การเตรียมต้นมังคุดก่อนการออกดอก หลังการตัดแต่งกิ่ง

มังคุดจะแตกใบอ่อนภายใน 10 วันและเริ่มพัฒนาเป็นใบแก่ ดั้งนั้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม ช่วงนี้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นให้สมบูรณ์ เน้น ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม ใส่สูตร 8 – 24 – 24 อัตรา 1 – 2 กก.ต่อต้น หว่านใต้ทรงพุ่ม และให้น้ำทุก 10 – 15 วัน พอถึงเดือนตุลาคมหยุดให้น้ำ ปล่อยให้มังคุดเครียด หยุดให้น้ำติดต่อกันนานสัก 3 สัปดาห์ สังเกตดูที่ปล้องสุดท้ายของปลายกิ่งมังคุด ที่แสดงอาการเหี่ยวอย่างชัดเจน ใบคู่สุดท้ายมีอาการใบตก(เหี่ยว) จึงเริ่มให้น้ำต่อไป โดยครั้งแรกให้น้ำตามปริมาณปกติที่เคยให้ ส่วนครั้งที่สองจะให้น้ำในปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งของครั้งแรก แล้วก็ให้แบบโชยๆ อย่างต่อเนื่อง จนประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนมังคุดจะเริ่มออกดอกจึงให้น้ำในปริมาณที่ให้แบปกติ ร่วมกับการให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เทคนิคการปฏิบัติแบบนี้ ทำให้มังคุดออกดอกในระดับ 50 – 60 % ของยอดทั้งหมดจนถึงระยะผลอ่อน ซึ่งเป็นปริมาณผลมังคุดที่พอดี ผลมังคุดจะโตสม่ำเสมอ เนื้อมาก รสชาติหวาน และผลได้ขนาดมาตรฐานของผู้ซื้อ

การปฏิบัติระยะมังคุดออกดอกถึงและติดผลอ่อน ต้นมังคุดที่สมบูรณ์ดี จะเริ่มออกดอกประมาณ กลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจากระยะออกดอกถึงผลอ่อน เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด ของการผลิตมังคุดผิวมัน เพราะช่วงนี้มักจะมีเพลี้ยไฟเข้าทำลายผลอ่อน ทำให้ผลมังคุดมีผิวลาย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด จึงต้องเข้าแปลงสำรวจและควบคุมให้ได้
3.1ทำการสำรวจและควบคุมเพลี้ยไฟ โดยเคาะดอกมังคุดลงบนแผ่นกระดาษสีขาว หากพบว่ามีเพลี้ยไฟมากกว่า 1 ตัวต่อดอกหรือผลอ่อน ทำการฉีดพ่นสารอิมิดาโคลพริด 10 % อัตรา 20 กรัมผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นสัก 4 – 5 ครั้ง จนถึงระยะดอกบานประมาณ 4 สัปดาห์ ช่วงนี้ยังต้องให้น้ำตามปกติ เพื่อผลมังคุดจะไม่ขาดน้ำ เนื้อจะแน่นและน้ำหนักจะดีมาก

3.2ใส่ปุ๋ยบำรุงผลมังคุด ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1-2 กก.ต่อต้น และฉีดเพาเวอร์แพ้ลน อัตรา 200 ซีซี.ผสมน้ำ 200 ลิตร เพื่อเป็นอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงผลมังคุดให้มีการสะสมความหวาน ช่วยให้ผลโต และกลีบเลี้ยงมีสีเขียว และให้น้ำอย่างต่อเนื่อง

3.3 การปฏิบัติด้านการใช้สารเคมี หยุดการใช้สารเคมีทุกอย่างก่อนการเก็บเกี่ยวผลมังคุดอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ผลมังคุดปลอดสารตกค้าง และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

การเก็บเกี่ยวและคัดคุณภาพผลผลิตมังคุด การเก็บเกี่ยวผลผลิตมังคุด จะเริ่มเก็บในระยะที่ผิวเปลือกเป็นระยะสายเลือด คือมีจุดประสีชมพู สีแดง หรือผิวเป็นสีชมพู โดยสอยด้วยตะกร้อผ้า เพื่อป้องกันผลมังคุดตกลงพื้นดิน ผลมังคุดที่เก็บลงมา จะถูกคัดคุณภพตั้งแต่ที่สวนโดยแยกมังคุด ผลแตก ผลร้าว มังคุดตกดินออกต่างหาก ส่วนผลที่ดีนำใส่ตะกร้าพลาสติค แล้วขนย้ายไปที่โรงคัดคุณภาพ เพื่อคัดเกรด และทำความสะอาดผิวเปลือก โดยทำการขูดยางตามผิวเปลือกออกให้สะอาด มีการแบ่งเกรดมังคุดเป็น 4 เกรด คือ
1) ผิวมันใหญ่ น้ำหนัก 90 กรัมขึ้นไป

2 ) ผิวมันเล็ก ขนาดน้ำหนัก 70 – 89 กรัม

3) ผิวมันจิ๋ว ขนาดน้ำหนัก 60 – 69 กรัม

และ 4 ) มังคุดตกเกรด มีผิวลาย ผลดำ และผลเล็กสุด จากการปฏิบัติด้วยหลักวิชาการภายใต้ระบบ จี เอ พี และปรับใช้กับประสบการณ์ ทำให้ได้มังคุดผิวมัน ถึง 80 % ของผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ ส่งผลต่อราคารับซื้อของผู้ค้าที่ให้ราคาสูง ไม่มีปัญหาด้านตลาดในประเทศและการส่งออก

มังคุดคุณภาพดี : มีตลาดรองรับ

จากความสำเร็จในการผลิตมังคุดผิวมัน ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด มีผู้ส่งออกติดต่อขอซื้อผลผลิตคุณภาพทั้งหมด ส่งขายประเทศจีน และบางส่วนได้มีผู้ค้าจากกรุงเทพฯมารับไป ขณะที่คุณสมชาย บุญก่อเกื้อ ได้ร่วมกับสมาชิกกลุ่มผู้ผลผลิตมังคุด ไปออกร้านจำหน่ายตามงานต่างๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง และกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นการประชาสัมพันธ์ผลผลิตมังคุดคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบข้อมูล และมีโอกาสได้ซื้อผลผลิตคุณภาพไปรับประทาน นอกจากนี้ยังจัดผลผลิตส่วนหนึ่ง ส่งห้างสรรพสินค้าใหญ่หลายแห่ง สำหรับการขายส่งมังคุดผิวมันทุกเกรด ราคาเฉลี่ยที่สวนปี 2555 อยู่ที่ 25 บาท/กก. ขณะที่ราคาขายของชาวสวนทั่วไป ราคาระหว่าง 8 – 12 บาท/กก. เมื่อหักต้นทุนแล้ว คุณสมชายมีกำไรจากการผลิตมังคุดผิวมันเป็นเงิน14,267บาท/ไร่ นับว่าเป็นชาวสวนมังคุดที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งที่เป็นแบบอย่างที่ดี

โดยปกติแล้ว เวลานำเห็ดหอมมาประกอบอาหาร จะนิยมเอาส่วนที่เป็น หมวกของเห็ดมาทำอาหาร โดยตัดส่วนที่เป็นก้านเห็ดออก เพราะไม่เป็นที่นิยมนำมาประกอบอาหารรับประทาน ทำให้ มีก้านเห็ดหอมที่ถูกตัดทิ้งอย่างน่าเสียดาย นั่นเพราะก้านเห็ดหอมล้วนอุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารมากมาย

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้นำเอาก้านเห็ดหอมที่เหลือทิ้งมา ประกอบเป็นอาหารสำหรับเป็นอาหารว่างขบเคี้ยว ที่ทั้งถูกปากและอุดมไปด้วยสารอาหารทางโภชนาการ

ก่อนหน้านี้พบว่าแผนกที่ทำอาหารของโรงพยาบาลในแต่ละวัน จะมีก้านเห็ดหอมที่ต้องทิ้งมากมาย จึงคิดว่า ถ้าหากสามารถนำก้านเห็ดหอมเหลานี้มาทำประโยชน์ได้ก็คงจะดีไม่น้อย จากนั้นเป็นต้นมาจึงได้ทำการคิดค้นสูตรอาหารที่จะนำเอาก้านเห็ดหอมมาทำอาหาร จนสุดท้าย สามารถคิดค้นสูตรการทำ ขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) ได้เป็นผลสำหรับ ซึ่งสแน็กจากก้านเห็ดหอมนี้นอกจากจะให้รสชาติที่ถูกปาก เหมาะจะเป็นของว่างแล้วยังอุดมไปด้วยสาอาหารจากเห็ด ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าเห็ดเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี อีกทั้งยังประกอบไปด้วยเส้นใย คาร์โบไฮเดรต อีกด้วย

หลายคนอาจเคยพบว่า ในท้องตลาดหรือก่อนหน้านี้อาจมีก้านนำก้านเห็ดหอมมาปรุงอาหารประเภทอื่น อย่างข้าวเกรียบ ซึ่ง น้องจ๋า ก็บอกว่า ที่ตนไม่ได้นำก้านเห็ดหอมมาทำข้าวเกรียบเพราะต้องการ ที่จะใช้เห็ดหอมให้เป็นส่วนผสมหลักและให้ผู้รับประทานได้รับสารอาหารจากเห็ดหอมมากที่สุด ซึ่งในการทำข้าวเกรียบนั้นจะต่างกันตรงที่ ข้าวเกรียบจะมีส่วนผสมของแป้งในสัดส่วนที่มาก ทำให้ต้องลดสัดส่วนการใช้ก้านเห็ดหอมน้อยลง ด้วยเหตุนี้ตนจึงเลือกทำสแน็กที่สามารถใช้ก้านเห็ดหอมเป็นส่วนผสมหลัก

ส่วนวิธีทำ เริ่มจากส่วนผสม ที่ต้องเตรียมคือ 1. ก้านเห็ดหอม 2.แป้งข้าวเหนียม 3. รากผักชี 4.กระเทียม 5. พริกไท 6.ซีอิ้ว 7.น้ำตาลทรายวิธีการทำ นำก้านเห็ดหอมไปต้มให้สุก แล้วนำมาปั่นไม่ต้องละเอียดมากนัก จากนั้นโขลกรากผักชี พริกไทย นำไปผสมเข้ากับก้านเห็ดหอมที่ปั่นไว้แล้ว แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาผสม คลึงให้เข้ากันได้ที่ ส่วนผสมที่ผสมกันจนได้ที่แล้วปริมาณ 50 กรัมนำไปคลึงเป็นแผ่นลงในถุงพลาสติกขนาด 6×9 นิ้ว วัดจากปากถุง 2 เซนติเมตร คลึงให้เต็มกับพื้นที่ถุงจะได้ความหนาที่พอดี จากนั้นนำไปนึ่ง 10 นาที ต่อด้วยอบที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส 2 ชั่วโมงแล้วนำออกมาตัดเป็นชิ้นๆ แล้วนำชิ้นสแน็กที่ตัดแล้วนำเข้าไปอบอีก 3 ชั่วโมง ก็สามาถนำออกมาทอดในน้ำมันอ่อนๆเป็นสแน็กสำหรับเป็นอาการว่างอันแสนอร่อย

สำหรับ โครงการคิดค้นสูตรการทำสแน็กนี้ มี ผศ.สิวลี ไทยถาวร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตลอดโครงการ ผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดไปได้ที่ 089-817-9175 ยินดีให้ข้อมูลรายละเอียดด้วยความเต็มใจ

วันที่ 3 ส.ค. เมโทร รายงานว่า น.ส.อลินา ดาวเนอร์ นักชีววิทยา อาสาสมัครสถานีวิจัยเซาท์เวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา พบลูกอ๊อดของกบสายพันธุ์อเมริกันบูลฟร็อกขนาดมหึมา ระหว่างเก็บตาข่ายที่วางไว้ในบ่อน้ำแห่งหนึ่งพร้อมกับทีมนักชีววิทยา ในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา พวกเขาได้ตั้งชื่อเจ้า ลูกอ๊อดยักษ์ ว่า โกไลท์ โดย น.ส. เอรีน แมคจี ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานเล่าถึงตอนที่ น.ส.ดาวเนอร์เจอเจ้าโกไลท์ว่า

“สองเดือนที่แล้ว ระหว่างที่กำลังจัดการตาข่ายที่วางไว้ในบ่อน้ำ อลินา ดาวเนอร์รู้สึกว่ามีอะไรว่ายมาชนขาเธอ ในตอนแรกเธอคิดว่าเป็นปลา แต่เมื่อมองลงไปก็ตกใจเพราะเป็นเจ้าลูกอ๊อดตัวยักษ์”

เจ้าโกไลท์มีขนาดใหญ่มาก ถึงขนาดที่ว่าใหญ่กว่ากระป๋องน้ำอัดลมเลยทีเดียว ส่วนสาเหตุที่มันตัวใหญ่ขนาดนี้นั้นเชื่อว่าเป็นเพราะระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุล โดย น.ส.แมคจีกล่าวว่า ข้อเสียหลักๆ ก็คือระบบหายใจและระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกายอาจไม่สัมพันธ์กับขนาดของร่างกายเมื่อมันโตขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าโกไลท์ก็อยู่ในความดูแลของสถาบันวิจัย แม้ว่าพวกเขาจะไม่มั่นใจว่าเจ้าโกไลท์จะสามารถอยู่ได้นานแค่ไหน

BBCไทย – ยุโรปอาจทำลายสถิติอากาศร้อนที่สุดตลอดกาลได้ทุกเมื่อในอีก 2-3 วันนี้ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศสเปนและโปรตุเกสซึ่งคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 47 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของสองประเทศนั้น

หากว่าเครื่องวัดอุณหภูมิ (เทอร์โมมิเตอร์) ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณเข้าใจว่าตอนนี้ยุโรปร้อนเพียงใด สถานการณ์ตามที่ต่าง ๆ อาจทำให้เห็นภาพได้ดีขึ้น ทั้งปรากฏการณ์ภูเขาละลายในสวีเดน จนถึงข่าวลือเรื่องการขาดแคลนกะหล่ำดาว (Brussels Sprouts)

เราขอนำเสนอสถานการณ์ในบางแห่งที่กำลังปั่นป่วนด้วยคลื่นความร้อนที่แผดเผาทั่วทั้งทวีปในเวลานี้ นักวิชาการวัดความสูงของเทือกเขาเคปเนไคเซ่จากด้านบนในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน โดยเทือกเขาแห่งนี้เคยเป็นเทือกเขาสูงที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาเคบเนไคเซ่ (Kebnekaise) ของประเทศสวีเดน ไม่ได้เป็นจุดสูงสุดของประเทศอีกต่อไป เพราะมันละลายลงมากในช่วงเดือน ก.ค.

กุนฮิลด์ ไนนิส รอสควิสต์ ศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มเรียกมันว่าวิวัฒนาการ “ค่อนข้างน่ากลัว” และเสริมว่า “คุณจะเห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อย่างชัดเจนที่นี่”

ธารน้ำแข็งบนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้ละลายหายไปประมาณ 4 เมตร (ประมาณ 13 ฟุต) ระหว่างวันที่ 2-31 ก.ค. 2. การช่วยเหลือปลาของสวิตเซอร์แลนด์

ปลาสวิตเซอร์แลนด์กำลังกลายเป็นปลาทอด (เป็นการอุปมาอุปไมย) หลายรัฐกำลังเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือเพื่อหยุดยั้งภาวะปลาหายใจไม่ออก เมื่ออุณหภูมิในน้ำสูงเกิน 27 องศาเซลเซียส สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ก็ไม่อาจอยู่รอดได้ ทั้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อุณหภูมิน้ำในทะเลสาบคอนสแตนซ์ (Lake Constance) ไปแตะที่ 25 องศาเซลเซียสแล้ว

บางส่วนของแม่น้ำไรน์ที่มีสภาพแห้งขอด ทางตอนใต้ของเยอรมนี

ในบางพื้นที่ หน่วยประมงเริ่มปฏิบัติการย้ายสัตว์น้ำเหล่านี้ไปไว้ในน่านน้ำเย็นแล้ว อย่างไรก็ตามพวกเขาบอกว่าปฏิบัติการแบบนี้ไม่สามารถทำได้ในทะเลสาบคอนสแตนซ์ และแม่น้ำไรน์ (Rhine) ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่เทือกเขาแอลป์ทางตอนใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน ความแห้งแล้งที่กัดกินพื้นที่ของสวิตเซอร์แลนด์ได้ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป กองทัพสวิสอนุญาตให้ทหารสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดแทนเครื่องแบบปกติ ขณะที่สุนัขตำรวจต้องสวมรองเท้าเพื่อป้องกันอุ้งเท้าของพวกมันจากความร้อนที่กระจายไปทั่ว

สภาพอากาศร้อนก่อให้เกิด “สิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร” กับการปลูกผัก สำหรับคนเกลียดกะหล่ำก็คงไม่น่าทำให้พวกเขาเดือดร้อนมากนัก แต่สำหรับเกษตรผู้ปลูกกะหล่ำถือว่าสำคัญมาก และพวกเขาเตือนว่าปัญหาการขาดแคลนกะหล่ำอาจเกิดขึ้นทุกมุมเมือง

มันฝรั่งก็มีความเสี่ยงที่จะมีหัวเล็กกว่าปกติในปีนี้ จากการที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเย็นจัดในฤดูหนาวเป็นร้อนจัดในฤดูร้อน

นี่เป็นข่าวร้ายสำหรับมื้อค่ำในเทศกาลคริสต์มาส แต่เป็นข่าวดีสำหรับเด็ก ๆ ที่ไม่ชอบกินผัก 4. อาหารแช่แข็งสำหรับสัตว์ในสวนสัตว์

มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงสายพันธุ์เดียวที่กำลังร้อนจนเหงื่อตก สัตว์ก็เช่นกัน ตอนนี้บรรดาผู้ดูแลสัตว์ในสวนสัตว์กำลังให้วิธีพิเศษเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายเย็นลง

ที่สวนสัตว์ La Palmyre ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส พวกสัตว์กินเนื้อกำลังเพลิดเพลินกับเลือดแช่แข็งและเนื้อสัตว์แช่แข็ง ตามการรายงานข่าวของเว็บไซต์ Libération ส่วนสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร ก็จะได้รับผลไม้แช่แข็งผสมด้วย

ส่วนที่สวนสัตว์ซูโลจิเคิล โซไซตี้ ออฟ ลอนดอน สหราชอาณาจักร สวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เจ้ากอริลลา “กัมบูก้า” (Kambuka) ก็ได้กินผลไม้แช่แข็งก้อนยักษ์ซึ่งมีส่วนผสมของถั่วเขียว ถั่วลิสง และผลไม้ที่ไม่มีน้ำตาล

5. สาหร่ายเป็นพิษในทะเลบอลติก สองฝั่งทะเลบอลติกถูกห้ามลงว่ายน้ำ เนื่องจากปัญหาสำคัญว่าด้วยสาหร่ายเป็นพิษซึ่งเกิดจากสภาพอากาศ

ประชาชนชาวโปแลนด์ ลิทัวเนีย และสวีเดน ได้รับคำแนะนำไม่ให้เข้าไปในเขตน่านน้ำที่ได้รับผลกระทบ สาหร่ายพิษปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปบริเวณชายฝั่งของโปแลนด์

สถาบันสิ่งแวดล้อมฟินแลนด์ SYKE กล่าวว่า การแพร่ระบาดของสาหร่ายพิษครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในทศวรรษ

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสารพิษสีเขียวนี้ช่วยให้พวกเขาศึกษาว่าแบคทีเรียมีความอ่อนไหวต่อสิ่งใด และมันอาจช่วยลดการต่อต้านยาปฏิชีวนะได้

“นี่เป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่เราจะได้เก็บวัตถุตัวอย่าง (สำหรับการวิจัย) ในไม่กี่ปีมานี้ เราประสบปัญหามีกลุ่มตัวอย่างไม่เพียงพอ” ฮานนา มาซูร์-มาร์เซ็ค ศาสตราจารย์แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลของโปแลนด์กล่าวและว่า ตอนนี้การเก็บตัวอย่างสาหร่ายให้เต็มหนึ่งถังเป็นเรื่องง่าย ๆ

6. รถฉีดน้ำหล่อเลี้ยงต้นไม้

ในประเทศเยอรมนี ตำรวจเปลี่ยนรถฉีดน้ำที่มีไว้ใช้กับพวกประท้วงให้กลายเป็นรดน้ำสำหรับรดต้นไม้ที่กำลังขาดน้ำแทน รถบรรทุกน้ำตำรวจออกรดน้ำต้นไม้ทางตะวันตกของเยอรมนีรถบรรทุกน้ำของพวกเขาวิ่งไปรดในสวนสาธารณะต่าง ๆ ในเบอร์ลิน ฮัมบูร์ก และทั่วประเทศ แม้กระทั่งด้านนอกสำนักงานนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล

การกระทำนี้ยังทำให้เกิดการแข่งขันกัน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตำรวจในกรุงเบอร์ลินได้ทวีตข้อความถึงตำรวจในแฟรงค์เฟิร์ต มิวนิค และข้ามพรมแดนเข้าไปในเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อกระตุ้นให้มาทำแบบเดียวกัน

ตำรวจแฟรงค์เฟิร์ตตอบรับคำท้าทายนี้ และโพสต์วิดีโอเป็นหลักฐาน แต่มิวนิค และแฟรงค์เฟิร์ตปฏิเสธเพราะเพิ่งมีฝนตกหนักไปไม่นานนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพรัตน์ ทับประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เรื่อง ขอแจ้งการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่เกิดฝนตกหนักจากอิทธิพลของดีเปรสชั่นและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์เป็นจำนวนมาก

ในปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำกักเก็บ 7,403 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 83.56% ของความจุ สูงกว่าเกณฑ์การควบคุมที่กำหนดไว้ เขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำกักเก็บ 15,338 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 86.44% ของความจุ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มอบหมายให้กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ปรับแผนการระบายน้ำเพื่อพร่องน้ำออกจากเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมในระดับที่สมดุล สำหรับรองรับปริมาณน้ำฝนใหม่ที่จะตกลงมาเพิ่มในช่วงเวลา 2 – 3 เดือนข้างหน้า

โดยเขื่อนวชิราลงกรณจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเดิมวันละ 36 ล้านลบ.ม. เป็น 39 ล้านลบ.ม. ในวันที่ 5 สิงหาคม 2561 และเพิ่มเป็น 43 ล้านลบ.ม. ในวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์จะทยอยปรับเพิ่มจากเดิมวันละ 15 ล้านลบ.ม. เป็น 18 ล้านลบ.ม. ในวันที่ 4 สิงหาคม 2561 และ เพิ่มเป็น 20 ล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 5 สิงหาคม 2561

จากการปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าว ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านมาที่เขื่อนแม่กลองมีปริมาณมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองมีระดับสูงขึ้นจากเดิม จึงขอประชาสัมพันธ์ให้จังหวัดได้รับทราบและขอความกรุณาแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ตลอดจนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ที่อาจได้รับผลกระทบได้รับทราบ ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 13 จะได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และจะแจ้งเตือนเป็นระยะๆ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเขื่อนแม่กลอง เป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน ตั้งอยู่ที่ ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี สร้างขึ้นบนแม่น้ำแม่กลอง โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ มีความสามารถในการระบายน้ำสูงสุด 3,100 ลบ.ม./วินาที

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ตลาดกลางผลไม้ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส อำเภอสุคิริน ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดประกวดทุเรียนพื้นบ้าน ตามโครงการ “วิจัย สำรวจ คัดเลือก และศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมทุเรียนพื้นบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนและประชาชนทั่วไปเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และขยายพันธ์ทุเรียนพื้นบ้าน รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส

นายชัยเดช ปาละวงศ์ นายอำเภอสุคิริน กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะเป็นช่วงปลายฤดูกาลของทุเรียน แต่ในพื้นที่สุคิรินยังมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดต่อเนื่อง โดยทุเรียนพื้นบ้านในพื้นที่มีความโดดเด่นในเรื่องรสชาติที่หวานอร่อย และสีของทุเรียนที่มีสีเหลืองทอง ประกอบกับพื้นที่สุคิรินมีดินดีและอากาศดี

และเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอสุคิรินลงพื้นที่ไปร่วมพัฒนาสายพันธุ์ให้กับเกษตรกร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีจนได้รับความสนใจจากคณะอาจารย์ผู้ทำวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศเข้ามาศึกษาสายพันธ์ุ และเตรียมผลักดันให้เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านที่ได้รับความสนใจจากตลาด

ทั้งนี้ หากมีโอกาสอยากเชิญชวนให้ผู้ที่ชื่นชอบทุเรียนมาลองชิมทุเรียนพื้นบ้านของอำเภอสุคิริน แล้วจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของรสชาติเนื้อทุเรียนที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น

rhdrด้าน ผศ.ดร. นิเวศ อรุณเบิกฟ้า ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือค้นหาช้างเผือกทุเรียนพื้นบ้านสายพันธุ์ดี เน้นสีเหลือง เนื้อดี เม็ดลีบ รูปทรงได้ขนาดลูกละประมาณ 1 กิโลกรัม

เพื่อขึ้นชั้นเป็นคู่แข่งทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์มูซังคิงที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ขณะนี้ราคาจำหน่ายในท้องตลาด กิโลกรัมละ 800 บาท และเมื่อส่งออกไปประเทศจีน ราคาจะสูงถึงกิโลกรัมละ 2,500 บาท

ดังนั้น ในระยะเวลา 3 ปี ของการทำวิจัย โครงการ “วิจัย สำรวจ คัดเลือก และศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมทุเรียนพื้นบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” จึงมุ่งหวังว่าเราจะมีทุเรียนพื้นบ้านที่สามารถสร้างชื่อให้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้และประเทศไทยได้

ขณะที่ นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน กล่าวว่า ตลาดทุเรียนในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีนเติบโตต่อเนื่อง โดยขณะนี้ได้ส่งออกไปประมาณ 4 พันตัน ต่อวัน ซึ่งหากสามารถหาทุเรียนพื้นบ้านสายพันธุ์ดีจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกมาพัฒนาต่อ ก็สามารถขยายพันธุ์และต่อยอดออกไปสู่ท้องตลาดได้เทียบเท่าหรือดีกว่าทุเรียนพันธ์ุพื้นบ้านมูซังคิงของประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนทุเรียนและเศรษฐกิจในพื้นที่

ส่วนผลการประกวดทุเรียนพื้นบ้านของอำเภอสุคิรินครั้งนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์ขมิ้น ของนายอาแซ สาเม๊าะ รองชนะเลิศ อันดับ 1 ทุเรียนพันธ์ุพวน ของ นายมะยะโก๊ะ ดือเลาะ รองชนะเลิศอันดับ 2 ทุเรียนพันธุ์ซากอ ของ นายมูหำมัด ดาโอ๊ะ อาแด และรองชนะเลิศอันดับ 4 ทุเรียนพันธุ์ขี้หนู ของ นางสาวสุชาดา มะนอ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2561 นายไพโรจน์ คำทอน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังปัญหาภายหลังน้ำล้นสปิลเวย์จากสภาวะฝนตกในพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำปราณบุรีตลอด 24 ชั่วโมง

เนื่องจากพบว่า มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ วันละกว่า 7.8 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จึงเร่งระบายน้ำออกจากอ่างเพื่อรักษาระดับให้อยู่ในมาตรฐานเกณฑ์ควบคุม โดยเพิ่มการส่งน้ำตามคลองส่งน้ำสายใหญ่และระบายลงสู่แม่น้ำปราณบุรี รวมวันละประมาณ 9.1 ล้าน ลบ.ม. จากเดิม 8.5 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าปริมาณน้ำดิบในอ่างจะอยู่ในระดับกักเก็บ ที่ร้อยละ 70 ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ หากไม่มีฝนตกเพิ่ม

“ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำปราณบุรี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีน้ำดิบ 306.4 ล้าน ลบ.ม. จากความจุอ่าง 391 ล้าน ลบ.ม. สำหรับการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ได้รับรายงานผลกระทบจากประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายน้ำ แม้ว่าระดับน้ำในแม่น้ำปราณบุรีมีระดับเพิ่มสูงเฉลี่ย 1 เมตร” นายไพโรจน์ กล่าว

ด้าน นายรุ่งโรจน์ อัศวกุลธารินทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด กล่าวว่า จากสภาวะฝนตกต่อเนื่องและการพร่องน้ำจากเขื่อนปราณบุรี ส่งผลดีกับระบบนิเวศวิทยาภายในบึงบัว พื้นที่ชุมน้ำทุ่งสามร้อยยอด พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ขณะนี้มีระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ทำให้บัวหลวง บัวเผื่อน บัวผัน บัวสาย ออกดอกบานสะพรั่ง รวมทั้งการฟื้นตัวของพืชน้ำตามธรรมชาติ ทั้ง ต้นกก ต้นอ้อ ธูปฤาษี

หลังจากหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่บึงบัวประสบภัยแล้งต่อเนื่อง ทำให้มีผลกระทบกับพันธุ์พืชทุกชนิดและสัตว์น้ำมีจำนวนลดลง รวมทั้งกระทบกับการหากินของนกประจำถิ่นและนกอพยพ

“ล่าสุดอุทยานฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติบึงบัว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมบึงบัวได้ตามปกติ ไม่มีการเก็บค่าตั๋วเข้าชม แต่ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านในพื้นที่รับจ้างนำนักท่องเที่ยวถ่อเรือชมบึงบัวจนกว่าระบบนิเวศจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และมีการบริหารจัดการน้ำภายในบึงบัวเพื่อให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยวในระยะยาว” นายรุ่งโรจน์ กล่าว เตือนมรสุมลูกใหม่! ฝนถล่ม 41 จังหวัด แบบยาวๆ วันนี้ถึง 9 ส.ค.

ในช่วงนี้สภาพอากาศแต่ละพื้นที่ต้องเจอกับ ฝนถล่มหนัก และเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ และฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 05 สิงหาคม 2561

ระบุว่า ในช่วง วันที่ 5-9 ส.ค. 61 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย