การเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบ

ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ สามารถช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกร และทำให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งคาดว่า เกษตรกรผู้ผลิต ผู้แปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์จะมีการวางแผนการผลิตเชื่อมโยงกับแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า และผู้ส่งออกได้ ทั้งยังเกิดการรวมกลุ่มวางแผนการผลิตและระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ให้เกื้อกูลกันอย่างครบวงจร และมีตลาดรองรับที่แน่นอน คาดว่าจะได้ภาคีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมโยงกันในระดับภาคและระดับประเทศในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะแอปพลิเคชั่นไลน์ (Application Line) เป็นต้น

“ปัจจุบัน ไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทร์ ประมาณ 160,000 ไร่ เกษตรกรกว่า 5,000 ราย ได้ผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 50,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวอินทรีย์ คิดเป็น 60% ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆ สมุนไพร รวมทั้งสินค้าประมงและปศุสัตว์อินทรีย์ มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท สำหรับสินค้าอินทรีย์ที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูงคือ ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังส่งออกผักและผลไม้อินทรีย์ไปต่างประเทศด้วย อาทิ กล้วยหอม สับปะรด เงาะ มะม่วง มังคุด ทุเรียน ผักสลัด แครอต กระเจี๊ยบเขียว ชา และกาแฟอินทรีย์ โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา สำหรับตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มดีในอนาคต ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นต้น” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

นายฮิโรชิ คาวาคามิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า “ศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย หรือ KUBOTA RESEARCH & DEVELOPMENT ASIA เกิดจากวิสัยทัศน์ของคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่ตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สอดรับกับทิศทางการใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคนในภาคเกษตรกรรม ซึ่งบริษัทเข้าใจถึงความต้องการของตลาดและเกษตรกรผู้ใช้งานจริง ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเทศที่มีลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกันได้เป็นอย่างดี ทำให้ผลิตภัณฑ์ของคูโบต้ามีความโดดเด่นและสามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่เกษตรกรทั่วโลก มุ่งสร้างการพัฒนาสินค้าคูโบต้าสู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก หรือ Global Major Brand”

สยามคูโบต้า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดจนการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับเครื่องจักรกลการเกษตรที่เน้นในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานที่หลากหลายสำหรับนาข้าวและทุกพืชไร่มาโดยตลอด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในระดับภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และการพัฒนาภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน จึงทำให้ล่าสุดสยามคูโบต้าได้ทุ่มงบฯ การลงทุนกว่า 600 ล้านบาท สร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย หรือ KUBOTA RESEARCH & DEVELOPMENT ASIA โดยตั้งอยู่ที่ภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ซึ่งนับเป็นศูนย์ R&D แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน” นายฮิโรชิ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย ได้รับการออกแบบสำหรับการวางแผนวิจัยและพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและครบวงจรในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผลการทดสอบมีประสิทธิภาพแม่นยำสูงสุด อีกทั้งยังมุ่งหวังผลักดันภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของคู่ค้า เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ ในประเทศให้พัฒนาสู่ระดับสากลมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรไทย และกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมถึงอีกกว่า 30 ประเทศ ทั่วโลก เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน

ตามที่มีกระแสข่าวคนญี่ปุ่นฮิตกินผักชีกันมากมายนั้น ลองมาดูกันใน “ผักชีไทย” มีคุณค่าทางโภชนาการ สารอาหารที่มีประโยชน์อะไรบ้าง แต่ขอย้ำว่าอย่ากินปริมาณมากชนิดเดียว เพราะหลักโภชนาการคือ กินให้หลากหลายดีที่สุด

ผศ.เอกราช เกตุวัลย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากข้อมูลทางโภชนาการพบว่า ผักชีไทย โดยเฉพาะ ใบ มีสารเบต้าแคโรทีน ลูทีน (Lutein) และสารซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoids) โดยพบมากที่สุด คือ เบต้าแคโรทีน มีประมาณ 3,900 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม หรือต่อ 1 ขีด ซึ่งสารเบต้าแคโรทีน มีประโยชน์ในแง่ต้านอนุมูลอิสระ ตัวการทำให้ร่างกายเสื่อมถอย โดยสารเบต้าแคโรทีนจะทำให้ให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี ประกอบกับสารเบต้าโรทีน เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยังเปลี่ยนรูปเป็นวิตามินเออีก ซึ่งช่วยในเรื่องการมองเห็น บำรุงสายตา ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน

ผศ.เอกราช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สารลูทีนและสารซีแซนทีน ทั้ง 2 ตัวยังมีปริมาณที่ค่อนข้างสูง คือ 800 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม โดยสารพวกนี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคกระจกตาเสื่อม ลดการเกิดต้อกระจก เนื่องจากสารเหล่านี้ช่วยบำรุงสายตาเป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังวิตามินซีสูง พบประมาณ 30 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งวิตามินซีช่วยให้ภูมิคุ้มกันดี ป้องกันอาการไข้หวัดได้ รวมไปถึงยังมีใยอาหารอีก ที่สำคัญพลังงานน้อยมากเพียง 23 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัมเท่านั้น

“สรุปคือ ผักชีไทยมีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหารจริง โดยเฉพาะสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ทั้งเบต้าแคโรทีน ลูทีนและซีแซนทีน รวมไปถึงวิตามินเอ และวิตามินซี กับใยอาหาร ส่วนพวกวิตามินบี 1 บี 2 และบี 3และแคลเซียมไม่มากนัก มีเพียงองค์ประกอบแต่ไม่ใช่สารหลัก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผักชีจะมีคุณค่าทางอาหารจริง แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องกินเพียงอย่างเดียว เพราะผักชีนิยมเป็นผักโรย สิ่งสำคัญต้องกินให้หลากหลายตามหลักโภชนาการ และก่อนจะนำผักชีมาประกอบอาหาร อย่าลืมล้างน้ำให้สะอาด เนื่องจากอาจมีสารเคมีปนเปื้อนได้” ผศ.เอกราช กล่าวและว่า ส่วนการกินมากๆ และจะมีกลิ่นตัวนั้น ก็คล้ายๆ ผักเครื่องเทศทั่วไปที่หากกินมาก็จะออกมาตามเหงื่อจนเกิดกลิ่นตัวได้

พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าวว่า สำนักโภชนาการ รวบรวมคุณค่าทางโภชนาการของผักชีชนิดต่างๆ 1.ผักชีไทย โดยศึกษาคุณค่าโภชนาการที่รากผักชี พบว่ามีพลังงาน 57 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม โปรตีน 1.7 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม วิตามินซี 30 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินบี 3 2.1 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และวิตามินบี 2 มี 0.04 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ขณะที่วิตามินเอ มี 17 ต่อค่า RE (RETINOL)

พญ.นภาพรรณกล่าวว่า 2.ผักชีล้อม ค่าพลังงานอยู่ที่ 27 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม วิตามินซี 20 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินอี 6.6 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมวิตามินเอ 416 RE 3.ผักชีฝรั่ง บริเวณใบนั้น มีค่าพลังงาน 38 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม ส่วนวิตามินซี 38 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินบี 1 มี 0.31 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม วิตามินบี 2 มี 0.21 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และมีค่าวิตามินเอถึง 525 RE และ 4.ผักชีลาว มีค่าพลังงาน 39 กิโลแคลอรี วิตามินซี 58 กิโลแคลอรี มีวิตามินเอสูงสุดที่ 1,306 RE โดยค่าทั้งหมดต่อปริมาณ 100 กรัม

“อย่างที่เคยย้ำว่าการรับประทานผักชี หรือผักชนิดใดก็ตาม ไม่ใช่ว่ากินอย่างเดียวตลอด หลักโภชนาการต้องกินหลากหลาย จึงจะได้ประโยชน์ทางโภชนาการ ที่สำคัญอย่างผักชี ต้องระวังเรื่องสารเคมีปนเปื้อน ก่อนนำมาบริโภค ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้โรยหน้าอาหาร ก็ต้องล้างน้ำให้สะอาด หลักง่ายๆ คือแช่น้ำ 10 นาที หรือล้างน้ำไหลผ่านก๊อกสักพักจะช่วยล้างสารตกค้างได้ แต่ขอย้ำว่าการล้างต้องไม่หั่นก่อน เพราะการหั่นผักก่อนนำมาล้าง จะทำให้วิตามินต่างๆ หายไปส่วนหนึ่ง คล้ายกับไปเปิดบาดแผลให้เลือดออกนั่นเอง” พญ.นภาพรรณกล่าว แต่เมื่อ “จำเลย” คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ความบังเอิญในห้วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคมจึงดำเนินไปอย่างมีเงื่อนงำ

เพราะใกล้กับ “7 สิงหาคม” ความบังเอิญของเรื่อง “จำนำข้าว” ก็เหมือนกับความบังเอิญของเรื่อง “จดหมายบิดเบือน”

เริ่มต้นที่ “ลำพูน” เริ่มต้นที่ “ลำปาง”

แต่แล้วปลายหอกก็พุ่งเข้าใส่ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ “ฝนตก” บ้านน้อง “ฟ้าร้อง”บ้านพี่

ไม่ว่าเรื่องความเสียหายในเรื่อง”จำนำข้าว” ไม่ว่าเรื่องความเสียหายในเรื่อง”จดหมายบิดเบือน” ถนนทุกสาย คือ “ชินวัตร”

ทั้งหมดนี้เป็น “ยุทธการ” อันลากโยงเอา “ร่างรัฐธรรมนูญ”มายึดโยงอยู่กับ “โจทย์” เก่าทางการเมือง

ดำรง “จุดหมาย” ของ “รัฐประหาร”มั่นแน่ว

ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

เป้าหมาย คือ “ระบอบทักษิณ”

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็เพื่อเป้าหมายนี้ แต่เมื่อไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงต้องมีรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557

และหันมาใช้ “ตัวช่วย” คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

บทบาทที่เคยเป็นของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ต้องเก็บฉากจากไป

“ประชามติ”วันที่ 7 สิงหาคมจึง”สำคัญ”

จำเป็นต้องตีไปยัง “เชียงใหม่” อันถือว่าเป็น “เมืองหลวง” ของพรรค เพื่อไทยและของนปช.คนเสื้อแดง

ตีผ่าน ตระกูล “บูรณุปกรณ์”

เท่านั้นยังไม่เพียงพอจำเป็นต้องกระหน่ำไปยังจำนวนเงิน 2.8 แสนล้านบาทอันเนื่องแต่ “จำนำข้าว”

ในความรับผิดชอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

บทบาทคือการสยบเครือข่ายพรรคเพื่อไทย เครือข่ายนปช.และคนเสื้อแดง

ตี “เชียงใหม่” ให้สะเทือน “ทั่วประเทศ”

ตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ไล่เป็นลูกระนาดไปยังแกนนำอื่นๆในขอบเขต “ทั่วประเทศ”

ให้ “มวลชน” เห็นใน “ชะตากรรม”

ความหมายก็คือ สร้างสภาวะปั่นป่วน ไร้ทิศทางของ “ประชามติ” ในวันที่ 7 สิงหาคม

เท่ากับเป็น “หลักประกัน” ให้ “ร่างรัฐธรรมนูญ”

ที่มา : มติชนออนไลน์ นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลถึงแผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย พ.ศ. 2560-2564 ว่า แผนแม่บทดังกล่าว มีเป้าหมายที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน และมีมูลค่าของวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 1 เท่าตัว ภายในปี 2564

ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างความเข้มแข็งของการบริหารและนโยบายของรัฐ เพื่อการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาผลิตผลสมุนไพรที่มีศักยภาพ โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายหรือกรอบแนวทางขับเคลื่อนงานส่งเสริมห่วงโซ่ผลิตผลสมุนไพรที่มีศักยภาพ จัดทำแผนงานโครงการ กิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาผลิตผลสมุนไพรที่มีศักยภาพและขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งประสานและบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร

คณะกรรมการดังกล่าว มีเป้าหมายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย พ.ศ. 2560-2564 มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรแปรรูปเบื้องต้นอย่างมีคุณภาพ โดยปริมาณวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพมีความเพียงพอใกล้เคียงกับความต้องการใช้ และอนุรักษ์สมุนไพรไทยให้คงไว้อย่างยั่งยืน

ซึ่งมีมาตรการและแผนงานภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้แก่

1. การจัดการห่วงโซ่อุปทาน ประกอบด้วย 5 แผนงาน ครอบคลุมการปลูก การแปรรูป มาตรฐานการปลูก ฐานข้อมูล การตรวจคุณภาพ และตลาดกลาง
2. การวิจัยและจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพร ประกอบด้วย 2 แผนงาน ครอบคลุมการวิจัยและมาตรฐานคุณภาพ และ การอนุรักษ์และใช้พืชสมุนไพรจากป่าอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 แผนงาน ครอบคลุมการจัดการศูนย์อนุรักษ์และเครือข่ายชุมชน

นายชวลินทร์ สายหล้า ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวภายหลังการแถลงข่าวความร่วมมือ ในการจัดทำโครงการทายาทเกษตรกรมืออาชีพ รุ่นที่ 3 ว่า ชี้แจงว่า ธ.ก.ส. ได้ร่วมกับ มูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค (มจส.) จัดทำโครงการทายาทเกษตรกรมืออาชีพ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีคนรุ่นใหม่มารับช่วงงานด้านเกษตรแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่มีอายุมากขึ้น นับเป็นการสานต่องานหลักของประเทศไทยให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพที่มีความรอบรู้ มีความมั่นใจ มีศักดิ์ศรี มีความยั่งยืนในการทำงานเกษตรให้สามารถยืนหยัดพัฒนาทั้งผลิตผลและการตลาด โดยผู้ที่เข้าโครงการจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้จริงจากกระบวนการพัฒนาความรู้อย่างครบถ้วน ร่วมลงมือปฏิบัติจริงกับผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จ เรียนรู้การคิดวิเคราะห์เชื่อมโยง การทำแผนธุรกิจเพื่อต่อยอดการผลิตสินค้าเกษตร เรียนรู้แผนการผลิต การแปรรูป การตลาด การเงินการลงทุน การบริหารจัดการ การสร้างเครือข่ายอย่างครบวงจร โดยขณะนี้กำลังเริ่มดำเนินการเปิดใน รุ่นที่ 3 จำนวน 200 ราย

นายฐานิศร์ สุทธสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อพัฒนาการเกษตรและชนบท (สจส.) ภายใต้มูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค (มจส.) กล่าวว่า สำหรับคุณสมบัติผู้สมัครที่กำหนดไว้ดังนี้ ผู้สมัครมีที่ดินในการทำการเกษตร อายุตั้งแต่ 20-35 ปี ตั้งใจสืบทอดการเกษตร มีเวลาเข้าร่วมโครงการสม่ำเสมอ สมัครเข้าร่วมโครงการได้ โดยขอรับใบสมัครที่ ธ.ก.ส. สาขาทั่วประเทศ มูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค (ธ.ก.ส. สาขาอาคารนางเลิ้ง) หรือdownload จาก www.chamnien.org รับสมัครจนถึง วันที่ 15 กรกฎาคม นี้เท่านั้น

นายดลมนัส กาแจ นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย แจ้งมาว่า จากการสำรวจอย่างคร่าวๆ ของสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 10,000 ราย แต่กระนั้นทางหน่วยงานของภาครัฐ โดยเฉพาะกรมประมง ยังไม่มีการับรอง และยังไม่ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยง รวมถึงมีการห้ามนำเข้าอีกด้วย ดังนั้น เพื่อความกระจ่างแจ้ง และเข้าใจที่ถูกต้องทั้งเรื่องของมาตรฐานการเลี้ยงในรูปแบบต่างๆ ความชัดเจนด้านกฎระเบียบตามกฎหมาย รวมถึงทิศทางการตลาดกุ้งเนื้อทั้งในและต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเชิงวิชาการ “แนวทางส่งเสริมและการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอย่างไร ให้ถูกกฎหมาย” ในวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องสุธรรมอารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

หัวข้อการสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ bndindia.com ความจริงของกุ้งก้ามแดง (เครย์ฟิช) เอเลี่ยนหรือสัตว์เศรษฐกิจ โดย : ดร. สุขกฤช นิมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงในประเทศไทย มาตรฐานจากประสบการณ์จริง โดย คุณประทีป มายิ้ม อุปนายกสมาคมการค้ากุ้งก้ามแดง และแนวทางการส่งเสริม และเลี้ยงอย่างไรที่ไม่ผิดกฎหมาย โดยตัวแทนกรมประมง รวมถึงเสวนา เรื่อง-“เลี้ยงกุ้งก้ามแดง อย่างมืออาชีพ” โดย คุณกฤตพร โพธิ์ศิลา ไร่กันนภา สามชุก ฟาร์มกุ้งก้ามแดงครบวงจร ตั้งแต่ลูกพันธุ์/กุ้งเนื้อ การเลี้ยงในบ่อปูน และบ่ออิฐประสาน และทิศทางตลาดกุ้งก้ามแดงทั้งในและต่างประเทศ โดย คุณกริช สุพาสอน พวงทองฟาร์ม เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา ท่านละ 800 บาท (มีเอกสารประกอบการสัมมนา เบรก 2 มื้อ และอาหารกลางวัน) 8.00 -17.00 น. สำรองที่นั่ง โอนเงินเข้าบัญชี สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงเทพ 0437123524 สอบถามรายละเอียด แจ้งสำรองที่นั่งที่ 086-3401713 (ตา) 089-7835887(หนึ่ง) 085-0745055 (จอย) เอกสารการโอนเงินกรุณาส่งที่ 02-940-5426 หรือ iD : manitra หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ เพจ Facebook/ www.thaiagrinews.net

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายสาคร ชนะไพฑูรย์ รักษาการ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระ ทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าพระราชทานนามเป็นชื่อของแมลงชนิดใหม่ของโลก 3 ชนิดที่นักวิจัยของ อพวช.ได้ค้นพบ ได้แก่ ตั๊กแตนคูหารัตน์ ผีเสื้อรัตติสิริน และมดทหารเทพาหรือมดทหารพระเทพ

แมลงชนิดใหม่ของโลกทั้ง 3 ชื่อ ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์แล้วในวารสาร “The Thailand Natural History Museum Journal” วารสารด้านธรรมชาติวิทยาระดับสากล โดยมี อพวช. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ ทั้งนี้อพวช.จะนำแมลงทั้ง 3 ชนิดนี้ออกโชว์ที่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2559 ระหว่างวันที่ 18-28 สิงหาคม ที่อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ

สำหรับแมลงชนิดแรก “ตั๊กแตนคูหารัตน์” พบในพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จ.นครราชสีมา กินแมลงชนิดอื่นเป็นอาหาร ซึ่งเป็นแมลงเฉพาะถิ่นของประเทศไทย

ลำตัวสีน้ำตาลเทา ตัวยาวประมาณ 14.7 – 15.8 ม.ม. ตัวเมียโตกว่าตัวผู้เล็กน้อย ลำตัวอ้วนป้อม หลังโก่งชัดเจน หนวดและขายาวมาก โดยเฉพาะหนวดยาวมากกว่าความยาวลำตัวมาก ด้านบนของท้องปล้องที่ 8 แตกเป็นง่ามชัดเจน และแผ่นปิดอวัยวะเพศด้านล่างลำตัวโค้งมนคล้ายนิ้วมือ

แมลงชนิดต่อมา ผีเสื้อรัตติสิริน หรือผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก พบเพียงแห่งเดียวที่สถานีวิจัยวิจัยสัตว์ป่าฮาลาบาลา จ.นราธิวาส

ลักษณะผีเสื้อกลางคืน ปีกแผ่กว้างเพียง 1.6 มม. ปีกคู่หน้ามีแต้มสีเทาปนน้ำเงินสลับกับแต้มสีน้ำตาลดำกระจายทั่วปีก ปีกคู่หลังมีสีเหลืองตรงกึ่งกลางปีกและแถบยาวสีเหลืองบริเวณโคนปีกบนพื้นปีกสีน้ำตาลเข้ม ขอบปีกสีเหลือง ปล้องท้องสีดำสลับเหลือง ถือเป็นผีเสื้อกลางคืนที่มีสีสันสวยงามที่สุด