การเก็บเกี่ยวทุเรียนภูเขาไฟ หรือไม้ผลทุกชนิดเกษตรกรต้องเก็บ

ไม้ที่แก่สุกตามอายุหรือระยะเวลาที่เหมาะสมกรณีการเก็บหรือดูทุเรียนแก่สุกคือ ก้านผลแข็ง สีเข้ม สากมือ ถ้าจับก้านผลทุเรียนแกว่งจะยืดหยุ่น ปลายหนาม แห้งมีสีน้ำตาลเข้ม เปราะหักง่าย รอยแยกระหว่างพูเห็นได้ชัด ชิมปลิง ถ้าแก่จัดเมื่อตัดขั้วผลหรือปลิดออกจะเป็นน้ำใสไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน เมื่อชิมมีรสหวาน เคาะเปลือก จะมีเสียงดังหลวมๆ ที่เกิดจากช่องว่างระหว่างเปลือกและเนื้อภายในผล หรือนับอายุทุเรียนแก่สุกเก็บเกี่ยวได้จะมีอายุ 100-130 วัน วิธีการนี้จะทำให้ผู้บริโภคได้กินผลไม้คุณภาพ

ตลาดทุเรียนภูเขาไฟ หรือไม้ผลทุกชนิด เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวทยอยนำออกวางขายที่หน้าสวน ที่ตลาดสดในตัวเมืองและจังหวัด อีกส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งคัดเลือกนำผลไม้ดีมีคุณภาพจัดส่งขายตลาดต่างประเทศด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้และดำรงชีพอยู่ได้อย่างพอเพียงมั่นคง

คุณสว่าง เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อการอนุรักษ์หลายแห่งเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสวนที่น่าสนใจ ได้แก่

“กลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพบ้านซำตารมย์” ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้มีการดำเนินงานและกรมวิชาการเกษตร ตรวจรับรองคุณภาพและรับประกันว่าผลไม้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค มี คุณลุงทศพล สุวะจันทร์ เป็นประธานกลุ่มและเจ้าของสวน ซึ่งมีทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ออกผลทั้งในและนอกฤดูตลอดปี

ที่ “กลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพ” แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านซำขี้เหล็ก ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ เกษตรกรรวมกลุ่มปลูกทุเรียนและเงาะ สภาพพื้นที่เป็นภูเขาลอนตื้น สวยงาม ที่ สวนคุณลุงเสริม หาญชนะ เป็นแหล่งปลูกทุเรียนภูเขาไฟคุณภาพ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ชิมผลไม้คุณภาพสดๆ และให้ซื้อในราคาถูกกว่าท้องตลาด

ที่บอกเล่ามานี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นการปลูกทุเรียนภูเขาไฟ ไม้ผลหลายชนิด หรือยางพารา แนะนำแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จัดแสดงนิทรรศการวิชาการ จำหน่ายผลผลิต สินค้าโอท็อป เป็นกิจกรรมให้เกษตรกรก้าวสู่วิถีการยังชีพที่มั่นคง

ท้ายนี้ อย่าลืม…พบกันในงาน “เทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ & มหกรรมยางพารา และนวัตกรรม 2019” วันที่ 20-30 มิถุนายน 2562 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณสุริยา บุญเย็น สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (062) 196-1377 หรือโทร. (045) 616-829 ก็ได้ครับ

บัณฑิตแม่โจ้ เผยเคล็ดลับ ทำงานเกษตรบนพื้นที่จำกัดอย่างไร ให้สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ตลอดปี คุณสุชาดา ดวงต๋า (คุณแพรว) อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 6 ตำบลแช่ช้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เรียนจบจากคณะผลิตกรรมการเกษตร สาขาพืชศาสตร์ เอกพืชสวนประดับ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ หลังเรียนจบได้เข้าทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับการเกษตร ทำงานในส่วนห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ทำได้ปีกว่าๆ มีเหตุให้ต้องออกจากงาน หลังจากนั้นจึงกลับไปอยู่บ้าน เริ่มจับงานเกษตรด้วยการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และมะเขือเทศราชินี เป็นพืชหลักทำเงิน

ทำเกษตรบนพื้นที่ 2 งาน
สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ทั้งปี
คุณสุชาดา ดวงต๋า (คุณแพรว) เริ่มทำงานเกษตรมาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี 5 ปีแรกเริ่มจากการเพาะต้นกล้าพริก ขายที่ภาคกลางมาก่อน ช่วงนั้นถือว่าขายดีมาก แต่ต้องเปลี่ยนจากการเพาะต้นกล้า เพราะได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านที่ภาคเหนือ ซึ่งทางภาคเหนือไม่นิยมซื้อต้นกล้าไปปลูก เนื่องจากน้ำไม่เอื้ออำนวย จึงต้องเปลี่ยนวิธีและแนวคิดใหม่

โดยเริ่มต้นจากการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์บนพื้นที่ข้างบ้าน มีพื้นที่เพียง 2 งาน ในการทำเกษตรเลี้ยงชีพ ซึ่งพื้นที่เพียงเท่านี้หลายคนสงสัยว่าพอหรือที่จะทำเลี้ยงชีพ ตอบได้เลยว่าพอ แต่ต้องจัดสรรวางแผนการปลูกให้ดี

คุณแพรว บอกว่า “ในเมื่อมีพื้นที่น้อย ต้องจัดสรรพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และต้องฉลาดเลือกเน้นปลูกพืชที่มีมูลค่าและดูแลไม่ยาก เพราะทำกับแม่แค่สองคน ในบริเวณที่ปลูกผักจะใช้พลาสติกคลุมเกือบทั้งหมด เพื่อลดแรงงานการถอนหญ้า และประหยัดต้นทุนในการใช้สารเคมี”

การจัดสรรพื้นที่การปลูกให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี มีดังนี้

พื้นที่ 2 งาน คุณแพรว แบ่งปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ครึ่งงาน และมะเขือเทศราชินีอีกครึ่งงาน พืชสองชนิดนี้เป็นพืชหลักมีผลผลิตออกขายได้ทั้งปี ส่วนพื้นที่ที่เหลือแบ่งปลูกเป็น กวางตุ้ง ผักบุ้ง แตงร้าน ถั่วฝักยาว และพืชผักสวนครัวทั่วไปที่คนในชุมชนต้องรับประทานกันเป็นประจำ ผักที่ปลูกเรียกว่า ผักปลอดภัย ใช้สารชีวภัณฑ์ น้ำส้มควันไม้ น้ำหมัก เป็นหลัก มีใช้สารเคมีเข้ามาช่วยบ้างแต่ใช้ในปริมาณที่น้อยมาก

ผักไฮโดรโปนิกส์ ครึ่งงาน แบ่งปลูกเป็น 4 โต๊ะ มีผักออกทุกสัปดาห์ ทยอยปลูกวนกันไปเรื่อยๆ“ต้นทุนปลูกครั้งแรก 80,000 บาท 1 ปี คืนทุน หลังจากนั้นลงทุนเพียงค่าเมล็ดพันธุ์และค่าจิปาถะอื่นๆ อีกเล็กน้อย ผักสลัดใช้เวลาปลูกถึงเก็บเกี่ยวขายใช้เวลาเพียง 45-60 วัน ต้นทุนการปลูกต่อต้น รวมค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ตกต้นละ 4 บาท หรือคิดต้นทุนเป็น 2 ใน 3 ของรายได้ ถ้าผักสลัดขายได้ 100 บาท ต้นทุนอยู่ที่ 30-40 บาท ช่วงอากาศเย็น ผักจะต้นใหญ่ขายได้ราคาหน่อย เพราะเป็นฤดูที่เหมาะสม ผักจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 2-3 ขีด ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นหน้าฝน จะมีปัญหาคือ เชื้อราที่มากับน้ำฝน และอาจจะมีหนอน มีแมลงบ้าง ส่วนหน้าร้อนต้นจะเล็กลงจากเคยเก็บ 10 ต้น ได้ 1 กิโลกรัม อาจจะต้องเก็บ 17-20 ต้น ถึงจะได้ 1 กิโลกรัม”

ในส่วนของ มะเขือเทศราชินี ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าผักไฮโดรโปนิกส์กว่าครึ่งหนึ่ง ระยะปลูกถึงเก็บเกี่ยว 2 เดือน สามารถเก็บผลผลิตต่อเนื่องได้ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแล

วิธีปลูก ปลูกลงดิน เพาะเมล็ด 30 วัน หลังจากนั้น ย้ายกล้าลงปลูกในดิน 40-45 วัน เริ่มเก็บผลผลิตได้ ระยะห่างระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ปักค้างกะระยะห่าง 2-2.5 เมตร แล้วใช้ตาข่ายขึงให้เป็นซุ้มสี่เหลี่ยม เพื่อให้เก็บผลผลิตง่ายลูกไม่ช้ำ

ตลาดหาไม่ยาก แค่คิดและวางแผน
ก่อนลงมือทำ
การตลาดของคุณแพรว มีเคล็ดลับไม่ยาก เพียงแค่คิดและวางแผนก่อนลงมือทำ คุณแพรว บอกว่า จะไม่ใช้วิธีแบบเกษตรกรยุคก่อน คือปลูกก่อนแล้วหาตลาดทีหลัง ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราเสียเปรียบเกษตรกรเจ้าถิ่น และเสียเปรียบพ่อค้าคนกลาง โดนกดราคา เพราะถ้าเขาไม่ซื้อของเราก็จะเสีย เราก็จำเป็นต้องขาย

“การตลาดที่ถูกต้องคือ การหาตลาดก่อนปลูก ต้องรู้ว่าตอนนี้ตลาดต้องการอะไร เราสามารถทำตามความต้องการของตลาดได้ไหม ถ้าทำได้ จึงค่อยลงมือทำในขนาดย่อมๆ ก่อน ถ้าตลาดไปได้สวยถึงค่อยขยับขยาย ไม่แนะนำให้ปลูกก่อน แล้วหาตลาดทีหลัง หรืออีกเทคนิคคือ ทำเป็นตัวอย่างไปให้ผู้รับซื้อดูก่อน ว่าเรามีผักแบบนี้ มาตรฐานแบบนี้ จะรับไหม อย่าไปทำสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะทุกอย่างมีต้นทุน”

การวางแผนของคุณแพรวคือ เลือกที่จะไปเป็นลูกไร่คนอื่นก่อน เพราะเขามีที่ส่งอยู่แล้ว เราก็ไปขอเป็นเครือข่ายเขา เมื่อเราเข้าเป็นเครือข่ายได้สักระยะ เริ่มจะมีช่องทางเป็นของตัวเองจึงค่อยขยับขยาย และจะไม่เน้นขายส่งอย่างเดียว เรามีการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า มีผักสลัด และมะเขือเทศราชินีเป็นพืชหลัก มีพืชผักตามฤดูกาลเป็นพืชเสริม ซึ่งทั้งหมดนี้คุณแพรวปลูกเอง ขายเอง ดูแลเอง ในเดือนๆ หนึ่งมีรายได้จากการขายผักเดือนละประมาณ 15,000-18,000 บาท นับเป็นเงินไม่น้อยสำหรับพื้นที่แค่นี้

การขายจะมีทั้งแบบขายส่งและขายลูกค้ารายย่อยที่ตลาด แบบขายส่งจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ราคาส่งผักสลัดกิโลกรัมละ 100 บาท มะเขือเทศราชินี กิโลกรัมละ 80 บาท และผักตามฤดูกาลแบ่งขายเป็นกำให้คนในหมู่บ้านได้รับประทานของดีราคาถูก

อีกส่วนจะแบ่งไว้ขายตลาดคนรักสุขภาพทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ในส่วนของผักที่ขายที่ตลาดถือเป็นการเพิ่มมูลค่า นำผักที่ปลูกไปทำสลัดโรล ขายกล่องละ 50 บาท ผักสลัดแบ่งขายเป็นต้น ต้นละ 20 บาท เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและได้ราคาดีกว่าขายเป็นกิโล มะเขือเทศก็แบ่งขาย ใส่กล่องบรรจุ 300 กรัม ราคากล่องละ 50 บาท ในทุกๆ ครั้ง ลูกค้าจะได้ผักสดและปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรง

อาชีพเป็นเกษตรกร 365 วัน
คือความท้าทาย
การทำงานเกษตร ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่ตั้งใจ สำหรับตัวคุณแพรว การปลูกพืชผักต้องใจเย็น ทำไปเรื่อยๆ การทำงานเกษตรคือสิ่งที่ต้องทำเองทุกขั้นตอน เพื่อสร้างประสบการณ์ความชำนาญ เมื่อเกิดปัญหาจะได้แก้ทัน ถ้าคิดจะปลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ 3-4 วัน ดูแลครั้ง ไม่มีทางสำเร็จ

การที่จะเลือกปลูกพืชสักชนิด อย่างน้อยต้องคลุกคลีกับผักชนิดนั้นเป็นระยะเวลา 1 ปี ทำไมต้อง 1 ปี เพราะใน 1 ปี สภาพอากาศทั้ง 365 วัน ไม่เหมือนกัน พืชแต่ละชนิดการปลูกการดูแลรักษาก็ไม่เหมือนกัน จึงต้องศึกษาทดลองปลูกเพื่อดูพฤติกรรมของพืช เพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และถ้าพืชที่ทดลองปลูกสามารถไปต่อได้ รู้จักนิสัยพืชของตัวเองดีพอแล้ว ก็ไปต่อได้ แต่ถ้ารู้ว่าไปต่อไม่ได้ เราไม่เหมาะกับพืชชนิดนี้ ให้หยุดปลูก แล้วหาพืชตัวใหม่ที่โอเคกว่าทันที หรือขณะที่ทำให้เริ่มต้นทีละน้อยๆ เริ่มจากผักที่ชอบรับประทานก่อน เพราะจะทำให้เราใช้ความอดทนได้มากที่สุด

สำหรับท่านที่สนใจอยากจะทดลองปลูกผักข้างบ้าน เป็นอาชีพเสริม สามารถปรึกษา คุณสุชาดา ดวงต๋า (คุณแพรว) ได้ที่เบอร์โทร. 083-941-8302 ยินดีให้คำปรึกษา

ขอนแก่น 17 มิถุนายน 2562 – ถนนที่ชำรุดนั้นนำมาซึ่งความเสี่ยงของอุบัติเหตุ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน การดูแลรักษาถนนให้อยู่ในสภาพดี จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการเอาใจใส่จากทุกภาคส่วน เพื่อลดจุดเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับการสัญจรบนท้องถนน อันจะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ด้วยความห่วงใยด้านความปลอดภัยในการสัญจรทางถนนบริเวณชุมชน “โครงการอาสาพัฒนาชุมชน ด้านทักษะการบรรเทาแก้ไขถนนที่ชำรุดด้วยยางมะตอยผสมสำเร็จ” จึงริเริ่มขึ้นโดยความร่วมมือของโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง โรงงานในเครือกลุ่มมิตรผล ในฐานะสมาชิกของชุมชนอำเภอหนองเรือ ร่วมกับกรมทางหลวงชนบท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค และบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อซ่อมแซมถนนที่ชำรุด ณ บริเวณทางหลวงชนบทหมายเลข ขก. 2079 ถนนหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ

ตำบลหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น พร้อมปลูกฝังให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาถนนในชุมชน และเชิญชวนให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาถนนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนบริเวณที่ชุมชนอาศัยสัญจร โดยได้รับความอนุเคราะห์อุปกรณ์เครื่องมือจากสำนักงานทางหลวงชนบทที่ 6 จังหวัดขอนแก่น ตลอดจนองค์ความรู้ในการซ่อมแซมและผลิตภัณฑ์ยางมะตอยผสมสำเร็จ จากบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อสาธิตวิธีการปรับปรุงแก้ไขถนนที่ชำรุดด้วยตนเองแก่ชุมชน สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กร มาร่วมกันพัฒนาชุมชนเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรบนท้องถนน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน

นายสุเทพ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า “โครงการนี้เกิดจากการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน หน่วยงานราชการ และภาคเอกชน เพื่อสร้างความปลอดภัยในการสัญจร สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนและบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนน กิจกรรมในวันนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในชุมชน เพื่อการสัญจรบนท้องถนนที่ปลอดภัย ลดการบาดเจ็บและสูญเสียบนท้องถนน นำมาซึ่งความสุขและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทุกครัวเรือน”

ด้าน นายสมบูรณ์ กนกนภากุล ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงชนบท กล่าวเพิ่มเติมว่า “เส้นทางกิจกรรมในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งในหลายเส้นทางทั่วประเทศที่กรมทางหลวงชนบทได้ร่วมกับชุมชน ภายใต้โครงการ รักษ์ทาง รักถิ่น เพื่อช่วยกันทำให้ถนนทั่วประเทศมีความปลอดภัย ด้วยการปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนรู้สึกรักและอยากปกป้องดูแลถนนในท้องถิ่นของตน เพราะถนนเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะนำทางให้พวกเราได้ไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกและทั่วถึงเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางสำหรับลูกหลานเด็กรุ่นใหม่ในการเดินทางออกไปศึกษาหาความรู้เพื่อกลับมาพัฒนาท้องถิ่นให้ก้าวหน้าต่อไป”

กิจกรรมดังกล่าวยังได้รับความสนับสนุนจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงผิวถนน มาให้คำแนะนำถึงวิธีการซ่อมบำรุง รวมถึงการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ซ่อมแซมผิวถนนที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องอาศัยเทคนิคขั้นสูงและอุปกรณ์มากมาย เพื่อให้คนในชุมชนสามารถปรับปรุงพื้นผิวถนนในพื้นที่ชุมชนได้ด้วยตนเอง

นายกฤษฎิ์ เศรษฐิน ผู้แทนฝ่ายบริหาร บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เราเห็นถนนเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน ดังนั้น ถนนจึงต้องมีคุณภาพและปลอดภัยต่อการสัญจร ผมขอขอบคุณกลุ่มมิตรผลที่ได้ต่อยอดโครงการ รักษ์ทาง รักถิ่น ที่กรมทางหลวงชนบทได้ริเริ่มขึ้น ความร่วมมือนี้จะนำมาซึ่งความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนในการสำนึกรักดูแลและซ่อมแซมทรัพยากรในชุมชนของตนเอง เพื่อยืดอายุการใช้งานถนน และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายจากการสัญจรในชุมชน ด้วยแนวทางการซ่อมบำรุงถนนด้วยตัวเองอย่างถูกต้องและถูกวิธี”

นายอาทิตย์ ประสบสม ผู้อำนวยการโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า “ภายใต้ปรัชญา ‘ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ’ ของกลุ่มมิตรผล โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง ในฐานะสมาชิกของชุมชนอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ตระหนักถึงความสำคัญของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของโรงงานและชุมชนเสมอมา กิจกรรมในวันนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อแสดงความห่วงใยต่อชุมชนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณูปโภคของชุมชน และเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นให้กับทุกคน”

การบูรณาการความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นอันดีของเครือข่ายทุกภาคส่วนในการใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญเพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น โดยในอนาคต กลุ่มมิตรผลมีแผนที่จะต่อยอดโครงการ สู่บริเวณพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นที่ตั้งโรงงานของกลุ่มมิตรผล เพื่อให้ถนนส่วนรวมของทุกคนได้นำพาความเจริญและคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลติดตามหลังการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงาน ปี 2561 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถาบันเกษตรกร และให้บริการสมาชิกและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง โครงการดังกล่าว มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ มีการดำเนินการสนับสนุนเครื่องจักรกลฯ ในปี 2561 รวม 27 จังหวัด โดยสนับสนุนอุปกรณ์ให้แก่สหกรณ์ แบ่งเป็นอุปกรณ์ประเภทปศุสัตว์ 32 แห่ง อุปกรณ์ประเภทพืช 21 แห่ง และอุปกรณ์ประเภทประมง 3 แห่ง รวม 56 แห่ง โดยสนับสนุนเงินอุดหนุนสำหรับจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร ไม่เกินร้อยละ 70 และสหกรณ์จ่ายสมทบในส่วนที่เหลือ อีกร้อยละ 30

สศก. ได้ติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการจากสหกรณ์ที่ขอรับการสนับสนุนรถเกี่ยวนวดข้าวจำนวน 11 แห่ง ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และชัยนาท โดยสัมภาษณ์สมาชิกสหกรณ์ 212 ราย ผลการประเมินเบื้องต้น พบว่า ที่ผ่านมา สหกรณ์ส่วนใหญ่ยังไม่เคยมีรถเกี่ยวนวดข้าวมาก่อน โดยร้อยละ 90 ใช้วิธีการจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวจากผู้ประกอบการเอกชน และหลังจากเข้าร่วมโครงการ ในปีเพาะปลูกข้าวนาปี 2561/62 สหกรณ์ได้รับจัดสรรรรถเกี่ยวนวดข้าวครบทุกแห่ง และดำเนินการให้บริการรถเกี่ยวนวดข้าวแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปรวม 1,021 ราย คิดเป็นพื้นที่ 12,177 ไร่ หรือเฉลี่ยรายละ 11.93 ไร่ คิดเป็นมูลค่าการให้บริการ 5.30 ล้านบาท

ด้านการลดต้นทุนค่ารถเกี่ยวนวดข้าวของสมาชิกสหกรณ์/เกษตรกรทั่วไป พบว่า สหกรณ์คิดอัตราค่าใช้บริการเฉลี่ยไร่ละประมาณ 435 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนคิดอัตราค่าใช้บริการเฉลี่ยไร่ละประมาณ 528 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่ารถเกี่ยวนวดข้าวไร่ละ 93 บาท คิดเป็นมูลค่าต้นทุนที่ลดลงรวมทั้งสิ้น 1.13 ล้านบาท โดยผู้ใช้บริการเห็นว่าการใช้บริการรถเกี่ยวข้าวของสหกรณ์ถูกกว่าผู้ประกอบการเอกชน ซึ่งนอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ผลผลิตยังมีคุณภาพ เกิดความเสียหายต่อผลผลิตน้อย และสามารถเก็บเกี่ยวได้ทันเวลา

ภาพรวมโครงการ พบว่า ผู้จัดการสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรทั่วไป มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการ โดยผู้จัดการสหกรณ์เห็นว่าการสนับสนุนรถเกี่ยวนวดข้าวเป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจของสหกรณ์ และยังเป็นการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์/เกษตรกรทั่วไปให้สามารถลดต้นทุนค่ารถเกี่ยวนวดข้าวลงได้ อย่างไรก็ตาม หลังมีการให้บริการแล้ว ยังพบประเด็นปัญหาการใช้งานรถเกี่ยวนวดข้าวในบางสหกรณ์ที่ยังไม่สามารถให้บริการได้ทั่วถึงและเพียงพอต่อความต้องการใช้ของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไป

รวมทั้งยังมีพันธุ์ข้าวที่ปะปนกันในการเก็บเกี่ยวจากการเร่งรีบเก็บเกี่ยวข้าว ดังนั้น ควรมีการสนับสนุนให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพบริหารจัดการลงทุนขยายการให้บริการเพิ่มเติม มีการจัดอบรมเพิ่มความรู้ให้แก่ผู้ขับรถเกี่ยวนวดข้าว เช่น การตรวจสอบรถเกี่ยวนวดข้าวก่อนการให้บริการ การทำความสะอาดรถเกี่ยวนวดข้าวในการเก็บเกี่ยวข้าวที่พันธุ์แตกต่างกัน และการดูแลรถเกี่ยวนวดข้าวหลังการให้บริการเสร็จ เป็นต้น ตลอดจนให้จัดทำระบบการให้บริการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ชัดเจนขึ้น

ทั้งนี้ ปี 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องโดยสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้แก่สหกรณ์ และพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการเครื่องจักรกลทางการเกษตรในสถาบันเกษตรกร ซึ่ง สศก. จะได้ดำเนินการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการเพื่อเป็นแนวทางในการเสนอแนะและปรับปรุงการดำเนินโครงการให้มีประสิทธิภาพต่อไป

ชื่ออื่นๆ ฉก ต๋าว ต้นชก เต่าเกียด กาฉก มะต๋าว โยก ชิด

ผมกลายเป็น “ของแปลก” จากป่า ทั้งรูปร่าง หน้าตา ชื่อเสียง และพฤติกรรมในสายตาผู้คนที่รู้จักผม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคน “ปักษ์ใต้” แม้ว่าแต่ละภาค แต่ละจังหวัด จะมีผลิตผลผลิตภัณฑ์แปรรูป ที่รูปลักษณ์คล้ายๆ กับผม แต่ถ้าหากเอ่ยชื่อ และเรียกผมว่า “ลูกชก” ผมก็จะกลายเป็น “ของดีเมืองพังงา” และจัดเป็นพืชหายากในระดับประเทศ ยืนยันว่าพบผมได้ไม่มาก แม้ในจังหวัดพังงา หรือ กระบี่

แน่นอนว่าชื่อผมแปลกมากๆ เพราะถ้าอ่านภาษาเขียนว่า “ลูกชก” ก็เป็นพฤติกรรมของนักมวยที่ไป “ชก” และเป็นคำถามว่า “ลูกไปชกอะไร” แต่ในความจริง สำเนียงภาคใต้ที่ออกเสียงเป็นภาษาถิ่น เป็น “ฉก” เป็นชื่อพื้นเมืองที่เรียกผมว่า “หลูกฉก” จึงฟังแล้วอาจจะ งง-งง สับสนบ้าง แต่ปัญหากลับเป็นอุทาหรณ์เชิงพฤติกรรม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ต้นลูกฆ่าแม่” ดูจะร้ายแรงกว่า “ลูกชก…แม่” เนื่องจากกว่าผมจะโตเต็มที่ ระดับเจริญพันธุ์ ออกดอก ผล เพื่อนำไปเพาะปลูกได้ ต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปี คือเมื่อออกผลต้องถึงวัยเบญจเพส อายุ 25 ปี และออกครั้งเดียว หลังจากนั้นต้นแม่จะเหี่ยวตาย ภายใน 4-5 ปี ผลที่มาจากช่อดอก จากยอดหนึ่ง ก็มีประมาณ 100 ผล แต่จะออกเป็นทะลาย เป็นพวงช่อห้อยลงมาจากยอดหลายสิบช่อ แต่ละทะลายมีความยาว 2-3 เมตร มีมากกว่าร้อยผล โดยคนปีนขึ้นไปตัด เหมือนปีนต้นมะพร้าว นำเชือกขึ้นไปผูกแล้วตัดห้อยลงมาข้างล่างระวังไม่ให้หลุดร่วงจะได้เป็นพวงสวย แต่ละช่อพวงหนักมาก

ผมอยู่ในตระกูลปาล์ม เป็นพืชอาหารทำของหวาน ผสมของคาวได้ แปรรูปได้หลายอย่าง รวมทั้งส่วนของลำต้น ทั้งใบ ดอก ยอด พวงก้านทะลาย เปลือกผล แต่เสียดายที่ผมไม่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ คงเป็นเพราะว่ากว่าจะออกผลต้องคอยตั้ง 25 ปี ไม่ไหว จึงอาศัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่เมล็ดผลร่วงในสวนยาง สวนปาล์ม ชายน้ำ ชายเขา ผมเองก็กลัวว่าจะสูญพันธุ์เช่นกัน แต่ก็โชคดีที่มีกลุ่มญาติปาล์มของผม ที่คนเขาเรียกกันหรือรู้จักกัน เช่น ลูกลาน ลูกจาก ลูกชิด ลูกตาว ต้นต๋าว เรื่องนี้ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็สืบค้นได้จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 659 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 เขียนโดย คุณองอาจ ตัณฑวณิช อธิบายแยกไว้อย่างชัดเจนเรื่อง “ลูกชกของดีเมืองพังงา” แต่สำหรับผมภูมิใจมาก ก็คือตอนที่ผมได้โชว์ตัวที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ณ Sky Hall ชั้น 3 เซ็นทรัลพลาซ่า ในวันที่ 7-10 กันยายน 2560 ในงาน “30 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน เกษตรมหัศจรรย์ พืชกินได้ ไม้ขายดี” สำหรับผมจัดอยู่ในกลุ่ม “ต้นไม้หายากที่สุด”

สรรพคุณการใช้ประโยชน์ของผมก็มีมาก ชาวบ้านตัดทะลายผลสุกแล้วนำไปพักไว้ 7 วัน ใส่กระทะติดไฟต้ม ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วปลิดออกจากช่อ ตัดส่วนหัวออก เห็นเนื้อในเป็นพู 3 เมล็ด ใช้ช้อนตักออก นำไปล้างน้ำให้หมดเมือกลื่นๆ แล้วแช่น้ำไว้โดยเปลี่ยนน้ำเช้าเย็น หรือนำเก็บตู้เย็น แต่ไม่ควรเกิน 3 วัน นำไปต้มอีกครั้ง เติมน้ำตาล ปรุงรส กลิ่น บรรจุขวดปิดฝาแน่น แต่ชาวบ้านชอบนำไปหมักทำน้ำเมาก็ได้ หรือไปต้มเคี่ยวทำน้ำตาลปึก หรือตัดเป็นแว่นๆ ใส่ขนมหวาน หอม ทำเป็นผง ใส่เม็ดแมงลัก เฉาก๊วย ลอดช่อง จิ้มข้าวหลาม ใส่ไส้ขนมโค แต่วางขายในตลาด นิยมทำเป็น “ลูกชกลอยแก้ว”