การเข้ามาส่งเสริมพัฒนาตลาดมอกล้วยไข่ของกรมการค้าภายใน

เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ช่วยให้เกิดกิจกรรมการค้าขายและการท่องเที่ยวควบคู่กันไป ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชน เป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างโอกาส และช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร และสินค้าอื่นๆ แก่ผู้ค้าของชุมชน และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าดีมีคุณภาพ มาตรฐาน ราคาเป็นธรรม

ตลาดริมทาง ‘ตลาดมอกล้วยไข่’ จ.กำแพงเพชร เป็น 1 ใน 5 ตลาดริมทาง บนถนนสายหลักของประเทศขึ้นภาคเหนือที่ผ่านแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งหลายจังหวัด นับเป็นจุดซื้อขายสินค้าที่น่าแวะ และยังสามารถเชื่อมโยงเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดกำแพงเพชรได้โดยง่าย

ตลาดมอกล้วยไข่ แต่เดิมมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเนินลูกรัง ชาวบ้านบริเวณนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกพืชไร่ เช่น ฟักทอง ข้าวโพด น้อยหน่า พริก เป็นต้น

กระทั่งช่วงปี พ.ศ.2516-2520 กลุ่มชาวบ้านได้นำผลผลิตพืชไร่ที่เหลือจากการบริโภค มาตั้งแผงขายกันบริเวณริมทางเพียง 4-5 ร้าน และนำ ‘กล้วยไข่’ มาวางขายเป็นเครือก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มนำกล้วยมาแปรรูป

ปีพ.ศ.2527 จังหวัดกำแพงเพชร เริ่มจัดงานประเพณี “สารทไทย กล้วยไข่เมืองกำแพง” ขึ้น โดยมีกิจกรรมการประกวดกล้วยไข่ และผลผลิตจากกล้วยไข่ จนกล้วยไข่กลายเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด พลอยทำให้ตลาดมอกล้วยไข่ ได้รับความนิยมและมีร้านค้าเพิ่มขึ้นจนปัจจุบันมีกว่า 100 ร้านค้า

ปลายปี 2560 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศว่ากล้วยไข่กำแพงเพชร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ที่สามารถเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้

สำหรับตลาดริมทาง ‘ตลาดมอกล้วยไข่’ ตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินสายเอเชียหมายเลข 1 สายกำแพงเพชร – นครสวรรค์ กิโลเมตรที่ 343 มีร้านขายวางเรียงรายยาวประมาณ 200 เมตร

จากตลาดมอกล้วยไข่สามารถเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ใน จ.กำแพงเพชร ได้ง่าย เช่นอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรที่องค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น ‘มรดกโลก’ เมื่อปี 2534 หรือจะไปสักการะวัดพระบรมธาตุ เจดียาราม พระบรมธาตุนครชุม ที่อยู่คู่เมืองนครชุมมายาวนานกว่า 600 ปี

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาทิ บ่อน้ำพุร้อนพระร่วง ห่างจากตัวเมืองเพียง 13 กิโลเมตร น้ำพุธรรมชาติสระตาพรหม อ.ขาณุวรลักษบุรี เป็นน้ำพุธรรมชาติพุ่งขึ้นจากผิวน้ำในสระสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนใครที่ไปกำแพงเพชรช่วงวันศุกร์–เสาร์–อาทิตย์ อยากรำลึกถึงยุคเก่าๆ ต้องแวะไปที่ตลาดย้อนยุคนครชุม อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวในตัวเมืองกำแพงเพชร ที่จำลองบรรยากาศตลาดแบบย้อนยุค

หรือใครที่เดินทางขึ้นเหนืออย่าลืมแวะมาเช็กอิน ที่ ‘ตลาดริมทาง ตลาดมอกล้วยไข่’ จ.กำแพงเพชร “จะแวะก่อนเที่ยว หรือจะเที่ยวแล้วแวะ…ก็ได้” เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ จ.แพร่ ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว ส้มเขียวหวาน เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของ อ.วังชิ้น จ.แพร่ มีพื้นที่ปลูกกว่า 13,000 ไร่ ในลุ่มน้ำยม สามารถทำรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกส้มอย่างต่อเนื่องในอดีตที่ผ่านมา สำหรับฤดูกาลผลิตส้มเขียวหวานปีนี้ เกษตรกรมีส้มจำหน่ายถึง 2 รุ่น คือในช่วงเดือนพฤษภาคม และเดือนกุมภาพันธ์เป็นส้ม รุ่นที่ 2 ซึ่งส้มรุ่นนี้จะตรงกับเทศกาลตรุษจีน ทำให้ส้มมีราคาดีเป็นพิเศษ รุ่นนี้จึงเป็นความหวังของเกษตรกรที่จะทำรายได้ ทุกปีสามารถจำหน่ายผลส้มในช่วงเทศกาลตรุษจีนขนาดคละกันได้ถึง กิโลกรัมละ 30-40 บาท จากสวน

แต่ปีนี้แม้ผ่านวันตรุษจีนมาหมาดๆ เป็นเทศกาลที่มีการใช้ส้มในเทศกาล แต่ไม่ทำให้ราคาส้มเขียวหวานของอำเภอวังชิ้นกระเตื้องขึ้น ยังคงราคา 15-20 บาท เท่านั้น ซึ่งต้องคัดส้มที่มีสีสวยและขนาดใหญ่ คือ เบอร์ 0 เท่านั้น จึงจะสามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท

นายวีรชัย เข็มวงษ์ เกษตรจังหวัดแพร่ กล่าวว่า เกษตรกรประสบปัญหาราคาส้มเขียวหวานตกต่ำ ไม่ใช่เรื่องคุณภาพส้ม แต่เกิดจากการปลูกและจำหน่ายของเกษตรกรที่ไม่รวมกลุ่มกัน ขาดการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้ส้มมีคุณภาพเท่ากัน ผลส้มของอำเภอวังชิ้นถ้านำไปจำหน่ายในตลาดใหญ่ กทม. เชื่อว่าจะได้ราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 50 บาท ซึ่งในตลาดค้าปลีก ใน กทม. ผลส้มมีราคาสูงถึง กก.ละ 80 บาท แต่ทุกวันนี้ถูกกดราคา ตัดราคา อ้างถึงคุณภาพ เช่น สีผิว หรือแหล่งผลิตที่ไม่ใช่พื้นที่ผลิตหลักๆ ของประเทศ

แม้ที่ผ่านมา เกษตรจังหวัดแพร่ ได้ส่งเสริมการขายจัดเทศกาลส้มช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน เพื่อสร้างกิจกรรมให้เกิดการรู้จักส้มเขียวหวานวังชิ้นมากขึ้น แต่ไม่สามารถยกระดับราคาได้ “ทางออกที่ดีหลังจากนี้ไป เกษตรกรควรใช้โอกาสที่รัฐส่งเสริม เข้ามารวมตัวเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาคุณภาพไปพร้อมๆ กัน และทำให้ผลส้มสวยเป็นที่ต้องการของตลาด พร้อมทั้งทำอย่างไรให้ผลผลิตส้มทั้ง 13,000 ไร่ เป็นผลผลิตส้มปลอดภัยไปจนถึงส้มอินทรีย์ ถ้าเกษตรกรสามารถรวมตัวกันได้ รับรองว่าการสร้างตลาดใหม่ให้ส้มวังชิ้น จะทำให้เกษตรกรทำรายได้อย่างงดงาม ปัจจุบัน ส้มเขียวหวานของอำเภอวังชิ้นสามารถผลิตได้ไร่ละ 2,000 กิโลกรัม ถ้าจำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50 บาท จะทำให้มีรายได้เข้าจังหวัดไม่น้อยกว่า 1,300 ล้านบาท

ปีนี้ถือเป็นปีเริ่มต้นที่เกษตรกรเริ่มรวมตัวกันพัฒนาแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน ตามโครงการเกษตรแปลงใหญ่ นำไปสู่การสร้างคุณภาพผลผลิตในฤดูกาลต่อไป ภายใต้การค้าขายที่เหมาะสม ตัดพ่อค้าคนกลางออกไปจะทำให้ราคาส้มเขียวหวานกลับมามีราคาที่เกษตรกรพอใจอีกครั้ง” นายวีรชัย กล่าว

ที่ข้างองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา มีต้นเรือง (ในภาษาถิ่นพะเยา) ขึ้นอยู่ มีขนาดใหญ่หลายคนโอบ เนื่องจากมีผึ้งมาอาศัยทำรังอยู่มาก ในช่วงฤดูทำรัง ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงเรียกต้นเรืองว่า “ต้นผึ้ง” เป็นที่น่ายินดี ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตุ่น อนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่ไว้เพื่อคนรุ่นหลัง

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การปลูกต้นไม้เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการดักจับสารพิษในอากาศ และสามารถป้องกันฝุ่นละออง เพราะส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ โดยเฉพาะใบ สามารถช่วยดักฝุ่นได้ดี ซึ่งฝุ่นละอองที่ลอยอยู่บนอากาศจะผ่านต้นไม้ติดค้างอยู่บนผิวใบ โดยพืชตระกูลสนจะช่วยดักจับฝุ่นได้ เพราะโครงสร้างของใบมีความละเอียดซับซ้อน

แต่หากเป็นไม้เลื้อยจะดักจับฝุ่นได้มากกว่าไม้อื่น เพราะมีพื้นผิวใบมากกว่าต้นไม้อื่น ด้วยลักษณะใบที่เรียวเล็ก ชื้น หยาบ มีขน หรือผิวใบที่เหนียวจะทำให้ฝุ่นเกาะติดใบได้ดี ส่วนลำต้น กิ่ง ก้าน ที่มีโครงสร้างพันกันอย่างสลับซับซ้อนมีส่วนช่วยดักจับฝุ่นได้เช่นกัน อาทิ ไทรเกาหลี คริสตินา โมก ตะขบ การเวก พวงครามออสเตรเลีย อโศกอินเดีย และสนฉัตร แต่ไม่ควรปลูกไม้ผลัดใบ เพราะบางช่วงไม่มีใบดักจับฝุ่น ก่อนปลูกจึงต้องเลือกชนิดต้นไม้ให้เหมาะสมกับสภาพหรือบริเวณที่จะปลูก

“สำหรับไม้ประดับภายในอาคารหรือในบ้านให้เลือกที่สามารถปลูกได้ง่าย อาทิ พลูด่าง ลิ้นมังกร กล้วยไม้พันธุ์หวาย เบญจมาศ เยอร์บีร่า เสน่ห์จันทน์แดง ที่ช่วยดูดสารพิษได้มาก ซึ่งการปลูกต้นไม้ 1 ต้น ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 9-15 กิโลกรัม ต่อปี ดักฝุ่นและมลพิษทางอากาศได้ 1.4 กิโลกรัม ต่อปี ช่วยฟอกอากาศ ลดการเกิดภูมิแพ้และหอบหืดได้ อีกทั้งยังช่วยทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย ลดความเครียด รวมทั้งลดอุณหภูมิรอบบ้านได้ 2-4 องศาเซลเซียส เพราะช่วยให้ร่มเงาและป้องกันรังสี UV ได้เป็นอย่างดี” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ใครอยากกิน “อัลมอนด์” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอแนะนำให้กินแบบ “อัลมอนด์ – แช่น้ำ” ทั้งนี้ จากการศึกษาเรื่องการบริโภคอัลมอนด์แช่น้ำ ของ สุตานันท์ ธนาธันย์นิธิป นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการเสริมสร้างอุตสาหกรรมชีวภาพจากนวัตกรรม (Pilot Plant) มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า หากแช่น้ำอัลมอนด์ก่อนนำมารับประทาน จะช่วยให้การบดเคี้ยวและการย่อยอัลมอนด์ได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนการทำ “อัลมอนด์ – แช่น้ำ” เริ่มจากคัดเลือกอัลมอนด์ที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ หลังจากนั้น จึงค่อยนำเมล็ดอัลมอนด์ไปแช่ตามขั้นตอนดังนี้ 1.ใส่อัลมอนด์ลงในภาชนะแก้วที่สะอาด 2.ใส่น้ำดื่มสะอาด 2 ถ้วย ต่ออัลมอนด์ครึ่งถ้วย 3.แช่ไว้ข้ามคืน 4.เช้าวันรุ่งขึ้นเทน้ำออก และเก็บในภาชนะปิดสนิท หรือถุงพลาสติก แล้วเอาเข้าตู้เย็นทันทีหากยังไม่บริโภค 5.การเก็บในภาชนะที่สะอาดและมิดชิดจะเก็บได้นาน 1 สัปดาห์

ขั้นตอนการทำ “อัลมอนด์ – แช่น้ำ” โดยแช่อัลมอนด์ข้ามคืน ประมาณ 10-12 ชั่วโมง จากนั้นเทน้ำออก ล้างให้สะอาดอีกครั้ง และเก็บในภาชนะดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อนำไปแช่ในตู้เย็นไว้อีก 1-3 วัน จะเห็นอัลมอนด์ต้นอ่อนงอกออกมา ซึ่งเป็นวิธีที่แน่ใจที่สุดว่าเอนไซม์ lipase ได้ออกมาเพื่อเตรียมย่อยไขมันกันแล้ว

อัลมอนด์ (Almond) มีชื่อวิทยาศาสตร์ Prunus amygdalus (Prunus dulcis) อยู่ในวงศ์ Rosaceae มีถิ่นกำเนิดแถบตะวันออกกลาง เอเชียตอนใต้ แอฟริกาเหนือ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูงปานกลาง 13-33 ฟุต ผลยาว 3.5-6 เซนติเมตร ทั้งนี้ อัลมอนด์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มถั่วเปลือกแข็ง (nut) แต่มีผลเดี่ยวแบบพลัม เชอร์รี่ แอพริคอต มีเปลือกนอกหนา แข็ง ภายในมีเมล็ดอยู่ อัลมอนด์ที่ขายอยู่ทั่วไปมักเอาเปลือกออกแล้ว

อัลมอนด์ จัดว่ามีสารอาหารมากที่สุดหากเทียบกับถั่วเปลือกแข็งทั้งหมด การบริโภคอัลมอนด์ดีต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะการบริโภคอัลมอนด์ที่แช่น้ำ เต็มไปด้วยวิตามินอี โปรตีน แร่ธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไนอะซิน และกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6

นอกจากนี้ อัลมอนด์แช่น้ำยังดีต่อสุขภาพในด้านต่างๆ คือ 1.ช่วยให้การย่อยอาหารดีขึ้น เพราะเมื่อแช่อัลมอนด์ตัวยับยั้งเอนไซม์ซึ่งป้องกันการงอกของเมล็ดจะถูกทำลายไป ทำให้ร่างกายย่อยอัลมอนด์ได้ง่ายขึ้น การแช่น้ำอัลมอนด์ยังช่วยให้ปล่อยเอนไซม์ lipase ออกมาย่อยพวกไขมันด้วย 2.ช่วยลดน้ำหนัก ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในอัลมอนด์จะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้การรับประทานอาหารลดลง ซึ่งมีผลต่อน้ำหนัก

3.ป้องกันการเกิดโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ โดยช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดีเยี่ยม เพราะไปเพิ่มไขมันที่มีความหนาแน่นสูง high density lipoprotein (HDL) ที่มีสัดส่วนของโปรตีนประมาณ 50% ซึ่งเป็นไขมันที่ดีสำหรับหลอดเลือดแดง เพราะจะป้องกันไม่ให้ไขมันที่ไม่ดี คือ คอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ และ LDL (lower density lipoprotein) ไปพอกสะสมในหลอดเลือดแดง ถ้ามีระดับ HDL ในเลือดต่ำ ก็จะเพิ่มโอกาส เพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ และอัลมอนด์ที่แช่น้ำยังไปลด LDL อีกด้วย ทั้งยังลดการอักเสบของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจ folic acid ในอัลมอนด์ช่วยสลายการอุดตันของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจ และได้วิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอีกด้วย

4.ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง อัลมอนด์แช่น้ำประกอบไปด้วยวิตามินบี 17 ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการต่อสู้กับมะเร็ง ทั้งวิตามินอี และไขมันอิ่มตัวต่ำในอัลมอนด์ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ยิ่งไปกว่านั้นยังลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่พบในอัลมอนด์แช่น้ำจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้

5.ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานและช่วยลดความดันโลหิต โดยช่วยลดระดับน้ำตาลและเพิ่มความดันเลือด อัลมอนด์เป็นอาหารที่มีแคลอรีต่ำซึ่งจะช่วยลดปริมาณโซเดียม อินซูลิน และน้ำตาลในเลือด และยังไปเพิ่มการป้องกันจากสารอนุมูลอิสระและแมกนีเซียม ซึ่งทำให้ไม่เสี่ยงต่อเบาหวานและความดันโลหิตสูง และ 6.อัลมอนด์แช่น้ำดีสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะประกอบไปด้วย folic acid ที่จะไปลดอัตราการเกิดความผิดปกติของทารกแรกคลอด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ชลเกียรติ ขอประเสริฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รับมอบหน้ากากอนามัย N95 จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) และคนงานของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สำหรับป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ ณ ศาลาทินทัต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนากระบวนการผลิตสินค้าสหกรณ์ให้มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นสะท้อนวิถีชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโดนใจผู้บริโภค แบ่งกลุ่มสินค้าหลัก ข้าว ผัก ผลไม้ ข้าวโพด นม เนื้อ สินค้าประมง เตรียมพัฒนาตัวสินค้าแยกแต่ละประเภท คาดภายใน 6 เดือน จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกจำหน่ายสู่ตลาด

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อดำเนินโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาสินค้าสหกรณ์สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำความรู้และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบ และการผลิตสินค้าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีคุณภาพ

มีความโดดเด่น สะท้อนอัตลักษณ์ของวิถีชุมชนสหกรณ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นที่น่าจดจำของผู้บริโภค โดยจะเน้นสินค้าหลักของสหกรณ์ ได้แก่ ข้าว ผลไม้ นม และยางพารา เบื้องต้นได้มีการจัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการผลิตและแปรรูปข้าว ให้กับตัวแทนสหกรณ์ผู้ผลิตข้าว 42 แห่ง เพื่อให้มีแนวคิดในการนำข้าวมาเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าทั้งอาหารแปรรูป เครื่องสำอาง น้ำนมข้าว ควบคู่กับการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าข้าวของสหกรณ์ให้มีความโดดเด่น และสามารถบอกเล่าเรื่องราวและแหล่งที่มาของข้าวแต่ละชนิดได้อย่างน่าสนใจ

“กิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับธุรกิจสหกรณ์ ตามโครงการ 1 อำเภอ 1 สหกรณ์การเกษตร เพื่อให้สหกรณ์การเกษตรสามารถบริหารจัดการผลผลิตของสมาชิกได้ ทั้งในด้านรวบรวม การแปรรูป การยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีองค์ความรู้ในแต่ละด้านเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสหกรณ์ ที่ผ่านมาได้เข้าไปหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงพาณิชย์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเห็นว่าหน่วยงานเหล่านี้จะเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ได้ กรมฯ จึงได้แบ่งกลุ่มสินค้าหลักของสหกรณ์ เป็นสินค้าข้าว ผัก ผลไม้ ข้าวโพด มันสำปะหลัง นม เนื้อ สินค้าประมง และจะจัดอบรมเพื่อพัฒนาสินค้าสหกรณ์แต่ละชนิด คาดว่าไม่เกิน 5-6 เดือน น่าจะได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาและจะมีการทดลองทำตลาด ถ้าเป็นที่สนใจของผู้บริโภค สหกรณ์ก็จะพัฒนาต่อ หากสหกรณ์ใดสนใจจะพัฒนาสามารถติดต่อแจ้งกับทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดเพื่อจะได้ประสานหน่วยงานต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือ

ด้าน ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า ทางวว. มีเทคโนโลยีพร้อมใช้หลายรูปแบบ ทั้งเรื่องการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การยืดอายุสินค้า โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งในระดับต้นน้ำ ต้องดูตั้งแต่เรื่องปุ๋ย ระดับกลางน้ำ พัฒนากระบวนการผลิตและการแปรรูป ส่วนปลายน้ำ ต้องพัฒนาเรื่องบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยยืดอายุสินค้า เนื่องจากผลผลิตการเกษตร หากแปรรูปแล้วเก็บไว้ได้ไม่นานก็จะทำให้เกิดความสูญเสียมาก ซึ่งทางวว. มีเทคโนโลยีในเรื่องของการแปรรูปและยืดอายุสินค้าการเกษตร และพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยส่งเสริมการขายด้วย

“สิ่งที่ทางวว. ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ คือเรามีเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน สามารถนำไปประยุกต์และปรับเปลี่ยนโฉมของสินค้าของกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตร ปัจจุบัน วว. มีโรงงานและได้ขยายกำลังผลิต สามารถแปรรูปข้าวเป็นน้ำนมข้าว และสามารถขอการรับรองจาก อย. เรียบร้อยแล้ว ถ้าสหกรณ์สนใจนำข้าวมาแปรรูปมาเป็นน้ำนมข้าว ก็สามารถผลิตเป็นนมกล่องแล้วนำออกไปจำหน่ายวางขายในตลาดได้ทันที

ซึ่งโรงงานของทางวว.อยู่ในกลุ่มของ Food Innopolis หรือเมืองนวัตกรรมอาหาร ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเราเป็นหน่วยงานที่สามารถผลิตและนำออกไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้เลย ส่วนงานวิจัยที่เกี่ยวกับการแปรรูปข้าวนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะแปรรูปเป็นอาหาร เป็นข้าวที่เพิ่มมูลค่า เช่น Energy Bar หรือ เป็นสินค้าที่เป็นข้าวสำหรับผู้สูงอายุ หรือจะทำเป็นข้าวผง

มีการเติมวิตามินที่เพิ่มคุณค่ามากกว่าเป็นข้าวเปล่าๆ นอกจากนั้นแล้วยังทำเป็นเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง นโยบายรัฐบาล คือ ทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพราะว่าสินค้าเกษตรทุกปีจะมีปัญหาเรื่องผลผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ดังนั้นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์และการแปรรูป ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้” ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

เพื่อนรุ่นน้องสาวมาเลเซียน แต่ไปทำงานที่สิงคโปร์ของฉัน ชื่อ Ally หรือชื่อจริงคือ FangWoei Chan เป็นนักบัญชีชั้นเซียนที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ของสิงคโปร์วางใจ ทำงานอย่างมืออาชีพและไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง นางมีสายตาเหยี่ยวที่จะเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นเสมอ จึงเป็นผู้ตรวจบัญชีมือหนึ่งจนทุกวันนี้

ชีวิตนอกจากเวลางาน Ally ชอบท่องเที่ยว และไม่ได้เที่ยวฉุยฉายธรรมดา เธอเคยเดินทางรอบโลกคนเดียวมาแล้ว บุกไปถึงถิ่นที่เขารบสู้กันก็ไปมา แม้ทุกวันนี้จะกลับมาทำงานเต็มตัว แต่ทุกครั้งที่มีเวลา เธอจะออกเดินทาง เลือกไปในที่ที่ทุกคนไม่ไป หรือไม่อยากไป

ล่าสุด Ally ไปศรีลังกา ประเทศในเอเชียใต้ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป ด้วยว่ายังพัฒนาได้ไม่มาก คนรู้จักศรีลังกาแบบขยาดๆ จากสงครามกลางเมือง ระหว่างกลุ่มพยัคทมิฬอีแลม กับรัฐบาลที่ยืดเยื้อกว่า 30 ปี คนล้มตายและประเทศถูกถีบไปอยู่ที่ขอบเหวแห่งหายนะ
ที่จริงศรีลังกานั้นงดงามนัก เป็นเกาะไม่ใหญ่นัก แขวนจากชมพูทวีป รูปร่างคล้ายหยดน้ำ หน้าตาเหมือนเกาะไต้หวัน อากาศร้อนแต่ชายทะเลก็งดงามเหลือกำลัง

และ Ally ก็ไปและมองเห็นแง่งามของบ้านเมืองที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนั้น เธอเล่าให้ฟังอย่างออกรสในการผูกมิตรกับหนุ่มพ่อค้าขายผักในตลาดแมนนิ่งที่เก่าแก่วุ่นวายสกปรก แต่ได้มิตรภาพแปลกใหม่ ขนาดไอ้หนุ่มขายผักคลี่โสร่งให้ดูความลับแสนวิเศษ ว่าเงินขายผัก บัญชีลูกค้า กระทั่งขนมยาอมประจำตัว ไอ้หนุ่มเอาสอดไว้ในโสร่งที่เหน็บไว้หว่างขาตลอดเวลาที่ยืนขายผักนั่นเอง

หนุ่มศรีลังกาตาคมผู้ไม่ประสงค์ออกนามแต่ยินดีคลี่โสร่งให้ดู บอกว่านี้ขายดี ขายผักที่รับมาจากเกษตรกรแถวบ้านอีกที วันนี้ได้กำไรเกือบร้อยบาท นับว่ามากโขสำหรับบ้านเมืองที่คนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีรายได้วันละ 40 บาท

ผักขายกิโลละ 10 บาท รับมา 6 บาท พอได้กำไรอยู่ กล้วยขายกันหวีละ 15 บาท สับปะรดนั่นขายส่ง เขาเอาขึ้นตุ๊กตุ๊กกลับบ้าน ไปขายกันที่เมืองอื่น ถ้าในตลาดนี้หัวละ 7 บาท ไปถึงปลายทางราคาจะขึ้นมาอีกเกือบเท่าตัว

เห็นการขนส่งผักเขาที่โยนกันโครมๆ หรือสับปะรดอัดตุ๊กตุ๊กแน่นจนอึดอัดแทน เราก็พอทำใจได้ว่าสภาพไปถึงปลายทางจะเป็นไฉน แต่ค่าขนส่งเขาแพง คนมีกำลังซื้อไม่สูง เขาจึงต้องประหยัดต้นทุนการขนส่งด้วยการอัดๆ กันเข้าไป พ่อค้าผักตาคมบอกว่า เขาเองก็หอบผักขึ้นรถเมล์มาจากบ้าน กองผักไว้กับพื้นรถแล้วปุเลงๆ กันมาแบบนั้น เพราะไม่มีทางอื่นที่ดีกว่า

เห็นแล้วฉันว่าเกษตรกรบ้านเราโชคดีกว่า ชีวิตยังไม่รันทดเท่า แต่รอยยิ้มของหนุ่มตาคมนี่ก็ยืนยันว่าเขาสู้ ไม่ว่าจะเกษตรกรที่ปลูกผักอยู่ไกลโพ้น หรือพ่อค้าที่หอบหิ้วผักขึ้นรถปุเลงๆ มาขายในเมืองอย่างนี้

ตลาดแมนนิ่งที่หนุ่มคลี่โสร่งยืนขายผักอยู่นี่ เป็นตลาดค้าส่งผักผลไม้ใหญ่สุด เก่าแก่สุดของเมืองโคลัมโบ เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของศรีลังกา (เมืองหลวงอย่างเป็นทางการคือ โกฏเฏ ซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้จัก) มีมากว่าร้อยปีแล้ว เปิดมาตั้งแต่สมัยศรีลังกายังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และว่ากันตามจริงก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ช่วงที่เขาสู้รบกันตลาดนี้ก็ไม่เคยปิด แต่ก็ซบเซา

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ศรีลังกานั้นตกอยู่ภายใต้สงครามกลางเมืองยาวนานกว่าสามสิบปี และแม้จะหยุดไปแล้วเกินสิบปี แต่บาดแผลลึกนั้นยังเห็นชัดในทุกซอกมุม ประเทศหยุดอยู่กับที่ และที่สุดก็ถดถอยหนักในระยะหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนยากจน และปัญหาของประเทศก็อีนุงตุงนังไปหมด

ตลาดแมนนิ่งที่เรียกกันว่าเป็นตลาด เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศนี้ สะท้อนภาพความถดถอยนั้นได้ดีปิ 2559 รัฐบาลตัดสินใจย้ายตลาดแมนนิ่งจากย่านปัจจุบันคือ Pettah ออกไปอยู่ในย่าน Peliyagoda แต่การก่อสร้างตลาดใหม่ยังไม่เสร็จ แม้เวลาจะผ่านไป 2 ปีกว่าแล้ว ตอนนี้ก็ยังต้องใช้งานตลาดเก่าร้อยปีไปก่อน