูกแทรก เพราะจะมีรายได้จากการขายหน่อและลำของไม้ไผ่อย่างเพียงพอ อีกทั้งในช่วงปีที่ 3 เดือน ยอดของไม้ไผ่จะแผ่ขยายไปปกคลุมบริเวณข้างเคียง ทำให้เกิดร่มเงาพืชแทรกที่ต้องการแสงมากจะให้ได้ผลไม่เต็มที่

การปลูกไม้ไผ่เพื่อการค้าควรบำรุงรักษาให้เหมาะสมเพื่อให้ได้รับผลผลิตจากหน่อและลำอย่างสม่ำเสมอ วิธีการปฏิบัติดูแลรักษาอาจดำเนินวิธีแนวทางเดียวกันกับที่ปฏิบัติกับไผ่เศรษฐกิจนั่นคือไผ่ตง ซึ่งชาวบ้านจังหวัดปราจีนบุรีนิยมปฏิบัติกันอย่างได้ผลดี มีดังนี้

ปกติจะปลูกไผ่กันในหน้าฝนอยู่แล้ว เพราะประหยัดน้ำได้มาก อาจจะไม่ต้องให้น้ำเลยก็ได้นอกจากฝนเกิดทิ้งช่วงแล้วผู้ปลูกต้องคอยรดน้ำให้เสมอ อย่าปล่อยให้ขาดน้ำนานๆ

การปลูกซ่อม

โดยทั่วไปจะทำการเช็กการรอดตายของกล้าไผ่เมื่อสิ้นฤดูแล้ง หลังจากนั้นจึงเตรียมกล้าเพื่อปลูกซ่อมในฤดูฝนถัดไป โดยใช้ลำต้นกล้าที่สูงทัดเทียมกับต้นที่อยู่ในแปลงเพื่อให้เจริญได้ทันกัน ควรเตรียมกล้าไม้ไว้สำหรับปลูกซ่อมตลอดเวลา อาจมีแปลงเพาะชำกล้าไม้สำรองไว้ โดยเพาะอยู่ในเข่ง ขนาด 8×10 นิ้ว ซึ่งทำให้ปริมาณของดินให้รากหากินได้มาก เวลาปลูกซ่อมก็ขุดหลุมให้ใหญ่กว่าเข่งเล็กน้อย แล้วยกกล้าลงปลูกทั้งเข่งต้นไผ่ก็จะเจริญได้ทันกัน

ไผ่ สามารถใช้ปุ๋ยที่คลุกเคล้าไปกับดินปลูกได้ แทงบอลชุด SBOBET พอในระยะปีต่อๆ ไปจำเป็นต้องมีการไถพรวนและใส่ปุ๋ย ในระยะนี้อาจจะเห็นว่าหน่อที่แตกจะมีขนาดค่อนข้างเล็กและจะมีขนาดโตขึ้นทุกๆ ปี ถ้าความชุ่มชื้นและดินอุดมสมบูรณ์ดีพอเพียง แต่ถ้าจะให้ได้ผลเร็วควรจะใช้ปุ๋ยเร่งทำให้ไผ่เกิดหน่อปริมาณมากตลอดฤดูกาลหลังจากเก็บหน่อขายบ้างแล้ว จะทำการตัดแต่งกอและไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชปกติ นิยมไถพรวนในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ก่อนที่ดินจะแห้ง เพราะถ้าดินแห้งจะไถพรวนได้ยาก การใส่ปุ๋ยจะใส่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ปุ๋ยที่นิยมคือปุ๋ยคอกเป็นหลัก ในอัตรา 100-200 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับป่าไผ่ทั่วไป แต่ถ้าเป็นสวนไผ่จะใส่มาก 1 ต้น ถึง 1 ต้นครึ่ง ต่อไร่ (40-50 กิโลกรัม หรือ 4-5 บุ้งกี๋ ต่อกอ) หรืออาจใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 16-20-0 หรือ 15-15-15 อัตรา 2 ถึง 4 กิโลกรัม ต่อกอ ร่วมกับปุ๋ยคอกในกรณีที่ต้องการเร่งการออกหน่อ

นอกเหนือจากใส่ปุ๋ยปกติแล้วจะมีการใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ในอัตรา 1 ถึง 2 กิโลกรัม รอบๆ กอ ระวังอย่าให้โดนหน่อจะทำให้เน่าได้ และถ้าต้องการให้หน่อมีคุณภาพดียิ่งขึ้น ควรใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ส่วนไผ่ตัดหน่อที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป มีการดูแลรักษาอย่างดีในเรื่องการให้น้ำและใส่ปุ๋ย สามารถเพิ่มผลผลิตหน่อได้ถึง 50-60 หน่อ ต่อกอ ต่อปี วิธีการเพิ่มผลผลิตหน่อเช่นนี้ บางทีมีการใส่ปุ๋ยให้แก่กอไผ่โดยตรง นิยมใส่ปุ๋ยขี้ไก่ ประมาณ 0-30 กิโลกรัม ต่อกอ ใส่ในช่วงเดือนธันวาคม และเมื่อพูนดินรอบๆ กอ แล้วจะใส่ปุ๋ยรอบๆ กองดินที่พูนไว้อีก 1 ครั้ง ถือว่าเป็นการใส่ปุ๋ยให้แก่ระบบเรือนราก นิยมใช้ปุ๋ยยูเรียใส่ประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อกอ หลังจากพูนดินและใส่ปุ๋ยเรียบร้อยแล้วควรเริ่มให้น้ำเฉพาะช่วงเช้า หรือให้เช้าเย็นแล้วแต่ความต้องการของไผ่ โดยสังเกตจากใบ หากใบแสดงอาการเหี่ยวในช่วงบ่ายควรให้น้ำในตอนเย็นด้วยการให้น้ำและใส่ปุ๋ยแก่ไผ่ที่ปลูกเพื่อต้องการหน่อปริมาณมากตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไผ่ตงเขียว ที่สามารถให้หน่อเร็วกว่าไผ่ตงพันธุ์อื่นๆ

วัชพืชในสวนไผ่เป็นปัญหาเฉพาะในช่วง 1 ถึง 3 เดือนแรกเท่านั้น หลังจากนั้นไม่ค่อยพบพืชชนิดใดขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาของไผ่นัก เพราะเมื่อเรือนยอดแผ่ขยายออกเต็มที่จะเบียดชิดกัน ทำให้แสงแดดส่องผ่านลงไปได้น้อยและใบไผ่จำนวนมากที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินก็จะช่วยคลุมพื้นที่ทำให้พืชอื่นไม่สามารถขึ้นได้ ถ้ายังมีอยู่โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนก็อาจจะต้องตาย วัชพืชจะเป็นเดือนละครั้งหรือสองครั้งก็ย่อมแล้วแต่ความมากน้อยของวัชพืชในท้องถิ่น

ถ้าให้เอ่ยชื่อผักรสขม เชื่อได้เลยว่า ชื่อแรกที่แทบทุกคนจะนึกถึงคือ สะเดา นั่นเอง มีบันทึกว่า คนไทยกินสะเดาเป็นผักตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น โดยคนไทยส่วนใหญ่มักชอบกินยอดและดอกสะเดาในช่วงต้นฤดูหนาว เพราะเชื่อว่า “กินสะเดาก่อนเป็นไข้ ช่วยป้องกันไข้ได้ กินสะเดาเมื่อเป็นไข้แล้ว รักษาให้หายได้”

คนไทยในสมัยก่อนถือว่า สะเดา เป็นต้นไม้มงคล ควรปลูกในบริเวณบ้าน โดยกำหนดตำแหน่งให้ปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน และด้วยความเชื่อที่ถือว่าเป็นไม้มงคลนี่เอง ต้นสะเดาช้างจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดสงขลา และต้นสะเดาไทยทั่วไปเป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานี

ไม่ผิดเลยที่กล่าวว่า สะเดา เป็นต้นไม้มงคล เพราะสะเดารวมทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพในต้น โดยในสะเดาเพียงต้นเดียวมีปัจจัยถึง 3 คือ เป็นยา อาหาร และเป็นไม้ใช้สอยใช้ทำเป็นที่อยู่อาศัยได้ ถ้าสะเดาอายุ 20 ปี เนื้อไม้จะได้แข็งแกร่งเหมือนไม้แดง ไม้ประดู่ สะเดามีแก่นไม้ที่สีสวย สามารถนำมาทำไม้ปูพื้น ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ และยังสามารถทำเป็นแปรง และยาสีฟันได้เป็นอย่างดี สะเดาเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ดเพียงเวลา 3 ปี ต้นสะเดาที่โตจากเมล็ดเล็กๆ กลายเป็นต้นไม้สูงถึง 20 ฟุต และสะเดายังเป็นพืชที่มีอายุยืน อาจอยู่ได้นานถึง 200 ปี

สะเดา หวานเป็นลม ขมเป็นยา สะเดา พืชสมุนไพรรสขมที่มีประโยชน์ และต้องคิดถึงเมนูสูตรเด็ด สะเดาน้ำปลาหวาน ที่กินคู่กับปลาดุกย่างที่แสนเอร็ดอร่อย