การยางแห่งประเทศไทย สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (9 พฤษภาคม 2560) การยางแห่งประเทศไทย สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2560เพื่อร่วมบำรุงรักษาต้นไม้ภายในบริเวณการยางแห่งประเทศไทยสำนักงานใหญ่ โดยมี ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย นายประสิทธิ์ หมีดเส็น กรรมการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหาร และพนักงาน กยท. ร่วมกิจกรรม

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๒ ให้วันวิสาขบูชาของทุกปีเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ถือเป็นวันสำคัญของชาติอีกวันหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่า มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ เป็นแหล่งวัตถุดิบของปัจจัยสี่ อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ปัจจุบันการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ นอกจากจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วเพราะภัยธรรมชาติแล้ว ยังเกิดจากภัยที่มาจากน้ำมือมนุษยชาติ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าประเทศไทยยังประสบปัญหาการบุกรุกทำลายป่า

ที่ต้องการหาประโยชน์จากการลอบตัดไม้นำไปขาย หรือตัดถางใช้พื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัวเป็นจำนวนมาก นับเป็นเรื่องที่มีมาเนิ่นนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับสภาพสังคมที่มีการขยายตัวมากขึ้น ความต้องการด้านบริโภคย่อมขยายตัวตาม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่ามาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย การกระทำเหล่านี้ส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เช่น สัตว์ป่า ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ ซึ่งการปลูกป่าแม้จะสามารถปลูกทดแทนได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ใช้งบประมาณ การดูแลทำนุบำรุง รวมถึงต้องปลูกอย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นคืนป่าได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ถ้าไม่มีการควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ป่าในสังคมนั้นๆ ก็จะเสื่อมโทรมและหมดไปในที่สุด

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกประเทศทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ด้วยความร่วมมือกันทั้ง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน รวมถึงประเทศไทยก็ได้กำหนดให้มี “วันต้นไม้ประจำปีของชาติ” ขึ้น เพื่อสร้างจิตสำนึกและกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความรักความหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ดังนั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจ การยางแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องแสดงพลังความสามัคคีร่วมมือกันปลูกต้นไม้และเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้กับประเทศ โดยเริ่มจากสถานที่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงาน ตลอดจนถ่ายทอดจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้แก่บุคคลรอบข้าง อันจะเป็นหนทางนำไปสู่การอนุรักษ์และรู้จักการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เพื่อเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคต

ที่ผ่านมา มีการตั้งข้อสังเกตถึงเนื้อปลาดิบที่บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ว่าอาจใช้สีย้อมเพื่อให้เนื้อปลามีสีสดน่ารับประทาน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ กรณีดังกล่าวได้สอบถามไปยังดร.กนิฐพร วังใน อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แนะถึงวิธีเลือกรับประทานปลาดิบให้ปลอดภัยอย่างง่าย ดังนี้

1.โปรตีน ที่มีชื่อว่า “ไมโอโกลบิน (myoglobin)” พบทั่วไปในกล้ามเนื้อสัตว์ โปรตีนไมโอโกลบินนี้มีคุณสมบัติละลายได้ในน้ำหรือน้ำเกลือเจือจาง ดังนั้นหากนำเนื้อปลาดิบมาสับให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วคนผสมกับน้ำ ก็จะเห็นเป็นสีชมพูหรือสีแดงอ่อนๆ ของไมโอโกลบินละลายออกมา ซึ่งถ้าเอาแต่ส่วนน้ำที่ไมโอโกลบินละลายออกมานั้นไปให้ความร้อน ไมโอโกลบินจะเสียสภาพ จึงมองเห็นเป็นน้ำสีขุ่นๆ และมีตะกอนคล้ายกับน้ำซุปเวลารับประทานสุกี้หรือชาบู ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเป็นปลาดิบนั้นปลอดภัยไม่มีการย้อมสี แต่ถ้าหากเติมน้ำลงในปลาดิบ แล้วมีสีแดงเข้มออกมา และเมื่อนำไปให้ความร้อนก็ยังมีสีแดงอยู่อย่างนั้น ก็ให้สงสัยว่าปลาดิบนั้นเกิดจากการย้อมสี จึงไม่ควรรับประทาน

“ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (carbonmonoxide)” คนส่วนใหญ่คุ้นเคยว่าเป็นมลพิษที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ แต่ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์นั้นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์อนุญาตให้นำมาใช้เพื่อทำให้เนื้อมีสีแดงสดดูน่ารับประทาน เนื่องจากโปรตีนไมโอโกลบินเมื่อทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์กลายเป็นสารคาร์บอกซีไมโอโกลบิน (carboxymyoglobin) ซึ่งให้สีแดงสด นอกจากนี้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์นี้ยังมีคุณสมบัติป้องกันการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดก่อโรคได้ด้วย อย่างไรก็ตามผู้ผลิตจะต้องควบคุมปริมาณการใช้ให้ไม่เกิน 0.4% ซึ่งเป็นปริมาณที่แนะนำว่าปลอดภัยกับผู้บริโภค (ยกเว้นประเทศแคนาดา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปที่ห้ามใช้ก๊าซชนิดนี้กับเนื้อสดทุกชนิด) ซึ่งหากต้องการทราบจริงๆ ว่าปลาดิบใช้ก๊าซนี้หรือไม่ คงต้องนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือเฉพาะ แต่วิธีสังเกตที่สามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อให้รับประทานปลาดิบได้อย่างปลอดภัย ก็คือ หากเนื้อปลามีกลิ่นเหม็นเน่าหรือมีน้ำเยิ้มออกมาในขณะที่ยังมีสีแดงสดอยู่ ก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภคได้

ดร.กนิฐพร ย้ำในท้ายที่สุด ว่า เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงควรเลือกบริโภคอาหารที่มีสีสันตามธรรมชาติ ไม่ควรบริโภคอาหารที่มีสีสันฉูดฉาดเกินจริง หรือ อาหารที่มีลักษณะ กลิ่น รส ที่ผิดปกติ

แม้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่การแปรรูปยางพารากลับสวนทาง

ด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ไม่ว่าเรื่องความยากลำบากของการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน เครื่องจักรที่ทันสมัย ไปจนถึงการหาตลาดรองรับ จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายที่อุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราโดยคนไทยจะเบ่งบาน แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้

“ศันสนีย์ เจริญรมย์” หรือ ปุ๋ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุุมชนบ้านเนินสว่าง หมู่ 6 ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เจ้าของผลิตภัณฑ์จากยางพารา อาทิ ที่นอน หมอน และอาสนะ ภายใต้ชื่อแบรนด์ Kaika (ไก่กา) ที่ปัจจุบันเริ่มฮิตติดตลาด ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงยางราคาตกต่ำ ทำให้ที่บ้านซึ่งมีอาชีพเกษตรกรรมปลูกยางพาราได้รับผลกระทบ รวมทั้งการสะท้อนปัญหาจากชาวบ้านมาให้น้องชายที่เป็นผู้ใหญ่บ้านฟัง จึงเริ่มคิดทำธุรกิจแปรรูปยางพาราขึ้น โดยการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจ เริ่มต้นมีสมาชิก 15 คน เป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน ใช้เงินทุนของครอบครัวนำมาซื้อเครื่องจักร และสร้างโรงเรือนประมาณ 2 แสนบาท

ศันสนีย์เล่าว่า แม้ภาครัฐจะหันมาสนับสนุนเรื่องยางพารามากขึ้น แต่เรื่องข้อมูลต่าง ๆ เราต้องวิ่งหาเอง ใช้เวลาศึกษาข้อมูลเป็นปี กระทั่งเจอฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย สอนทำน้ำยางข้นชนิดครีม ซึ่งเป็นการผลิตน้ำยางข้นด้วยวิธีที่ไม่ซับซ้อน เพื่อจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แต่ผลปรากฏว่ายังไม่สามารถนำมาใช้ในงานที่ต้องการรายละเอียดมาก ๆ ได้ปัจจุบันจึงใช้วิธีซื้อน้ำยางข้นจากโรงงานมาผลิต ขณะเดียวกัน ก็ทดลองทำน้ำยางครีมไปด้วย เพราะเป้าหมายของเรา คือ อยากทำน้ำยางครีมใช้เองให้ได้ เป็นการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง สามารถรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรในหมู่บ้านได้โดยไม่ต้องให้รัฐช่วยแบบเกษตรกรรุ่นเก่า

“เราได้ข้อสรุปว่าจะทำเบาะรองนั่งและอาสนะเพราะเราฝึกนั่งกรรมฐานอยู่แล้วเลยมองสิ่งที่ใกล้ตัว ถ้าจะทำที่นอน หมอนก็มีโรงงานใหญ่ ๆ ทำเยอะ เราจะสู้เขาไม่ได้ ก็พยายามหาสิ่งที่ไม่มีใครทำและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ โดยเริ่มต้นแบบบ้าน ๆ ง่าย ๆ นำเตาอบที่ใช้นึ่งเห็ดมาดัดแปลง ปัจจุบันกำลังการผลิตสำหรับเบาะรองนั่งและอาสนะได้วันละ 30-40 ชิ้น มีทั้งหมด 9 รุ่น จะทำสำเร็จไว้ฝากวางขาย และทำตามออร์เดอร์”

ปัจจุบันเป็นกลุ่มลูกค้าในประเทศ 100% มีทั้งพระและฆราวาส ลูกค้าที่อายุ 45-60 ปี โดยข้อดีของเบาะรองนั่งยางพารา คือ เวลานั่งจะไม่ร้อน ไม่เหนียว และนั่งได้นาน เพราะมีความยืดหยุ่น แต่พระบางรูปก็ติมาว่านั่งแล้วเพลิน นั่งได้นานเกินไปลืมออกจากอารมณ์ แต่หลายรูปก็บอกว่าทำให้นั่งได้นานขึ้น จากเดิมครึ่งชั่วโมงก็นั่งได้เป็นชั่วโมง และเมื่อออกจากกรรมฐานก็ไม่ปวดเมื่อย

นอกจากเบาะรองนั่งและอาสนะแล้ว แบรนด์ Kaika ยังมีหมอน และที่นอนยางพาราด้วย แต่ฉีกจากตลาดใหญ่โดยทำเป็นที่นอนแบบพับ

“ธุรกิจถือว่าเติบโตเพราะว่าเพิ่งเริ่มก็ขายดีขึ้นเรื่อยๆจากเดิมรายได้เดือนละ 2-3 หมื่นบาท แต่เมื่อเดือนมีนาคมและเมษายนได้ 7-8 หมื่นบาทแล้ว เดือนนี้ลุ้นให้ได้ 1 แสนบาท” อย่างไรก็ตาม หลายคนกังวลแทนว่าจะมีคนเลียนแบบ เรื่องนี้เจ้าของแบรนด์ Kaika บอกว่า ไม่กังวล เพราะว่าขณะนี้ถือว่ามีเจ้าเดียวที่ทำอาสนะจากยางพารา หากบริษัทใหญ่ ๆ มาทำก็คงจะทำหลากหลาย และปรับให้ตรงความต้องการลูกค้าทันทีแบบเราไม่ได้ ที่สำคัญกระบวนการทำนั้นไม่ง่ายต้องอาศัยความชำนาญ

วันนี้จากธุรกิจแปรรูปยางกลุ่มเล็ก ๆ ปัจจุบันสามารถจ้างแรงงานเย็บปลอกที่นั่ง 6 คน ค่าแรงชิ้นละ 60-70 บาท แม้ว่าจะยังไม่เกิดการหมุนเวียนในหมู่บ้านนัก เพราะธุรกิจเพิ่งเริ่ม แต่เชื่อว่าอีก 1-2 ปีจะเริ่มเป็นรูปร่าง และหากทำน้ำยางครีมสำเร็จจะมีการซื้อน้ำยางสดจากชาวบ้านในหมู่บ้าน 1 พันกว่าคนได้ โดยกลุ่มจะให้ราคาสูงกว่าตลาด 1 บาท ซึ่งคือเป้าหมายของกลุ่ม

ศันสนีย์เผยอีกว่า แผนของปีหน้าจะมีโปรดักต์ออกมาใหม่ เป็นที่นั่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นออฟฟิศซิมโดรม หรือผู้ที่นั่งทำงานนาน ๆ แล้วปวดหลัง ซึ่งอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับทีมอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

ด้าน “ตติยา เจริญรมย์” หรือเปิ้ล ฝ่ายการตลาดแบรนด์ Kaika อธิบายว่า การตลาดช่วงแรกเป็นการตลาดแบบปากต่อปาก โดยทำตลาดบนออนไลน์ก่อนผ่านเว็บไซต์ www.kaikarubber.com จุดขายคือ คุณภาพ และความหลากหลายของสินค้า โดย 80% สามารถตอบโจทย์คนนั่งสมาธิได้ เรามีถึง 9 แบบ โดยกลุ่มพระสงฆ์จะใช้แบบสี่เหลี่ยมมาตรฐาน ส่วนกลุ่มแม่ชีจะชอบแบบ 2 พับ พกพาสะดวก

“ตลาดเบาะรองนั่งขณะนี้มีมาก ยิ่งเศรษฐกิจแย่ ๆ คนยิ่งต้องสงบใจมากขึ้น ต้องนั่งสมาธิกันมากขึ้น การเติบโตต้องบอกว่า ลูกค้าคอลอินเยอะมาก จากการบอกปากต่อปาก เราเริ่มการตลาดจากเพื่อนเรา”

สนนราคานั้นตติยาบอกว่า ต้องการให้คนใช้กันทั่วไป ไม่ทำราคาแพงมากเฉลี่ย 350-1,200 บาท และมีสินค้าพิเศษราคา 2 พันกว่าบาทที่ใช้ยางเยอะ สำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก โดยคุณสมบัติของยางพาราเวลานั่งจะไม่ยุบตัวทันที จะมีความยืดหยุ่น ไม่ร้อนเหมือนกับแบบเดิม ๆ ที่เป็นฟองน้ำหุ้มหนัง ที่เวลานั่งจะมีเหงื่อออกตามข้อพับ แต่เบาะยางพาราจะเย็น เนื่องจากยางของเราเป็นยางตีฟอง เวลาเทลงแม่พิมพ์จะเกิดฟองอากาศ ทำให้อากาศถ่ายเท และหุ้มด้วยผ้าฝ้าย ผ้ากันไรฝุ่น มีทั้งแบบธรรมดาและกันน้ำเข้า สามารถนำไปใช้สมบุกสมบันได้

แม้ว่าความนิยมสั่งซื้อออนไลน์จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจุบันยังมีคนที่ต้องการเลือกสินค้าด้วยตัวเอง ขณะนี้จึงมองหาหน้าร้านในกรุงเทพฯด้วย ระหว่างนี้ได้ฝากวางขายตามสหกรณ์ ร้านค้าของวัดต่าง ๆ โดยการแนะนำของครูบาอาจารย์

“ตอนนี้เราถือว่ายังเดินเตาะแตะในตลาดในประเทศ เพราะเรายังไม่พร้อมในไลน์ผลิต คือการผลิตของเรายังมีเออร์เรอร์เสียหายอยู่เยอะ เมื่อไหร่เราผลิตได้เต็มสปีด เราก็พร้อมเดินออกต่างประเทศ ล่าสุดได้คุยกับพระพม่าไว้แล้ว เพราะที่พม่าจะเป็นตลาดใหญ่สำหรับอาสนะ วางแผนว่าปลายปีจะไปดูตลาดอีกครั้ง”

ถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่น่าสนับสนุน เพราะไม่เพียงเป็นการพัฒนาให้ท้องถิ่นเติบโตเท่านั้น แต่ยังสร้างความคึกคักให้เกิดขึ้นในตลาดแปรรูปยางพาราอีกด้วย เมื่อเวลา 6.00 น. วันที่ 12 พฤษภาคม ชาวนาในจังหวัดบึงกาฬ ถือฤกษ์วันพืชมงคล ที่มีการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้เริ่มลงมือไถปรับพื้นที่นาและหว่านข้าว ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพื่อความเป็นสิริมงคล และจะทำให้ข้าวเจริญงอกงามให้ผลผลิตดี ประกอบกับก่อนหน้านี้ มีพายุฤดูร้อนพัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่ของจังหวัดบึงกาฬ จนสามารถไถนาและหว่านเมล็ดข้าวได้ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬส่วนใหญ่เกษตรกรจะนิยมปลูกข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ซึ่งให้ผลผลิตดีประมาณ 700 กิโลกรัมต่อไร่ และยังทนแล้งได้ดี โดยชาวนาหวังว่าในปีนี้รัฐบาลจะช่วยเหลือให้ราคาข้าวสูงกว่าปีที่ผ่านมา

ด้านนายศักดิ์นรินทร์ ลอยฟ้า อายุ36 ปี ชาวบ้านนาสวรรค์ ต.นาสวรรค์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างนำรถไถนามาปรับที่นาพร้อมกับหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้ร่วมกับเพื่อน 3 คนนำรถไถมารับจ้างบริการ โดยได้ไถดะทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว วันนี้ใช้รถ 2 คันไถพรวนปรับหน้าดิน ส่วนรถไถคันของตนจะใช้สำหรับหยอดเมล็ดข้าว ค่าจ้างทำ 3 อย่างคือไถ่ดะ ไถพรวน และหยอดเมล็ดจะตกไร่ละ 900 บาท ถ้าไถดะและพรวนดินจะคิด 600 บาท วันๆ หนึ่งหักค่าน้ำมัน 500 บาทต่อคันจะเหลือเงินคันละประมาณ 2,000 บาท ซึ่งก็นับว่าเป็นรายได้ดีพอสมควร

และในช่วงเช้าวันเดียวกันที่จังหวัดอุทัยธานี เกษตรกรในหลายพื้นที่ของจังหวัดอุทัยธานี ถือฤกษ์ดีในวันพืชมงคล ปี 2560 ในการเริ่มการเพาะปลูกพืชผลการเกษตรกันตั้งแต่ช่วงเช้า อย่างเช่นชาวนาในพื้นที่ตำบลหาดทนง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ที่ร่วมโครงการทำนาแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายให้แก่ทางราชการและเอกชน ร่วมกันผลิตและร่วมกันขายลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ โดยมีสมาชิกรวมกันเกือบ 100 ราย พื้นที่ทำนากว่า 2,000 ไร่ โดยใช้วิธีการทำนาสมัยใหม่ ด้วยการจ้างเหมารถดำนามาทำการปักดำต้นกล้ากันตั้งแต่เช้า ถือฤกษ์ดีวันพืชมงคล เป็นวันเริ่มการเพาะปลูก ตามที่สืบทอดตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ เพื่อความเป็นสิริมงคล

นายดำเกิง แพรเขียว อาุย 60 ปี ชาวต.หาดทนง เกษตรกรรายหนึ่งที่ร่วมโครงการทำนาแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล กล่าวว่า ในทุกๆปีชาวนาในพื้นที่แห่งนี้ได้รวมตัวกันทำนาแปลงใหญ่ ร่วมกันผลิตและจำหน่ายข้าวกันเป็นกลุ่ม เพื่อให้สามารถเพิ่มมูลค่าพืชผลทางการเกษตรได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง พร้อมกับส่งผลผลิตให้กับทางศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ทำให้เรามีตลาดรองรับโดยที่ไม่ต้องหวั่นเรื่องการถูกกดราคา โดยจะถือเอาฤกษ์ดีในวันพืชมงคลเป็นวันเริ่มต้นฤดูกาลทำนาปี ทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก และปักดำต้นกล้า เพราะเชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลต่อการทำนา ทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์ ตามความเชื่อที่สืบสานกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ และตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่เกษตรกรมาโดยตลอด

ขณะเดียวกันชาวนาในพื้นที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ถือฤกษ์วันพืชมงคล ในการลงมือหว่านเมล็ดพันธุ์กล้าแรกลงผืนนา ที่ไถตีดินเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณที่ว่า พิธีวันพืชมงคลเป็นการแสดงความเคารพและขอพรต่อแม่โพสพ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย สร้างขวัญกำลังใจ ให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชาวนาและครอบครัว จึงเป็นโอกาสที่ดีและเป็นมงคล ในการเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูกข้าวนาปี

นายวีระพงศ์ ยี่สาคร ชาวนา ต.วัดโคก กล่าวว่าในช่วงเช้าของวันพืชมงคล ชาวนาจะจุดธูปไหว้อธิษฐานถึงแม่โพสพ ก่อนที่จะนำรถไถปักผานไถลงบนผืนนาเพื่อเบิกฤกษ์ หรือการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวและปัก-ดำต้นกล้า เพื่อเป็นการบอกกล่าวพระแม่โพสพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนดินและนาข้าว ให้ช่วยบันดาลให้น้ำท่าและพืชผลในนามีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ให้มีแมลง นก หนู หรือโรคระบาดมารบกวน ให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยในปีนี้ชาวนาส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลช่วยเรื่องราคาข้าว ให้ได้ราคาตันละ 10,000 บาท เพื่อที่ชาวนาจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ชี้ “อวนจม” เป็นตัวการทำลายล้างปลาทูสูงสุด คาดปลายปีนี้ปลาทูกลับมามากขึ้น หลังรัฐเข้มงวดการทำประมงผิดกฎหมายขยายตาข่ายจับปลาให้ใหญ่ขึ้น ด้าน “บรรจง นะแส” เสนอรัฐมนตรีเกษตรฯ ประกาศห้ามเรือปั่นไฟปลากะตักจับปลาอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ได้จัดเสวนาเรื่อง “ปลาทูไทย หายไปไหน” ขึ้น โดยนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ปลาทูในอ่าวไทยลดลงมาก จนต้องนำเข้าจำนวนมากมาทดแทน มาจากหลายสาเหตุคือ 1.เครื่องมือจับปลาของเรือประมง 2.ภาวะโลกร้อน 3.น้ำเสีย 4.การทำลายป่าชายเลน 5.มาตรการควบคุมของภาครัฐที่ยังมีช่องว่าง เจ้าหน้าที่บางคนไม่ดีกับชาวประมงบางคนที่ไม่ดี

ที่อยากจะให้ภาครัฐควบคุมคือการใช้เครื่องมือจับปลาประเภทอวนลอยและอวนจมซึ่งอวนจมที่ชาวประมงชายฝั่งใช้กันมากเป็นเครื่องมือทำลายล้างสูงพ่อแม่พันธุ์ปลาทูที่เข้าไปวางไข่ที่ชายฝั่งในฤดูวางไข่จะถูกดักจับเกือบหมดแต่เมื่อรัฐจะควบคุมชาวประมงพื้นบ้านไม่ให้วางอวนจมเกินรายละ 2 กม. ต้องมีการวางธงบนอวนจม กอปรกับการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) มีการเปลี่ยนตาข่ายอวนจับปลาของเรือประมงพาณิชย์ให้ใหญ่ขึ้นจากขนาด 0.4 ซม.มาเป็น ขนาด 4 ซม. เพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว คาดว่าปลาทูจะกลับมามากขึ้นช่วงปลายปีนี้ เห็นได้จากปริมาณผลผลิตปลาป่นล่าสุดที่ลดลงมาเหลือประมาณ 3 แสนตันในปีที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้ที่ผลิตปลาป่นได้ปีละประมาณ 5-6 แสนตัน และคาดกันว่าปีนี้ปลาป่นจะเหลือประมาณ 2-2.5 แสนตันเท่านั้น

“ไม่อยากให้มีการบิดเบือนว่า ปลาทูลดลงมากเพราะเรือปั่นไฟปลากะตัก เพราะบางคนที่เอาปลาเล็กนับพันตัวต่อกิโลกรัมมาโชว์ เป็นปลาเล็กที่คัดทิ้งจากเรือปั่นไฟที่จับปลามาอีกต่อหนึ่ง และอย่าพยายามเอารูปเก่ามาโชว์”

นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า ปลาทูหายไปเพราะปี 2539 นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยกเลิกประกาศของ พล.ต.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ช่วงปี 2526 ที่ห้ามไม่ให้เรือปั่นไฟปลากะตักจับปลา ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ประกาศใช้ตามมาตรา 57 ยกเลิกการทำประมงของเรือปั่นไฟปลากะตัก ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 อีกครั้ง รวมทั้งยกเลิกการทำประมงของเรืออวนลากคู่ให้เหลือเพียงเรืออวนลากเดี่ยว จะทำให้ปริมาณปลาทูกลับมามากขึ้นอีกครั้ง

ทางด้านนายสะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประมงไทยไม่ควรจับสัตว์น้ำวัยอ่อนหรือยังโตไม่เต็มที่ ต้องเอาอย่างเยอรมนี เรืออวนลากเดี่ยวมีขนาดตาข่าย 4 นิ้ว แต่ของไทย 4 ซม. และ 80% ของชาวประมงเป็นเรือประมงพื้นบ้าน แต่มีพื้นที่ทำกินทางทะเลเพียง 3 ไมล์ทะเล ไม่พอเพียงต่อการทำกิน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็ให้ผู้เกี่ยวข้องไปพิจารณาดูในเรื่องนี้แล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้า เพราะมีบางคนไม่เห็นด้วย

นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2560 สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาตินำทีมเทคนิคจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) เข้าทำการติดตั้งระบบศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด และอบรมการใช้ข้อมูลเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ณ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสระแก้ว โดยผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้แทนจากสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสระแก้ว

ผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ยังมีผู้แทนเครือข่ายลุ่มน้ำปราจีนมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการบริหารจัดการน้ำกับผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งการติดตั้งระบบศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำนี้จะทำให้ทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพยากรณ์อากาศ,สถานการณ์น้ำ,น้ำฝน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกษตร การเพาะปลูกพืชทุกชนิด การคาดการณ์ว่าน้ำ,ฝนจะมาเมื่อไหร่แล้วแจ้งให้เกษตรกรทราบว่าควรทำหรือเตรียมการอย่างไร เช่น ช่วงฤดูฝนอาจจะมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมก็สามารถเตือนเกษตรกรได้ ฤดูแล้งก็สามารถแจ้งเตือนภัยแล้งและเตรียมการรับมือล่วงหน้าจากประเด็นคาดการณ์พยากรณ์อุตุนิยมวิทยาได้ ทั้งนี้ ประโยชน์ของศูนย์ข้อมูลฯยังจะใช้เพื่อการวางแผนทางการเกษตร

โดยศูนย์ข้อมูลฯจะจัดทำผังน้ำซึ่งจะทำให้รู้ทิศทางของน้ำว่าไหลไปทางไหน น้ำมีปริมาณเพียงพอต่อภาคเกษตรในจังหวัดหรือไม่ ในจังหวัดสระแก้วมีเครือข่ายเกษตรกรระดับหมู่บ้าน 731 หมู่บ้าน ตอนนี้อาจจะยังกระจายข้อมูลไปได้ไม่สมบูรณ์เต็ม 100 % แต่จะขับเคลื่อนให้ครบได้ในไม่ช้า เบื้องต้นจะทำการรายงานผ่านไลน์กลุ่ม ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าไว้ 100 คนที่จะทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำ ความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนในฤดูฝนจะมีรายงานทุกวัน และในเดือนมิถุนายน 2560

สภาเกษตรกรจังหวัดสระแก้วจะส่งทีมงาน,เกษตรกร,เครือข่ายเกษตรกรเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมระบบโปรแกรม GIS (Geographic Information System) หรือระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อการป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบใช้วางแผนเกษตรกรรมในระยะยาว คาดว่าภายในเดือนกันยายนทุกอย่างน่าจะลงตัวหมด ปีงบประมาณหน้าจะเป็นการขับเคลื่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพ และหวังจะให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการใช้ข้อมูลจากศูนย์ฯและสะท้อนสิ่งต่างๆกลับมายังศูนย์ฯเพื่อพัฒนาต่อไปในอนาคต

นายภิรมย์ – นางวรรณา ทองขะโชค hdwallpaperia.com สองสามีภรรยา วัย 60 ปี ชาว อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา อดีตข้าราชการครูที่เออร์ลี่ รีไทร์ก่อนเกษียณราชการ ได้ใช้เวลาว่าง ใช้พื้นที่ว่างบริเวณหลังบ้าน 1 ไร่เศษ ปลูกกล้วยหอมทอง กำลังกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ของหมู่ 1 ต.คลองหอยโข่ง ซึ่งการปลูกกล้วยหอมทอง 130 ต้น มีสหกรณ์การเกษตรคลองหอยโข่งเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนการปลูก ถือเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของ อ.คลองหอยโข่ง และยังเป็นสมาชิกเครือข่ายของกลุ่มปลูกกล้วยหอมทอง ต.ปากแตระ อ.ระโนด ซึ่งปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกประเทศญี่ปุ่น จากการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ของสองสามีภรรยาในวัย 60 ปี

นายภิรมย์กล่าวว่า ปลูกกล้วยหอมทองมาแล้ว 9 เดือน กล้วยทยอยออกเครือพร้อมและทยอยตัดได้สัปดาห์ละ 10 เครือ มีผู้เข้ามารับซื้อในราคาเท่ากับราคาที่ส่งไปประเทศญี่ปุ่นกิโลกรัมละ15 บาท เนื่องจากเป็นกล้วยคุณภาพเกรด เอ ทั้งหมด ถือเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวหลังเกษียนราชการที่เป็นกอบเป็นกำ

นายภิรมย์กล่าวอีกว่า หลังเออร์ลี่ รีไทร์ ได้ช่วยกันสองคนผัวเมียมาปลูกกล้วยหอมทอง ซึ่งได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และได้ออกกำลังกายด้วย ทำให้สุขภาพกายสุขภาพใจดีและยังมีรายได้เสริมด้วย และมีตลาดรองรับแน่นนอน ยังใช้พื้นที่ว่างบริเวณร่องสวนกล้วยทำการเกษตรผสมผสานทั้งพืชยืนต้นและพืชผักสวนครัวอีกหลายชนิดเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนและลดค่าใช้จ่าย

นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของข้าราชการครู หลังเกษียณอายุราชการ หรือบันปลายของชีวิตด้วยการทำการเกษตรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสุขภาพกายได้ออกกำลังกาย กินอาหารปลอดสารพิษ อยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ ส่งผลต่อสุขภาพจิต ที่มีมากกว่ารายได้จากบำนาญ

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศประจำวัน เริ่มจากภาคเหนือ – อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-37 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และ ชัยภูมิ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส