การพลิกโฉมอีสาน 4.0 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และ 4 มหาวิทยาลัย

จะดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน การแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม พัฒนาอาชีพและรายได้ของคนยากจน ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส พัฒนาความรู้ ทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) ที่ดูแลอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ จะนำโดรนทางการเกษตรไปมอบให้กับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเกษตรผู้ปลูกพริกใน อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี

ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพริกสดแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของประเทศ ไว้ใช้เป็นอุปกรณ์ในการ พ่นยา สารเคมี และปุ๋ยน้ำ ได้โดยไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง โดรนดังกล่าว สามารถบรรทุกสารเคมีได้ 3 ลิตร และพ่นสารเคมีได้คราวละ 1.5 ไร่ ในเวลาประมาณ 2-3 นาทีเท่านั้น แจกไก่ 3 โลว์ (LOW) ซึ่งเป็นไก่ที่มียูริคต่ำ ไขมันต่ำ และคอเรลเตอรอลต่ำ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ไก่ไม่เก๊าท์ ที่ได้รับการพัฒนาพันธุ์มาจำนวน 200 ตัวมาแจกเกษตรกรเพื่อนำไปประกอบอาชีพ ถ้าเกษตรกร เลี้ยงไก่ 3 โลว์ ให้ได้ 1 แสนตัว ต่อปี ไก่ดังกล่าวราคาตัวละ 100 บาท ถ้าชุมชนใด ผลิตได้ 1 แสนตัว ต่อปี จะสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร และชุมชนปีละ 10 ล้านบาท ถือเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนทำควบคู่ไปกับการปลูกพืชทางการเกษตร” ดร.สุวิทย์ กล่าวและว่า

นอกจากนี้ จะแจกเนื้อเยื่อกล้วยพันธุ์ตักศิลา 101 กล้วยน้ำหว้าอินทรีย์ จำนวน 100 ต้น และแจกน้ำเชื้อโคพันธุ์ “โคราชวากิว” จำนวน 100 โดส เป็นต้น ทั้งหลายทั้งปวง สิ่งที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการคือ ต้องการพลิกแผ่นดินอีสาน แผ่นดินที่มีตำนานเล่าขานกันมายาวนานให้เป็นแผ่นดินอีสาน 4.0 ที่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม มีการสร้างเศรษฐกิจให้กระจายตัว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ยำทวายและมะม่วงทวาย นั่นคือนามที่หลายคนอาจนึกถึงเมื่อเอ่ยชื่อ “ทวาย” แต่คงมีมิใช่น้อยคนอยู่เหมือนกันที่นึกถึงเมืองทวาย ของประเทศพม่าหรือสหภาพเมียนมาร์ ทวายอยู่ในแขวงตะนาวศรีทางภาคใต้ของพม่า ติดเขตแดนจังหวัดกาญจนบุรีของไทย

เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันมานานว่าอยากมาเยือนสักครั้ง เช่นเดียวกับเมืองมะริดที่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานาน โดยเฉพาะเมื่อคนไทยพลัดถิ่นแถวประจวบคีรีขันธ์เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนนี้พวกเขาอยู่กันที่มะริด ทวาย ตะนาวศรี ก่อนที่จะหลีกลี้หนีความลำบากของประเทศพม่าข้ามมาฝั่งไทย

และในที่สุด ณ เพลานี้ฉันก็ได้มีโอกาสมาเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนหนทางของเมืองทวาย สมดังฝัน ได้ชื่นชมบ้านเรือนเก่าๆ แสนงามมีเอกลักษณ์มีรถม้าเสียงดังกึงกังแล่นผ่าน ความจริงน่าจะนั่งรถม้าวนรอบเมืองสักเที่ยวแต่ไม่ได้นั่งไม่ใช่เพราะมีจิตใจสงสารสัตว์ แต่เพราะกลัวเอวเคล็ดจากการโขยกเขยกของม้ามากกว่า

แม้ประเทศพม่ากำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แต่ตามต่างจังหวัดยังมีรถม้ารับผู้โดยสารให้เห็น ทว่าคงจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เหมือนรถสามล้อถีบบ้านเราที่ต้องหลีกทางให้รถเครื่อง รถตุ๊กๆ และแท็กซี่

ทวายกับไทยนั้นไม่ห่างไกลกันเลย ในประวัติศาสตร์ทวายเคยตกอยู่ภายใต้ราชอำนาจของกรุงศรีอยุธยาและหงสาวดี ขึ้นอยู่กับว่าช่วงไหนเมืองใดมีความเข้มแข็งมากกว่ากัน แต่ครั้นเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเคยยกทัพไปตีกลับคืนมาได้ แต่พอสมัยรัชกาลที่ 1 ต้นกรุงรัตนโกสิทร์ทวายกลับแข็งข้อ

ชาวทวายเหล่านั้นจึงได้เข้าสู่พระนครและตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองด้านหลังวัดสระเกศ ก่อนจะพระราชทานที่หลวงให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ถาวรตรงตอนใต้ของพระนครบริเวณวัดคอกควาย ต่อมาชาวทวายได้สร้างวัดของตัวเองขึ้นชื่อวัดดอนทวาย ซึ่งสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนชื่อให้เป็นวัดบรมสถล

นี่เป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่ฉันคัดย่อสั้นๆ มาพอให้เห็นภาพเท่านั้น เมืองทวาย ในปัจจุบันกลับมาเป็นที่สนใจแก่ชาวสยามอีกครั้ง โดยเฉพาะในหมู่นักทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยว่ารัฐบาลและบริษัทเอกชนของไทยเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการใหญ่ยักษ์ในทวาย ที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

นั่นคือโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2551 เมื่อรัฐบาลไทยและพม่าต้องการพัฒนาอ่าวทวายให้เป็นประตูการค้า เชื่อมต่อประเทศไทยผ่านพม่าไปยังจีน อินเดีย บังคลาเทศ โดยมีบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลล็อบเม้นต์ จำกัด มหาชน ได้รับสิทธิ์เป็นผู้พัฒนาโครงการ

พื้นที่เขตเศรษฐกิจทั้งหมด 250 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 156,250 ไร่ ขนาดใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดราว 10 เท่า ชาวทวายที่ได้รับรู้ข้อมูลปัญหามลพิษที่ส่งผลต่อชาวมาบตาพุดอย่างยากที่จะแก้ไข ต่างหวาดวิตกไปตามๆ กัน

เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายตามแผนที่วางไว้นั้น จะมีทั้งท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหนักทั้งเบา และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย แม้ตอนนี้จะเห็นความคืบหน้าเพียงถนนสายที่ตัดจากกิโลเมตรศูนย์ทวายเชื่อมไปยังจังหวัดกาญจนบุรีของไทย ทว่าชาวบ้านที่อยู่ในเขตก่อสร้างก็เดือดร้อนกันไปทั่ว ทั้งโดนย้ายออกจากที่อยู่เดิม ทั้งได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างที่อยู่ใกล้ที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหากินมากเกินควร

แล้วหากเขตเศรษฐกิจพิเศษรุกคืบการก่อสร้างไปมากกว่านี้จนเต็มพื้นที่ ที่กำหนด สิ่งใดจะเกิดขึ้นกับชาวทวาย อย่าได้กระพริบตาเลยทีเดียว

ทวายเป็นเมืองที่จัดอยู่ในเขตฝั่งอันดามัน ตัวเมืองทวายห่างจากทะเลอันดามันประมาณ 40 กิโลเมตร ใกล้ชายทะเลเต็มไปด้วยหมู่บ้านชาวประมงที่ออกเรือหาปลาเป็นอาชีพเลี้ยงตัว กุ้งหอยปูปลาที่หาได้นั้นส่งป้อนชาวเมืองทวายได้อย่างอิ่มหนำสำราญ ทั้งยังเหลือพอที่จะส่งออกไปป้อนคนต่างเมือง

ยามเช้าที่ทวายฉันเดินเอื่อยไปตามถนนชมบ้านเรือนงามไม่ทันเหนื่อยก็ถึงตลาดเช้า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำทวาย สายน้ำสำคัญของชาวเมือง กว้างใหญ่สวยงาม เรือที่จอดเทียบฝั่งอยู่นั่นก็ลำใหญ่ ทวายมีทั้งทะเลและแม่น้ำ ข้าวปลาอาหารจึงอุดมสมบูรณ์ครบถ้วน ในตลาดสดมีแผงขายปลาสรรพอาหารจากสายน้ำแยกออกมาต่างหาก คนขายวางแผงอวดโฉมปลาของตัวเองเป็นแถวยาวเหยียด ผู้คนที่มาหาซื้อปลาเบียดเสียดยัดเยียดกันคึกคัก ทำให้มองเห็นว่าปลาเป็นอาหารสำคัญของชาวทวายอย่างยิ่งเลยทีเดียว

นอกจากอาหารที่ได้จากทะเลและแม่น้ำ ผืนดินทวายยังอุดมสมบูรณ์ ระหว่างทางที่เห็นจึงเต็มไปด้วยทุ่งนาและทิวตาลคล้ายทางภาคใต้ของไทย แล้วไหนจะสวนหมาก สวนผลไม้นานาชนิด เท่าที่เห็นวางขายในตลาดนั้นมีทั้งกล้วยอ้อย เงาะ ทุเรียน มะม่วง ฯลฯ

แม้คนทวายจะบอกว่าผลไม้ของเขายังขาดการพัฒนาด้านเทคนิคการเพาะปลูก จึงไม่สวยและรสชาติไม่หวานเท่าผลไม้ไทย และเขาหวั่นเกรงว่าวันหนึ่งเมื่อเปิดเส้นทางการค้าสะดวกสบายขึ้น ผลไม้จากฝั่งไทยจะเข้ามาตีตลาดผลไม้ทวายกระเจิง ก็เป็นความหวั่นวิตกในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งชาวทวายยังต้องมีสิ่งที่น่าวิตกกังวลอีกมากเมื่อมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเดินทางมารออยู่เบื้องหน้า

กระนั้นในวันนี้เท่าที่เห็น ยังพออุ่นใจได้ว่าข้าวปลาอาหารประดามีของทวายนั้นยังมั่งคั่งมั่นคง นับจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะมีแนวทางใดสามารถหยุดยั้งการทำลายแหล่งอาหารของทวาย ไม่ให้ตลาดที่คึกคักด้วยอาหารต้องกลายเป็นตลาดวายไปอย่างไม่สมควร

ปัจจุบันการเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเฟื่องฟูตามไปด้วย หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยง “หนอนนก” ซึ่งเป็นอาหารของนกกรงหัวจุก หากใครสนใจเลี้ยงหนอน เพื่อเป็นอาหารนก “ หมอเกษตร ทองกวาว ” มีคำแนะนำเรื่องการเพาะเลี้ยงหนอนนก ซึ่งขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้เนื้อที่ก็ไม่มาก แต่เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

“ หนอนนก ” เป็นตัวอ่อนของแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในประเภทแมลงศัตรูทำลายเมล็ดธัญพืชขณะเก็บไว้ในยุ้งฉาง วงจรชีวิตอยู่ในระยะไข่ 5-7 วัน ระยะตัวหนอน 75-90 วัน ระยะดักแด้ 5-7 วัน และตัวเต็มวัยมีอายุ 5-6 เดือน ตัวหนอน มีปริมาณโปรตีนสูงจึงเหมาะสมนำมาเลี้ยงนกสวยงาม รวมทั้งปลาสวยงามอีกด้วย

นำตัวหนอนนกของแมลงปีกแข็งเลี้ยงในอาหารไก่กระทงที่บรรจุในถาดอะลูมิเนียม ขนาดกว้าง 11 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว และขอบสูง 3 นิ้ว ปริมาณอาหารใส่เพียงครึ่งหนึ่งความสูงของถาด เกลี่ยผิวให้เรียบ เลี้ยงจนครบ 1 สัปดาห์ ต้องเปลี่ยนอาหารใหม่ จนถึงระยะเข้าดักแด้ จึงแยกดักแด้ออกโดยผ่านตะแกรงขนาดเล็กกว่าตัวดักแด้นำลงเลี้ยงในถาดอาหารใหม่ ปล่อยไว้จนเป็นตัวเต็มวัย

จึงแยกตัวโตเต็มวัยออก เลี้ยงในกล่องพลาสติค ขนาดกว้าง 8 นิ้ว ยาว 11.5 นิ้ว และขอบสูง 4 นิ้ว อัตรา 300 ตัว ต่อกล่อง รองพื้นด้วยอาหารไก่กระทงอีกครั้ง ปริมาณ 50 กรัม พับกระดาษสีขาวเป็นลอนคลื่น วางครอบตัวเต็มวัยเพื่อเป็นร่มเงาให้ตัวเต็มวัยวางไข่

เมื่อมีการผสมพันธุ์ระหว่างเพศผู้เพศเมีย ต่อมาเพศเมียจะวางไข่ วันละ 1-2 ฟอง ระยะเวลาการวางไข่นาน 40-50 วัน จากนั้นแยกไข่ที่มีสีเหลืองอ่อน มีลักษณะกลม กรองออกด้วยตะแกรงตาข่าย นำลงเลี้ยงในถาดอะลูมิเนียม พร้อมอาหารไก่กระทง อัตรา 1,200 ฟอง ต่อถาด นำถ้วยก้นตื้นรองรับผ้าสะอาดชุบน้ำผสมน้ำผึ้งให้ตัวเมื่อฟักออกจากไข่กินเป็นอาหารเสริม หนอนอายุ 8-9 สัปดาห์ นำตัวหนอนไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป

ศัตรูที่สำคัญของหนอนนก ได้แก่ มอดแป้ง มด แมลงสาบ ที่อาจจะติดมากับอาหาร ดังนั้น ควรนำอาหารไปแช่แข็งประมาณ 7 วัน หรืออบอาหารที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติก่อนนำมาเป็นอาหารหนอนนก ศัตรูอื่น ๆ ได้แก่ จิ้งจก นกและหนู

ข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กทม. 10900 โทร. (02) 579-7813-4 ในวันและเวลาทำการ

จากสภาพอากาศชื้นในระยะนี้ มักมีฝนตกต่อเนื่องหลายวัน กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกขิงให้เฝ้าระวังโรคเหง้าเน่า ที่สามารถพบได้ในระยะที่ต้นขิงมีอายุ 4 เดือนหลังปลูก อาการเริ่มแรกใบจะเหี่ยวม้วนเป็นหลอดสีเหลือง และจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอดจนแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่า และหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำสีคล้ำ ต่อมาเหง้าจะเน่าในที่สุด

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นขิงที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหง้าเน่า ให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้น ให้โรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ สำหรับในแปลงที่มีการระบาดของโรค หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูกทันที

การป้องกันกำจัดโรคเหง้าเน่าในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ในการปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี เกษตรกรควรเตรียมดิน โดยไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก

กรณีในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ก่อนปลูก ให้รมดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วยการโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้น ให้ไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกขิง อีกทั้งให้เลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค หลีกเลี่ยง การปลูกพืชอาศัยของเชื้อ เช่น พืชตระกูลขิง มะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง รวมถึงควรสลับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค

มะขามหวานวางจำหน่ายอยู่ริมทางและร้านอาหารเกือบตลอดปี หรือแม้แต่ที่ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ก็ตาม หลายคนคงสงสัยว่า เขามีวิธีเก็บถนอมไว้อย่างไร จึงทำให้ฝักมะขามหวานดูเหมือนว่าพึ่งเก็บมาจากต้นใหม่ๆ แม้มิใช่ฤดูกาลของมะขามหวานก็ตาม เพื่อให้ผู้อ่านหายสงสัยกัน หมอเกษตร ทองกวาว มีคำตอบมาให้ดังต่อไปนี้

มะขามหวาน แม้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอธิโอเปีย ทวีปแอฟริกา ก็ตาม แต่สามารถปรับตัวได้ดีในประเทศไทย แถมปรับตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจากมะขามเปรี้ยวมาเป็นมะขามหวานจนเลื่องชื่อลือนามมาเป็นเวลาช้านาน

ในอดีตมะขามหวานหลังเก็บเกี่ยวแล้วต้องรีบบริโภคหรือเร่งจำหน่าย เนื่องจากเสื่อมคุณภาพลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีทางเลือกเพียงสถานเดียวที่สามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้บ้าง คือ การคลุกน้ำตาล เก็บในปี๊บ

การเสื่อมคุณภาพของมะขามหวาน คงหนีไม่พ้น ราสีขาว ที่เจริญเติบโตได้ดีในเนื้อมะขามหวาน เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงมาก อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากการเข้าทำลายของด้วงปีกแข็งเจาะผลไม้แห้ง เป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก ตัวโตเต็มวัย ลำตัวมีสีน้ำตาลเข้ม โดยเพศเมียวางไข่ที่เปลือก หรือวางไข่ไว้ตั้งแต่มะขามยังเป็นฝักอ่อน แล้วเจาะเข้ากัดกินเนื้อและเมล็ดของมะขามหวาน ทำให้เก็บฝักไว้ได้ไม่นาน

ดังนั้น การยืดอายุฝักมะขามหวาน จะต้องยับยั้งการเข้าทำลายของศัตรูสำคัญทั้งสองชนิดที่กล่าวมา ทำได้หลายวิธี หลังจากเก็บรวบรวมฝักมะขามหวาน ระวังอย่าให้ฝักแตกและหลีกเลี่ยงอย่าให้เปียกน้ำ ตัดแต่งก้านช่อให้สั้น เหลือความยาวไว้เพียง 1 เซนติเมตร คัดแยกฝักที่ไม่สมบูรณ์ออก คัดขนาดฝักและผึ่งลมได้ 2-5 วัน จนแห้งพอดี แล้วนำไปนึ่ง

ใช้วิธีเดียวกับการนึ่งขนมถ้วยฟู หรือขนมตาล อุปกรณ์ประกอบด้วย เตาไฟ หม้อนึ่ง พร้อมฝาปิด บรรจุฝักมะขามหวานที่เตรียมไว้ให้พอเหมาะกับขนาดหม้อนึ่ง ปิดฝาและต้มน้ำให้เดือด เวลาการนึ่งขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมะขามหวาน พันธุ์ขันตี และ สีชมพู มีเปลือกหนา ใช้เวลานึ่ง 15-20 นาที

ส่วนพันธุ์หมื่นจง และสีทอง เป็นมะขามหวานเปลือกบาง ใช้เวลานึ่งเพียง 10-15 นาที ก็นับว่าพอเพียง จากนั้นนำออกจากหม้อนึ่ง ผึ่งลมหรือผึ่งแดดให้แห้งสนิทดีแล้วเก็บในภาชนะบรรจุเตรียมส่งจำหน่ายต่อไป

วิธีเก็บในห้องเย็น ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเอกชนติดตั้งห้องเย็น รักษาอุณหภูมิไว้ที่ 5-10 องศาเซลเซียส เพื่อบริการให้กับชาวสวน หรือพ่อค้ามะขามหวาน โดยคิดค่าบริการเป็นกิโลกรัมต่อหน่วยเวลา อาจเป็นเวลา 6 หรือ 8 เดือน ที่มีการกำหนดราคาไว้โดยมีความพอใจของทั้งสองฝ่าย การเก็บในห้องเย็นดังกล่าวไม่ทำให้สีของเนื้อ เปลือก กลิ่น และรสชาติเปลี่ยนแปลง

วิธีเก็บในห้องเย็นเป็นวิธีที่นิยมกันมากที่สุดในปัจจุบัน และวิธีการฉายรังสี หรืออาบรังสี นำฝักมะขามผึ่งลมให้แห้ง แล้วเข้าห้องฉายรังสี โคบอลต์ 60 หรืออาจใช้ ซีเซียม 137 ชนิดใดชนิดหนึ่ง ปริมาณ 1 กิโลกรัมเกรย์ จะสามารถควบคุมการเข้าทำลายของเชื้อราและแมลงศัตรูได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังรักษาคุณภาพของมะขามหวานได้นานถึง 8 เดือน

ทั้งนี้ หลักฐานทางวิชาการ กัมมันตรังสี จะไม่มีตกค้างในเนื้อมะขามหวาน หรืออาหารอื่นๆ เพราะว่ามันทะลุทะลวงผ่านออกไปจนหมด หลังจากเก็บแร่กัมมันตรังสีเข้าที่เก็บแล้ว บทบาทของมันก็หมดไปจากห้องฉายรังสีทันที ต้องการทราบรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เลขที่ 16 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0-2596-7600 ในวันและเวลาราชการ และขอขอบคุณ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลมาให้

ในสภาพอากาศที่มีแดดออกสลับกับมีฝนตกชุก และมีลมกระโชกแรงบางช่วงระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกเผือกเฝ้าระวังโรคใบจุดตาเสือหรือโรคใบไหม้ ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของเผือก

อาการบนใบ พบจุดเล็กสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดขยายใหญ่เป็นวงซ้อนกันคล้ายดวงตา กรณีที่อากาศยังมีความชื้นหรือในช่วงเช้า จะพบบริเวณแผลมีหยดสีส้ม เมื่ออาการของโรครุนแรง แผลจะขยายติดกัน ทำให้ใบไหม้ หากอากาศมีความชื้นหรือมีฝนพรำ ใบจะเหี่ยวม้วนพับเข้า ใบแห้ง หรือใบอาจเน่า

อาการบนก้านใบ พบจุดเล็กสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดจะขยายใหญ่ยาวรีสีน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม ทำให้ก้านใบช้ำ ใบเหี่ยว ก้านหักพับได้ง่าย สำหรับในแปลงที่เป็นโรครุนแรง เผือกจะมีจำนวนใบเหลือน้อย จนทำให้ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิต และเชื้อสาเหตุโรคอาจเข้าทำลายหัวเผือก ทำให้หัวเผือกเน่าได้

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือสารอีทาบอกแซม 10.4% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน โดยพ่นให้ทั่วทั้งต้น บริเวณใบ และก้านใบ สำหรับแปลงปลูกเผือกที่พบการระบาดของโรค หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บนำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค หลีกเลี่ยงไม่ปลูกเผือกซ้ำในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน ควรเปลี่ยนมาปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

นอกจากนี้ การป้องกันกำจัดโรคใบจุดตาเสือหรือโรคใบไหม้ของเผือกในฤดูถัดไป เกษตรกรควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูก โดยไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป ใส่ปูนขาว และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก

ในแหล่งที่พบการระบาดของโรค ให้เลือกใช้พันธุ์ต้านทานหรือทนทานต่อโรค เช่น พันธุ์ พจ.06 หรือใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้น เกษตรกรควรจัดระยะปลูกเผือกให้เหมาะสม ไม่ปลูกเผือกในระยะที่ชิดกันเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง

ปัจจุบันมีกลุ่มไม้ผลแปลกและหายากอีกหลายชนิดที่น่าสนใจปลูก เนื่องจากมีคู่แข่งขันทางการตลาดน้อย และยังมีพื้นที่ปลูกไม่มากนัก แต่ผู้ปลูกจะต้องพยายามหาตลาดรองรับ ไม่ว่าจะเป็นตลาดท้องถิ่นหรือตลาดเมืองใหญ่ ไม้ผลแปลกและหายากที่น่าสนใจปลูกมีอยู่หลายชนิด

ขนุนลูกผสมพันธุ์ เพชรดำรง เป็นขนุนที่มีเนื้อสีเหลือง เจ้าของพันธุ์คือ คุณดำรงศักดิ์ วิริยศิริ ผสมพันธุ์โดยใช้ขนุนพันธุ์คุณหญิงเป็นพ่อพันธุ์และพันธุ์ทองประเสริฐเป็นแม่พันธุ์ ใช้เวลานานถึง 10 ปี จึงได้ขนุนสายพันธุ์นี้ ที่รวมเอาลักษณะเด่นของขนุนมาครบเกือบทุกประการ โดยเฉพาะมีเนื้อหนามากถ้ามีการบำรุงรักษาอย่างดี จะได้ขนุนที่มีเนื้อหนาถึง 2 เซนติเมตร

ที่สำคัญเป็นสายพันธุ์ขนุนที่เกิดขึ้นด้วยการผสมพันธุ์จากฝีมือมนุษย์ ซึ่งนับว่าหาได้ยากมาก เนื่องจากขนุนสายพันธุ์ดีๆ ในอดีตที่ผ่านมาเกิดจากการคัดเลือกต้นที่เพาะเมล็ดทั้งหมด ในการปลูกขนุนให้ประสบผลสำเร็จ สิ่งที่เกษตรกรจะต้องดูแลเป็นพิเศษคือ เรื่องของการตัดแต่งกิ่ง เมื่อต้นขนุนมีอายุได้ 3 ปี จะเริ่มออกดอกและติดผล จะต้องมีการตัดแต่งกิ่งให้แสงแดดผ่านถึงลำต้น เพื่อให้มีสภาพอากาศถ่ายเทได้ดี และถ้าจะให้ขนุนที่มีลักษณะผลและยวงที่ดี เกษตรกรควรจะช่วยผสมพันธุ์โดยผสมพันธุ์ในช่วงเวลาเช้าจะเหมาะสมที่สุด

ทับทิมพันธุ์มอลล่า เดอ เอลเช่

ทับทิม จัดเป็นไม้ผลที่มีประวัติการปลูกมายาวนาน ไม่ต่ำกว่า 5,000 ปี แหล่งกำเนิดอยู่บริเวณประเทศอิหร่านในปัจจุบัน ปัจจุบันสเปนนับเป็นประเทศที่ผลิตทับทิมเมล็ดนิ่มที่ได้ชื่อว่าอร่อยและคุณภาพดีที่สุดในโลก โดยมีแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ที่เมืองเอลเช่ (ELCHE) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ผลผลิตทับทิมสเปนจะออกสู่ตลาดและส่งออกไปขายหลายประเทศทั่วโลก ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี พันธุ์ทับทิมที่สเปนปลูกในเชิงพาณิชย์จะแบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์หลัก คือ พันธุ์วาเลนเซีย พันธุ์มอลล่า เดอ เอลเช่ และพันธุ์วันเดอร์ฟูล สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมของตลาดต่างประเทศคือ พันธุ์มอลล่า เดอ เอลเช่ และพันธุ์วาเลนเซีย เนื่องจากมีรสชาติหวานจัด อร่อยมาก (ไม่ติดเปรี้ยวเลย) และมีเมล็ดนิ่ม

สำหรับพันธุ์วันเดอร์ฟูลจะมีรสชาติอมเปรี้ยว แต่มีจุดเด่นตรงที่ผิวผลมีสีแดงและเนื้อข้างในสีแดงจัด ในแปลงปลูกพันธุ์มอลล่า เดอ เอลเช่ ที่ผู้เขียนได้ไปดูงานนั้น กิ่งพันธุ์ที่ใช้ปลูกจะใช้กิ่งเสียบยอด หลายคนยังไม่ทราบว่า ทับทิมจัดเป็นไม้ผลที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดชนิดหนึ่ง มีอายุได้ไม่ต่ำกว่า 100 ปี แต่ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปล่อยให้ต้นทับทิมมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 30-50 ปี

มะม่วงลูกผสม พันธุ์ ยู่เหวิน

มีถิ่นกำเนิดที่ไต้หวัน และเป็นมะม่วงลูกผสมระหว่างพันธุ์จินหวง กับมะม่วงพันธุ์ อ้ายเหวินŽ มะม่วงลูกผสมสายพันธุ์นี้ได้มีการนำยอดพันธุ์มาเสียบยอดในประเทศไทย ประมาณ 4-5 ปี มาแล้ว และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลปรากฏว่าเป็นมะม่วงที่มีลักษณะเด่นและรสชาติดี คือมีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ย 1-1.5 กิโลกรัม บริโภคได้ทั้งผลดิบและสุก

ในระยะผลดิบหรือห่าม จะมีรสชาติหวานมัน (ไม่มีเปรี้ยวปน) ระยะผลสุกเนื้อจะมีรสชาติหวาน หอม ไม่เละ ไม่มีเสี้ยน และไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ ที่สำคัญสีของผลมีสีม่วงเข้มดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็น จัดเป็นมะม่วงแปลกและหายาก ปลูกและให้ผลผลิตได้ในประเทศไทย มะม่วงพันธุ์ยู่เหวินเป็นมะม่วงที่ปลูกง่ายและเริ่มให้ผลผลิตเมื่อต้นมีอายุเฉลี่ยได้ 3-4 ปี จากการสังเกตพบว่า ออกดอกและติดผลดีทุกปี

มะขามป้อมยักษ์อินเดีย

ผลงานวิจัยจากหลายประเทศพบตรงกันว่า มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่มีปริมาณของสารแทนนินสูง เป็นชนิดที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระต้านสารก่อมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง กำจัดสารพิษจากโลหะหนักออกจากร่างกายและในผลของมะขามป้อมมีปริมาณวิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น วิตามินซีที่พบอยู่ในผลมะขามป้อมมีมากที่สุดในโลก เมื่อเปรียบเทียบกับพืชทุกชนิด

ที่สำคัญหลายคนมองข้ามและไม่รู้ก็คือ ในผลของมะขามป้อมจะมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นานในผลแห้งของมะขามป้อมที่เก็บไว้ในตู้เย็น ถ้าเก็บผลมะขามป้อมผลแห้งไว้ในตู้เย็นนาน 1 ปี จะเสียวิตามินซีไปเพียง 20% เท่านั้น

ปกติในบ้านเราจะพบเห็นผลมะขามป้อมที่มีขนาดของผลเล็ก แต่ถ้าผลที่ใหญ่ที่สุด จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3.5 เซนติเมตร พ.อ.อ.กิติ ชุ่มสกุล ได้มะขามป้อมจากประเทศอินเดียมาปลูกและให้ผลผลิตแล้วพบว่า มีขนาดผลใหญ่มาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางของผลประมาณ 4.5-5.5 เซนติเมตร หรือประมาณ 2 นิ้วเศษ

ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่อผลแก่สีของผิวจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง เนื้อมีสีขาวนวลคล้ายน้ำนม แต่ละผลจะมีกลีบแบ่งเป็นช่วงๆ 6 กลีบ เมื่อนำผลแก่มารับประทานสดจะมีรสฝาด อมเปรี้ยว และติดขมเล็กน้อย แต่เมื่ออมไว้สักครู่จะหวานชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำตามลงไปจะยังหวานชุ่มคอเป็นเวลานาน แก้ไอและแก้กระหายน้ำได้ดีมาก

มะละกอแขกดำ เรด แคลิเบียน

มะละกอแขกดำ เรด แคลิเบียนŽ เป็นมะละกอสายพันธุ์ใหม่ที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้ผลมะละกอมาจากอเมริกากลางและนำเมล็ดมาปลูก และคัดเลือกพันธุ์แบบผสมเปิดนานกว่า 7 ปี ได้ผลผลิตที่มีขนาดผลคล้ายกับมะละกอเรดมาราดอล์ แต่มีขนาดของผลใหญ่กว่ามาก น้ำหนักผลเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัม (ผลใหญ่กว่าเรดมาราดอล์ 1-2 เท่า) เนื้อหนามาก มีสีแดงส้มและรสชาติหวาน