การผสมเกสรและการไว้ผลเมล่อนเป็นพืชที่มีดอกเพศผู้เพศเมีย

อยู่กันคนละดอก แต่เกิดอยู่บนต้นเดียวกัน หรือบางพันธุ์มีดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศอยู่บนต้นเดียวกันก็มี โดยดอกเพศผู้จะเกิดก่อนและเกิดเป็นช่อที่มุมระหว่างก้านใบกับลำต้น หรือลำต้นกับกิ่งแขนง

ส่วนเพศเมียหรือดอกสมบูรณ์เพศจะเกิดทีหลังและเกิดเป็นดอกเดี่ยว ที่ข้อแรกหรือข้อที่ 2 ของกิ่งแขนง โดยปกติเมล่อนเป็นพืชผสมข้าม จำเป็นที่ต้องมีการผสมเกสรจากภายนอกโดยแมลงหรือมนุษย์จึงจะติดเป็นผลได้

ดังนั้นการปลูกเมล่อนจึงจำเป็นต้องมีการช่วยผสมเกสรให้กับดอกตัวเมียหรือดอกสมบูรณ์เพศ การผสมเกสรต้องกระทำเมื่อดอกบานในตอนเช้า ตั้งแต่เวลา 06.00-10.00 น. ในขณะที่อากาศยังมีอุณหภูมิไม่ขึ้นสูง หลังจากนั้นดอกตัวเมียจะหุบไม่รับการผสมอีกต่อไป

วิธีการผสมเกสรทำโดย เด็ดดอกตัวผู้ที่บานในวันนั้นจากต้นใดก็ได้ นำมาปลิดกลีบดอกออกให้หมดเหลือแต่ละอองเกสรตัวผู้ที่สังเกตเห็นว่ามีละอองเกสรตัวผู้เกาะติดอยู่เต็มไปหมด แล้วนำมาคว่ำและเตาะลงที่ยอดของดอกตัวเมียหรือดอกสมบูรณ์เพศที่บานในวันนั้นให้ทั่วโดยรอบดอก

ทยอยผสมเกสรให้ดอกตัวเมียหรือดอกสมบูรณ์เพศที่เกิดอยู่บนกิ่งแขนงที่เกิดบน ข้อที่ 8-12 ซึ่งจะบานไม่พร้อมกัน ต้องใช้เวลาหลายวัน จึงจะผสมครบทั้ง 5 ดอก เมื่อเริ่มติดเป็นผลอ่อนขนาดเท่าไข่ไก่ จึงเลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียงผลเดียว โดยดูจากผลที่รูปร่างสมบูรณ์ไม่บิดเบี้ยว และมีขั้วผลที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่เหลือให้ปลิดทิ้ง

หลังติดผล 2 สัปดาห์ ให้เริ่มใช้เชือกผูกที่ขั้วผลโยงไว้กับค้างเพื่อช่วยพยุงและรับน้ำหนักผลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อไปจากนั้นให้รีบห่อผลด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ให้มิดชิด เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงวันทอง

การให้น้ำ ต้นเมล่อนเป็นพืชที่มีใบใหญ่คายน้ำมาก จึงต้องการน้ำมากในแต่ละวัน นับหลังจากย้ายปลูกแล้ว ความต้องการน้ำของต้นเมล่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมล่อนเริ่มออกดอกและติดผลจะเป็นช่วงที่เมล่อนมีปริมาณความต้องการน้ำสูงที่สุด

การให้น้ำแก่เมล่อนจึงต้องเพิ่มปริมาณการให้น้ำแก่ต้นเพิ่มมากขึ้นทุกสัปดาห์ จนถึงระยะออกดอกและติดผล จึงให้น้ำในปริมาณที่คงที่ได้ ปริมาณน้ำที่ต้องให้แก่ต้นเมล่อนนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ถ้าปลูกเมล่อนในช่วงที่อากาศร้อนจัด ในฤดูร้อนจัดและอากาศแห้งแล้ง ความต้องการน้ำของต้นเมล่อนในช่วงเริ่มต้นหลังย้ายกล้าอาจอยู่ในช่วง 0.5-1 ลิตร/ต้น/วัน และในช่วงที่กำลังออกดอกและติดผล อาจสูงถึงวันละ 2-3 ลิตร/ต้น/วัน

อย่างไรก็ตาม ความต้องการน้ำของเมล่อนสามารถเปลี่ยนแปลงไป ในฤดูกาลเดียวกันยังแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ สำหรับวิธีการให้น้ำแก่เมล่อนสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การปล่อยน้ำเข้าข้างร่องปลูกและปล่อยให้น้ำซึมเข้าสู่แปลงจากด้านข้าง ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่สิ้นเปลืองน้ำและแรงงาน

การให้น้ำและปุ๋ยแก่เมล่อน

การให้น้ำ ปัจจุบันนิยมใช้ระบบการให้น้ำแบบหยด ซึ่งเป็นการให้น้ำแก่ต้นแตงที่ในบริเวณรากของต้นแตงแต่ละต้นโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดน้ำกว่า และยังสามารถผสมปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชบางชนิดลงไปในระบบน้ำหยดได้ด้วย แต่ต้องใช้การลงทุนสูงในครั้งแรก แต่สามารถเก็บไว้ใช้ในฤดูกาลปลูกต่อๆ ไป

การให้ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยให้แก่เมล่อนที่ถูกวิธีและประหยัดนั้น ก่อนการให้ปุ๋ยแก่ต้นเมล่อนควรมีการตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อหาความอุดมสมบูรณ์ของดินเสียก่อนว่ามีอินทรียวัตถุ ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแคลเซียม และแมกนีเซียม ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอยู่ในปริมาณเท่าใดก่อน แล้วจึงค่อยกำหนดปริมาณปุ๋ยที่จะใส่ให้แก่ดินที่ปลูกนั้นอีกครั้ง

เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของดินในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน
เมื่อผลเมล่อนสุกแก่ จะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอก คือ ในพันธุ์ที่ผิวมีร่างแหจะพบว่าร่างแหเกิดขึ้นเต็มที่ครอบคลุมทั้งผล ผิวเริ่มเปลี่ยนสีและอ่อนนุ่มลง และในบางพันธุ์เริ่มมีกลิ่นหอมเกิดขึ้น เกิดรอยแยกที่ขั้วจนในที่สุดผลจะหลุดออกจากขั้ว

การเก็บเกี่ยวผลเมล่อนเพื่อการจำหน่ายจึงต้องเก็บเกี่ยวในระยะที่พอดี หากเก็บเร็วเกินไปจะได้ผลเมล่อนที่อ่อนเกินไป รสชาติยังไม่หวานและมีน้ำหนักน้อย หากเก็บเกี่ยวล่าช้าไป ผิวและเนื้อภายในจะอ่อนนุ่มเกินไป ไม่เหมาะสำหรับการเก็บรักษาและการจำหน่าย

อายุเก็บเกี่ยวของเมล่อนที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับพันธุ์ ซึ่งมีทั้งพันธุ์เบา ที่มีอายุการเก็บเกี่ยว 60-65 วัน หลังหยอดเมล็ด หรือ 30-35 วัน หลังดอกบาน พันธุ์ปานกลางมีอายุเก็บเกี่ยว 70-75 วัน หลังหยอดเมล็ด หรือ 40-45 วัน หลังดอกบาน พันธุ์หนักที่มีอายุเก็บเกี่ยวเกินกว่า 80-85 วัน หลังเพาะเมล็ด หรือ 50-55 วัน หลังดอกบาน

นอกจากการนับจำนวนวันแล้ว การเก็บเกี่ยวเมล่อนยังสามารถดูจากลักษณะภายนอกได้ด้วย เมล่อนที่เริ่มสุกแก่เก็บเกี่ยวได้จะเริ่มมีกลิ่นหอมในพันธุ์ที่มีกลิ่มหอมและมีรอยแยกที่ขั้วผลเกิดขึ้น แสดงว่าผลแตงกำลังจะหลุดร่วงจากต้น

โดยทั่วไปมักจะเก็บเกี่ยวเมื่อเกิดรอยแยกประมาณ 50% หรือครึ่งหนึ่งของรอบขั้วผล ซึ่งเป็นระยะที่ผิวของผลแตงยังไม่อ่อนนุ่มจนเกินไป สามารถเก็บรักษาหรือขนส่งไปจำหน่ายในตลาดได้โดยไม่กระทบกระเทือน และอยู่ตลาดได้อีกระยะหนึ่ง

เคล็ดลับการเพิ่มความหวานในผลก่อนการเก็บเกี่ยว

ก่อนการเก็บเกี่ยว 1 สัปดาห์ ให้ค่อยๆ ลดปริมาณการให้น้ำแก่ต้นเมล่อนลงทีละน้อย จนถึง 2 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว ให้ลดน้ำลงจนกระทั่งต้นแตงปรากฏเกิดอาการเหี่ยวในช่วงกลางวัน การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำตาลในผลเมล่อนและลดปัญหาการแตกของผลเมล่อนก่อนการเก็บเกี่ยว

เมล่อนที่จัดว่ามีความหวานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด ควรมีค่าความหวานอยู่ที่ประมาณ 14 องศาบริกซ์ขึ้นไป หรืออย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 12 องศาบริกซ์ โดยสามารถวัดได้โดยใช้เครื่องวัดความหวานคลิก ยิ่งมีค่ามากยิ่งหวานมาก และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น

การเก็บรักษาเมล่อน

เมล่อน เป็นผลไม้สามารถเก็บเกี่ยวในระยะที่ผลพัฒนาเต็มที่แต่ยังไม่ถึงระยะสุกงอมและนำมาบ่มให้สุกก่อนการบริโภคได้เช่นเดียวกับมะม่วง กล้วย และมะละกอ ดังนั้น ถ้าหากเก็บเกี่ยวเมล่อนที่แก่แล้วนำมาวางเก็บไว้ในสภาพอุณหภูมิห้อง (ประมาณ 27-30 องศาเซลเซียส) ผลเมล่อนจะเกิดการสุกงอม เนื้อผลอ่อนและเน่าเสียในที่สุด ในเวลาอันสั้น

หากต้องการเก็บรักษาเมล่อนให้คงสภาพเดิมไว้ให้นานที่สุด เพื่อรอการจำหน่ายหรือขนส่งไปจำหน่ายในสถานที่ห่างไกล ควรจะต้องเก็บเมล่อนในสภาพที่มีอากาศเย็น ประมาณ 2-5 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์สูงถึง 95% จะสามารถยืดอายุการเก็บรักษาเมล่อนออกไปได้นานถึง 15 วัน ในระหว่างการขนส่งและวางจำหน่ายหากสวมผลเมล่อนไว้ในถุงตาข่ายโฟมจะช่วยป้องกันการกระแทกระหว่างกัน กันไม่ให้เกิดรอยช้ำได้

เจ้าของร้านกาแฟ Golden Bowl Coffee ในพื้นที่ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา นำผู้เขียนเข้าชมแปลงปลูกเมล่อนในโรงเรือนที่ทำไว้หลังร้านกาแฟของตนเอง โดยเป็นโรงเรือนปิดเพื่อป้องกันแมลง และปลูกแบบปลอดภัยจากสารพิษ โดยที่ไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สำหรับการปลูกเมล่อน ใช้พื้นที่ 1 งาน ในการทำโรงเรือน 2 โรงเรือน และปลูกต้นเมล่อน ประมาณ 100 ต้น

คุณขันทอง สบบง บ้านเลขที่ 102 หมู่ที่ 12 ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เจ้าของร้านกาแฟ Golden Bowl Coffee ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เดินตามรอยวิถีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้พื้นที่หลังร้านลงทุนสร้างโรงเรือนปลูกเมล่อนญี่ปุ่นสายพันธุ์อิซิบะโคจิ และนิฮาโรกิ ซึ่งนำเข้าเมล็ดจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นมาปลูก และเรียนรู้เองจาก Google ในการศึกษาลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จและได้ผลผลิตเมล่อนออกสู่ท้องตลาด

สำหรับพื้นที่ปลูกเมล่อนที่ปลูกในโรงเรือนที่มิดชิด ปราศจากแมลงรบกวน ทำให้เมล่อนที่ปลูกมีรสชาติหวานหอมกรอบอร่อย ลูกค้าส่วนใหญ่ไว้วางใจว่าปราศจากสารเคมี 100% ส่วนราคาขายจากปกติราคา 150 บาท ช่วงนี้ก็ตกอยู่ กิโลกรัมละ 120 บาท เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

สำหรับการปลูกเมล่อนใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณสองเดือนครึ่ง และผสมเกสรแล้วนับไปอีก 45 วัน ลูกเมล่อนจะโตเต็มที่และเก็บเมล่อนได้ สำหรับเมล่อนที่ลายไม่สมบูรณ์ ปริมาณความหวานจะน้อย รสชาติไม่อร่อย เมล่อนญี่ปุ่นที่ตัดมาใหม่ๆ ขอแนะนำว่าอย่าผ่ากินทันที ต้องปล่อยให้ขั้วสีเขียวเหี่ยวแห้งลงสักเล็กน้อย จึงค่อยนำไปผ่ากิน เนื้อเมล่อนจะนุ่ม รสชาติหวานฉ่ำตามต้องการ

ท่านใดสนใจผลผลิตเมล่อนจากร้าน ติดต่อได้ที่ คุณขันทอง สบบง โทรศัพท์ 086-183-4588 หรือสั่งออนไลน์ Facebook ชื่อ Golden Bowl Coffee โดยสามารถส่งผลิตภัณฑ์ได้ทั่วประเทศ จนกว่าผลผลิตจะหมด

ไทยเซ็นทรัล ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ และสมาคมการค้าธุรกิจปุ๋ยฯ จัดเสวนาออนไลน์ “เกษตรสร้างคุณค่า” The Value Creating Agriculture Project ระดมนักวิชาการและผู้มีประสบการณ์ถ่ายทอดสถานการณ์ปัญหา และแนวทางความเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตของภาคเกษตรกรไทย

อาชีพด้านเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพพื้นฐานของประชากรไทย มีการทำการเกษตรในรูปแบบต่างๆ ทั้งเพื่อการบริโภคในครัวเรือน การค้า รวมไปถึงการนำมาแปรรูปเพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่า เกษตรกรไทยมีศักยภาพสูงในด้านการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่กำลังท้าทายเกษตรกรไทย ตลอดทั้งผู้เกี่ยวข้องปัญหาด้านการทำเกษตร ทั้งในเรื่องของการขาดแคลนทรัพยากร การขาดแคลนตลาด ตลอดทั้งวิกฤติด้านเศรษฐกิจต่างๆ

ไทยเซ็นทรัล ร่วมมือกับ ธนาคารกรุงเทพ และสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรแห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาในรูปแบบออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาของเกษตรกรไทย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ไปต่อในตลาดโลก ภายใต้โครงการ Thailand Agricultural Online Forum (Thai Agriculture on the way forward – Economics, Business, Technology and Fresh ideas from the young) ในหัวข้อ ‘เกษตรสร้างคุณค่า The Value Creating Agriculture Project’ ในวันที่ 23-24 มกราคม 2564 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เพื่อให้ผู้ร่วมฟังจาก Facebook Live และแอปพลิเคชั่น Zoom ซึ่งมีทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเยาวชนรุ่นใหม่ เกิดความเข้าใจถึงสถานการณ์ของภาคเกษตรกรไทยต่อความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีที่กำลังส่งผลต่อประเทศไทยและโลก

วันแรกของงาน Thailand Agricultural Online Forum มีนายกองเอกเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ขึ้นเปิดงาน พร้อมกล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจด้านการเกษตรของไทย เป็นเรื่องที่มักถกเถียงกันมาโดยตลอด อันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดคุยเพื่อยุติข้อขัดแย้งและหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยต่อไป

ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำว่า “ประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ที่โชคดี ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของ ข้าว ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งพืชเหล่านี้ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน เรื่องส่งเสริมด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น เสริมทักษะให้กับเกษตรกรในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องดิน ปุ๋ย ยา และจะทำอย่างไรให้สามารถลดต้นทุนการผลิตแต่ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และสามารถเข้าไปแข่งขันในระดับโลกต่อไปได้

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผยว่า ประเทศไทยมักพบปัญหาของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาโรคระบาด โดยเฉพาะโรคระบาดที่เกิดในสัตว์ ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องเร่งหาแนวทาง หรือนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรไทย ให้สามารถสร้างผลผลิต สร้างรายได้ต่อไปได้ ส่วนแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเกษตรของไทยในปัจจุบัน อนาคต ว่า ต้องอาศัย 5 ปัจจัย ได้แก่

1.ปัจจัยด้านเกษตรกร 2.ด้านทรัพยากรน้ำ 3.ทรัพยากรดิน 4.ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน และ 5. ปัจจัยด้านนโยบายเพื่อพัฒนาเกษตรกร และสำหรับนโยบายที่นำมาปรับใช้เพื่อการแก้ปัญหาการขายสินค้าทางเกษตรไม่ได้นั้น จะเน้นส่งเสริมการค้าในช่องทางใหม่ๆ โดยเฉพาะการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลการค้าสินค้าทางการเกษตรกรรมนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 เรียกได้ว่ามีเกษตรกรจำนวนหนึ่งได้มีการริเริ่มขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ไปแล้ว นับเป็นผลดีต่อภาคเกษตรกร เพราะจะเป็นการนำความรู้ด้านเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการประกอบอาชีพ พร้อมระบุว่า หากเกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับภาคเกษตรกรรมไทยต่อไปในอนาคตได้

งานในช่วงบ่าย เป็นการเสวนาภายใต้หัวข้อ โมเดลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรโดยระเบียบในโลกใหม่ ได้รับเกียรติจาก นางสาวนิรมาณ ไหลสาธิต รองผู้จัดการใหญ่ ผู้รับผิดชอบสายงานลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ ผศ.ดร.ประชา คุณธรรมดี อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้พูดถึงการเชื่อมโยงภาพการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนไปของประเทศไทยและของโลก ที่จะส่งผลกระทบต่อการเกษตรของไทย รวมไปถึงได้พูดถึงโมเดลใหม่ที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับนโยบายเพื่อพัฒนาเกษตรกรของไทย และย้ำว่าเศรษฐกิจของภาคการเกษตรไทยในช่วงระยะเวลา 2-3 ปี ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขที่ดี แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อภาคอื่นๆ แต่สำหรับภาคการเกษตรถือว่าได้รับผลกระทบน้อยมาก

นางสาวนิรมาณ กล่าวว่า นอกเหนือจากการปรับแนวทางการทำเกษตรให้ทันสมัย ผ่านการดึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในเรื่องของนวัตกรรม งานวิจัยที่สามารถเข้าไปพัฒนาได้ เข้าประยุกต์ให้เหมาะสมแล้ว การสร้างตลาดเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งธนาคารจะเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้เกิดการซื้อขายที่เสถียรมากขึ้น รวมไปถึงการสร้างเครือข่าย รวมคน ตลอดทั้งการสร้างช่องทาง หรือ Marketplace ใหม่ๆ ต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.ประชา ให้มุมมองว่า สิ่งที่เกษตรกรไทยจะต้องปรับเปลี่ยนไปให้เร็ว คือ การปรับตัวเข้าสู่ความเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี พัฒนาตนเองเข้าสู่แพลตฟอร์มใหม่มาประประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีการเกษตร โดยเฉพาะการหาช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรที่เป็นรูปแบบออนไลน์ให้มากที่สุด รวมไปถึงการส่งเสริมการสร้างแพลตฟอร์มด้านการเกษตรให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอีกด้วย

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ประชา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการผลักดันภาคการเกษตร จำเป็นต้องดึงผู้เกี่ยวข้อง ทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค ภาครัฐ รวมไปถึงคนกลาง อันหมายถึง สถาบันการศึกษาต่างๆ ผู้ส่งออกสินค้าทางการเกษตร ในการหาแนวทางร่วม พัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกลับไปมองพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ว่ามีความต้องการสินค้ารูปแบบใด เกษตรกรจึงสามารถผลิตและพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับผู้บริโภคได้ เช่น ในปัจจุบันผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้าทางการเกษตรที่ปลอดภัย

สะอาด กลุ่มเกษตรกรจึงจำเป็นต้องนำนวัตกรรมหรือรูปแบบการเกษตรที่เหมาะสมกับความต้องการ นอกจากนี้ ยังหมายรวมไปถึงการออกนโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่จำเป็นต้องมาสนับสนุนในแง่ของผลผลิตสินค้าทางเกษตร กล่าวคือ ทุกส่วนของผลผลิตจะต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด อาทิ การสร้างโรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กจากสินค้าทางเกษตร ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ กระจายทั่วประเทศ เพื่อเป็นการนำส่วนที่เหลือไม่ได้ใช้ประโยชน์มาสร้างให้เกิดประโยชน์ และยังเป็นการดูแลสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

จากนั้นจึงเป็นการเสวนาในเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อการพัฒนาการเกษตรไทย จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณณ์ด้านเทคโนโลยีการเกษตร นำโดย นายอุกฤษ อุณหเลข CEO บริษัท รีคัลท์ (ประเทศไทย) จำกัด, นายปกรณ์ เพชรประยูร หัวหน้าฝ่ายเศรษกิจ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA, และ นายนิธิภัทร์ ทองอ่อน เกษตรกรรุ่นใหม่ เจ้าของสวนทุเรียนลุงแกละ จังหวัดระยอง ทุกท่านได้พูดคุยถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อเกษตรกรไทยเกือบ 3 ชั่วโมงเต็ม ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ใช้ในการเกษตรของไทยในปัจจุบัน ประโยชน์ ข้อจำกัด และปัญหาของการใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรในอนาคตที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริง

นายอุกฤษ กล่าวว่า ในยุคปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุค ‘ดิสรัปชัน‘ (Disruption) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในการทำเกษตร เกษตรกรไทยจึงต้องปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี เข้ามาร่วมปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรเป็นรูปแบบใหม่ขึ้น หาพื้นที่ว่างหรือแบ่งการปลูกพืชที่ได้หลากหลายขึ้น รวมไปถึงการทดลองนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการทำเกษตร

นายปกรณ์ กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ ถือเป็นการสนับสนุนการเกษตรกรรมให้ทำได้ง่ายมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการพยากรณ์สภาพอากาศ การวิเคราะห์เรื่องภัยพิบัติ เพื่มความสะดวกและความรวดเร็ว ตลอดทั้งการนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพของผลผลิตจากการทำเกษตร เพื่อที่จะสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐานมากขึ้น

ส่วน นายนิธิภัทร์ เผยว่า การนำเทคโนโลยีเข้าไปปรับใช้ในสำหรับทำการเกษตร นอกจากจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัย ความสะดวกแล้ว ยังเป็นการบริหารจัดเวลาได้ดีกว่าเดิม ทำให้มีเวลามากขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่ดีต่อไปได้

ทั้งนี้ สำหรับงานเสาวนาในหัวข้อ “เกษตรสร้างคุณค่า” The Value Creating Agriculture Project ยังคงมีต่อในวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป โดยสามารถรับชมผ่านช่องทาง

มะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทยซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ปัญหาของแมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis (Hendel) จัดเป็นแมลงศัตรูที่ทำให้เกิดปัญหาในการส่งออกผลไม้สดของไทย เพราะแมลงศัตรูชนิดนี้ มีพืชอาหารกว้าง สามารถเพิ่มปริมาณและแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ประเทศคู่ค้าจึงกลัวแมลงวันผลไม้ติดกับผลไม้สดไประบาดภายในประเทศของตัวเอง จึงกำหนดเงื่อนไขการนำเข้า โดยไทยกำจัดแมลงวันผลไม้ตามมาตรการที่แต่ละประเทศกำหนด

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิธีการแช่น้ำร้อนมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อหาอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ผลการทดลองพบว่า การนำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้แช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส จนอุณหภูมิภายในผลถึง 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ระยะไข่และหนอนวัยที่ 1 ซึ่งเป็นระยะที่ทนต่อความร้อนมากที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของมะม่วง

ภายหลังการทดลองเสร็จสิ้นกรมวิชาการเกษตรได้เสนอวิธีการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกให้กลุ่มสหภาพยุโรปพิจารณา ผลปรากฏว่าวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวได้รับการยอมรับ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกมะม่วงที่ผ่านการแช่น้ำร้อนไปกลุ่มสหภาพยุโรปและสวิตเซอร์แลนด์ได้รวม 13 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นมา โดยประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีการนำเข้ามะม่วงจากไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และเยอรมนี

วิธีการแช่น้ำร้อนเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าว ประเทศไทยได้ทำการศึกษาวิจัยเป็นครั้งแรก เป็นวิธีการที่ง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาน้อย และใช้ต้นทุนการผลิตน้อยมาก เมื่อเทียบกับวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ด้วยการอบไอน้ำ โดยตู้อบไอน้ำขนาดเล็กขนาด 2.5 ตัน ราคาประมาณ 15 ล้านบาท ในขณะที่อ่างแช่น้ำร้อนขนาดกลาง 350 กิโลกรัม ราคาประมาณ 480,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดขนาดเล็กสามารถลงทุนทำได้เอง ทำให้มะม่วงผลสดจากประเทศไทยมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้

การแช่น้ำร้อนเป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วง สามารถใช้ได้กับไม้ผลหลายชนิดในเชิงอุตสาหกรรม ใช้ระยะเวลาสั้นในการดำเนินการ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก คุ้มค่ากับการลงทุน คาดว่า ไทยจะส่งออกมะม่วงไทยได้มากขึ้นเพราะมะม่วงไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวยุโรปด้วยรสชาติที่มีความหวาน กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต่างจากมะม่วงที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากอินเดียและบังกลาเทศ ผู้ประกอบการรายใดที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-5583

กระบวนการสำคัญที่จำเป็นต้องพัฒนาการเกษตรโดยเน้นที่ปัจจัยการผลิต คือ การปรับปรุงบำรุงดิน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตปุ๋ยชีวภาพใช้เองแทนการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ปุ๋ยชีวภาพในชุมชนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปุ๋ยชีวภาพคือการการที่นำเอาจุลินทรีย์ มาใช้ปรับปรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพ ทางชีวเคมี และการย่อยอินทรียวัตถุจากพืช จากอินทรีย์ หรือจากอนินทรียวัตถุ

ผศ.สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ สมัครเว็บแทงบอล สาขาศึกษาทั่วไป คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงได้ผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อนำไปให้ชุมชนพร้อมทั้งแนะนำวิธีการผลิตที่สามารถนำไปใช้กับชุมชนได้จริง

ผศ.สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ กล่าวถึงข้อดีของปุ๋ยชีวภาพ ที่สามารถเพิ่มปริมาณธาตุฟอสฟอรัส กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยดูดซับธาตุฟอสฟอรัสให้กับพืช จุลินทรีย์กลุ่มนี้ ได้แก่ ไมโคไรซา เป็นจุลินทรีย์ที่พบได้ในพืชไร่ พืชสวน พืชผัก ไม้ดอก และไม้ประดับ ส่วนไม้ยืนต้นพบได้ในไม้ป่า และประเภทไม้สน กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายหินฟอสเฟตให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ปุ๋ยชีวภาพที่เพิ่มปริมาณโพแทสเซียม การเสริมธาตุโพแทสเซียมมี 3 วิธีคือ การสลายทางกายภาพ การสลายตัวทางเคมี และการสลายตัวทางอินทรีย์ ซึ่งการสลายตัวทางอินทรีย์จะมีผลเร็วและประหยัดที่สุด ซึ่งจะใช้จุลินทรีย์ ที่ทำให้พืชไร่และพืชสวนมีคุณภาพผลผลิตดีและมีจุลินทรีย์ที่ให้ธาตุรองและธาตุเสริม

สำหรับขั้นตอนการทำปุ๋ยหมัก เตรียมวัสดุอินทรีย์เหลือใช้ในชุมชน เช่น ก้อนเห็ด และทะลายปาล์มน้ำมัน เป็นต้น ปริมาณ 700 กิโลกรัม มูลสัตว์ เช่น มูลโค ปริมาณ 200 กิโลกรัม และผักตบชวา หรือ ต้นกล้วย หรือใบก้ามปู ปริมาณ 100 กิโลกรัม นำมาคลุกเคล้าวัสดุอินทรีย์ที่เตรียมไว้ในตอนแรกให้เข้ากัน เตรียมละลายสาร พด. 1 จำนวน 1 ซอง ในน้ำปริมาณ 20 ลิตร (20 กิโลกรัม) และนำไปรดในกองปุ๋ยชีวภาพ ให้ทั่วทุกจุด และคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำสารอีเอ็ม (EM) ปริมาณ 1 ลิตร ผสมน้ำให้มีปริมาตร 20 ลิตร และนำไปรดกองปุ๋ยชีวภาพให้ทั่วทุกจุด และคลุกเคล้าให้เข้ากัน และปรับกองตั้งในที่ร่ม ไม่อับอากาศ ป้องกันแสงแดดและฝนได้ สุดท้ายเสริมธาตุไนโตรเจนด้วยยูเรียที่ได้จากการหมักถั่วเหลืองแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน และตั้งไว้ประมาณ 20-25 วัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ (ปุ๋ยชีวภาพต้องมีสีน้ำตาลหรือสีดำ ละเอียด ไม่มีกลิ่นเหม็น)