การรดน้ำ ใช้ระบบสปริงเกลอร์ จะเปิดสปริงเกลอร์ไล่ไปเป็นแถวๆ

การรดน้ำ 1 แถว ใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมง รดน้ำไล่ไปที่ละแถว สัปดาห์ละ 1 ครั้ง การใส่ปุ๋ย เริ่มต้นใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อบำรุงลำต้นและดิน เมื่อต้นพันธุ์ลงแปลงปลูกอายุครบ 1 เดือน ใส่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง การใส่ในแต่ละครั้งก็จะไล่ไปเป็นโซนๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใส่ปุ๋ย เมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์แล้ว ก็จะสลับกับการฉีดพ้นน้ำหมักจุลินทรีย์เพื่อบำรุงใบและผล โดยน้ำหมักจุลินทรีย์เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่นำส่วนผสมหลัก เช่น เปลือกไข่ น้ำหมักสังเคราะห์แสง กะปิ ชูรส เป็นต้น มาเป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งในการทำน้ำหมักจุลินทรีย์

แมลงและโรคพืช การปลูกส้มออร์แกนิกทำให้ไม่สามารถใช้สารเคมีได้ ทางสวนจึงกำจัดศัตรูพืช เช่น หญ้า 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โรคที่พบเจอบ่อยคือ โรคเชื้อรา ใบเหลือง วิธีแก้ไข หากบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือน้ำหมักจุลินทรีย์แล้วโรคยังไม่หาย ก็จำเป็นต้นปล่อยให้ต้นตายและปลูกขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทน

โรคแมลงพบเจอได้บ่อยในช่วงติดผลและออกผล มีแมลงมาเจาะกินผลผลิต ทางสวนใช้วิธีแก้ปัญหา คือ นำน้ำผึ้งมาทาลงบนแผ่นฟิวเจอร์บอร์ด เพื่อล่อให้แมลงมากินน้ำหวานจากฟิวเจอร์บอร์ดแทนการเจาะกินผลผลิต เพื่อช่วยลดการเจาะกินผลผลิต

ผลผลิต เนื่องจากส้มสายน้ำผึ้งปลูกในรูปแบบออร์แกนิก ทำให้ 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้เพียง 1 ครั้ง ในช่วงตุลาคม-ธันวาคม

หลังจากเก็บผลผลิต จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งให้เหลือกิ่งหลักที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุด เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีในครั้งต่อไป เมื่อตัดแต่งกิ่งแล้ว ใส่ยาแก้อักเสบ (แอมพิซิลลิน) เพื่อลดอาการอักเสบของต้นส้มที่ถูกตัดผลออกไป และทำการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อบำรุงลำต้นและดิน ควบคู่กับการรดน้ำ

“การทำเกษตรออร์แกนิก แตกต่างจากการทำเกษตรทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากหากศึกษาและทำความเข้าใจเกษตรออร์แกนิกอย่างแท้จริง ปลอดภัย ไร้สารเคมี แต่ต้องยอมรับว่าผลผลิตอาจไม่มาก ผิวและสีของผลผลิตอาจไม่สดใสนัก หากเทียบกับการปลูกส้มทั่วไป แต่รับรองได้ว่าสิ่งที่กินไปนั้น ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ดูแล”

สำหรับท่านใดที่สนใจ ส้มสายน้ำผึ้งออร์แกนิก ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณลลิตภัทร อำนาจปลูก หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก บ้านสวนส้มพอใจ หรือ Laliphat Umnatpluk

ไร่ภูฟ้าใสอันร่มรื่น เต็มไปด้วยแปลงมะเขือเทศหลากสี สลับกับสีเขียวของต้นและใบ ที่มีเจ้าของคือ คุณนิด หรือ คุณปรีดารัตน์ หลวงแหลม สาววัย 49 ปี เป็นผู้ปลูกมะเขือเทศหวาน หรือมะเขือเทศเชอร์รี่ ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย คำว่ามะเขือเทศทุกคนต้องนึกถึงผลไม้สีแดงสดใสวางขายคู่ตลาดของคนไทยตลอดปี ไปตลาดก็ต้องหาเจออันดับแรก คือเป็นพืชผักสวนครัว ที่เป็นส่วนประกอบของอาหารเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะอาหารคู่บ้านคู่เมืองของอีสานบ้านเฮา คือเมนูส้มตำ ถ้าขาดมะเขือเทศหรือมะเขือส้มของทางเหนือและอีสานแล้วย่อมจะเป็นส้มตำไปไม่ได้

“นำเข้าเมล็ดพันธุ์บางส่วนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ สเปน เพราะคุณภาพของเมล็ดมีอัตราการงอกสูง ปลูกได้ดีในบ้านเรา ที่ไร่เราปลูกกลางแจ้งโดยไม่ใช้โรงเรือนแต่ปลูกแบบอินทรีย์ก็ไปได้ดีค่ะ จะปลูกได้ในช่วงฤดูหนาวของไทยเราค่ะ”

มะเขือเทศกลุ่มนี้เรียกว่ามะเขือเทศเชอร์รี่หรือมะเขือเทศราชินี (Cherry Tomato) เป็นผลไม้ที่รู้จักกันดีในวงการคนรักสุขภาพ เป็นมะเขือเทศอยู่ในกลุ่มทานสด จัดอยู่ในกลุ่มเบอร์รี่ เช่นเดียวกับสตอเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ มะเขือเทศกลุ่มนี้เป็นพันธุ์ลูกเล็กยาวรีและพันธุ์กลมเล็ก ที่มีความหวานกว่ามะเขือเทศทั่วๆ ไป

มะเขือเทศเชอร์รี่ หรือมะเขือเทศหวานทานสด เป็นผลไม้ที่มีสีสันสวยงาม มะเขือเทศราชินีเป็นมะเขือเทศลูกเล็ก ซึ่งต่างจากมะเขือเทศสีดาเป็นมะเขือเทศลูกใหญ่ที่มักนำมาประกอบอาหาร มะเขือเทศราชินีมีทั้งผลกลมและผลรีแล้วแต่สายพันธุ์ มีทั้งสีดำ สีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง สีเขียว เนื้อฉ่ำน้ำ มีรสเปรี้ยวอมหวาน แม้ว่ามะเขือเทศราชินีจะมีลูกขนาดเล็ก แต่สรรพคุณของมะเขือเทศราชินีไม่ได้เล็กตามขนาดผลของมันเลย เพราะมันสามารถช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน ระบบขับถ่าย ต้านการอักเสบ บำรุงสายตา และผิวพรรณ

ปัจจุบันนี้การพัฒนาพันธุ์ที่ไม่หยุดยั้งของชาวโลก มะเขือเทศสีแดงธรรมดาไป ต้องมะเขือเทศสีดำ ผลสุกก็เป็นสีดำแต่เนื้อในยังเป็นสีแดง สีเหลือง ผลสุกก็เป็นสีเหลืองทองสวยงาม และสีเขียว ผลสุกก็ยังคงมีสีเขียวถ้าสุกงอมก็จะอมเหลืองเล็กน้อย ได้มาถึงเมืองไทยแล้วและปลูกกันหลายที่ หนึ่งในสวนมะเขือเทศอินทรีย์ก็คือ ไร่ภูฟ้าใส ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งมะเขือเทศสีดำในไร่เป็นสายพันธุ์ที่มาจากหลายประเทศ เช่น อิตาลี และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ทุกวันนี้เราได้พบพืชพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ๆ มากมาย ซึ่งมักสร้างความแปลกใหม่ให้เราได้ตลอดเวลา บางอย่างเราเองก็อาจเคยทดลองทานแล้ว เช่น การคิดค้นมะเขือเทศสายพันธุ์ใหม่ซึ่งมีสีดำ อนาคตบรรดาชาวโลกคงจะได้เห็นว่าบรรดาผักผลไม้ต่างๆ แม้กระทั่งเนื้อสัตว์ ซึ่งสามารถทำให้มีสีสัน กลิ่น และรสชาติ ที่ต่างไปจากเดิมได้อย่างหลากหลาย หรือมีคุณสมบัติเฉพาะเพื่อประโยชน์หรือเพื่อเหตุผลด้านการตลาด และคุณค่าทางอาหาร พืชผักที่ผ่านการผสมสายพันธุ์ได้คุณลักษณะโดดเด่นหรือจำเพาะ และยังเพิ่มคุณค่าทางอาหาร เช่น มะเขือเทศสีดำ เป็นต้น

สำหรับมะเขือเทศสีดำที่ว่านี้ มีชื่อเรียกเท่ๆ ว่า แบล็กเชอร์รี่ (Black cherry tomato) เป็นมะเขือเทศที่เกิดจากสายพันธุ์ไฮบริดกับมะเขือเทศธรรมชาติผสมกัน จนในที่สุดก็ได้มาซึ่งมะเขือเทศมีผิวนอกเป็นสีดำ แต่ข้างในยังคงมีเนื้อและเมล็ดเหมือนมะเขือเทศทั่วๆ ไป โดยผิวสีดำของมะเขือเทศนี้ เกิดจากสารตัวเดียวกันกับที่มีอยู่ในผลบลูเบอร์รี่ อีกทั้งยังเป็นสารที่ไวต่อการรับแสงมากๆ เลยด้วย กล่าวคือ ถ้ามะเขือเทศสีดำนี้โดนแดดมากเท่าไหร่ ผิวของมันก็จะยิ่งทำปฏิกิริยาจนเป็นสีดำที่เข้มมากๆ เท่านั้น

มะเขือเทศสีดำเป็นมะเขือเทศที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงมากๆ ด้วยเหตุนี้เลยทำให้ทางไร่ภูฟ้าใส เตรียมที่จะส่งมะเขือเทศสีดำไปจำหน่ายยังโรงแรมหรูต่างๆ เพราะด้วยความแปลกของสีสัน และคุณค่าทางอาหาร น่าจะเป็นอะไรที่กลุ่มตลาดโรงแรมต้องการ จากนั้นแล้วถึงจะออกจำหน่ายต่อไปในตลาดท้องถิ่นและขายทางออนไลน์

มะเขือเทศเชอร์รี่สีดำมีสีเข้มโดดเด่น ผิวสีดำขลับที่สวยงาม และรสชาติที่ดี จึงมีลักษณะเด่นแตกต่างจากมะเขือเทศชนิดอื่นๆ สามารถนำมะเขือเทศนี้ เพิ่มลงในสูตรอาหารเพื่อให้ได้สีที่คาดไม่ถึง เช่น สลัดหรือยำต่างๆ รวมทั้งเป็นเครื่องเคียงในน้ำพริกของอาหารไทยได้เป็นอย่างดีทีเดียว นำไปทำน้ำมะเขือเทศปั่นสดก็ทำให้สีสันและรสชาติไปอีกแบบหนึ่ง

มะเขือเทศสีดำพันธุ์ใหม่นี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อ “ผลิตสารแอนโทไซยานินในระดับสูงสุด ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากข้อมูลของบริษัทในต่างประเทศและข้อมูลทางวิชาการ แอนโทไซยานินในมะเขือเทศชนิดใหม่มีอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับสารต้านอนุมูลอิสระในซุปเปอร์ฟู้ด เช่น บลูเบอร์รี่ นอกจากคุณสมบัติในการต้านการอักเสบแล้ว มะเขือเทศยังช่วยลดปริมาณของเสียเนื่องจากอายุการเก็บรักษาที่นานขึ้น ทำของว่างระหว่างเดินทางได้ดี และยังคงไว้ซึ่งรสชาติเยี่ยมและสวยงามในอาหารจานพิเศษ

มาดูกันว่าสายพันธุ์ของมะเขือเทศเชอร์รี่สายพันธุ์อื่นๆ ของประเทศไทยที่น่าสนใจ มีพันธุ์อะไรกันอีกบ้าง ที่ในฤดูหนาวของไทยเรานั้นมักจะมีผลผลิตมาให้คนไทยได้ชิมกัน พบว่าแม้จะมีรสชาติจุดเด่นต่างกัน หวานมากบ้าง หวานน้อยบ้าง แต่มีรสสัมผัสความฉ่ำของผลที่คล้ายคลึงกัน ในขณะที่รสชาติของพันธุ์มะเขือเทศเชอร์รี่จะออกไปทางนัวนัว เนื้อแน่น ความหวานไม่จัดมาก และไม่มีกลิ่นฉุนเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น จึงเป็นพันธุ์ที่นิยมทานผลสดมากกว่าพันธุ์อื่นดังนี้

มะเขือเทศเชอร์รี่สีเหลือง (Golden sweet tomatoes) และ มะเขือเทศเชอร์รี่สีส้ม (Orange cherry tomatoes)

คือมะเขือเทศเชอร์รี่ที่สุกก็เป็นสีเหลืองทองและเหลืองส้ม เป็นเวลาหลายปีที่เราได้ปลูกมะเขือเทศสีเหลืองที่เชื่อกันว่ามีสารเบต้าแคโรทีนสูง ที่เราคัดสรรสายพันธุ์มา ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “โกลเด้นสวีท” หรือมะเขือเทศสีเหลือง และราชินีสีส้ม หรือออเรนจ์ นอกจากจะมีสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ก็ยังมีโฟเลตในระดับดีเยี่ยม โฟเลตคือสารที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง (ระดับโฟเลตสูงกว่ามะเขือเทศซุปเปอร์มาร์เก็ตมาตรฐานสีแดงมาก) รวมทั้งมีสารประกอบโพลีฟีนอลหลายชนิดที่น่าสนใจ

มะเขือเทศเชอร์รี่สีเขียว กูรามิ (Gourami)

คือมะเขือเทศเชอร์รี่ที่มีสีเขียวตอนแก่จัดก็ยังเป็นสีเขียว เนื้อหนา กรอบ กลิ่นหอมอ่อนๆ นุ่มละมุนลิ้น ตั้งแต่เคยทานมะเขือเทศมา อร่อยที่สุดแล้ว กูรามิ สายพันธุ์ที่นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ตัวนี้ เป็นการพัฒนาสายพันธุ์ในเรื่องของสีและความแปลกใหม่เพื่อผลทางการตลาดและผักผลไม้ที่มีสีเขียวมีสารสำคัญ คือ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll), ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ฯลฯ ประโยชน์ของผักผลไม้แต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป สำหรับสีเขียวจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา มีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการขับถ่าย ยับยั้งการเกิดริ้วรอย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

รายได้ 300,000-500,000 บาทต่อรอบ ภายใน 6 เดือน

ที่ไร่ภูฟ้าใส เราจะปลูกไล่รุ่นกัน เช่น ปลูกครั้งละ 700-1,000 ต้น ใช้พื้นที่ประมาณ 1/2 ไร่ต่อรอบเนื้อที่ทั้งหมดเกือบ 6 ไร่ รวมระยะปลูกตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยวใช้เวลาประมาณ 3 เดือน และจะเก็บไปเรื่อยๆ จนถึง 6 เดือนก็จะรื้อแปลงทิ้งและปลูกพืชอย่างอื่นหมุนเวียนไปเรื่อยๆ จนครบเวลา 1 ปีของรอบการปลูกมะเขือเทศ และจะสลับปลูกแปลงอื่นหมุนเวียนกันไป ภายในเนื้อที่เกือบ 6 ไร่ ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี แต่รายได้จากมะเขือเทศต่อรอบก็อยู่ที่หลักหลายแสนบาทขึ้นไป ราคาขาย พร้อมค่าขนส่ง อยู่ที่ราคา 300-350 บาทต่อกิโลกรัมส่งทั่วประเทศ มะเขือเทศ 1 ต้นจะให้ผลผลิต 3-5 กิโลกรัม ตลอดฤดูกาลเก็บเกี่ยว สำหรับพืชหมุนเวียนก็จะมีข้าวโพด ถั่ว ปอเทือง เพื่อเป็นการพักแปลงและปรับปรุงดิน

หากท่านกำลังมองหาสิ่งแปลกใหม่มาปลูกในสวนเพื่อการค้าที่เพิ่มรายได้ และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับอาหารและประดับในสวน ต้นกำเนิดของความงามเล็กๆ น้อยๆ ที่แสนอร่อยเหล่านี้นั้นกำลังเริ่มที่จะแพร่หลายในตลาดของอาหาร ตอนนี้มีการปลูกยังไม่มากแต่ตลาดต้องการพืชผักและความแปลกใหม่มาก โดยเฉพาะตามซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ร้านอาหาร ที่สวนจึงขายดีมาก

ปลูกระยะห่าง แบ่งเป็นสองแถวคู่ ห่างกัน 40×40 เซนติเมตร แบ่งเป็นทางเดินกว้าง 1-2 เมตร ทำค้างขึ้นไปเพื่อให้ต้นมะเขือเทศสูงขึ้นไป ความสูงของมะเขือเทศจะให้อยู่ที่ไม่เกิน 2 เมตร เพื่อสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว โดยสายพันธุ์มะเขือเทศเชอร์รี่ก็จะเป็นพันธุ์เลื้อย นอกจากทำค้างขึ้นสูงแล้วยังทำให้มะเขือเทศสะอาดอีกด้วย ที่ไร่จะปลูกแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักที่ได้จากปุ๋ยคอก ที่หาได้ในท้องถิ่น ขี้วัว ขี้ควาย ขี้แพะ ขี้หมู น้ำหมักจากปุ๋ยคอก ส่วนเมล็ดพันธุ์จะนำเข้าจากประเทศยุโรปเป็นส่วนใหญ่เพราะมีอัตราการงอกสูง

การปลูกมะเขือเทศสีดำ สีเขียว สีเหลือง และสีส้ม ตลาดก็ไปได้ดีเช่นกัน เพราะความหลากหลายของสีสัน ก็จะมีคุณค่าทางอาหารแตกต่างกันไป นั่นเป็นเรื่องของสีที่ให้วิตามินที่เพิ่มขึ้น จากมะเขือเทศพื้นฐานคือสีแดง มะเขือเทศทั้งสามสีนี้ก็ให้ความสดชื่นของอาหาร เป็นพืชที่ประดับจานอาหารที่ให้ทั้งคุณค่า รสชาติ และราคาที่เพิ่มขึ้น

การปลูกก็เหมือนกับปลูกมะเขือเทศหวาน สำหรับที่ไร่ภูฟ้าใสเราจะปลูกแบบอินทรีย์นอกโรงเรือน ซึ่งจะให้ผลผลิตดีในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เริ่มปลูกเดือนตุลาคม จนถึงต้นเดือนมีนาคมก็จะเริ่มวายลงหรือออกผลผลิตน้อยลง แต่สำหรับการปลูกแบบโรงเรือนก็ยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้เพิ่มขึ้น

ถ้าหากท่านใดสนใจที่จะปลูกเรามีการเปิดคอร์ส สอนตั้งแต่การเพาะเมล็ดไปจนถึงเก็บเกี่ยวการเตรียมดินปลูกแบบอินทรีย์ เราคิดใน 1 วันรวมทั้งอาหารเครื่องดื่ม 1,500 บาท สามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลย ติดต่อได้ที่ไร่ภูฟ้าใส คุณนิด หรือ คุณปรีดารัตน์ หลวงแหลม เบอร์โทร. 098-595-8808 เฟซบุ๊ก ไร่.ภูฟ้าใส เชียงคาน

เมื่อถึงหน้าร้อน ผลไม้มาแรงไม่แพ้แสงแดดเลยคือ มะยงชิด ทุเรียน แตงโม มะม่วง มังคุด รวมไปถึง “สะละ” แต่ถ้าจะให้ดีต้องพันธุ์ “สุมาลี” เพราะด้วยรสชาติที่หวานกลมกล่อม กลิ่นหอมละมุน รับประทานแล้วสดชื่น ดับกระหาย คลายร้อนได้อย่างแน่นอน คอนเฟิร์ม!

ลุงเอี้ยง หรือ คุณเสนี พานทองชัย เกษตรกรวัย 66 ปี ผู้เป็นเจ้าของสวนพิศมัย ตั้งอยู่ที่ 44/36 หมู่ที่ 3 ตำบล ชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ที่เห็นช่องทางการหารายได้จากการปลูกสะละ เพราะสวนทุเรียนกำลังโทรม จึงเริ่มที่จะนำสะละไปปลูกแซม ลุงเอี้ยงเป็นเกษตรกรปลูกทุเรียนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2536 พึ่งจะเริ่มปลูกสะละพันธุ์สุมาลีได้เพียงแค่ 10 ปี โดยเริ่มจากปลูกแค่ 4 ต้น เท่านั้น ลงทุน ต้นละ 5,000 บาท ภายหลังได้เพาะพันธุ์เอาเอง จนมีหลายร้อยกอ สร้างรายได้มากถึงปีละ 200,000 กว่าบาท

สะละพันธุ์สุมาลีของลุงเอี้ยง จะมีรสชาติที่หวาน หอม อร่อย แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในช่วงนั้น หากเป็นช่วงฤดูร้อนก็จะมีรสชาติที่ดี หวานได้ใจ แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน รสชาติที่ได้จะมีความเปรี้ยว ไม่ดีเทียบเท่าช่วงฤดูร้อน ทำให้ช่วงเมษายน-พฤษภาคม ลูกค้าที่ติดใจในรสชาติจมาจองหรือมาเด็ดชิมถึงที่สวนเลยทีเดียว

ถึงจะโทร.มาจองได้ แต่ลุงเอี้ยงขอปฏิเสธที่จะส่งให้ เพราะกลัวคุณภาพของสะละไม่ดีเมื่อถึงมือลูกค้า อาจเกิดปัญหาขณะขนส่งได้ ลุงเอี้ยงเลยอยากให้มาชิมที่สวนก่อน ถ้ารสชาติหวานถูกใจ ค่อยซื้อกลับบ้านได้ กี่กิโลค่อยว่ากัน แต่ไม่ผิดหวังแน่นอน

ขั้นตอนการดูแล… ลุงเอี้ยง บอกว่า ให้น้ำพร้อมทุเรียน 4 วัน ให้ครั้ง ครั้งละ 40 นาที ให้น้ำผ่านสปริงเกลอร์ โดยระยะห่างระหว่างต้น จะอยู่ที่ 4×4 เมตร เรื่องปุ๋ยก็ไม่ได้พิเศษอะไรมาก นานๆ ถึงจะให้ที ไม่ได้ให้บ่อยๆ เป็นปุ๋ยที่เหลือจากการให้ทุเรียนแล้วทั้งนั้น ไม่ได้เน้นว่าจะต้องเอาปุ๋ยนั้นปุ๋ยนี้มาใส่ เอาเท่าที่เจ้าของมีจะได้ไม่เสียเงินลงทุนเยอะ แต่ก็มีฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สะละมีศัตรูพืชเป็นด้วงกับมอด ลุงเอี้ยงเลือกใช้สารกำจัดแมลง ส่วนผลเน่าใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา เพราะใช้แล้วสะละแทบไม่มีเน่า ไร้ศัตรูพืชเข้ามาก่อกวน ทำให้สะละเพียงพอต่อการขาย ไม่จำเป็นต้องเด็ดทิ้ง

การผสมเกสร… ลุงเอี้ยง จะใช้ผงเกสรตัวผู้ที่ได้รวบรวมเอาไว้ในถุง นำมาคลุกเข้าให้กับดอกตัวเมีย หรือนำดอกตัวผู้มาเสียบไว้ที่ดอกตัวเมีย โดยใช้หนามของต้นสะละเสียบจากข้างๆ ดอกตัวผู้ให้ทะลุไปสู่ดอกตัวเมีย ลุงเอี้ยงจะผสมเกสรวันเว้นวัน หลังจากนั้น 8 เดือน ผลสะละจะพร้อมรับประทานได้ทันที รสหวาน เนื้อนุ่ม อร่อย

การโยงสะละ…ถ้าไม่โยง ลูกสะละจะห้อยลงพื้น ทำให้ทั้งเลอะดิน และทำให้เกิดเชื้อราขึ้นด้วย การโยงไว้จึงเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และไม่ต้องเสียเวลาเอาไปล้างดินออกอีกด้วย

จุดเด่นสะละสวนพิศมัย… เรื่องรสชาติเลย หวาน อร่อย เนื้อนุ่ม ถึงแม้ว่าลูกจะไม่สวยเหมือนของสวนอื่นๆ แต่เรื่องรสชาติไม่เป็นรองใคร การันตีจากการประกวด และได้รับรางวัลด้านความหวาน ราคาขาย…ขายกิโลกรัมละ 50 บาท ไม่ลด ไม่เพิ่มมา 10 ปีแล้ว เพราะว่าที่สวนไม่ได้เอาออกไปขายข้างนอก ลูกค้ามาซื้อถึงที่ ถึงที่อื่นขายกิโลกรัมละ 70 บาท ลุงจะไม่ตามเขา มันก็ตามเขาไม่ทัน เพราะ สะละเดี๋ยวราคาขึ้น เดี๋ยวราคาลง

“เอ้า! วันนั้นทำไม 50 ทำไมวันนี้ขึ้น 60 ล่ะ เอ้า! ทำไมวันนี้ 40 วันนั้น 60 เราเลยตั้งกิโลกรัมละ 50 บาท ไว้เป็นหลักเลย แล้วเราจะได้ไม่ต้องไประแวงว่าใครจะขึ้น ใครจะลง มันเรื่องเขา เราไม่สนใจ ราคาแค่นี้ก็พอใจแล้ว เราอยู่ได้ คนกินพอมีเงินซื้อ” ลุงเอี้ยง กล่าว

ท้ายนี้ ลุงเอี้ยงได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะเป็นเกษตรกรว่า ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็แล้วแต่ ปัจจัยคุณคืออะไร คุณมีน้ำหรือเปล่า ถ้ามีน้ำ คุณสามารถปลูกได้หมดทุกอย่าง แต่ถ้าคุณไม่มีน้ำ คุณปลูกอะไรมันก็ตายหมด ต้องขุดสระไว้ เตรียมไว้เลย นอกจากคุณภาพของสิ่งที่จะปลูกแล้ว “น้ำ” คือสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นเกษตรกร

สำหรับผู้ที่สนใจลิ้มรสความหวานอร่อยของสะละพันธุ์สุมาลี สวนพิศมัย สามารถโทร.ติดต่อได้ที่ 087–022–5292 (ลุงเอี้ยง) หรือ 087–150–6811 (ป้าพิศมัย)

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน โดยเฉพาะท่านผู้อ่านที่เป็นเกษตรกรไทยเจ้าของแผ่นดินทุกท่าน เทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ เราจะขอนำพาทุกท่านให้ช่วยกันมาหาทางเลือกเพื่อนำไปหาทางเลือก ก้าวไปสู่ทางรอด และความเจริญรุ่งเรือง เพื่อสร้างโอกาสเพื่อความเป็นอยู่ เพื่อการกินดีอยู่กันอีกแนวหนึ่ง ด้วยการเตรียมตัวศึกษานโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ที่เตรียมจะนำเสนอให้ประชาชนอย่างเรา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้พิจารณา ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ วันนี้ อย่างช้าที่สุดก็คงเป็นต้นเดือนพฤษภาคม 2566 นี้ ตามข่าวที่สื่อสารกันออกมา ซึ่งก็คงเหลือเวลาอีกไม่นานแล้วครับ

ทั้งนี้ เหตุผลที่เราต้องมาศึกษานโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ต้องมารับรู้ มารับทราบ และมาศึกษากันอย่างรอบคอบ ละเอียด และตรงไปตรงมาว่าแต่ละพรรคการเมืองที่เสนอตัวกันมามากมาย เขาได้นำเสนอแนวทางอะไรบ้าง เขาจะพัฒนาอะไรให้ภาคเกษตรบ้าง เขาจะสร้างความยั่งยืนให้ภาคเกษตรได้อย่างไรกันบ้าง ซึ่งนั่นล้วนแล้วแต่เป็นทางรอดและทางเจริญรุ่งเรืองของภาคเกษตรไทยทั้งนั้น เพียงแต่ว่า แต่ละพรรคการเมืองเสนออะไรมาบ้าง ทั้งภาคการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่ ที่ประกอบไปด้วย ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เขานำเสนอแนวคิดอะไร เขาจะทำอย่างไร และมีความเป็นไปได้ไหม เขาจะทำได้จริงไหม หรือเพียงแค่ขายความคิดและขายความฝันเพื่อจูงใจให้เลือกเขาเท่านั้น

ดังนั้น เราจึงควรมาดูกันครับว่าแนวทางที่เขานำเสนอนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง และที่สำคัญเราต้องพิจารณาอะไรกันบ้างครับ ก่อนจะไปเข้าคูหา หย่อนบัตรลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด เราจะได้ไม่หลงทิศทางหลงประเด็น บางครั้งเราพลาดโอกาสที่จะพิจารณาดูเรื่องเหล่านี้ให้ถ่องแท้ เพราะเราไปคิดว่าไม่เกี่ยวกับเรา เป็นเรื่องของรัฐบาล เลือกใครไปก็เหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วเรื่องการเมือง เป็นเรื่องของคนทุกคนที่จะช่วยกันกำหนดทิศทางของประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศครับ เราจึงต้องศึกษาว่ามีพรรคการเมืองใดเสนอแนวทางเหล่านี้บ้างหรือไม่อย่างไร เราจึงขอนำเสนอแนวทางที่พรรคที่ดีควรจะมีเรื่องเหล่านี้มานำเสนอครับ

ต้องมีการช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพื่อช่วยลดค่าปุ๋ย ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าจ้างเครื่องจักร ค่าเช่าที่ดิน ค่าอาหารสัตว์ เป็นต้น แม้ไม่ได้ลดลงมาก แต่ก็ควรมีนโยบายควบคุมไม่ให้สินค้าเหล่านี้มีราคาแพงเกินไป หรือควรมีนโยบายสนับสนุนต้นทุนอย่างใดอย่างหนึ่งที่ชัดเจน เพราะในปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงมากๆ สูงจนไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน เกษตรกรมีหนี้สินมากจนไม่สามารถชำระได้ เพราะราคาค่าต้นทุนสูงเกินไป ทำการผลิตแล้วก็ขาดทุนนั่นเอง

1.2 การจัดหาแหล่งน้ำ

เรื่องแหล่งน้ำ การชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าผู้เสนอนโยบายไม่สนใจที่จะบรรจุสิ่งเหล่านี้ไว้ ถ้ารัฐบาลไม่ได้คิดแก้ไขเรื่องน้ำ เกษตรกรจะมีความเสี่ยงสูงมากๆ เพราะฤดูฝนในประเทศไทยไม่แน่นอนมานานแล้ว ดังนั้น แนวทางการจัดการน้ำจึงจะเป็นความจำเป็นที่ภาคเกษตรยังต้องการทั้งพืชและปศุสัตว์ทั้งสิ้น น้ำน้อยจะทำอย่างไร ถ้าน้ำมากจะกักเก็บแบบไหน น้ำท่วมจะแก้ไขอย่างไร เป็นต้น

1.3 การเพิ่มผลผลิต

เรื่องเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อการผลิต shareitforpcfreedownloads.com งานนวัตกรรมเพื่อการเกษตร การพัฒนาพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์มีความจำเป็นยิ่ง งานวิจัยต่างๆ ต้องมีเพื่อช่วยให้ภาคเกษตรพัฒนาและทันสมัยมากขึ้น สามารถเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรได้

2. การสนับสนุนแหล่งเงินทุน

2.1 เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

ปัจจุบันภายหลังจากประเทศไทยและทั่วโลก ประสบปัญหาจากไวรัสโควิด-19 มาหลายปี จนทำให้กระทบกับรายได้-รายจ่ายของเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากที่มีศักยภาพลดลง อาจจะมีภาระหนี้สินตามมา

ดังนั้น ในส่วนของทุนในการผลิต เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน ลดหย่อนหลักประกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรด้วย เพราะเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ขาดเงินทุน และเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน จึงขาดโอกาสในการพัฒนาการผลิต ซึ่งจะส่งผลถึงความสามารถในการแข่งขันของทั้งภาคเกษตรและของประเทศไทยเราด้วย

2.2 การแก้ไขหนี้สิน

เรื่องหนี้สินเดิมของเกษตรกรก็สำคัญยิ่ง เพราะบางรายมีหนี้ทั้งในระบบ นอกระบบ หนี้ธนาคาร หนี้กองทุนต่างๆ หนี้กองทุนหมู่บ้าน และแหล่งต่างๆ จนไม่สามารถจะไปกู้ยืมที่ไหนมาทำทุนได้อีก ดังนั้น การช่วยแก้ไขหนี้ การมีนโยบายปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ เพื่อทำให้เกษตรกรมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น จนสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติ

3. การสนับสนุนการแปรรูป

3.1 การช่วยเหลือด้านการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต

เรื่องการเพิ่มมูลค่าหรือเพิ่ม Productivity ก็นับเป็นเรื่องสำคัญ เริ่มตั้งแต่การเพิ่มน้ำหนักหรือปริมาณต่อหน่วยผลิตก็เป็นเรื่องจำเป็น ตัวอย่างการเพิ่มผล เช่น การยกระดับผลผลิตมันสำปะหลังจากไร่ละ 3-4 ตัน เป็นไร่ละ 8-10 ตัน เป็นต้น พื้นที่เท่าเดิม แต่ถ้าผลผลิตสูงขึ้นก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น รัฐจำเป็นต้องสนับสนุนเรื่องนี้ด้วย หรือกรณีมันสำปะหลังเช่นเดิม ควรสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำมันเส้นสะอาดขายมากกว่าการขายหัวมันสด เพียงแต่รัฐต้องสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีทางทางเลือกมากกว่าการขายผลผลิตต้นน้ำเพียงอย่างเดียว