การเก็บเกี่ยว ใช้ระยะเวลาการปลูกประมาณ 2-3 ปีประเทศไทย

ผลกาแฟจะสุกประมาณเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ในการเก็บกาแฟควรเก็บทีละผล โดยเก็บเฉพาะผลที่สุกในแต่ละช่อ หรือเก็บทีละช่อก็ได้ โดยของที่สวนในระยะ 2 ปีแรก จะสามารถเก็บดอกกาแฟมาแปรรูปทำเป็นชาดอกกาแฟขายได้ก่อน ขายในราคา 15 กรัม ราคา 120 บาท และเมื่อเข้าปีที่ 3 กาแฟเริ่มออกผลผลิตก็จะเก็บผลกาแฟสุกมาแปรรูปขายเองอีกเช่นกัน ซึ่งก็จะขายเป็นกาแฟคั่ว ปริมาณ 200 กรัม ราคา 150 บาท ครึ่งกิโลกรัม ราคา 350 บาท และ 1 กิโลกรัม ราคา 550-600 บาท

ถือเป็นอีกพืชที่สร้างรายได้ต่อปีได้ดีพอสมควร หากเกษตรกรรู้จักปลูกและแปรรูปขายเอง ด้วยจุดเด่นกาแฟของที่สวน เน้นเป็นกาแฟแนว slow bar (สโลว์ บาร์) เป็นการเน้นดื่มกาแฟดำ และรสชาติที่ได้ออกมาจะคลีน เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบกาแฟรสจัด ซึ่งรสชาติของกาแฟก็ต้องขึ้นอยู่ที่รสนิยมความชอบของแต่ละบุคคลด้วย อย่างกาแฟของที่สวนปลูกที่ใต้ แต่ก็มีลูกค้าคนเหนือ คนกรุงเทพฯ เข้ามาสั่งซื้ออยู่เป็นประจำ

ปลูกพืชแซมในสวนยางพารา ดีอย่างไร

พี่หนอม บอกว่า สำหรับการปลูกพืชแซมในสวนยางพาราอย่างที่เป็นเรื่องที่มีข้อดีหลายข้อ 1. คือการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2. เรื่องของการเพิ่มรายได้ จากปลูกยางพารามีรายได้เป็นรายวัน เมื่อมีพืชอย่างอื่นมาเสริมรายได้ก็เพิ่มมากขึ้น มีเงินใช้จ่ายในครอบครัวไม่ขัดสน

“ของสวนพี่ให้กาแฟเป็นพืชสร้างรายได้รายปี ส่วนโกโก้สร้างรายได้รายเดือน จากแทนที่จะได้จากยางอย่างเดียว ก็มีรายได้จากกาแฟ และโกโก้เพิ่มเข้ามา ส่วนไม้ป่าก็เป็นเงินเก็บในอนาคต เพราะฉะนั้นการปลูกพืชร่วมยางถือว่าเหมาะมาก ดีกว่าปล่อยพื้นที่ให้ว่างโดยเปล่าประโยชน์ เพียงแต่ต้องมีการวางแผนก่อนปลูก ว่าจะนำพืชกี่ชนิดลงปลูก แล้วควรปลูกอะไรก่อนและหลัง ต้องมองให้ถูกขั้นตอนคือเริ่มปลูกโก้ๆ ให้มีร่มก่อน พอโกโก้เริ่มมีผลผลิต ก็แสดงว่าต้นมันใหญ่มีร่มเงา เราค่อยเริ่มลงต้นกาแฟรอบๆ ต้นโกโกนั่นแหละ เท่ากับกาแฟเป็นพืชชั้นล่างแต่ให้ปลูกเป็นชั้นสุดท้าย ชั้นแรกเป็นยาง ชั้นสองเป็นไม้ป่า ชั้นสามเป็นโกโก้ และกาแฟเป็นชั้นสุดท้าย และอีกสิ่งสำคัญที่สุดนอกจากความสามารถในการปลูกแล้วคือต้องหัดแปรรูปเองให้เป็น ขายเองให้เป็นด้วย” พี่หนอม กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดการปลูกพืชแซมในสวนยางพาราเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร. 089-788-7550

สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลการปลูกแปรรูปยางพาราแบบครบวงจร ห้ามพลาด! “มหกรรมยางพารา” ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2565 ณ สนามการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช
โดยการยางแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีการแปรรูปยางพารา รวมทั้งเป็นเวทีการเจรจาธุรกิจเพื่อแสวงหาพันธมิตรคู่ค้าใหม่ในตลาดยางพาราจะเป็นเวทีในการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการด้านยางพาราทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้รูปแบบการบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวงการยางพาราของไทย เพื่อให้สาธารณชนได้มีโอกาสได้รับความรู้ และเข้าใจประโยชน์ของยางพารามากขึ้น

ช่วงหน้าร้อนแสงอาทิตย์ในยามนี้ไม้ดอกไม้ประดับที่ทำให้ชวนมองผ่านทางอ่างน้ำอย่างดอกบัว ช่วยทำให้จิตใจเย็นลงได้ไม่น้อยทีเดียว เพราะความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์และสีสันสะดุดตา พรั่งพร้อมไปด้วยเหล่าแมลงที่มาดอมดมเกสร จึงทำให้มีความหลงใหลชวนมองไม่รู้เบื่อทีเดียว จนบางครั้งอาจต้องหยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายภาพเก็บความงามบันทึกไว้หรือจะโพสต์อวดเพื่อนๆ ตามสื่อโซเชียลมีเดีย จึงทำให้บัวเป็นอีกหนึ่งไม้น้ำที่ปัจจุบันในเรื่องของการทำตลาดก็สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีนักพัฒนาสายพันธุ์อยู่เสมอๆ ทำให้เป็นอีกหนึ่งไม้น้ำที่เรียกได้ว่ามีลูกเล่นใหม่ๆ ให้กับผู้เล่นรายเก่าและรายใหม่ที่ชื่นชอบบัวอยู่เสมอ

โดยบัวที่เน้นมาเพื่อเป็นบัวประดับ จะอยู่สกุล Nymphaea ซึ่งในสกุลนี้ยังแบ่งเป็นอีก 6 สกุลย่อย โดยทั้ง 6 สกุลย่อย จะแบ่งตามขอบเขตของต้นกำเนิด ขอบเขตของลักษณะประจำพันธุ์ที่มีแตกต่างกัน อาทิ เวลาของการบานของดอก รูปทรงดอก ลักษณะของใบ ซึ่งใน 6 สกุลย่อยนี้ ที่คนไทยรู้จักดีก็คือ สกุลย่อยพวกบัวผัน บัวเผื่อน ดอกบานเวลากลางวัน สกุลย่อยพวกบัวกินสายที่ดอกจะบานตอนกลางคืน และส่วนอีกสกุลย่อยที่คนไทยรู้จักดีคือ บัวฝรั่ง ดอกสวยแปลกตา ด้วยความที่บัวแต่ละสายพันธุ์มีขนาดและสีสันของดอกเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชินีแห่งไม้น้ำ”

คุณธนธรณ์ ศรีปรางค์ เจ้าของสวนบัวสุรารินทร์ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านไม้ดอกไม้ประดับสวนเขาดินเฉลิมพระเกียรติ บ้านหนองรังกา ตำบลโคกกรวด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรตัวยงที่ได้เริ่มปลูกบัวฝรั่งจากความรักความชอบ ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาไม่ได้มีองค์ความรู้ในเรื่องของการทำเกษตรเลย แต่ด้วยโอกาสและการเรียนรู้อยู่เสมอ จึงทำให้เขามีความชำนาญและหมั่นพัฒนาสายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ เขาได้ประสบผลสำเร็จสร้างเป็นอาชีพมาจนถึงปัจจุบัน

คุณธนธรณ์ เล่าให้ฟังว่า ประมาณปี พ.ศ. 2544 มีโอกาสได้ย้ายสาขาของที่ทำงานจากกรุงเทพมหานครมาอยู่ยังจังหวัดนครราชสีมา เมื่อเห็นบริเวณบ้านมีพื้นที่เหลืออยู่จึงได้หาซื้อไม้ประดับเข้ามาปลูก จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้มาเริ่มปลูกบัวฝรั่งในช่วงเวลานั้น โดยในช่วงที่เริ่มต้นปลูกบัวมีเพียง 4 สีเท่านั้น เมื่อปลูกแล้วเห็นว่าประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จึงได้ซื้อสายพันธุ์อื่นๆ เข้ามาอยู่เรื่อยๆ จนเวลาต่อมาประสบผลสำเร็จและสามารถทำการตลาดได้ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นให้ได้เป็นอาชีพสร้างรายได้ก่อนเกษียณออกจากงานประจำ

“พอผมปลูกจนประสบผลสำเร็จ บัวมีมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถจำหน่ายหน่อพันธุ์ได้ ทีนี้เจ้าของสวนที่เขาเปิดร้านมาก่อน เขาเห็นว่าเราน่าจะเปิดร้านแบบเต็มรูปแบบได้ เขาก็เลยให้เราเซ้งร้านต่อ ทีนี้ก็เลยได้ทำสวนบัวจำหน่ายอย่างเต็มตัว เลยทำเพื่อรองรับการเกษียณจากงานประจำ จึงได้เรียนรู้และฝึกการผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ ดอกสวยๆ โดยส่วนใหญ่แล้วที่สวนของผมจะเน้นเป็นบัวฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ มีทั้งผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้กับคนอื่นๆ สำหรับไปขยายพันธุ์จำหน่ายต่อ และคนที่เป็นลูกค้าทั่วไป” คุณธนธรณ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการปลูกบัวฝรั่ง

ดูแลไม่ยาก ดอกสวยตลอดปี

ในขั้นตอนของการผสมพันธุ์บัวฝรั่งให้ได้พันธุ์ที่ดีและต้นที่สมบูรณ์พร้อมที่จะจำหน่ายได้นั้น คุณธนธรณ์ บอกว่า จะเลือกต้นพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณสมบัติเด่นๆ มาจับคู่ผสมกัน มีตั้งแต่บัวฝรั่งสายพันธุ์ในประเทศไทยและสายพันธุ์ต่างประเทศ นำมาผสมและดูแลจนสมบูรณ์จนเกิดเป็นเมล็ด

จากนั้นนำเมล็ดที่ได้แช่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 2 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงนำเมล็ดมาเพาะลงในดินสำหรับปลูกไม้น้ำ ประมาณ 10 วัน เมล็ดก็จะงอกออกมาเป็นต้นกล้าให้เห็น ดูแลต่อไปเรื่อยๆ จนต้นสมบูรณ์มีดอกออกมาให้เห็น และดอกมีลักษณะเด่นและมีความแตกต่างจากสายพันธุ์ทั่วไปที่มี จะนำมาผลิตให้ได้จำนวนด้วยการแยกหน่อให้มีจำนวนมากๆ โดยขั้นต่ำของการผลิตจนได้จำนวนที่พร้อมจำหน่ายจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีเป็นอย่างต่ำ

สำหรับวัสดุปลูกบัวฝรั่งภายในสวนจะเป็นดินเหนียวเป็นหลัก นำมาปลูกในบ่อซีเมนต์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร พร้อมทั้งใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะเพื่อบำรุงต้น โดยห่อด้วยกระดาษยัดลงไปที่กระถางปลูกให้ห่างจากรากพอประมาณ ก็จะช่วยให้บัวฝรั่งมีอาหารกินอยู่ภายในภาชนะที่ปลูก นอกจากนี้ ยังต้องป้องกันแมลงศัตรูพืชให้กับบัว ส่วนใหญ่จะเป็นเพลี้ยไฟไรแดงและหนอนกินใบชนิดต่างๆ ที่เข้ามาทำลาย สามารถป้องกันด้วยเคมีภัณฑ์ที่หาซื้อได้จากร้านทั่วไป มาทำการฉีดพ่นตามอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงฤดูกาล

“สำหรับคนที่ปลูกบัวไม่มาก การดูแลด้วยการเด็ดใบหรือดอกทิ้งไปเลย เป็นการทำลายที่ง่าย แต่ถ้าคนที่ปลูกในจำนวนมากๆ สามารถกำจัดได้ด้วยการใช้สารเคมี ก็จะช่วยให้ง่ายต่อการจัดการ เพราะฉะนั้นแต่ละรอบที่เราผลิตบัวฝรั่งให้ได้สายพันธุ์บัวพันธุ์ใหม่ๆ ดอกสวยๆ และแตกต่างไปจากที่มี จำนวนนี่ถือว่าสำคัญมาก เราต้องทำให้ได้อย่างต่ำ 50 หน่อขึ้นไป จากนั้นก็ทำการออกจำหน่ายได้ทันที ทำแบบนี้เวียนไปทุกๆ ปี ก็จะช่วยให้บัวในสวนมีลูกเล่นใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอยู่ตลอด” คุณธนธรณ์ บอก

ช่วยให้จำหน่ายได้ง่าย

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อจำหน่ายบัวฝรั่งนั้น คุณธนธรณ์ เล่าว่า ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของการค้าขาย การทำตลาดเพื่อจำหน่ายก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน โดยจะเน้นให้ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อภายในสวนอย่างเดียวเหมือนสมัยก่อนไม่ได้ จึงได้มีการลงรูปสายพันธุ์บัวที่มีทั้งหมดภายในฟาร์ม โพสต์จำหน่ายตามสื่อโซเชียลมีเดียในช่องทางต่างๆ จึงทำให้จากที่เคยขายหน้าร้านเพียงอย่างเดียวต้องเปลี่ยนแปลง และมาเน้นจำหน่ายช่องทางออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ มีทั้งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

โดยบัวฝรั่งที่ลูกค้าชื่นชอบและยังเป็นที่ต้องการของตลาด บัวจะต้องมีสีที่เข้มๆ และจำนวนการซ้อนของกลีบดอกจะมีหลายชั้น พร้อมทั้งดอกมีสีสด ซึ่งสีที่นิยมจะเป็นสีชมพู สีแดง ยิ่งปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์บัวฝรั่งอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้บัวฝรั่งไม่ได้หยุดพัฒนา จึงค่อนข้างมีกลุ่มลูกค้าเหนียวแน่นและมีกลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาหาซื้ออยู่เป็นประจำด้วยเช่นกัน ซึ่งราคาจำหน่ายบัวฝรั่งที่เป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป ราคาเริ่มต้นอยู่ที่หน่อละ 100 บาท ส่วนบัวฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการพัฒนาพันธุ์และยังไม่มีในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่หน่อละ 1,500-3,000 บาท โดยลูกค้าที่ซื้อในราคานี้จะนำไปขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมากๆ เพื่อจำหน่ายต่อไป

“ช่วงนี้ตลาดบัวก็ถือว่ายังไปได้เรื่อยๆ อย่างช่วงที่โควิดระบาดช่วงแรกๆ ถือว่าลูกค้าสนใจเยอะมาก เพราะช่วงนั้นคนอาจจะอยู่บ้านกัน จึงทำให้มีเวลาหาซื้อบัวมาตกแต่งบ้านเรือน ก็เลยจะฝากถึงคนที่สนใจอยากจะปลูกบัวฝรั่งว่า เมื่อซื้อไปแล้วต้องดูแลให้ดี พร้อมทั้งมีใจรัก ดูแลศึกษาจนเกิดความชำนาญ จากนั้นการเรียนรู้ในเรื่องของการผสมพันธุ์ การขยายพันธุ์ต่างๆ ก็จะไม่ยาก เมื่อบัวภายในบ้านมีจำนวนมากๆ วันหนึ่งก็จะสามารถจำหน่าย เกิดเป็นรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างแน่นอน” คุณธนธรณ์ บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการปลูกบัว หรือต้องการพันธุ์บัวสวยๆ เพื่อนำมาปลูกประดับบ้านเรือน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณธนธรณ์ ศรีปรางค์ หมายเลขโทรศัพท์ 096-394-2654

มะม่วงมันขายตึก หรือมะม่วงแขกขายตึก อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE เป็นมะม่วงสายพันธุ์โบราณ จัดอยู่ในกลุ่มมะม่วงมัน หรือมะม่วงกินดิบชนิดหนึ่ง

ที่มาของชื่อเกิดจากรสชาติที่อร่อย จึงเปรียบเปรยว่า ให้ขายตึกขายบ้านมากินก็ยอมเลยทีเดียว จัดเป็นมะม่วงพันธุ์ไทยโบราณ ผลรูปกลมรีคล้ายผลมะม่วงมัน หรือมะม่วงแรด แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า เมื่อโตเต็มที่น้ำหนัก ประมาณ 2 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม

ลักษณะเด่น ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย ถ้าต้นที่เกิดจากการทาบกิ่งมันปนเปรี้ยวนิดๆ กรอบเหมือนมะม่วงมัน นิยมปลูกเพื่อกินผลดิบ

คุณพรเพ็ญ เจริญสุวรรณ หรือ คุณนก เจ้าของสวนมะม่วงขายตึกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา และเป็นเกษตรกรรายแรกๆ ที่เริ่มปลูกมะม่วงขายตึก บนพื้นที่ 120 ไร่ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 64/3 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านช่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 081-409-2996

คุณพรเพ็ญ เริ่มต้นปลูกมะม่วงขายตึกมาตั้งแต่ปี 2522 นอกจากมะม่วงขายตึก ที่สวนยังปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีดอก เขียวเสวย อ้ายเหวิน โดยคุณพรเพ็ญเริ่มบุกเบิกทำสวนมะม่วงกับสามี และคุณพรเพ็ญยังได้บอกถึงสาเหตุอีกว่า ทำไมมะม่วงขายตึกถึงมีราคาดีมาโดยตลอด

“เนื่องจากเมื่อสมัยก่อนตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่ สามีจะไม่ยอมขายกิ่งพันธุ์มะม่วงขายตึกให้ใครเลย ด้วยเหตุผลทีไม่อยากให้กิ่งพันธุ์ล้นตลาด มีผู้ติดต่อซื้อขายกิ่งพันธุ์มากมาย แต่ทำอย่างไรสามีก็ไม่ยอมขาย นี่จึงเป็นผลทำให้มะม่วงขายตึกมีราคาดีมาถึงทุกวันนี้” คุณพรเพ็ญ กล่าว

จุดเด่นของ มะม่วงขายตึก

มะม่วงขายตึก ลักษณะทรงพุ่มต้นปานกลางเปลือกลำต้นขรุขระกิ่งไม่เลื้อย รูปร่างของใบขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม ขอบใบเรียบ ผลผลิตต่อต้นเมื่ออายุ 10 ปี 300 ผล อายุการเก็บเกี่ยว 100 วัน ขนาดผลความยาว 10.30 เซนติเมตร ความกว้าง 6.66 เซนติเมตร ความหนา 5.45 เซนติเมตรน้ำหนักผล 230 กรัม สีเนื้อผลดิบเหลือง กลิ่นของเนื้อมีกลิ่นแรง ความหนาเนื้อ 1.76 เซนติเมตร เส้นใยในเนื้อมีปริมาณปานกลาง ปริมาณน้ำในเนื้อปานกลาง ความหนาเปลือก 0.13 เซนติเมตร ขนาดเมล็ดกว้าง 3.54 เซนติเมตร ความยาว 1.79 เซนติเมตร ความหนา 1.83 เซนติเมตร น้ำหนักเมล็ด 50 กรัม

รสชาติ ผลดิบเปรี้ยว แก่จัดมัน เมื่อสุกรสชาติหวาน

ที่มาของชื่อขายตึกนั้น มีมาสองทางด้วยกัน ทางแรก มะม่วงที่มีอยู่รสชาติดีมาก จนคนต้องขายตึกซื้อมะม่วงกิน อีกทางหนึ่ง มะม่วงที่มีอยู่รสชาติดี จนคนต้องขายตึกนำเงินมาลงทุนปลูกมะม่วง

“มะม่วงขายตึก เป็นมะม่วง 3 รส คือเปรี้ยว หวาน มัน ให้ลูกดกติดผลง่าย นิยมทานดิบจิ้มกับพริกเกลือรสชาติกำลังดี ผลสุกเนื้อข้างในจะมีสีเหลืองเหมือนขมิ้น น่ารับประทาน โดยมีเคล็ดลับความอร่อยคือเมื่อเก็บจากต้นจะต้องค้างคืนไว้ 1 คืน เพื่อให้ลืมต้น แล้วจะเจอรสชาติอร่อย”คุณพรเพ็ญ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

วิธีการขยายพันธุ์

คุณพรเพ็ญ ใช้วิธีการเสียบยอดกิ่งพันธุ์ดี โดยใช้มะม่วงกะล่อนทองเป็นตอ เน้นความแข็งแรง มะม่วงกะล่อนโดยธรรมชาติแล้วรากจะลึกหากินเก่ง เพราะหลังๆ มะม่วงมีการราดสาร

การแตกใบอ่อน และถ้าเจออากาศร้อนๆ ต้นจะโทรมจัด เพราะฉะนั้นถ้าใช้มะม่วงกะล่อนเป็นต้นตอ เสียบด้วยพันธุ์ที่ต้องการในอนาคตจะดี ถ้าดูแลดี ถูกวิธี ผลจะโต

ระยะติดดอก–ออกผล

เดือนตุลาคมเริ่มทำดอก ออกผลช่วงเดือนพฤศจิกายน เก็บขายช่วงเดือนธันวาคม ถึงปลายเดือนเมษายน เดือนมีนาคมมะม่วงขายตึกจะออกผลเยอะ ห่อผลอยู่กับลูกประมาณ 50 วัน

มะม่วงขายตึกให้ผลผลิตต่อต้น ประมาณ 300 กิโลกรัม ราคาขายในปัจจุบันอยู่ที่ กิโลกรัมละ 40-60 บาท คุณพรเพ็ญ บอกว่า จริงๆ แล้วมะม่วงขายตึกไม่ได้มีวิธีการดูแลที่พิสดารกว่ามะม่วงพันธุ์อื่นๆ มีการแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย แต่วิธีการใส่ปุ๋ยให้ดูจากเส้นผ่าศูนย์กลางต้น เพราะในกรณีที่เราให้เคมีบ่อยๆ บางครั้งเราต้องเริ่มเปลี่ยนเป็นให้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกบ้าง เพื่อปรับสภาพดิน

“ใส่ปุ๋ยก่อน แล้วแต่งกิ่ง พอใบอ่อนออก เรื่องน้ำสำคัญสำหรับหน้าแล้ง มะม่วงต้องมีระบบน้ำช่วย ทำระบบสปริงเกลอร์ที่โคนต้น ถ้ามีความพร้อมเรื่องน้ำสามารถทำได้ให้ทำเลย เพราะเวลาราดสารใส่ปุ๋ยต้องรดน้ำโอกาสต้นจะได้กินเร็ว โอกาสทำนอกฤดูก็สูงขึ้นและทำได้สะดวกกว่าสวนที่ไม่มีระบบน้ำ” คุณ พรเพ็ญ กล่าว

ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ จะดีแค่ไหนถ้าทุกบ้านสามารถประหยัดรายจ่ายในครัวเรือนได้ ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ด้วยการแบ่งพื้นที่เล็กๆ ปลูกพืชผักบางชนิดไว้กินเอง หรือลดพื้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นพืชผสมผสานเป็นกับข้าว เพื่อลดรายจ่ายต่อวันได้ และถ้าหากท่านสนใจอยากทำ จะมีเวลาน้อย เวลามากก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ขอเพียงแค่ลงมือทำ

คุณคุณาวุฒิ แสงดาว หรือ พี่แอ๊ด อยู่ที่บ้านดู่น้อย หมู่ที่ 7 ตำบลโนนแดง อำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น เซอร์วิส เอ็นจิเนีย หัวใจเกษตร ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำงานที่รัก เด่นที่การจัดสรรพื้นที่และการวางระบบเลือกปลูกพืชที่ดูแลจัดการง่าย แต่ให้ผลตอบแทนดี มีเวลาน้อยสามารถทำได้สบาย

พี่แอ๊ด เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ปัจจุบันตนเองทำงานประจำที่บริษัทนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งหนึ่ง ในตำแหน่ง เซอร์วิส เอ็นจิเนีย ซึ่งด้วยลักษณะของงานที่ต้องมีการลงพื้นที่ไปติดตั้งระบบอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ ทำให้ได้เห็นรูปแบบการทำเกษตรมามากมาย ก็ได้อาศัยข้อได้เปรียบที่มีอยู่เข้าไปศึกษาเรียนรู้ขอแนวทางการทำเกษตรจากเกษตรกรมืออาชีพที่ได้พบเจอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประกอบกับนิสัยพื้นฐานที่ชื่นชอบการทำเกษตรเป็นทุนเดิม ทำให้ตนเองสามารถตัดสินใจที่จะเริ่มต้นทำงานเกษตรบนพื้นที่มรดกที่มีอยู่

โดยการปรับผืนนาที่มีอยู่กว่า 10 ไร่ ปลูกข้าวให้น้อยลง เพื่อที่จะใช้พื้นที่ส่วนที่เหลือทำเป็นเกษตรผสมผสาน เริ่มจากการปลูกมะนาวและไม้ผลยืนต้น แล้วใช้ประโยชน์จากร่มเงาของไม้ยืนต้นเป็นพืชพี่เลี้ยงในการต่อยอดปลูกผักหวานป่า ไปจนถึงการทำประมงขุดบ่อเลี้ยงปลา มีทั้งปลากินพืช ปลากินเนื้อ กุ้ง หอย ปู ปลา ครบทุกอย่างที่เป็นอาหาร ปลูกเอง กินเอง ขายเอง สามารถสร้างรายได้เสริมถึงหลักหมื่นต่อเดือนได้แบบสบายๆ

พื้นที่ 10 ไร่ จัดสรรอย่างไร
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เจ้าของบอกว่า จากเดิมที่ทำนาปลูกข้าวเต็มพื้นที่ 10 ไร่ แต่เมื่อต้องประสบกับปัญหาข้าวราคาตกอยู่บ่อยครั้ง จึงได้อาศัยความรู้ที่ได้มาจากพี่น้องเกษตรกรตอนลงพื้นที่มาประยุกต์ปรับเปลี่ยนผืนนาให้กลายเป็นสวนผสมผสาน ด้วยรูปแบบการจัดสรรพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสูด คือปลูกพืช เลี้ยงสัตว์แบบเอื้อประโยชน์กันดังนี้

ลดพื้นที่ปลูกข้าวเหลือ 5 ไร่ เป็นข้าวนาปี ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ปีละครั้ง เน้นปลูกไว้กินเองให้พอภายในระยะ 1 ปี โดยที่ไม่ต้องซื้อ
ขุดบ่อเลี้ยงปลาไว้จำนวน 4 บ่อ แยกเป็นบ่อเลี้ยงปลารวมขนาดใหญ่จำนวน 1 บ่อ และบ่อเลี้ยงปลาขนาดย่อมที่มีความกว้าง 4×30 เมตร อีกจำนวน 3 บ่อ โดยมีการจัดสรรปันส่วนอย่างชัดเจน คือบ่อขนาดใหญ่จะปล่อยปลากินพืชลงไปเลี้ยง พร้อมทั้งปล่อยกุ้งฝอย หอยขม หอยปัง ลงไปรวมกันในบ่อให้เอื้อประโยชน์กันเองภายในบ่อ
และในบริเวณรอบขอบบ่อใหญ่จะล้อมรอบไปด้วย กล้วยน้ำว้า มะขามเทศ 3 สายพันธุ์ คือ เพชรโนนไทย สีชมพู และเกษตร เพื่อไว้เป็นไม้พี่เลี้ยงให้กับต้นผักหวานป่า

ถัดมาบ่อขนาดย่อมจำนวน 3 บ่อ จะมีการแบ่งสัดส่วน คือแบ่งเลี้ยงปลาหมอจำนวน 1 บ่อ และเลี้ยงปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาแรด ปลายี่สก อีกจำนวน 2 บ่อ พร้อมปล่อยกุ้งฝอยและหอยขมลงไปด้วยในบ่อปลากินพืชอีกเช่นกัน ส่วนบริเวณขอบสระจะปลูกตะไคร้แซมไว้ตามคันดินเพื่อป้องกันดินทรุด และสามารถตัดขายให้พ่อค้าในหมู่บ้านได้ราคากิโลกรัมละ 10-12 บาท ตามฤดูกาล และพื้นที่ตรงกลางที่เหลือแบ่งปลูกเป็นไม้ผล ทั้งมะม่วง ขนุน ละมุด มะขามป้อม และอื่นๆ อีกอย่างละนิดละหน่อย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สามารถนำมาประกอบอาหารกินได้ทุกฤดู

พื้นที่สำหรับเลี้ยงปูนา ด้วยการประยุกต์ให้อยู่กับธรรมชาติโดยการใช้กระเบื้องลอนคู่มือสองมาล้อมพื้นที่ประมาณเกือบ 1 ไร่ เพื่อจะปล่อยปูนาพันธุ์พระเทพ เลี้ยงแบบอิงธรรมชาติ พร้อมกับปลูกไผ่กิมซุ่งไว้ด้วยหลายสิบต้น ในบริเวณบ่อเลี้ยงปูนา

เวลาน้อย มีวิธีบริหารจัดการอย่างไร
ให้ได้ผลผลิตออกมาสม่ำเสมอ

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนหลายท่านเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้วต่างสนใจและอยากจะลองทำงานเกษตรควบคู่กับงานประจำบ้าง แต่ยังติดอยู่กับข้อจำกัดของเวลาที่มีอยู่น้อยนิด พี่แอ๊ด บอกว่า ไม่ใช่ปัญหา เพราะอย่างตนเองก็เป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานประจำเหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การเริ่มต้น ควรต้องมีการวางแผนจัดการระบบให้รัดกุมตั้งแต่ทีแรก เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้มีเวลาน้อยก็ตาม

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการปลูกพืชคือน้ำ ผมก็ถือโอกาสเอาประสบการณ์จากงานประจำมาใช้ ด้วยการติดตั้งปั๊มบาดาลโซลาร์เซลล์ หลังจากนั้นปล่อยธรรมชาติ แล้ววางระบบน้ำสปริงเกลอร์ตั้งเวลาเปิด-ปิด ให้พืชตั้งตัวได้ หลังจากนั้นปล่อยธรรมชาติ ส่วนปุ๋ยจะใช้ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เข้ามาจดข้อมูลพร้อมกับทำตารางการใส่ปุ๋ยให้กับพืช ว่าพืชแต่ละชนิดต้องใส่ปุ๋ยช่วงไหน โดยปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมด

ต่อมา คือการมองให้เห็นถึงจุดเด่นและจุดด้อยของพืชแต่ละชนิด GClub หากอยากจะเลือกพืชที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ คนที่มีเวลาน้อยไม่แนะนำให้ปลูก เพราะว่าการดูแลบริหารจัดการทุกอย่างจะยากขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นแล้วก่อนปลูกพืชแต่ละชนิด ผมจะคัดเลือกพืชที่ปลูกและดูแลง่าย ทนแล้ง ไม่ต้องการน้ำมาก เพียงแค่ดูแลเอาใจใส่เฉพาะในช่วงแรก ก็คือไม้ยืนต้น อย่างมะขามเทศ เป็นพืชที่เกิดที่ไหนก็เกิดได้ สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่ดี ใส่ปุ๋ยแค่ปีละ 2 ครั้ง และมะขามเทศเป็นพืชตระกูลถั่ว ใบที่หล่นลงมาก็กลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินไปในตัว แถมยังช่วยเป็นไม้พี่เลี้ยงให้กับต้นผักหวานป่า เพราะมองว่าแต่ฤดูกาลผักหวานป่ามีราคาสูงกิโลกรัมละ 200-300 บาท ในขณะเมื่อเทียบกับการดูแลไม่ต้องมาก ดูแลแค่ในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นเมื่อเข้าหน้าฝนอีกครั้งเขาก็อยู่ได้ของเขา ผมแทบไม่ได้บริหารอะไรเลย เพียงแต่มีการจัดสรรระบบให้ดีตั้งแต่ตอนเริ่มต้น หรือสรุปง่ายๆ คือก่อนจะปลูกอะไรก็ตามต้องศึกษาพืชแต่ละชนิดในพื้นที่ก่อนว่าสามารถอยู่ได้ทนไหม โดยการดูแลน้อยที่สุดผมจึงค่อยตัดสินใจนำพืชชนิดนั้นมาปลูก”

พี่แอ๊ด บอกว่า การทำสวนผสมผสานของตนเองมีแนวคิดเริ่มต้นมาจากการทำอย่างไรให้พออยู่ พอกิน หลังจากนั้นเมื่ออิ่มท้องแล้วจึงขายสร้างรายได้ จนกลายเป็นว่าที่สวนผสมผสานมีพืชสร้างรายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ยกตัวอย่าง 1. ตะไคร้พืชอายุสั้น และกล้วยน้ำว้า ตรงนี้สามารถเก็บได้ทุกวัน จากพ่อค้ารายย่อยในหมู่บ้าน นี่คือรายได้รายวัน 2. รายสัปดาห์ตอนนี้คือผักหวานป่า เก็บขายได้ทุกสัปดาห์ เพราะว่าผักหวานป่าแตกยอดตลอด 3. รายเดือนเป็นปลาหมอ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 120 วัน จับขายได้ 1 ปีเลี้ยงได้ 2-3 รอบ ก็จะมีปลาขายหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ส่วนปลากินพืชเน้นขายให้คนในหมู่บ้าน ไม่ได้เลี้ยงขุนให้เป็นปลาไซซ์ใหญ่มากนัก เลี้ยงแบบธรรมชาติ เน้นขนาด 4-5 ตัว ต่อกิโลกรัม เพราะเป็นไซซ์ที่คนในหมู่บ้านนิยม

ส่วนการตลาดนั้น หาได้รอบตัว เริ่มต้นจากขายให้คนในชุมชนก่อน ไม่ได้ส่งให้พ่อค้าคนกลางรายใหญ่หรือพ่อค้าที่มารับจำนวนมาก แต่จะทำจำหน่ายเองผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการให้ความรู้วิธีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ จนกลายเป็นการบอกปากต่อปาก ก็มีคนสนใจทั้งพืชผักผลไม้ที่ปลูก และอีกส่วนคือคนที่สนใจอยากเข้ามาศึกษาดูงานที่สวนก็มีหมุนเวียนเข้ามาเรื่อยๆ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้ และแบ่งปัน”

“ที่ผ่านมาผมก็จะพยายามบอกให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จากเคยทำนาอย่างเดียวก็ให้ลดพื้นที่ปลูกแต่พอกิน อย่างเมื่อก่อนญาติพี่น้องของผมก็ปลูกกันแต่ข้าวอย่างเดียว แล้วต้นทุนค่าปุ๋ยก็สูง สวนกระแสกับราคาข้าวที่ตกต่ำ แต่พอญาติพี่น้องได้มาเห็นสวนเรากำลังไปได้ดี เขาก็เริ่มมาทำตามแบบผมมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่จะไม่ยอมเสียที่นา จะปลูกแต่ข้าวอย่างเดียว แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนแปลงหาพืชอย่างอื่นมาปลูก แล้วก็ขุดบ่อเป็นร่อง มีไม้ผลมาปลูก เริ่มเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเลี้ยงสัตว์ เพื่อจำหน่ายในพื้นที่ใกล้เคียงกันแล้ว เพราะฉะนั้นตามแนวคิดของผมสรุปได้ว่าการทำเกษตรคืออาชีพที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้ ถึงแม้ว่าคนทำอาจจะไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่ทำให้เรามีอยู่ มีกิน โดยไม่ขัดสนแน่นอน” พี่แอ๊ด กล่าวทิ้งท้าย