การสนับสนุนเครื่องมือจากข้อ 3.1 หากรัฐมีแนวนโยบายการ

ยกระดับดังกล่าวก็ต้องมีการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการจัดหาเครื่องจักร โรงเก็บ ลานตาก หรือเครื่องมืออื่นใดที่จำเป็นให้เกษตรกรด้วย รวมทั้งให้ความรู้คู่กับการสนับสนุนดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้พร้อมมีเครื่องมือไปดำเนินการเองได้ด้วย 4. การสนับสนุนการตลาด

4.1 การเพิ่มช่องทางการขาย

การตลาดนับว่าสำคัญยิ่ง ดังนั้น คำว่าตลาดนำ หรือตลาดนำการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ รัฐพึ่งสนับสนุนการเชื่อมโยงการผลิตกับการตลาดเพื่อสนับสนุนเกษตรบ้างในยามจำเป็น ลำพังเกษตรกรเองอาจจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนในการที่จะเริ่มไปหาช่องทางการตลาดได้เองทุกราย รัฐจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุน อาจจะผ่านองค์กรเกษตรกร ผ่านเครือข่ายสถาบันเกษตรกร เช่น กลุ่มองค์กรผู้ปลูกมันสำปะหลังรวมตัวกันทำมันเส้นสะอาด ส่งขายให้กลุ่มองค์กรเลี้ยงสัตว์ที่ทำอาหารสัตว์เอง หรือนำไปจำหน่ายต่ออีกทอดหนึ่งก็ตาม แต่รัฐต้องสนับสนุนการเชื่อมโยงโดยอาศัยส่วนงานภาครัฐ เช่น พาณิชย์จังหวัด สหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งในภูมิภาคเดียวกันหรือต่างภูมิภาคก็ได้ตามแต่ว่าจะมีอุปสงค์และอุปทานระหว่างกันอย่างไรได้บ้าง นี่คืออีกแนวทางหนึ่งที่ต้องค้นหาว่าพรรคการเมืองใดจะมาเสนอแนวนโยบายแบบนี้ได้บ้าง

4.2 การจัดการตลาดเพิ่มเติม หรือตลาดนำการผลิต

เรื่องการตลาดสำรองนี้สำคัญมาก เพราะการค้าขายก็ต้องมีการขยายตัว ถ้าจะมีเพียงตลาดเดิม ไม่มีตลาดใหม่ๆ บ้าง โอกาสเสี่ยงจะสูงมาก ดังนั้น รัฐบาลต้องมีการแสวงหาตลาดใหม่ๆ คู่ค้าใหม่ๆ ในตลาดต่างประเทศไว้สนับสนุนภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรด้วย เพราะหากเกษตรกรมีการขยายการผลิต และมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทำให้มีผลผลิตสูงขึ้น ตลาดเดิมไม่เพียงพอ หากไม่เตรียมความพร้อมในการช่วยหาตลาดใหม่ๆ ไว้รองรับ ราคาผลผลิตก็ตกต่ำเช่นเดิม เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่งเลยทีเดียว ลองสืบหาว่าใครที่อาสามาบริหารบ้านเมืองที่มีแนวทางการค้าขายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมบ้าง

5. การสนับสนุนองค์กรของเกษตรกร

5.1 พัฒนาสหกรณ์/องค์กรเกษตรกรให้เข้มแข็ง

เรื่องสถาบันเกษตรกร หรือองค์กรของเกษตรกรไทย ต้องมีการพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เป็นที่พึ่งพาของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง ต้องไม่ใช่องค์กรราชการ การรวมกลุ่มการผลิตเป็นรูปบริษัท นิติบุคคล หรือรูปกลุ่มไม่เป็นทางการก็ตาม มีความสำคัญยิ่ง เพราะลำพังเกษตรกรรายคน ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย จำเป็นต้องมีการสนับสนุนการรวมตัวเพื่อให้มีพลังและอำนาจต่อรองด้วย รวมกันซื้อปัจจัยการผลิต รวมกันขายผลิตผล รวมกันแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม แต่ทั้งนี้ถ้าภาครัฐไม่มีแนวทางที่ชัดเจนก็จะเกิดขึ้นได้ยาก เราจึงต้องการรัฐบาลที่มาจากผู้เสนอและผู้อาสาที่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ด้วย

5.2 เสริมเงินทุนให้องค์กรเกษตรกร

เมื่อมีการสนับสนุนการรวมตัวกันแล้ว เริ่มแรกรัฐก็จำเป็นต้องมีการสนับสนุนเงินทุนตั้งต้นให้ด้วย เพราะเกษตรกรส่วนมากมีฐานะยากจน รัฐจำเป็นต้องสนับสนุนก่อน การสนับสนุนทุนต้องทำควบคู่ไปกับการสนับสนุนความรู้ในการบริหารจัดการทุนด้วย จึงจะทำให้มีความยั่งยืนในระยะยาว แนวนโยบายเช่นนี้จึงนับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อภาคเกษตรไทย

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ ผู้เขียนจึงอยากจะนำเสนอให้เกษตรกรไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ได้รับรู้และแสวงหาด้วยว่ามีพรรคการเมืองใดที่มีแนวคิดที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าวบ้าง เพื่อหาทางเลือกที่ดีกว่าให้ตนเองกันครับ ผู้เขียนไม่ได้เคยเป็นนักการเมือง ไม่เคยเป็นสมาชิกการเมืองใดๆ เลยทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นเจ้าของสิทธิเลือกตั้งคนหนึ่งเท่านั้น ที่จะเชิญชวนเกษตรกรให้พิจารณาว่ามีใครนำเสนอแนวโยบายที่จะช่วยเหลือภาคเกษตรไทยชัดเจนบ้างหรือไม่ เพื่อเราจะได้มีทางเลือกที่ดีแก่ตนเองต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ขอขอบคุณ และพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน ผลไม้หนึ่งในตระกูลเบอร์รี่ ปลูกง่าย แปรรูปเป็นผลิตภัณ์เพื่อสุขภาพสร้างมูลค่าได้หลากหลาย สามารถปลูกได้กับทุกสภาพพื้นที่ มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกัน หากปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศร้อน แดดจัด ผลจะดก โตเร็ว มีข้อเสียคือ ผลจะนิ่ม ถ้าปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น ผลหม่อนจะออกไม่ดกมาก ข้อดีคือ ผลจะมีความหวาน กรอบ หากจะปลูกเชิงการค้าแนะให้เลือกพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเย็นและมีแดดส่องถึงอย่างที่อำเภอวังน้ำเขียว

คุณนันทวัน โตอินทร์ หรือ ครูไก่ เจ้าของสวนแม่หม่อน ตั้งอยู่ เลขที่ 201 หมู่ที่ 5 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อดีตแม่พิมพ์ของชาติ ลาออกจากราชการก่อนครบอายุ ผันตัวทำงานเกษตรที่ตนเองรัก บนพื้นที่มรดกคุณพ่อทิ้งไว้ให้ที่อำเภอวังน้ำเขียว จำนวน 13 ไร่

ครูไก่ เล่าว่า ก่อนที่จะลาออกจากราชการได้มีการคิดวางแผนมาก่อนแล้วว่า หากลาออกจากราชการจะทำอะไรดี จึงได้ศึกษาหาความรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ให้ได้มากที่สุด มองดูรอบๆ พื้นที่แล้วน่าจะเหมาะกับการปลูกมัลเบอร์รี่ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อของ “ลูกหม่อน” เพราะพื้นที่ในอำเภอวังน้ำเขียวมีอากาศเย็น และมีแดดส่องทั่วถึง จึงเหมาะกับการปลูกมัลเบอร์รี่

นอกเหนือจากพื้นที่ที่เหมาะสมแล้ว มัลเบอร์รี่ยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และวิตามินสูง ปลูกง่าย โตเร็ว อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้หลากหลาย ทั้งขายผลสด แปรรูปเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ แยม อบแห้ง กวน ครูไก่ บอกว่า โชคดีที่ตนเป็นครูมาก่อน จึงมีนิสัยที่ชอบค้นคว้าหาความรู้ มีมุมมองที่หลากหลาย คิดในระยะยาวหากทำอะไรที่เหมือนคนอื่น อีกไม่นานสินค้าอาจล้นตลาด จะลำบาก จึงหาวิธีแปรรูป และทำท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักเที่ยวที่เยี่ยมชมสวน เด็ดลูกหม่อนกินผลสดได้ตลอดทั้งปี ปลอดสารพิษแน่นอน วิธีนี้ถือว่าได้ใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

มัลเบอร์รี่ ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ต้องใช้สารเคมี
ครูไก่ บอกว่า ตอนแรกจะปลูกเล่นๆ ไม่ได้ทำใหญ่โตอะไรนัก ปลูกเพียงให้ได้ขายหลังจากเกษียณ เพราะโดยพื้นฐานเดิมเป็นคนรักสุขภาพ เห็นว่ามัลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง ปลูกง่าย ไม่ต้องฉีดยา แต่ทำไปทำมาผลผลิตเริ่มออกเยอะ และได้ผลดี หลังจากนั้นจึงมีความคิดที่จะขยายพื้นที่ปลูกและเริ่มทำเต็มรูปแบบ เมื่อปี 2557 ปลูกทั้งหมด 13 ไร่ แบ่งปลูก 2 พันธุ์ แปลงแรก จำนวน 8 ไร่ ปลูกพันธุ์เชียงใหม่ 60 อีก 5 ไร่ แบ่งปลูกพันธุ์ดำออสตุรกีเป็นพันธุ์ของต่างประเทศ เพื่อสร้างความหลากหลาย ในส่วนของพันธุ์ดำออสตุรกี ตอนนี้ยังผลิตไม่พอขาย

ข้อดีของพันธุ์เชียงใหม่ 60 เหมาะกับทุกสภาพพื้นที่ทั่วประเทศ เพียงแต่มีข้อดี ข้อด้อย ต่างกัน ถ้าปลูกที่อำเภอวังน้ำเขียวเป็นพื้นที่อากาศเย็น เพราะฉะนั้นผลจะหวาน กรอบ ลูกแข็ง โดยธรรมชาติ

ปลูกมัลเบอร์รี่แบบอุโมงค์ ดูแลจัดการง่าย
ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี
ที่สวนแม่หม่อน ใช้วิธีการปลูกแบบแบ่งโซน มีการจัดกิ่งให้โน้มเข้าหากันคล้ายอุโมงค์ เพื่อง่ายต่อการดูแลเก็บเกี่ยวผลผลิต และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม เก็บผลสดถ่ายรูปได้ตลอดทั้งปี วิธีการไม่ยาก แบ่งพื้นที่เป็น 4 โซน ถ้าปลูกที่บ้าน ให้ปลูกแค่ 4 ต้น สมมุติว่า ที่สวนมี 400 ต้น ให้แบ่งปลูกเป็นโซน โซนละ 100 ต้น

100 ต้นแรก ให้ตัดแต่งกิ่งและยอด เอาใบออก แล้วจับกางออกให้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง แล้วนับตั้งแต่วันตัดแต่งกิ่ง 50 วัน จะเริ่มเก็บลูกได้ ระยะเวลาในการเก็บลูก 20 วัน ถึง 1 เดือน ลูกจะหมด เพราะฉะนั้น 100 ต้นแรก แต่ง วันที่ 1 ของเดือนมกราคม เว้นไว้ 1 เดือน วันที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ มาแต่งอีกโซน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 4 โซน พอครบก็จะกลับมาโซนที่ 1 ใหม่ 1 ต้น 1 ปี จะตัดได้ 3 ครั้ง ด้วยวิธีนี้มัลเบอร์รี่ที่นี่จึงไม่ขาดลูกเลยตลอดทั้งปี

ระยะห่างระหว่างแถว 4×4 เมตร
ต้นโตดี ให้ผลผลิตดก
“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้สอนให้เจ้าของรู้ เริ่มต้นเคยปลูกห่างกันแค่ 2 เมตร ผ่านมา 1 ปี ต้นโตชนกัน พอชนเรามาคิดละว่า ทำไงดี จึงใช้วิธีขุดล้อมยกทั้งเบ้าไปปลูกที่อื่น หลังจากนั้น จึงค้นพบว่า ระยะห่างที่เหมาะสมคือ 4×4 เมตร เพื่อให้กิ่งแผ่รับแสงแดดได้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ทำงานสะดวก เก็บผลง่ายเวลาเดินเก็บไม่ต้องก้มให้ปวดหลัง” ครูไก่ บอก

ระบบน้ำ เนื่องจากอำเภอวังน้ำเขียว เป็นอำเภอที่มีหมอกหนา น้ำค้างเยอะ ที่สวนจึงใช้สปริงเกลอร์สูง รดจากด้านบนลงมา ตั้งแต่ตี 5 ข้อดีคือ ชุ่มชื้น ล้างใบป้องกันโรคได้ดี แต่ข้อเสียของสปริงเกลอร์คือ เปลืองน้ำ หญ้าขึ้นเยอะ

ตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ย
เจ้าของบอกว่า ให้นับตั้งแต่วันที่เก็บลูกรุ่นแรกหมด พักไว้แล้วใส่ปุ๋ยคอก รดน้ำ พักทิ้งไว้ให้ต้นเก็บอาหารอย่างน้อย 2 เดือน แล้วตัดใหม่ ปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ตามสูตรของวิศวกรรมแม่โจ้ ลงสม่ำเสมอ เยอะไม่เป็นไร จะเป็นมูลอะไรก็ได้ ที่นี่จะใช้มูลวัว เพราะโดยแวดล้อมเกษตรกรเลี้ยงวัวเยอะ ถ้าที่อื่นมีฟาร์มหมูหรือฟาร์มไก่ ก็ใช้ได้เช่นกัน

ศัตรูพืชน้อย
ป้องกันและกำจัดโรคแมลงไม่ยาก
ที่สวนแม่หม่อน จะไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดแมลง เพียงแค่ปรับวิธีคิดใหม่ ขยันมากขึ้น ถึงเวลาตัดแต่งกิ่ง เมื่อทำเสร็จจะเก็บไปทำปุ๋ยทันที จะไม่กองทิ้งไว้ในแปลง เพราะหัวใจหลักของการป้องกันโรคแมลงคือ ความสะอาด คือ 1. เมื่อตัดกิ่งและใบ อย่าทิ้งไว้ ให้นำไปทิ้งหรือทำปุ๋ย เพราะการที่กองกิ่งและใบไว้ถือว่าเป็นการสะสมโรคแมลง

ตัดหญ้าให้เตียน เพื่อไม่ให้แมลงหวี่ขาวมารุม
ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มาที่ป้องกันเชื้อราปุ๋ยหมักคุณภาพ
สูตรวิศวกรรมแม่โจ้ ประหยัดต้นทุนได้เยอะ
ปุ๋ยหมักที่นี่ทำไม่ยาก ใช้สูตรวิศวกรรมแม่โจ้ ค้นหาตามอินเตอร์เน็ตได้เลย ทำง่าย นำใบและกิ่งที่ตัดทิ้งมาเข้าเครื่องย่อย ให้ได้ 1 กอง ตั้งกองสามเหลี่ยมขึ้นสลับกับมูลวัวเป็นชั้น ที่ตั้งเป็นสามเหลี่ยมเพราะน้ำจะไม่เข้าไปข้างใน สามารถทำกลางแจ้งได้ ไม่ต้องกลับกอง 10 วันแรก รดน้ำทุกวัน หลังจากนั้น เอาไม้แหลมเจาะรูทั่วกอง ห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร เจาะแล้วเอาน้ำกรอกเข้าไป กรอกเสร็จให้ปิดรู เพื่อให้มีความชื้นอยู่ข้างใน 3 เดือน ใช้ได้ ถือว่าเป็นการประหยัดต้นทุน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ผลผลิตดก 75 กิโลกรัม ต่อต้น
ผลผลิตออกตลอดทั้งปี 1 ต้น ใน 1 รุ่น ให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม ต่อต้น 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ 3 ครั้ง ใน 3 รุ่น ได้ผลผลิต 75 กิโลกรัม ต่อต้น

พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น

ผลหม่อนส่วนใหญ่แล้วลูกดำจะหวาน แต่บางคนก็ชอบแดง จะมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ทางสวนเปิดให้เดินเก็บเอง ส่วนที่ชิมไม่คิดเงิน แต่จะมีตะกร้าให้เดินเก็บ ตะกร้าละ 50 บาท ถ้าเบื่อแล้วเก็บไม่เต็ม เจ้าของจะเติมให้เต็ม

แปรรูปผลผลิต สร้างมูลค่า
“ผลสดถือเป็นไฮไลต์ของที่นี่ เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวมาสิ่งแรกที่เขานึกถึงเขาจะขอชิมผลสดก่อน เราจึงมีการเก็บผลสดใส่ถาดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวชิม ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาด เพราะเราเปิดพัดลมตัวเล็กไว้พัดไล่แมลงหวี่ตลอดเวลา นอกเหนือจากผลสดแล้วยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งผลสดมีให้เดินเก็บจากต้น น้ำมัลเบอร์รี่ แยม มัลเบอร์รี่อบแห้ง มัลเบอร์รี่กวน รับประกันเลยว่าต้องโดนใจผู้ที่ไม่รับประทานหวาน เพราะผู้เขียนได้มีโอกาสชิมทั้งหมดแล้ว

แต่วันนี้ครูไก่จะมาแนะนำวิธีการทำน้ำมัลเบอร์รี่ให้ผู้อ่านทางบ้าน ที่ปลูกมัลเบอร์รี่ไว้เพื่อกินผลสด ลองหันมาทำน้ำดื่มกันดูบ้าง สำหรับมือใหม่ไม่ต้องทำใส่ขวดแก้ว ให้ใส่ขวดพลาสติกก่อน สาเหตุที่สวนใส่ขวดแก้วเพราะสวนเราอยู่ไกลนักท่องเที่ยว มาแล้วต้องเดินทางกลับ จึงทำใส่ขวดแก้วเพื่อให้เก็บได้นาน เพราะเราไม่ใส่สารกันบูด” เจ้าของบอก

วิธีทำ

1. เก็บผลมัลเบอร์รี่ล้างให้สะอาด

2. ปั่นผสมน้ำนิดหน่อยเพื่อให้ปั่นง่าย

3. ใช้ผ้าขาวบางคั้นกรองกากออก

4. เมื่อได้น้ำออกมา ตั้งใส่หม้อสแตนเลสเติมน้ำนิดหน่อย ตั้งให้เดือด ประมาณ 15-20 นาที ช้อนฟองออกให้หมด ในขณะที่ต้มน้ำก่อนเดือดให้เอาขวดกับฝานึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ เวลานึ่งให้คว่ำขวด คว่ำฝา พอตรงนี้ได้แล้ว ต้องกรอกในเวลาอันรวดเร็วในขณะที่ร้อน พื้นที่ต้องสะอาด ปิดฝา เพียงเท่านี้ วิธีนี้สามารถเก็บได้นานเป็นปี แต่ตามธรรมชาติยิ่งเก็บไว้นานสารอาหารยิ่งลดลง เราจึงเขียนวันหมดอายุให้ไม่เกิน 4 เดือน เราจะใช้วิธีทำไปขายไป ไม่ให้เหลือค้างไว้นาน น้ำมัลเบอร์รี่ที่นี่ไม่ใส่เกลือ เพราะเคยใส่แล้วค้นพบว่า ทิ้งไว้ 1 เดือน น้ำเค็ม

แนะนำเกษตรกรมือใหม่
ครูไก่ บอกว่า

1. เลือกพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูก แดดจัด อากาศร้อนไม่เป็นไร อากาศร้อนออกลูกดี

2. หม่อนต้นทุนต่ำ แต่ต้องอาศัยความขยัน เพราะหากจะทำสวนปลอดสารพิษก็ต้องใช้แรงงานมากหน่อย ทำแปลงให้สะอาด อย่าให้เป็นแหล่งสะสมโรค สำหรับท่านที่อยากเข้าไปเยี่ยมชม สวนแม่หม่อน หรืออยากจะเข้าไปขอความรู้ ครูไก่ยินดีให้คำปรึกษา ก่อนที่จะเข้าไปเยี่ยมชม ให้โทร.ถามทางก่อน ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-304-0980

เด็กสาวชาวบ้านป่าพะยอม ที่ภาคใต้ จังหวัดพัทลุง ตัวดำผมหยิก ต้องจากบ้านป่าเพื่อมาศึกษาหาความรู้ จนเรียนจบปริญญาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (ชื่อเดิม) และก็ได้ทำงานในห้องแอร์เย็นๆ สบายๆ เป็นมนุษย์เงินเดือนไม่เดือดร้อน

จนมาวันหนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าเราทำงานสบายๆ ขณะที่พ่อแม่ยังคงลำบากอยู่ที่บ้านป่าพะยอม ต้องตากแดดตากลมหาเงินส่งเราเรียนจนจบปริญญา ขณะที่พวกเขาก็ยังคงอยู่ที่บ้านป่าพะยอมทำงานตากแดดกรีดยางอยู่เหมือนเดิมในสวนยางและสวนป่าไม้ลูกหยีที่อุดมสมบูรณ์ หลายสิบไร่

เด็กสาวตัวเล็กๆ ที่พ่อแม่เรียกว่า “หนูเล็ก” คุณณฤดี ช่วยเเก้ว จึงเปลี่ยนชีวิตตัวเองลาออกจากงานในห้องแอร์ แล้วกลับไปอยู่บ้าน เพื่อสร้างชุมชนบ้านป่าพะยอมให้เข้มแข็ง ด้วยอุดมการณ์ที่แน่วแน่และสานต่องานจากพ่อเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้และธรรมชาติ ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่าง “ต้นลูกหยีป่า” ในพื้นที่บ้านป่าพะยอม หมู่ที่ 9 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง

ต้นลูกหยี ที่ว่านี้ เป็นไม้เนื้อแข็งยืนต้น ขนาดสูงใหญ่ ลำต้นตั้งตรงสง่า กิ่งจะบานพุ่มที่ปลายยอด และด้วยคุณลักษณะพิเศษของผลไม้ลูกหยีนั้น สรรพคุณมากด้วยคุณค่าทางอาหาร มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และหากินได้ยาก

จนมาวันนี้ “ลูกหยี” มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่จะเผยโฉมความเป็นตัวตนจากชุมชนบ้านป่าพะยอม ออกมาสู่ท้องตลาดแล้ว

ผู้เขียนได้พบเจอหนูเล็ก ภายใต้แบรนด์ ผลิตภัณฑ์ “ลูกหยี” เข้ามาสู่เวทีงานออกร้านของกระทรวงพาณิชย์ตามสถานที่ต่างๆ และสิ่งที่เห็นแปลกตาที่ผู้เขียนไม่เคยพบเคยเห็นก็คือ “ผลไม้ลูกหยี” สีดำๆ ปนน้ำตาล พร้อมด้วยต้นกล้าลูกหยี ที่วางอยู่ข้างๆ และยังมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย อาทิ น้ำผลไม้ลูกหยี ลูกหยีปั่นนมสด และลูกหยีฉาบคลุกน้ำตาล หลากหลายแบบ เป็นต้น

หนูเล็ก เล่าว่า บ้านฉันอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีป่าไม้ที่บริสุทธิ์ ทุกคนเคยชินอยู่กับการพึ่งพาอาศัยกัน และใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมีอะไรก็แบ่งปัน เช่น ถ้าผลไม้บ้านใครออกก่อนก็เก็บมาฝากแบ่งกันกิน และรวมถึงพืชผักพื้นบ้าน ผักบุ้งริมคลอง กล้วย และมะพร้าว ตามร่องสวน และพืชผักอื่นๆ ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เก็บมาได้ก็แบ่งปันเจือจุน

อย่าง “ผลไม้ลูกหยี” ก็เช่นเดียวกันที่อยู่ในป่าลึกและพบมากตามป่าเชิงเขาในภาคใต้ และส่วนหนึ่งก็มีอยู่ในสวนยางที่พ่ออนุรักษ์ไว้หลายสิบไร่ ยังมีหลงเหลือให้เห็นอยู่ และปลูกแซมเพิ่มเติมขึ้นทุกๆ ปี แต่กว่าลูกหยีจะให้ผลผลิตและเจริญเติบโตได้ก็ต้องใช้เวลานานนับถึง 10 ปี และใน 1 ปี ลูกหยีก็ให้ผลผลิตเพียงครั้งเดียว

ครอบครัวของหนูเล็ก รู้ทั้งรู้ว่า การปลูกต้นกล้าลูกหยีแต่ละปีต้องรอเวลานานแสนนานกว่าจะเจริญเติบโตและให้ผลผลิต แต่ด้วยใจที่อยากจะอนุรักษ์ต้นไม้ลูกหยีเป็นทุนเดิม ก็ต้องเพาะขยายต้นไม้ลูกหยีไปเรื่อยๆ เพราะเป็นต้นไม้ที่หายากใกล้สูญพันธุ์

หนูเล็ก เล่าความในใจว่า เป็นครั้งแรกที่คุณพ่อและลุงพาเดินเข้าไปในป่า ลุยเขา ด้วยความยากลำบากและต้องอดทน เมื่อสายตาได้ปะทะกับต้นลูกหยีป่า ต้นใหญ่ๆ ขนาด 4 คนโอบ ก็ทำเอาน้ำตาซึมเพราะตั้งแต่เด็กๆ เกิดมาก็ไม่เคยเห็นต้นลูกหยีขนาดใหญ่มหึมา ได้แต่กินอย่างเดียว และในชีวิตก็ไม่คิดว่าจะได้เจอต้นลูกหยีขนาดใหญ่ๆ อย่างนี้

ต้นลูกหยีต้นนี้คุณลุงขึ้นอยู่เป็นประจำ จึงตระเตรียมที่จะปีนขึ้นไปบนยอดให้หนูเล็กดู ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคุณลุงที่น่าทึ่งมากๆ และสืบทอดกันมา

เมื่อได้เห็นด้วยตาของตัวเองแล้ว หนูเล็กจึงอยากจะอนุรักษ์ต้นลูกหยีป่าเป็นที่สุด โดยเฉพาะกรรมวิธีการทำแค่ หรือบันไดไม้ไผ่ ที่อยากให้คนรุ่นหลังได้เห็น การผูก ตรึง ยึด ด้วยเถาวัลย์พันรอบๆ ต้น เพื่อให้บันไดไม้ไผ่มีความแข็งแรงทนต่อการรับน้ำหนักที่ต้องฝากชีวิตไว้ และอีกเทคนิคการเชื่อมต่อบันไดไม้ไผ่จากลำหนึ่งไปสู่อีกลำเชื่อมต่อกันไป จนถึงปลายยอดต้นลูกหยีที่สูงเสียดฟ้า ดูแล้วไม่ง่ายเลย

หลายๆ คนถามฉันทำไมจึงชอบต้นไม้ลูกหยี เก็บก็ยากต้องปีนป่ายความเสี่ยงก็สูง ก็เพราะด้วยความยากนี้เอง ใจถึงอยากอนุรักษ์ อยากทำผลิตภัณฑ์ลูกหยี ทำตามกำลังที่เราจะทำได้ เพราะเราเข้าใจธรรมชาติที่บ้านเกิดเมืองนอน ชีวิตต้นไม้ก็คล้ายกับชีวิตมนุษย์ที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ถึงแม้การปลูกลูกหยีจะใช้เวลานานนับสิบปี แต่หนูเล็กก็จะทำ

ฉะนั้นการปลูกป่าปลูกต้นไม้ลูกหยี จึงมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับฉัน

หนูเล็กบอกวิธีเพาะต้นกล้าลูกหยีที่เรียนรู้จากพ่อ littlekeylime.com เริ่มจากนำเมล็ดพันธุ์ที่แก่จัดไปแช่น้ำทิ้งไว้สัก 1-2 คืน เพื่อให้เปลือกเมล็ดนิ่ม แล้วเมล็ดลูกหยีก็จะพองฟูขยายขึ้นมาอีกเท่าตัว จากนั้นก็นำมาห่อหุ้มด้วยกระดาษทิชชูหรือผ้าบางๆ ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 อาทิตย์หรือมากกว่านั้น เมล็ดลูกหยีก็จะเริ่มงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆ คล้ายๆ กับเมล็ดมะม่วงสุกที่เรากินหมดแล้วโยนทิ้งลงตามพื้นดินที่มีความชื้นมันก็จะงอกขึ้นมาเองได้

เมื่อต้นกล้าลูกหยีงอกออกมาก็นำแยกลงถุงเพาะชำ อนุบาลจนต้นกล้าแข็งแรงแตกกิ่งออกใบจึงนำไปลงดินปลูกได้เลย และก็รอยาวๆ ไปเหมือนไม้ยืนต้น ไม้เนื้อแข็งไม้เศรษฐกิจชนิดอื่นๆ รอจนลืมเผลอแป๊บเดียวก็สิบปี ลูกหยีจะออกดอกเป็นช่อๆ ตามปลายกิ่งสีขาวอมเหลือง ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ เมื่อมีช่อดอกแล้วรอไปอีกไม่กี่เดือนก็จะเห็นผลลูกหยีดิบสีเขียวเล็กๆ เนื้อในสีขาวอ่อน แต่ก็สามารถกินดิบได้ รสชาติจะออกเปรี้ยวอมหวาน ฝาดๆ ลิ้นนิดๆ จิ้มกับพริกเกลืออร่อยดีอย่าบอกใคร เมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน-ธันวาคม เปลือกผลลูกหยีก็จะมีสีดำสุก ช้าเร็วขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปีที่ไม่แน่นอน

หนูเล็กกระซิบว่า มีต้นกล้าจำหน่ายแล้วต้นละ 100 บาท เท่านั้นเอง

สิ่งเล็กๆ ที่หนูเล็กอยากจะบอกและแบ่งปัน ผลไม้ลูกหยีสามารถนำมาแปรรูปทำน้ำปั่น ในรูปแบบลูกหยีผงบดชงน้ำพร้อมดื่ม เติมน้ำแข็งเย็นๆ ด้วยตัวเอง หรือจะทำเป็นน้ำปั่นผลไม้ลูกหยีนมสด มาดูสูตรวิธีทำกัน

– ผลไม้ลูกหยีผง 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ (ไม่หวานมาก)

– น้ำเปล่า 150 มิลลิลิตร

– นมจืด 30 มิลลิลิตร

– น้ำแข็งหลอดเล็ก 1 แก้ว

นำส่วนผสมทั้งหมดลงเครื่องปั่น ปั่นไปสักพักให้เนื้อละเอียดเข้าเป็นเนื้อเดียวกันเทลงแก้วเพียงเท่านี้ก็กินได้เลยในรสชาติเปรี้ยวหวาน และมันจากนมสด นอกจากนี้ ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ลูกหยีฉาบคลุกน้ำตาล มากมายหลากหลายรส

หนูเล็กไม่เพียงชอบธรรมชาติและสวนป่าไม้ลูกหยี ยังมีงานศิลปะในสายงานที่เรียกจบมา ให้จินตนาการตัวเองเข้าไปเป็นตัวการ์ตูนไลน์สติ๊กเกอร์ “เจ้าเงาะผมหยิก” กับ “ลูกหยีตัวดำ และผสมกันออกมาอีกคอลเล็กชั่น “หนูเล็ก ตุ้ยนุ๋ย” ที่โลดแล่นอยู่ในไลน์สติ๊กเกอร์ น่ารักน่าชัง แนวซนๆ นิดๆ ราคาตัวละ 35 บาท เท่านั้นเอง และยังมีพวงกุญแจ ของที่ระลึกตุ๊กตา “ลูกหยีตัวดำ” กับ “หนูเล็ก ตุ้ยนุ๋ย” ราคาเริ่มต้นที่ 35 บาท

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวออกมาจากชีวิตของ “หนูเล็ก” คุณณฤดี ช่วยแก้ว ที่ได้ฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อการอนุรักษ์ผืนป่า “ลูกหยี” จากบ้านป่าพะยอม พื้นที่หมู่ที่ 9 บ้านป่าพะยอม ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ผู้อ่านท่านใดต้องการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ “ลูกหยีตัวดำ” กับ “หนูเล็ก ตุ้ยนุ๋ย” โทรศัพท์พูดคุยกับ “หนูเล็ก” ได้โดยตรงที่เบอร์โทร. 061-182-5541