การส่งพริกขายตอนนี้ก็จะรวบรวมสินค้าจากเพื่อนๆ เกษตรกร

ให้ได้เต็มรถกระบะ บรรทุก (3 ตัน) แต่ถ้าผลผลิตมีมากกว่านั้น ทางผู้ซื้อก็จะส่งรถกระบะบรรทุกมาเสริมให้จนพอกับจำนวนผลผลิต ซึ่งค่าขนส่ง หรือรถขนส่ง ผู้ซื้อจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ต้นทุนค่าขนส่งไม่ใช่ของเกษตรกร

กล้วยหิน เป็นกล้วยป่า พบในธรรมชาติครั้งแรกเป็นจำนวนมากในสภาพอากาศร้อนชื้น บริเวณป่าสองฝั่งแม่น้ำปัตตานี ในพื้นที่ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เนื่องจากทำเลทองแห่งนี้มีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ มีความชื้นทั้งในดินและในอากาศสูงตลอดทั้งปี

กล้วยหิน 1 เครือ จะมีประมาณ 7-10 หวี เฉลี่ยหวีละ 10-15 ผล กล้วยหินเติบโตได้ในดินแทบทุกประเภท ทนแล้งได้ดี ลำต้นมีขนาดใหญ่ แข็งแรง แตกกอเก่ง ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ทนทานต่อโรครากเน่า (ตายพราย) มีเปลือกหนาทนทานต่อการขนส่ง และผลแก่เก็บไว้ได้นานนับสัปดาห์ ลำต้นอ่อนนำมาปรุงอาหารรสชาติดีกว่ากล้วยน้ำว้า

ทั้งนี้ กล้วยหินบันนังสตา ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในวงกว้าง สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลาจึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน นำกล้วยหินมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า

ปัจจุบัน กล้วยหินบันนังสตา ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI : Geographical Indication) ลักษณะผลส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่ผลด้านข้างสุดของหวีทั้งสองด้านมักจะเป็นรูปสามเหลี่ยม เปลือกหนา ผลดิบเปลือกสีเขียวเข้ม เมื่อสุกเปลือกสีเหลือง เนื้อแน่น ผลดิบเนื้อแข็งสีขาว ผลสุกเนื้อสีขาวอมเหลืองถึงเหลือง ไม่ติดเปลือก กล้วยหิน ยิ่งสุกงอมจะมีรสชาติออกเปรี้ยว ชาวบ้านนิยมนำกล้วยดิบมาแปรรูป เช่น ทำกล้วยฉาบ ส่วนกล้วยสุก หากต้องการบริโภคให้อร่อยต้องทำให้สุกหรือผ่านความร้อนด้วยการต้ม นึ่ง ปิ้ง ย่าง เช่น กล้วยต้ม กล้วยแขก กล้วยบวชชี ข้าวต้มมัด ฯลฯ

กล้วยหิน เป็นกล้วยที่อยู่ในกลุ่ม AAB ซึ่งเกิดจากการผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี เมื่อผลสุก มีรสชาติดีกว่ากล้วยกลุ่ม ABB ได้แก่ กล้วยน้ำ กล้วยน้ำฝาด กล้วยนมสวรรค์ กล้วยนิ้วมือนาง กล้วยไข่โบราณ กล้วยทองเดช กล้วยสีนวล กล้วยขม กล้วยนมสาว

โดยทั่วไปกล้วยกลุ่ม AAB ที่มีความคล้ายกับ ABB กล่าวคือ เนื้อจะค่อนข้างแข็ง มีแป้งมาก เมื่อสุกเนื้อไม่นุ่ม ทั้งนี้อาจจะได้รับเชื้อพันธุกรรมจากกล้วยป่าที่ต่าง sup species กัน จึงทำให้ลักษณะต่างกัน กล้วยในกลุ่มนี้เรียกว่า plantain subgroup ซึ่งต้องทำให้สุกโดยการต้ม ปิ้ง เผา เช่นเดียวกับกลุ่ม ABB ได้แก่ กล้วยกล้าย กล้วยงาช้าง กล้วยนิ้วจระเข้ กล้วยหิน กล้วยพม่าแหกคุก

ที่มาของชื่อ “กล้วยหิน”

เหตุที่ชื่อว่า “กล้วยหิน” สันนิษฐานว่า เพราะกล้วยหินมีเนื้อแน่น เหนียวกว่ากล้วยอื่นๆ และบริเวณที่กล้วยชนิดนี้เจริญเติบโตดีคือบริเวณฝั่งน้ำที่มีก้อนกรวดและก้อนหิน จึงเรียกว่า กล้วยหิน มีลำต้นเทียมสูง การกินควรทำให้สุกด้วยความร้อน จะทำให้รสชาติอร่อย เช่น ต้ม ย่าง เชื่อม บวชชี ทำข้าวต้มมัด เป็นต้น เพราะเนื้อมีความเหนียวนุ่ม เนื้อสีเหลือง เมื่อทำให้สุกเนื้อสีเหลืองจะเด่นชัดขึ้น

กล้วยหิน นำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เช่น หัวปลี ใบ กาบ ลำต้น โดยทั่วไปชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนใต้นิยมนำหยวกกล้วยหินมาทำแกง เป็นผักเครื่องเคียงจิ้มน้ำพริก ผลดิบนำมาแปรรูปเป็นกล้วยหินฉาบ ผลสุกใช้เป็นอาหารนกและอาหารคน หากต้องการกินให้อร่อย ต้องปรุงสุกโดยผ่านความร้อน เช่น กล้วยต้ม กล้วยทอด กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม

กล้วยหิน ดีต่อสุขภาพ

ผลการวิเคราะห์สารอาหารพบว่า กล้วยหิน มีสารเบต้าแคโรทีนสูงกว่ากล้วยชนิดอื่นๆ สารชนิดนี้มีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ เมื่อนำไปให้นกกรงหัวจุกกิน จะช่วย ให้นกร้องเสียงดีและร่าเริง เป็นผลทำให้กล้วยหินขายดีและมีราคาแพงขึ้น

นอกจากนี้ กล้วยหิน มีผลขนาดใหญ่ ปริมาณเนื้อมาก เมื่อนำมาแปรรูปจะได้ปริมาณและคุณภาพดี กล้วยหินใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน และกล้วยหินเป็นกล้วยที่มีอายุยาวนาน ปลูกครั้งเดียวถ้ามีการดูแลจัดการดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สามารถเก็บเกี่ยวได้นานกว่า 10 ปี

การปลูกกล้วยหิน

กล้วยหิน เจริญเติบโตได้ดี และตกเครือตลอดปีในสภาพอากาศแบบร้อนชื้น สภาพพื้นที่ต้องไม่มีลมแรง ดินมีการระบายน้ำที่ดี การเตรียมดินต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ด้วย เช่น สภาพพื้นที่ การคมนาคม การวางผังการปลูกเพื่อให้สะดวกในการปฏิบัติงาน การไถพรวน การปลูกพืชคลุม

ฤดูปลูกส่วนใหญ่ปลูกต้นฤดูฝน แต่ในพื้นที่ที่มีน้ำสมบูรณ์ปลูกได้ตลอดปี หลุมที่ปลูกควรขุดขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นใช้ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต และปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอื่นๆ 1 ปุ้งกี๋ รองก้นหลุม วางหน่อพันธุ์ลงหลุมให้ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร แล้วกลบดินที่เหลือให้เต็มปากหลุม ระยะปลูกขนาด 5×8 เมตร

หากนำกล้วยหินมาปลูกแซมร่วมกับไม้ผล ควรปลูกระหว่าง 7-8 เมตร จะใช้หน่อกล้วยประมาณ 25-64 หน่อ ต่อไร่ ในการให้ปุ๋ยนี้ เกษตรกรมักจะเน้นการให้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก หลังปลูก โดยใช้ในอัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อต้น

กล้วยจะแทงหน่อได้ดีหลังปลูก 7-8 เดือน กล้วยหินจะแตกหน่อเป็นจำนวนมาก แต่ละกอจึงควรไว้หน่อไม่เกิน 4 ต้น เพราะถ้ามีหน่อมากจะทำให้กล้วยเครือเล็กและหน่อที่งอกใหม่ไม่สมบูรณ์

นอกจากนี้ ควรตัดแต่งหน่อ ปีละ 1-2 ครั้ง และการแต่งทางใบจะช่วยลดแหล่งเชื้อโรคและการเผาไหม้ การตัดแต่งทางใบจะทำตั้งแต่กล้วยเริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยว ควรเหลือใบที่ดีไว้ประมาณ 10-12 ใบ แต่หลังจากกล้วยออกเครือแล้วควรตัดให้เหลือ 8 ใบ ปีละ 2-3 ครั้ง ในการผลิตกล้วยเพื่อการค้าที่ต้องการให้ผิวกล้วยสวย ปราศจากโรคและแมลง ผิวสีนวลขึ้น และมีน้ำหนักผลเพิ่มขึ้น ก็ควรห่อผลกล้วยตั้งแต่ตัดปลีกล้วยออก

กล้วยหินปลูกง่าย ขายดี

เกษตรกรหลายรายในพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา นิยมปลูกกล้วยหิน แซมในสวน ทุเรียนที่ปลูกใหม่ โดยปลูกสับหว่างแถวทุเรียน เพื่อให้ทุเรียนมีร่มเงาและความชุ่มชื้น เมื่อต้นกล้วยหินอายุปีครึ่งจะให้ผลผลิตเต็มที่ และจะตัดขายทุกๆ 1 เดือน โดยจะมีพ่อค้ามารับถึงบ้าน พ่อค้าจะคัดหวีใหญ่ส่งขายที่หาดใหญ่ ส่วนหวีเล็กจะขายให้กับผู้แปรรูปกล้วยหิน

กล้วยหินของจังหวัดยะลา มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการส่งออกกล้วยหินไปจำหน่ายในประเทศมาเลเซีย ประมาณวันละ 6-10 ตัน โดยมีพ่อค้ามารับซื้อที่สวน ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ด้วยการชั่งน้ำหนักทั้งเครือ ทำให้เกษตรกรสนใจมาปลูกกล้วยหินเพิ่มมากขึ้น ส่วนราคาจำหน่ายปลีกค่อนข้างสูง จากเดิมหวีละ 10-15 บาท มาเป็นหวีละ 30-40 บาท

ส่วนต้นกล้วยหินที่ตัดเครือแล้ว สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก โดยตัดเป็นท่อน ประมาณ 1 เมตร และผ่าครึ่งนำไปวางใต้โคนทุเรียนในรัศมีพุ่มใบ ต้นละ 8-10 ท่อน เพื่อให้ความชื้นแก่ต้นทุเรียนในหน้าแล้ง กล้วยหินของที่นี่ปลูกตามวิถีธรรมชาติ ไม่ได้ดูแลอะไรมากนัก มีการให้ปุ๋ยหมักช่วยบ้าง เพราะสภาพแวดล้อมยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ อีกอย่างกล้วยหินเป็นกล้วยพันธุ์พื้นเมืองที่อยู่กับที่นี่มานาน จึงได้ปรับสภาพจนเหมาะสมกับพื้นที่ ทำให้ผลผลิตดีและมีคุณภาพกว่าที่อื่น

สวัสดีท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ ในวันที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ลมหนาวพัดพรูจนขนแขนสแตนด์อัพ ผมมายืนอยู่ในจุดที่เขาว่ากันว่าเป็นแหล่งโอโซนที่ดีมากๆ นั่นคือ วังน้ำเขียว อดแปลกใจกับสภาพอากาศมิได้ ปลายเดือนมกราคม จากอากาศที่เริ่มทิ้งหนาวเข้าสู่ร้อนแต่กลับมีความหนาวหวนกลับมาอีกครั้ง ก็ชอบใจสิครับ ได้ไอหนาวพอให้กระชุ่มกระชวย

วังน้ำเขียว เป็นหนึ่งในพื้นที่สำหรับคอนักท่องเที่ยวต้องไม่พลาด ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับพื้นราบ มีการทิ้งระดับอย่างสวยงาม น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องพูดถึงอากาศที่สูดได้อย่างสบายปอดยิ่งนัก อุณหภูมิในยามเย็นจนถึงมืดค่ำยังอยู่ที่ 12-14 องศาเซลเซียส ได้เสื้อกันหนาวสักตัวพร้อมกองไฟน้อยๆ สักกอง ก็คงมีเรื่องราวในการใช้ชีวิตกลางแจ้งได้ไม่น้อย ที่สำคัญ ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก เดินทางมาได้หลายเส้นทาง ทำให้วันนี้วังน้ำเขียวยังเป็นสถานที่ๆ เราอาจไปเจอเพื่อนเก่าได้ไม่ยาก ดังสโลแกน ใครๆ ก็ไปวังน้ำเขียว

ผมมีนัดกับ น้าอ้วน บ้านเกษตรพอเพียง ณัฏฐวุธ กลางอรัญ โทร. (098) 261-3412 แกบอกว่า จะชวนไปชิมเสาวรสที่หวาน หอมอร่อยสุดๆ พร้อมกับฝรั่ง ที่เริ่มให้ผลผลิตบ้างแล้ว รวมถึงยังมีผลไม้อื่นๆ ที่เริ่มปลูกในพื้นที่ และที่สำคัญ ไปช่วยบันทึกไว้หน่อยว่าต่อจากนี้ วังน้ำเขียวจะมีผลผลิตที่เป็นผลไม้สุดอร่อย หลากหลาย และมีปริมาณเพียงพอต่อผู้บริโภคที่เป็นนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ที่ สวนสุชาดารีสอร์ท ก่อนนั้นเป็นสวนเกษตรที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีแปลงองุ่นไร้เมล็ด กล้วยไม้ โรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และที่เป็นจุดเด่นของที่นี่คือ ปลูกดอกหน้าวัวหลากหลายสายพันธุ์ ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ได้ขยับขยายเป็นธุรกิจรีสอร์ตในนาม สวนสุชาดา การ์เด้นลอดจ์ ในพื้นที่อันสวยงามที่เรียกว่าสวิตเซอร์แลนด์แดนอีสานกระนั้น และได้เปลี่ยนจากการปลูกไม้ต่างๆ ดังที่เคยทำ มาเป็นสวนฝรั่ง โดยเน้นสายพันธุ์หงเป่าสือที่แปลงแรกลงปลูกไปแล้วกว่า 500 ต้น และยังมีน้อยหน่าสับปะรด เสาวรสหวานพันธุ์หม่านเทียนซิน พุทราน้ำอ้อย ทุเรียน มัลเบอรี่ ฟิกส์ เลม่อน และที่ยังคงปลูกอยู่ตลอดก็คือผักไฮโดรโปนิกส์

ในแปลงฝรั่งหงเป่าสือ น้าอ้วน ปลูกในระยะ 3×3 พื้นที่ 1 ไร่ ก็ปลูกได้ประมาณ 177 ต้น โดยใช้ต้นพันธุ์จากการทาบกิ่งจากสวนที่หนองเสือ มาปลูก ระยะ 3 เดือนแรกคือ การสร้างราก แต่พอผ่านไปจะเริ่มแตกกิ่งก้านสาขาและเริ่มติดดอกออกผล ซึ่งน้าอ้วนบอกว่า อย่าใจร้อนให้เด็ดทิ้งไปก่อน รอให้ต้นสมบูรณ์จึงปล่อยให้ติดผล และในวันที่เราไปชมในพื้นที่นั้น ผลผลิตชุดแรกก็เริ่มมีให้ได้ชิม ความกรอบ หวาน หอม ไม่เป็นสองรองใคร แต่จุดเด่นมากๆ คือเมล็ดน้อยมาก เนื้อในสีแดงสวยงาม ติดผลดกมากจนต้องปลิดทิ้ง การให้ปุ๋ยก็เน้นผสมผสาน แรกๆ ก็ให้ทั้งปุ๋ยสูตรเสมอและมูลสัตว์แห้ง น้ำต้องไม่ขาด ให้วันละประมาณ 15 นาที ให้ดินชุ่ม ตัดแต่งให้กิ่งโปร่งพอที่แดดส่องไปถึงทั่ว พอพ้น 6 เดือน ก็เริ่มให้ติดผลอย่างจริงจังได้เลย

“ทำไมน้าจึงเน้นแค่พันธุ์นี้ครับ”

“หงเป่าสือ เป็นฝรั่งที่ดก ผลทรงสวยและสม่ำเสมอ เนื้อในสีแดง เมล็ดน้อย รสหวานมีเจือเปรี้ยวในแบบที่คนชอบ กลิ่นหอม ที่สำคัญสุดๆ ใครชิมก็ชอบครับ ดังนั้นเราต้องปลูกไอ้ที่คนชอบกินนี่แหละ รับรองขายได้”

“ดูแลยากไหมครับ” “ก็ฝรั่งน่ะพี่ ไม่ต้องอะไรมาก ขอแค่เตรียมดินให้ดี มีต้นพันธุ์ที่ดี มีน้ำ ให้ปุ๋ย ดูแลเอาใจใส่ไม่ต้องมากแต่ต้องดู รับรองได้กินแน่นอน”

น้าอ้วน พาไปดูอีกแปลงใกล้ๆ กัน เสาวรสเลื้อยค้างอย่างสวยงาม ใบที่เขียวสด แสดงให้เห็นว่ามีการดูแลและบำรุงต้นเป็นอย่างดี พอเดินเข้าไปในซุ้มและเงยหน้าขึ้นมองเท่านั้นแหละ โอ้โห! ดกดื่นชื่นสายตายิ่งนัก นี่หรือที่เขาลือกันนัก เสาวรสหม่านเทียนซิน ดกมากๆ ที่สำคัญ ออกดอกออกผลต่อเนื่องไม่ว่างเว้นเลย พี่เกรียงไกร พีระนที อธิบายถึงชื่อเสาวรสสายพันธุ์นี้ว่า

“หม่าน แปลว่า เต็ม, เทียน แปลว่า ฟ้า, ซิน แปลว่า ดาว แปลตรงๆ ก็คือ ดาวเต็มฟ้า”

“เออ! ใช่เลยพี่ ดกเหมือนดาวเต็มท้องฟ้าเลย”

“ไม่ใช่ครับ ลองดูที่ผิวเขาสิ มีจุดๆๆๆๆ เหมือนดวงดาวเลย สวยงามตั้งแต่ผิวแล้ว หากลองชิมก็คงไม่วางมือแน่ๆ” ผมไม่ค่อยเชื่อใครง่ายๆ ของแบบนี้ต้องลองให้รู้ เด็ดสดๆ จากต้น ไม่ใช่สิต้องเรียกว่าเถาสิเนอะ เด็ดปุ๊บใช้มีดผ่าปั๊บ จมูกทำงานก่อนใคร โอยๆๆๆๆ หอมมากครับ กลิ่นเสาวรสที่เคยคุ้นนี่แหละ แต่รู้เลยว่าไม่เปรี้ยวแน่ๆ ไม่ต้องโรยเกลือให้เสียเวลา ใช้ช้อนตักแล้วป้อนเข้าปาก อย่าว่าผมนะครับ ใจจริงไม่อยากบรรยายเลย เกรงต่อมน้ำลายท่านผู้อ่านจะทำงานหนัก กลิ่นหอม รสหวานเจือเปรี้ยวนิดๆ อร่อยเต็มรสจริงๆ ครับ พิเศษกว่านั้น น้าอ้วน พาเก็บเสาวรสและขับรถพาไปต่อที่ Mom’s Cottage ที่อยู่ไม่ไกลกัน

ภาพในสายตาข้างหน้าของผมช่างงดงามมากมายเหลือเกิน ทุ่งกุหลาบหลากสีส่งกลิ่นหอมเป็นคำเชิญชวน ใครจะว่าผู้ชายอย่างไรก็ไม่ฟังแล้ว ผมปรี่ไปถ่ายรูปคู่กับกลุ่มดอกกุหลาบที่เห็นอยู่ข้างหน้า ยิ่งอยู่ใกล้กลิ่นยิ่งหอมจรุงใจ นี่ก็สวย นั่นก็งาม โน่นก็แสนละไม จนเกือบลืมไปว่าที่นี่มีร้านกาแฟสวยๆ สินค้าที่ระลึกเก๋ๆ ไว้จำหน่ายแก่ผู้มาเยือนด้วย น้าอ้วนยื่นแก้วผลไม้ปั่นให้ชิม

“หนึ่งในสิ่งที่ต้องลอง เมื่อมาที่นี่พี่ต้องลองน้ำเสาวรสปั่น เด็ดมาสดๆ แล้วก็ปั่นกันเดี๋ยวนี้ ชิมแล้วบอกหน่อยว่าเป็นอย่างไร นี่เราแปรรูปจากผลผลิตในสวนเราเองเลยนะ”

เพียงแรกสัมผัสแก้ว กลิ่นเสาวรสหม่านเทียนซินก็อวดความหอมในเอกลักษณ์ และเมื่อเสียบหลอดลงไปดูดเบาๆ “พี่ๆ อย่าเว่อ ดูสิทำตาปรอยๆ ซะปานนั้น”

“น้าอ้วน นี่มันสุดจะฟินจริงๆ นะ รสชาติกำลังเหมาะ มีความหวานหอมเจือเปรี้ยวหน่อยๆ ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ”

“ชอบไหมล่ะ หากชอบก็ลงมือปลูกซะ ไม่ปลูกวันนี้พี่จะรอกินวันไหน”

“จะหาพันธุ์ที่ไหนล่ะโยม” “ที่นี่เราทำครบวงจรครับ ต้องขอบคุณพี่สุชาดาที่ท่านมองการณ์ไกล พอชิมแล้วชอบ ท่านก็บอกให้ลงมือปลูกเลย ปลูกแล้วชิมว่ารสชาติจากสวนเราอร่อยเหมือนต้นฉบับไหม”

“แล้วเป็นไงน้า”

“รสชาติอร่อยกว่าต้นฉบับอีกครับ ก็เลยขยายพันธุ์เพื่อขยายพื้นที่ปลูกกันไป แต่ก็มีบางส่วนที่แบ่งจำหน่ายด้วย” “ดีเลยน้า แบบนี้ลูกค้าที่มาชิมแล้วชอบก็สามารถซื้อไปปลูกกันได้เนอะ แล้วเขาจะทำเป็นไหมล่ะ”
“มาเถอะผมสอนให้ไปปลูกกันได้แน่นอน ยิ่งใครบอกว่าอ่านมาจากหนังสือ หรือถือหนังสือเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มนี้มาด้วยนะ พิเศษสุด แต่ไม่บอกว่าอะไร เอาเป็นว่าพิเศษกว่าคนอื่นๆ ก็พอ”

ขอบคุณ ภาพสวยๆ จากตากล้อง ผัก บุ้ง กี๋ อาชีพเกษตรกรรมในความหมายของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนมองว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ไม่มีเกียรติ เป็นอาชีพของคนจน แต่ในความหมายของบางคนมองว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ทั้งมีเกียรติและมีกิน

คุณอรรณพ สารนอก เกษตรกรรุ่นใหม่ป้ายแดง อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 7 ตำบลโนนทองหลาง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่นับว่าเป็นเกษตรกรป้ายแดงเริ่มทำเกษตรเมื่อปี 2562 นับมาถึงปัจจุบันระยะเวลาผ่านมาเพียง 1 ปี แต่ระยะเวลาไม่ได้เป็นตัวการันตีความสำเร็จ เขาคนนี้ผู้มีความชอบใจรักในการเกษตร จึงใช้เวลาหลังจากลาออกจากงานประจำมาศึกษาเรียนรู้และต่อยอดงานเกษตรของที่บ้านอย่างไม่หยุดยั้ง

จุดเริ่มต้นลาออกจากงานประจำมาต่อยอดงานเกษตรของครอบครัว
คุณอรรณพ เล่าว่า ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร ตนเองเรียนจบด้านภูมิศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จบมาทำงานเป็นพนักงานประจำของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาทำเกษตรเนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ทำงานมีความคิดตลอดว่าการเป็นพนักงานประจำในตำแหน่งที่ทำได้เงินเดือนดีก็จริง แต่ก็ยังเลี้ยงได้แค่ตัวเอง ไม่สามารถเลี้ยงคนในครอบครัวได้ และเหตุผลอีกข้อหนึ่งคือการเป็นพนักงานประจำเมื่อทำงานไปถึงช่วงอายุที่เยอะขึ้นก็จะมีข้อจำกัดในหลายๆ อย่าง แต่ถ้าหันมาทำการเกษตรแล้วเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อยจะดีกว่าไหม เพราะอาชีพเกษตรไม่จำกัดเรื่องอายุ อายุมากเท่าไรถ้ามีแรงทำไหวก็ทำได้ตลอด และยังตอบโจทย์ในเรื่องของรายได้ และมีเวลาให้กับคนในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน

“ผมโชคดีที่เป็นลูกชาวนาแต่มีโอกาสได้เรียนสูง จึงคิดว่าจะใช้ความรู้ที่เรียนอยู่กลับมาพัฒนาที่ดินและงานเกษตรของครอบครัวที่มีอยู่แล้วให้เกิดรายได้ที่เพิ่มพูนขึ้น อาชีพการเป็นเกษตรกรรมในความคิดของผมคืออาชีพที่มีเกียรติและมีกิน ทำให้ตัวเองและคนในครอบครัวอยู่รอดได้ในทุกเศรษฐกิจ หลายสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเหตุผลและแรงผลักดันที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากงานกลับบ้านมาเป็นเกษตรกร” คุณอรรณพ บอก

เริ่มต้นพัฒนาแหล่งน้ำ
และสินค้าเกษตรของที่บ้าน ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
หลังจากลาออกจากงานประจำ คุณอรรณพ เล่าว่า สิ่งที่เริ่มทำอันดับแรกหลังจากที่จะปักหลักเป็นเกษตรกรเต็มตัวคือการใช้ความรู้ที่เรียนมาและประสบการณ์ที่ทำงานมาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในสวนก่อน คือการวางระบบน้ำในสวนใหม่ เพราะคิดว่าการทำเกษตรแหล่งน้ำเป็นสิ่งสำคัญ

เทคนิคคือการยืดอายุการใช้น้ำ เพราะที่สวนใช้น้ำบาดาลเป็นหลัก ซึ่งการยืดอายุการใช้น้ำบาดาลของที่สวนคือ จะไม่สูบน้ำบาดาลมาใช้รดผักโดยตรง แต่จะใช้วิธีการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาแล้วมาเก็บไว้ในบ่อพักน้ำก่อน เพื่อช่วยในการเติมของน้ำบาดาลบ้าง ซึ่งนอกจากจะช่วยเติมน้ำได้แล้วการที่มีบ่อพักน้ำยังช่วยปรับค่าน้ำให้มีค่าเป็นกลางมากที่สุด โดยจะวางท่อหลักในการจ่ายน้ำ เข้าสู่แปลงต่างๆ

“บ่อพักน้ำมีความกว้าง 10 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 6 เมตร ถือเป็นบ่อขนาดใหญ่ช่วยเก็บได้ทั้งน้ำบาดาลและน้ำฝน เนื่องจากแปลงนาของภาคอีสานน้ำจะหลากจะไม่สามารถทดน้ำขึ้นมาใช้เหมือนนาภาคกลางได้ ผมได้มองเห็นสิ่งที่ต้องสูญเสียไปคือสูญเสียน้ำปริมาณมากโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ในช่วงหน้าแล้งจึงพยายามหาวิธีที่จะเก็บน้ำจากหน้าฝนเข้าบ่อให้ได้มากที่สุด วิธีการดึงน้ำขึ้นมาใช้ในแปลงไร่สวนคือดูดน้ำจากบ่อพักน้ำมาใช้ให้หมดก่อน ถ้าน้ำไม่พอถึงจะดูดน้ำจากบ่อบาดาลมาใช้” เจ้าของอธิบาย

หลักคิดและขั้นตอนการเพิ่มมูลค่าข้าว
“แค่พลิก ราคาก็เปลี่ยน”
หลังจากจัดการระบบน้ำเสร็จเรียบร้อย คุณอรรณพ เล่าต่อว่า ภารกิจต่อมาคือการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยสินค้าหลักของที่บ้านคือข้าว เพราะพ่อกับแม่เป็นชาวนา แต่ตนเองเข้ามาปรับลดพื้นที่การทำนาลง แล้วมาปลูกป่าเพิ่ม 8 ไร่ และทำสวนผสมผสานปลูกไม้ผลเศรษฐกิจอีกหลายชนิด รวมถึงที่ไม่ใช่ไม้เศรษฐกิจก็ปลูกเพราะอยากมีป่ารอบบ้านอีก 18 ไร่

“เดิมพ่อกับแม่ขายข้าวแบบยกกระสอบได้ราคากระสอบละไม่กี่บาท แต่ผมใช้ความที่เป็นคนรุ่นใหม่มาพัฒนารูปแบบการขายใหม่ จากเคยขายแบบยกกระสอบ 1 กระสอบ บรรจุข้าวประมาณ 30-40 กิโลกรัม ขายได้กระสอบละ 400 กว่าบาท แต่ผมเปลี่ยนรูปแบบการขายใหม่เป็นบรรจุใส่ถุงละ 1 กิโลกรัม และขายเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะมีความคิดที่ว่าเราเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวเอง และขายเอง จะดีกว่าไหม เพราะจะสามารถบอกกับลูกค้าได้ทุกคนว่าข้าวที่ปลูกปลูกอย่างไร มีความพิเศษกว่าที่อื่นยังไง ชาวนาจะเป็นคนรู้ดีที่สุด” เขาบอกถึงการขายข้าว

หลังจากที่ตัดสินใจจะเป็นทั้งชาวนาและพ่อค้า ก็เริ่มจากการนำข้าวมาสี คือข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ ส่วนหนึ่งสีเป็นข้าวกล้อง…

ขั้นตอนการทำงานไม่ซับซ้อน ดังนี้

นำข้าวไปสีที่โรงสี เสียค่าจ้างกระสอบละประมาณ 10 บาท
หลังจากสีข้าวเสร็จ เจ้าของโรงสีนำมาให้ที่บ้านนั่งคัดข้าวด้วยมือ สมัครเแทงบอล ถือเป็นกิจกรรมให้คนในครอบครัวได้ทำร่วมกัน นำข้าวที่คัดเสร็จมาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม ลงขายในเฟซบุ๊ก ใครสนใจสามารถทักมาสอบถามได้
จากปกติเคยขายให้พ่อค้าคนกลางได้กิโลกรัมละ 14 บาท ขายยกถุงได้เงินประมาณ 400 บาท แต่พอเปลี่ยนรูปแบบการขายก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 400 บาท เป็น 700 บาท จากแค่เปลี่ยนแพ็กเกจและวิธีการขายเล็กน้อยแต่สามารถเพิ่มรายได้เพิ่มเกือบเท่าตัว เพียงแค่อาจจะเสียเวลาในการเก็บคัดแยก แต่ให้มองว่าได้ทำกิจกรรมในครอบครัว

จุดเด่นของสินค้าก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะชาวนามาปลูกเอง ขายเอง คัดข้าวเอง ผู้บริโภคย่อมได้ความดั้งเดิม ไม่ขัดสี ไม่มีการอบยาฆ่ามอดหรือแมลง ผู้บริโภคก็จะได้รับประทานข้าวที่ปลอดภัย อร่อย หอมไปทั่วบ้าน

แหนมเห็ดสด สินค้าแปรรูป
สร้างมูลค่าเพิ่มกว่าการขายแบบสด
คุณอรรณพ บอกว่า การเพาะเห็ดและการแปรรูปแหนมเห็ดขาย เป็นสิ่งที่ตนเองทำเพิ่มขึ้นจากเดิมที่พ่อแม่มีอยู่ โดยเริ่มจากที่ตนเองมีความสนใจเรื่องการเพาะเห็ดเป็นพิเศษ จึงได้มีการไปเรียนหลักสูตรการเพาะเห็ดตั้งแต่ขั้นตอนการทำก้อนเชื้อถึงขั้นตอนการเปิดดอก ใช้เวลาอบรมหลักสูตร 1 คอร์ส เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างที่เรียนได้มองเห็นประโยชน์ของเห็ดในหลายด้าน ว่าไม่จำเป็นต้องทำใหญ่โต แต่สามารถทำรับประทานได้เอง หลังจากเหลือจึงเก็บขายหรือนำมาแปรรูปเพิ่มได้อีก

ในส่วนของการเพาะเห็ดสร้างรายได้ เริ่มจากการทำโรงเรือน ขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 2.50 เมตร วัสดุหลักๆ ที่เป็นต้นทุนการทำโรงเรือนคือค่าเทพื้นและเสาคอนกรีต ส่วนวัสดุอื่นๆ หลังคือ หรือชั้นวางเห็ดต่างๆ สามารถหาวัสดุได้ตามท้องถิ่น สรุปคิดเป็นต้นทุนค่าโรงเรือนมาแล้วเป็นเงินเพียง 6,000-7,000 บาท 1 โรงเรือนสามารถบรรจุก้อนเห็ดได้ 2,000 กว่าก้อน