การเดินทางมาของตัวแทนบริษัทของอาลีบาบา กรุ๊ป ในครั้งนี้

ได้มีการเจรจาการค้าร่วมกันกับสหกรณ์ 5 แห่ง ในภาคตะวันออก ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี สหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจการเกษตร จำกัด จังหวัดตราด

โดยมีกรอบความร่วมมือซื้อขายผลไม้ 5 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าว และเสาวรส โดยในจำนวนดังกล่าวบริษัทต้องการเริ่มสั่งซื้อทุเรียนก่อนผลไม้ชนิดอื่น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มซื้อขายได้ในปีหน้า ปริมาณขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 3,000 ตัน หรือ 800,000 ลูก ซึ่งสหกรณ์จะต้องส่งสินค้าถึงปลายทางไม่เกิน 7 วัน และทั้งสองฝ่ายจะยอมรับการสูญเสียของสินค้า ไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณการส่งออกในแต่ละครั้ง

ส่วนวิธีการชำระเงิน ทางบริษัทตกลงชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 20% ของการทำสัญญาในแต่ละช่วง และเมื่อส่งมอบสินค้าแล้วทางบริษัทจะชำระเงินทั้งหมดทันที และสหกรณ์ยินดีให้บริษัทเข้ามาบริหารจัดการ ด้าน Logistics ตั้งแต่จุดรวบรวมของสหกรณ์

“ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันนี้ จะมีการลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างตัวแทนของ บริษัท อาลีบาบา กับสหกรณ์ในภาคตะวันออก ประมาณกลางเดือนมิถุนายนนี้ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม โดยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบัน ให้ทันเทคโนโลยีและการสื่อสารที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนภารกิจการทำงานที่หลากหลายมิติในการนำระบบบัญชี เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ ตามภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการวางระบบบัญชีสหกรณ์ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยกรมฯ ได้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน และมีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว

จึงนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชี และสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ ซึ่งกรมฯ ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรมฯ ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่าง Smart4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย สำหรับ Smart4M ประกอบไปด้วย Smart Me เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปในการใช้บันทึกข้อมูลบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ นับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงได้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้มากที่สุดอีกด้วย

“สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสามารถนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปใช้ในการบริหารองค์กรและใช้ในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่การขับเคลื่อนและพัฒนาองค์กรให้เจริญเติบโต จนสามารถสนองประโยชน์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ไปใช้ในการทำงบการเงินและการบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินการบัญชีแบบครบวงจร จำนวน 2,563 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ 2,543 สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 20 กลุ่ม” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

สหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) จนได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่น ประจำปี 2560 ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดย คุณดาริน ปราบไพริน ผู้จัดการสหกรณ์นิคมสอยดอย จำกัด กล่าวว่า โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) เป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาขึ้น ช่วยให้การจัดการบัญชีในสหกรณ์เขาสอยดาว จำกัด มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าวพัฒนารูปแบบการใช้งานได้ตรงตามระบบบัญชีที่เคยทำกันมา แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ยังใช้ระบบบัญชีแบบเดิมควบคู่กันไปด้วย

ทำให้ได้ข้อมูลมีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐาน สามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชีได้เป็นอย่างดี และยังสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว โดยได้นำเทคโนโลยี FAS เชื่อมโยงผ่านมือถือของสมาชิกที่สามารถใช้ดูข้อมูลได้โดยไม่ต้องเดินทางมาถึงสำนักงาน หากสมาชิกท่านใดที่ไม่ได้ใช้มือถือก็มีคอมพิวเตอร์เพื่อให้สมาชิกได้มาตรวจสอบข้อมูล รายละเอียดบัญชีของตัวเองได้ที่สำนักงานสหกรณ์กันตลอดทั้งวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทำให้สมาชิกสหกรณ์สอยดาวมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ๆสำหรับโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรทั้งหมด มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสหกรณ์นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป เกษตรกรหรือผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัด หรือกลุ่มพัฒนาระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ ศูนย์โนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โทรศัพท์ 02 016 8888 ต่อ 4311,4313,4317

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การต้อนรับ MR.ZHANG CHAO และ MR.XIANG XIN ซึ่งเป็นผู้แทนจากบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป ประเทศจีน เยี่ยมชมการคัดแยกและกระบวนการรวบรวมผลผลิตที่สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด พร้อมทั้งพาลงพื้นที่เยี่ยมชมสวนของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อดูกระบวนการปลูกทุเรียนที่ได้ตามมาตรฐาน GAP การเก็บเกี่ยวและการบรรจุ ก่อนส่งไปยังศูนย์รวบรวมผลไม้ของสหกรณ์ และเจรจาการค้ากับสหกรณ์ 5 แห่งในภาคตะวันออก ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จ.ระยอง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จ.จันทบุรี สหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัดและสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจการเกษตร จำกัด จังหวัดตราด เพื่อหารือถึงการเตรียมความพร้อมด้านการกระจายผลไม้ออกสู่ตลาดจีน วางแผนการผลิตผลไม้สำหรับฤดูการผลิตปี 2562 สำหรับการซื้อขายทุเรียนผ่านออนไลน์ในช่องทาง Tmall.com ในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป

นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลผลไม้ไทย เพื่อไปทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศว่าเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดโดยเฉพาะทุเรียนไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในจีนด้วย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนไทยเยือนกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับความคาดหวังต่อการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ)ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ 16-18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ทั้ง 2 ประเทศมั่นใจว่าการจัดทำเอฟทีเอไทย-ศรีลังกา จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมให้การค้าและการลงทุนระหว่างกันขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนขับเคลื่อนให้มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2563 ตามเป้าหมายที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดไว้ นอกจากนี้ การจัดทำเอฟทีเอระหว่างไทยกับศรีลังกา ควรมีกรอบกว้าง ครอบคลุมทั้งเรื่องการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

นางอรมน กล่าวว่า การเดินทางเยือนศรีลังกาครั้งนี้ ยังได้หารือกับปลัดกระทรวงยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาและการค้าระหว่างประเทศของศรีลังกา เรื่องการจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมเพื่อพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและศรีลังกา เนื่องจากการเจรจาเอฟทีเออาจใช้เวลานาน ดังนั้น ในระหว่างนี้ทั้ง 2 ประเทศจึงน่าจะมีความร่วมมือในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร การประมง อัญมณีและเครื่องประดับ การท่องเที่ยว ความร่วมมือด้านการเงิน การพัฒนาเอสเอ็มอี อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาที่ 2 ฝ่ายมีศักยภาพ โดยทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าหมายให้มีการประกาศเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา และการเริ่มเจรจาเอฟทีเอไทย-ศรีลังกา รอบแรก รวมทั้งการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ในระหว่างการพบกันของผู้นำระดับสูงของสองประเทศภายในปี 2561

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม นายสายัณห์ ยุติธรรม อดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคามะพร้าวตกต่ำลงมา ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเดือดร้อนอย่างหนัก จากผลละ 20-25 บาท ราคาตกลงถึงลูกละ 4-5 บาท น่าตั้งข้อสังเกต ทำไมราคาถึงต่ำลง ทั้งที่ผลผลิตมะพร้าวภายในประเทศเพียงพอต่อการบริโภค แต่มะพร้าวเป็นลูกราคาต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ

“เมื่อเช้าผมเข้าไปในสวนมะพร้าว เห็นเจ้าของสวนมะพร้าวทะเลาะกับเจ้าของลิง เรื่องราคาจ้างขึ้นเก็บมะพร้าว ก่อนหน้านี้เจ้าของสวนมะพร้าวจะจ้างลิงขึ้นมะพร้าวตกในราคาลูกละ 5 บาท ขณะนั้นขายได้ ผลละ 20-25 บาท แต่ปัจจุบันราคาขายผลละ 4-5 บาท ต้องมีการต่อรอง ในที่สุดอยู่ในราคาลูกละ 3 บาท จะเห็นว่าเจ้าของลิงกับเจ้าของสวนยังต่อรองกันได้ ขณะที่ผู้ประกอบการกะทิกล่องยังคงจำหน่ายในราคาที่แพงเหมือนเดิม ไม่อายลิงบ้างหรือ เอาเปรียบชาวสวนมะพร้าว ถามว่าคุณคือคนไทยหรือไม่” นายสายัณห์ กล่าวและว่า อยากจะเป็นตัวแทนท้าดีเบตกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ ทางออกที่ดีที่สุด คือสกัดการนำเข้ามะพร้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เรียกผู้ประกอบการเพื่อลดราคามะพร้าวกล่อง เจ้าของสวน ลิงและแม่ค้าคั้นกะทิสดยังลดราคา แล้วผู้ประกอบการไม่ลดราคาบ้างหรือไร

ด้าน นายธีรศักดิ์ ฑีฆายุวัฒนา กำนัน ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากมีการประชุมหน่วยงานระดับจังหวัดร่วมกับตัวแทนผู้ประกอบการโรงงานมะพร้าวขาว และตัวแทนชาวสวนเพื่อแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำที่ศาลากลางจังหวัด หน่วยงานภาครัฐยืนยันว่าจะดำเนินการกับกลุ่มผู้ลักลอบนำมะพร้าวเถื่อนจากต่างประเทศและเร่งรัดใช้มาตรการอื่นเพื่อพยุงราคามะพร้าวทับสะแก ล่าสุดยังพบลักลอบนำมะพร้าวเถื่อนเข้ามาในพื้นที่ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่นำมะพร้าวนอกกระจายไปทุกตำบล

เพื่อให้ชาวบ้านทำมะพร้าวขาวส่งโรงงานกะทิ หน่วยงานภาครัฐไม่สนใจตรวจสอบ ปัจจุบันราคาหน้าสวนเหลือเพียงผลละ 6-7 บาท จากเดิม 18-23 บาท ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ชาวสวนมะพร้าวทุกอำเภอจะเดินทางไปศาลากลางจังหวัดยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเดินทางไปตรวจสอบการลักลอบนำเข้ามะพร้าวเถื่อน ขอให้ชี้แจงว่าเหตุใดปัจจุบันราคาน้ำกะทิในท้องตลาดทั่วไปยังมีราคากิโลละ 50 บาท โดยผู้ประกอบการไม่ได้ลดราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง เพราะถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค

ซ้ำรอย JAZZMAN พาณิชย์เผยสหรัฐส่งข้าวหอมมะลิพันธุ์ใหม่ 3 สายพันธุ์แข่งไทย ด้าน ส.ส่งออกข้าวหวั่นกระทบตลาดสหรัฐเบอร์ 1 ข้าวหอมมะลิไทย ชี้ปีนี้แข่งยากผลผลิตน้อย-ราคาสูงลิ่ว

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา สหรัฐได้มีการประกาศให้การรับรองข้าวหอมมะลิสายพันธุ์ใหม่ 3 สายพันธุ์ คือ ข้าวจัสมิน ARoma17 ข้าวจัสมิน CLJ01 และข้าวจัสมิน Calaroma-201 โดยข้าว 3 สายพันธุ์ดังกล่าวถือเป็นความหวังใหม่ของสหรัฐ ซึ่งต้องการจะใช้เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการบริโภคข้าวกลิ่นหอมในสหรัฐ โดยสหรัฐชี้ว่าข้าวจัสมิน ARoma17 และข้าวจัสมิน CLJ01 เป็นข้าวที่มีคุณสมบัติความหอมทัดเทียมกับข้าวหอมมะลิไทย และมีราคาต่ำกว่าข้าวไทยด้วย ซึ่งอาจจะเป็นภัยคุกคาม และส่งผลกระทบต่อการขยายตลาดข้าวหอมมะลิไทยในอนาคต

ทั้งนี้การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิของสหรัฐครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 นับจากที่สหรัฐเคยพยายามพัฒนาข้าวสายพันธุ์ JAZZMAN ขึ้นมาสำเร็จเมื่อปี 2549 และข้าว JES ในปี 2552 โดยข้าว JAZZMAN ประสบความสำเร็จ สามารถวางขาย 48 มลรัฐ และส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ส่วนข้าว JES ซึ่งถูกนำมาวางจำหน่ายในแบรนด์ American Jazmine ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

สำหรับข้าวจัสมิน ARoma17 พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยอาร์คันซอ เมืองชตุทท์การ์ท โดยการนำข้าว Jazzman และเชื้อ PL597046 มาพัฒนาต่อยอดใช้เวลา 9 ปี เพื่อให้ได้ข้าวเมล็ดยาวมีกลิ่นหอม ให้ผลผลิต 7,740 ปอนด์ต่อเอเคอร์ โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวชนิดนี้ได้ในช่วงปลายปี 2561 ส่วนข้าวจัสมิน CLJ01 พัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐลุยเซียนา เป็นกลุ่มข้าวกลิ่นหอมเมล็ดยาว โดยพันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูงกว่า Jazzman ถึง 30% แต่ปัจจุบันยังไม่มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์ และข้าวจัสมิน Calaroma-201 เป็นข้าวชนิดเม็ดยาว พัฒนาขึ้นโดยมูลนิธิวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวแห่งแคลิฟอร์เนีย โดยพัฒนาจากข้าวสายพันธุ์ผสมระหว่างข้าวจีน และข้าวกลิ่นหอม JES ของอาร์คันซอ แม้ว่าจะให้กลิ่นหอมน้อยกว่า 2 พันธุ์แรก แต่ก็ให้ผลผลิตถึง 9,450 ปอนด์ต่อเอเคอร์

อย่างไรก็ตาม ทาง สคร.ชิคาโกให้ความเห็นว่า หลังจากไทยต้องเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้โดยวางตำแหน่งข้าวไทยเป็น niche market ให้มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง สร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคเห็นถึงความแตกต่าง รวมถึงเน้นเรื่องการสร้างความเข้มแข็งในเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงขยายตลาดสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ในสหรัฐ เช่น กลุ่มฮิสแปนิก กลุ่มชาวอเมริกันเจเนอเรชั่น X และ Y เป็นต้น

โดยแผนการจัดกิจกรรมทางการตลาดข้าวครบวงจร โดยการสร้างส่งเสริมกิจกรรมการปรุงอาหารทางทีวี เพื่อสร้างการรับรู้ตรา Thai Hom Mali การเข้าร่วมงานเทศกาลอาหารท้องถิ่น รวมถึงงานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติ เช่น NRA Restaurant Show 2019 เป็นต้น
ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากสหรัฐมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมาใหม่ และสามารถวางขายในตลาดได้ อาจจะส่งผลกระทบต่อไทย เพราะตลาดสหรัฐเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทย ไทยต้องติดตามประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างละเอียด

สำหรับสถานการณ์การส่งออกข้าวหอมมะลิขณะนี้ลดลง เพราะปีนี้ราคาข้าวหอมมะลิไทยแพง ปรับขึ้นไปถึงตันละ 1,250 เหรียญสหรัฐ ราคาทิ้งห่างคู่แข่งจนแข่งขันได้ยาก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเกษตรกรหันไปปลูกอ้อย ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิลดลง โดยผลผลิตข้าวหอมมะลิปี 2560/2561 ลดลง 20-30% ทั้งนี้คาดการณ์ว่าการส่งออกข้าวหอมมะลิในช่วงครึ่งปีหลังจะยิ่งแข่งขันยาก เพราะเท่าที่ทราบในบางตลาดไทยส่งออกลดลง เช่น ล่าสุดได้เดินทางไปสำรวจตลาดที่ประเทศฝรั่งเศสจากเคยนำเข้าข้าวไทยปีละ 40,000-50,000 ตัน ปีนี้หายไปกว่า 50% ขณะที่ข้าวหอมมะลิจากกัมพูชาขายได้มากกว่าไทย 3 เท่า โดยราคาข้าวหอมมะลิกัมพูชาถูกกว่าไทยตันละ 300-400 เหรียญสหรัฐ

ส่วนตลาดข้าวขาวที่แข่งขันกับเวียดนามก็ลำบาก เพราะเวียดนามหันไปผลิตและชิงส่วนแบ่งข้าวคุณภาพดี โดยข้าวขาวพื้นนิ่มมีราคาสูงกว่าไทยตันละ 60-150 เหรียญสหรัฐ จากในอดีตที่ใครมองว่าข้าวเวียดนามคุณภาพต่ำ ตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

สำหรับแนวทางในการแก้ไขในอนาคต ไทยต้องเร่งพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ โดยเฉพาะข้าวขาวพื้นนิ่ม พันธุ์ กข 20 จะต้องเกิดขึ้นให้ได้ในปีนี้ เพื่อมาช่วยตลาดตรงกลางระหว่างข้าวหอมมะลิกับข้าวขาว นอกจากนี้สมาคมยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับกลุ่มตัวแทนเกษตร จ.พิษณุโลก เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวขาวพื้นนิ่มพันธุ์ใหม่ “พิษณุโลก 80” ปริมาณ 2,000 ตัน โดยสมาคมจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาข้าวขาวในตลาดตันละ 500 บาท โดยเริ่มจะดำเนินการในปี 2561/2562 เป็นต้นไป

“ในโอกาสที่ปีนี้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยก่อตั้งครบ 100 ปี ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทางสมาคมจะมุ่งผลักดันเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าว หลังจากที่รัฐบาลระบายสต๊อกข้าวไปแล้ว ไทยจะต้องหันกลับมาพัฒนาคุณภาพข้าว”

ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 1/2561 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิได้ 340,174 ตัน ลดลง 19.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 408,327 ตัน โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐ ส่งออกได้ 113,334 ตัน เพิ่มขึ้น 3.1% ฮ่องกง ส่งออกได้ 46,561 ตัน เพิ่มขึ้น 3.7% จีน 43,259 ตัน ลดลง 44.3% แคนาดา 15,711 ตัน ลดลง 5.4% และสิงคโปร์ 13,649 ตัน ลดลง 13.3%

นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายหลัก 15 ด้าน ของกรมส่งเสริมการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการดำเนินการรูปแบบบูรณาการทั้งภาค รัฐและเอกชน เพื่อเป็นการจัดการทรัพยากรทุกด้านในระบบการผลิต โดยอาศัยการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตพืชคล้ายกันบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งเชียงใหม่เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559 -2561 รวมทั้งสิ้น 71 แปลง ครอบคลุมกว่า15 ชนิดทั้งพืชและสัตว์

ทั้งนี้ ลำไยถือเป็นผลไม้ที่มีการผลิตแบบเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งในปีนี้ (2561) จะมีผลผลิตลำไยในฤดูที่กำลังจะออกราวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จำนวนประมาณ 138,000 ตัน จากจำนวนพื้นที่ปลูกรวมทั้งจังหวัดประมาณ 220,000 ไร่ ขณะที่ลำไยนอกฤดูมีพื้นที่ปลูกประมาณ 94,000 ไร่ โดยมีแนวทางการบริหารจัดการด้านการผลิตให้เกษตรกรในช่วงที่ผ่านมาคือ การเน้นผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อที่จะสามารถทำเป็นลำไยสดช่อส่งออกไปยังตลาดจีน อินเดีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน คือ เวียดนาม และอินโดนิเซีย ที่มีความต้องการลำไยคุณภาพในรูปแบบลำไยสดเป็นช่อ

โดยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงการตลาด ผู้เข้าร่วมเป็นเป้าหมายเป็นผู้รับผิดชอบแปลงใหญ่ระดับอำเภอ ประธานแปลงใหญ่กว่า 140 คน เพื่อเชื่อมโยงตลาดกับทั้งทางภาครัฐ อาทิ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ อุตสาหกรรมจังหวัด สหกรณ์การเกษตร และภาคเอกชน ได้แก่ห้างสรรพสินค้า Big C, Top supermarket, lotus, Makro และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด เพื่อให้ผู้ผลิตหรือเกษตรกรเรียนรู้ทิศทางตลาดและกระแสความต้องการผู้บริโภคเพื่อพัฒนาสินค้าของตนให้สอดคล้อง กับแหล่งที่จะรับซื้อโดยมีหน่วยงานบูรณการภาครัฐคอยให้การสนับสนุนเพิ่มโอกาสสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เชียงใหม่สู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดงานเกษตรมหัศจรรย์ 2561 “เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิตอล” ขึ้นที่สกายฮอลล์ ชั้น 3 เซ็นทรัลลาดพร้าว นิทรรศการหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมมากคือการแสดงพันธุ์ทุเรียน ที่นำมาจากทุกภาคของประเทศไทย

ต่อไปนี้ คือรายชื่อทุเรียนที่นำมาแสดง
1.ก้านยาวสีนวล2.ก้านยาววัดสัก3ก้านยาวต้นใหญ่4.กบชายน้ำ5.กบพิกุล6.กบสุวรรณ7.กำปั่นทอง8.กำปั่นเนื้อขาว9.กบทอง10.กบหลังวิหาร11.กบแม่เฒ่า12.กบเจ้าคุณ13.กบหัวสิงห์14.กบเล็บเหยี่ยว15.กระปุกทองดี16.กบรัศมี17.กระเทยเนื้อเหลือง18.กบสีนาค19.กบตาขำ20.กบวัดกล้วย21.กบทองคำ22.ก้านยาว 23.กบดำ 24.กระดุมนาก25.กิ่งก่า26.แกลง 127.แกลง228.แถลง329.กบทองคำต้นคมบาง30.กระเทยเนื้อขาว

31.ขุนนนท์ 32.เขียวตำลึง 33.จระเข้ 34.จำปา35.จอกลอย36.จันทบุรี37.จันทบุรี238.จันทบุรี339.จันทบุรี440.จันทบุรี541.จันทบุรี6 42.จันทบุรี7 43.จันทบุรี 8 44.จันทบุรี 9 45.จันทบุรี10
46.ฉัตรสีทอง 47.ชมภูบาน48.ชมพูศรี49.ชะนี50.ชะนีน้ำตาลทราย

51.ชายมังคุด 52.ซ่อนกลิ่น 53.ดาวกระจาย 54. แดงสาวน้อย55.ดอกไม้56.ดอกไม้บ้านด่าน 57.ตะพาบน้ำ58.ต้นใหญ่59.ตำแปง 60. ทูลถวาย 61. ทองก้อน 62. ทองสุก 63.ทองกมล64.ทับทิม65.ทองย้อยนนท์66.ทุเรียนนก 67.นกหยิบ68.นมสวรรค์69.เนื้อเหลือง70.นมสด