การเปิดดอกเห็ด ใช้มีดกรีดถุงก้อนเชื้อเป็นแนวยาว 5-6 แนว

แบบทแยง 3 วันแรกรดน้ำที่พื้นและผนังโรงเรือน เพื่อเพิ่มความชื้นในโรงเรือน เห็ดแครงเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% ทำให้เห็ดแครงสามารถเปิดดอกได้ตลอดทั้งปี

หลังจากกรีดถุงและรดน้ำพื้นให้ชื้น ประมาณ 2-3 วัน ดอกเห็ดจะเริ่มออกตุ่มดอกออกมาเรื่อยๆ หลังจากนั้น ประมาณวันที่ 6-7 ดอกเห็ดจะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้ แนะนำให้ใช้มีดคมๆ เฉือนตรงโคนดอกเห็ดที่ดอกบานเต็มที่แล้วเก็บได้รุ่นแรก จะให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 80-100 กรัมต่อเห็ด 1 ก้อน หลังจากเก็บเห็ดรุ่นแรกแล้ว รออีก 6-7 วัน จึงจะสามารถผลผลิตรุ่นที่ 2 โดยจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 20-30 กรัม ตามลำดับ

เห็ด 1 ก้อน ส่วนใหญ่นิยมเก็บ 2 ครั้ง แต่ที่ฟาร์มจะเก็บผลผลิตแค่ครั้งเดียว เพื่อควบคุมคุณภาพของดอกเห็ด เนื่องจากครั้งแรกเห็ดแครงจะให้ผลผลิตดดอกที่ใหญ่ รับประทานแล้วจะรู้สึกถึงความกรุบกรอบ ดอกจะออกมาสวยเสมอกันหมดทุกก้อน แต่ถ้าไปเก็บรอบ 2 ข้อเสียคือจะได้ดอกที่เล็กลง และจะเกิดปัญหาราดำ ราเขียวตามมา เสี่ยงต่อการปนเปื้อน ซึ่งในลำดับถัดไปที่ฟาร์มจะนำก้อนเห็ดมาทำเป็นปุ๋ยมาใช้ในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ต่อไป

การแขวนก้อนเชื้อเห็ด เพื่อประหยัดต้นทุนและช่วยกระจายความชื้นได้ทั่วถึงกว่าชั้นวาง โดยใน 1 แถวมัดก้อนเห็ดได้ 7 ก้อน ความยาวของเชือกจากราวแขวนสู่พื้นยาว 2 เมตร เป็นระดับที่กำลังพอดีไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป หรือหากท่านใดสะดวกทำเป็นชั้นวางก็ได้แต่ด้วยชั้นวางต้องใช้เป็นตะแกรงเหล็ก ถือเป็นการเพิ่มต้นทุน แต่ก็จะได้ถึงความสะดวก ง่ายต่อการบริหารจัดการ

การแปรรูป โดยทั่วไปเห็ดแครงนิยมรับประทานสด เพราะมีรสชาติที่อร่อยมากๆ แต่ด้วยการเก็บรักษาที่ค่อนข้างยาก ยกตัวอย่าง เมื่อเก็บเห็ดสดมาชั่งกิโลในครั้งแรกได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลาสัก 2 ชั่วโมง แล้วกลับมาชั่งอีกที น้ำหนักของเห็ดจะลดหายไปอย่างรวดเร็ว ชั่งอีกทีเหลือ 7 ขีด จึงต้องหาทางออกด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เห็ดแครงอบแห้ง ด้วยพาราโบลาโดมและเห็ดแครงทรงเครื่องทอดกรอบ ขายในราคาเห็ดแครงสดกิโลกรัมละ 250 บาท อบแห้งกิโลกรัมละ 1,350 บาท หรือท่านใดอยากซื้อไปทดลองชิมก่อนก็มีขนาดเล็กให้เลือก 3 ขนาด 1. ปริมาณ 25 กรัม ราคา 50 บาท 2. ปริมาณ 50 กรัม ราคา 80 บาท และ 3. ปริมาณ 100 กรัม ราคา 150 บาท

แนะนำเพาะเห็ดแครง
อาชีพเสริมยุคโควิด-19
“จริงๆ แล้วเกษตรกรหลายท่านมองว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอะไรที่เหนื่อย แต่ด้วยประสบการณ์ผมมองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความตั้งใจต้องมาก่อน ไม่ว่าจะปลูกผักหรือเพาะเห็ดก็ตาม หลายๆ ท่านบอกว่าการเพาะเห็ดยากจัง ไหนจะต้องควบคุมอุณหภูมิ เขี่ยหน้าก้อน ทำโรงเรือน แต่จริงๆ แล้วถ้าเรารู้นิสัยของพืชผักหรือเห็ดว่าเป็นอย่างไร เริ่มจากการทดลองและสังเกต หรือว่าดูข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ถ้าไม่เข้าใจก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็จะประสบผลสำเร็จได้เร็วขึ้น อย่างที่ฟาร์มก็มีเทคนิคง่ายๆ มีเป็นคลิปวิดีโอเพาะให้เห็นแล้วทำตามได้เลย และยิ่งในช่วงสถานการณ์แบบนี้ การเพาะเห็ดถือเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์เลย เพราะว่าท่านสามารถนำก้อนเห็ดแค่ 20-40 ก้อน นำไปเปิดดอกที่บ้าน และไม่จำเป็นต้องมีโรงเรือน แค่มีภาชนะที่เหลือใช้ เช่น กล่องลัง กล่องโฟม โอ่งที่ไม่ได้ใช้แล้ว ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพาะเห็ดได้ ส่วนเรื่องของผลผลิตนั้นจะมีให้เก็บนานหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดที่เลือกเพาะด้วย” คุณบุญเลิศ กล่าวทิ้งท้าย

วันนี้ได้รับการชักชวนจาก “คนหัวใจเกษตร” คนหน้าเดิม ทนายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย ทนายความ ผู้รักการทำเกษตร และเป็นอดีต ส.อบจ. สกลนคร เขตอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ไปที่บ้านโนนคนึง หมู่ที่ 8 ตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร ที่ไม่ยอมนอนอยู่บ้าน ทั้งนี้ โดยบอกว่า แม้เชื้อไวรัส โควิด-19 จะร้ายแรงก็ไม่สามารถมาใก้ลตัวเขาได้ เพราะมีการรักษาป้องกันตัวเองและครอบครัวเป็นอย่างดี โดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับใครหากไม่จำเป็น โดยเฉพาะคนแปลกหน้าจะไม่มีโอกาสมาหา โดยหลบตัวเองออกไปอยู่ที่ท้องไร่-ท้องนา ทำเกษตรแบบเงินมาหา หรือว่าส่งสินค้าทางมือถือ หรือที่เรียกกันว่า สั่งทาง “ออนไลน์” เป็นเกษตรกรที่ทันสมัย แต่ห่างไกล โควิด-19

รถกระบะ หรือที่เรียกว่า “ปิกอัพ” พาเรามุ่งหน้าออกจากจังหวัดสกลนคร โดยนัดแนะกับ ทนายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย ที่ปั๊มน้ำมันมีชื่อแห่งหนึ่ง ที่มีการบริการครบเครื่อง ทั้งเครื่องดื่มและอาหาร นั่งจิบกาแฟรอประมาณ 10 นาที กาแฟยังไม่หมดแก้ว ทนายคนดี คนเก่งที่พึ่งของชาวบ้านด้านกฎหมาย แต่หัวใจเกษตร ก็ขับรถเข้ามา ซดกาแฟหมดหยดสุดท้าย สะพายกล้องและกระเป๋ามาขึ้นรถ โดยมีเพื่อนที่ชอบงานด้านเกษตร 2 คน นั่งอยู่ตอนหลัง “ป๋านั่งเบาะหน้าครับ” เสียงผู้ช่วยทนายกล่าวพร้อมแนะนำตัว พร้อมมือดึง “แมส” หน้ากากอนามัยขยับให้เข้าที่ และบอกว่า ผมเป็นสมาชิก หนังสือ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เป็นแฟนประจำ ก็เลยอยากออกมาดูการทำเกษตรชาวบ้านของจริงด้วย

รถมุ่งหน้าสู่อำเภอคำตากล้า เลือกเส้นทาง สกลนคร-อุดรธานี เนื่องจากถนนกว้าง 4 เลน สะดวก มาถึงอำเภอพังโคน เมือง 2 วา (วาริชภูมิ-วานรนิวาส) ถึงสี่แยก เลี้ยวขวา มุ่งหน้าสู่อำเภอคำตากล้า เส้นทาง พังโคน-บึงกาฬ ป้ายกำกับบอกเส้นทาง พังโคน-คำตากล้า 60 กิโลเมตร แต่ต้องผ่านอำเภอวานรนิวาส 28 กิโลเมตร และต่อจากอำเภอวานรนิวาส ไปคำตากล้าอีกราว 30 กิโลเมตร

เมื่อถึงตัวอำเภอคำตากล้า เลี้ยวขวาก่อนถึงอำเภอคำตากล้า แยกบ้านแสนสุข ตามถนนบ้านดงบัง ไปยังบ้านโนนคนึง ราวๆ 15 กิโลเมตร ก็ไปถึงจุดหมาย ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง…อำเภอคำตากล้า เป็นอำเภอที่อยู่สุดเขต และติดต่อกับเขตอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ที่มีแม่น้ำสงคราม เป็นเส้นกั้นแบ่งเขต

ก่อนเข้าถึงหมู่บ้านโนนคนึง 1 กิโลเมตร ทางด้านขวามือ จะพบกับไร่นาสวนผสมของ คุณจินดา ใบธรรม อายุ 59 ปี หลังจากทักทาย แนะนำตัวแล้ว คุณจินดา เล่าว่า ช่วงนี้ปัญหาเชื้อไวรัส “โควิด-19” มีภาวะรุนแรง ทางหอกระจายข่าวในหมู่บ้านก็ประกาศ ถึงการดูแลตนเอง ตลอดจนการรักษาสุขภาพ อยู่ห่างไกล และที่สำคัญอย่ามั่วสุมกันหรือประชุมกัน…ใส่หน้ากากอนามัย ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือกันดี แต่จะมีพวกที่ไม่ค่อยสนใจก็มี เพราะคิดว่าไม่ร้ายแรง แต่ก็ใช้ภาวะทางสังคมกดดัน จึงทำตาม ในส่วนของตนเองและครอบครัวใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่ทุ่งนา ทำการเกษตร ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่ต้องมีการกักตุนสินค้าอาหาร จึงอยู่ห่างจากสังคมผู้คน หากใครติดหรือคนที่ติดต่อจะใช้โทรศัพท์มากกว่า เรียกว่า ทันสมัยไฮเทคพอสมควร

คุณจินดา บอกว่า ชีวิตของเกษตรกรสบายมาก เพราะไม่ยุ่งกับใคร อยู่ตามท้องไร่-ท้องนา พื้นที่ทำการเกษตรทั้งนา ทั้งสวน มี 27 ไร่ แบ่งเป็นทำนา ส่วนหนึ่งก็ทำเกษตรแบบผสมผสาน มีมากมายหลากหลายชนิด แต่ก่อนจะมีปัญหาเรื่องน้ำ เพราะเป็นพื้นที่ป่า ไม่มีแหล่งน้ำ จึงใช้วิธีเจาะบาดาล แต่เป็นขนาดเล็ก ไม่มาก จึงมีการใช้น้ำในขอบเขตจำกัด พืชที่ปลูกมี มะเขือเทศ ถั่ว หัวหอม พริก และพืชผักสวนครัวทุกชนิด นอกจากนั้น ยังมีหน่อไม้ฝรั่งอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นรายได้หลัก ตัดส่งขายให้กับลูกค้าทุกวัน

“ช่วงหน้าแล้งนี้ จะมีรายได้จากการขายหน่อไม้ฝรั่ง เฉลี่ยอยู่ที่ วันละ 500 บาท นอกจากนั้น ก็มีพืชผักอื่นอีกจำนวนหนึ่ง เป็นรายได้ทุกวัน เรียกว่าไม่ตกงาน หากไม่ขี้เกียจ ผมทำการเกษตรแบบเงินมาหา เพราะคนที่ต้องการจะเข้ามาซื้อ มารับแบบสั่งทางโทรศัพท์ ส่วนใหญ่แล้วจะรู้กัน ยิ่งตอนนี้ผลิตผลทางการเกษตรจะขายดี เพราะห้างปิด ตลาดนัดหายไป จึงหันมาสั่งพืชผักไปกินและเป็นพืชผักปลอดสารเคมีหรือสารพิษ เพราะที่แปลงของตนเองไม่มีการใช้สารเคมี แต่ที่ใช้จะเป็น…มูลสัตว์อัดเม็ด…ของสหกรณ์การเกษตรคำตากล้า ที่ราคาถูก กระสอบละ 280 บาท คุ้มค่า คุ้มราคา ไม่มีเคมี เพราะผลิตจากมูลสัตว์ ที่นี่จะใช้ประจำด้วย” คุณจินดา เล่า

คุณจินดา เล่าอีกว่า ปัญหาโรคเชื้อไวรัส โควิด-19 นี้ คิดว่าน่ามาจากสารเคมี เพราะพัฒนามาจากไข้หวัด รวดเร็ว อยู่ได้หลายวัน แต่ชาวบ้านแบบพวกเรานี้ไม่อยู่ใกล้กัน และอาหารการกิน เราก็กินผักพื้นบ้าน ปลอดภัย สารเคมีไม่มี และพืชผักของประเทศเราส่วนใหญ่ก็อยู่ในรูปสมุนไพร จึงไม่น่ากลัวหรือวิตกเกินไป ทำตามหลักที่ทางราชการทางการแพทย์แนะนำ ก็สามารถผ่านไปได้ โดยเฉพาะแนะนำให้กินอาหารที่เป็นผักมากๆ ด้วย จะได้ทั้งทางด้านสุขภาพและพลังกายด้วย

อย่างไรก็ตาม คุณจินดา บอกว่า การทำไร่นาสวนผสม ปลูกพืชผักหลายๆ ชนิด จะช่วยให้ลดการเสี่ยง อย่างน้อยเราก็มีพืชหลายอย่างก็สามารถหารายได้ที่ต่อเนื่องได้ แนะนำว่าอย่าเสี่ยงทำเชิงเดี่ยว ทุกวันนี้ ตนอยู่ได้อย่างสบายไม่เดือดร้อน เพราะทุกอย่างที่ปลูกเหลือกินก็นำมาขายจำหน่ายแจกจ่ายกันไป โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกไว้ จะทำเงินได้ตลอดปี ลงทุนน้อย ขายได้ยาว ที่สำคัญต้องดูแลเรื่องน้ำอย่าให้มีปัญหา

ที่ของตนเองได้เจาะบาดาลขนาดเล็ก แต่สามารถนำน้ำมาใช้ได้ทั่วพื้นที่ และที่สำคัญการดูแลเรื่องน้ำต้องรู้จักใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและให้เหมาะสม พัฒนาไปกับพืชบางชนิด การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำด้วย ซึ่งที่แปลงนี้จะใช้การต่อท่อกระจายไปในพื้นที่ระบบแบบน้ำหยดส่วนหนึ่งด้วย

สำหรับท่านใด ที่อยากศึกษาหรือสนใจข้อมูลในการปลูกพืชสวนผสมผสานมีรายได้ตลอดปี ติดต่อประสานงานได้ที่ คุณจินดา ใบธรรม “อาร์ทูอีทู” จัดเป็นมะม่วงพันธุ์การค้าของประเทศออสเตรเลีย พัฒนามาจากมะม่วงพันธุ์เคนท์ (Kent) ผลมีลักษณะกลม เนื้อแข็ง ผลค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ยประมาณ 800 กรัม-1 กิโลกรัม ต่อผล เมื่อสุกผิวผลจะมีสีเหลืองอมแดง เนื้อสีเหลืองมะนาว ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวาน เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยวได้นาน

เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยได้ผลผลิตและคุณภาพไม่แพ้ที่ปลูกในออสเตรเลีย ปลูกได้ในทุกพื้นที่ในบ้านเราที่ปลูกมะม่วงได้ (ยกเว้นภาคใต้) มีคำยืนยันมาจากพ่อค้าส่งออกมะม่วงว่า อาร์ทูอีทูในบ้านเรา ขนาดผล สีสันมีสีแดง ได้คุณภาพไม่แพ้มะม่วงอาร์ทูอีทูที่ปลูกประเทศออสเตรเลียได้อย่างแน่นอน เพียงแต่จะต้องปรับปรุงเทคนิคในการผลิตและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวให้ดีขึ้น เช่น การตัดแต่งกิ่งช่วยให้ผลมะม่วงได้รับแสงแดดเต็มที่ ทำให้ผิวผลมีสีแดงจัดสม่ำเสมอทั่วผล หรือจะเป็นการใช้ถุงห่อชุนฟงเข้ามาช่วย เป็นต้น ข้อได้เปรียบหนึ่งของมะม่วงอาร์ทูอีทูที่ปลูกในไทยคือ ค่าแรงงานถูกกว่าค่าแรงงานในประเทศออสเตรเลีย

ที่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี นอกจากจะมีการเลี้ยงกุ้งที่เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดแล้ว ในพื้นที่ก็ยังมีมะม่วงซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักอีกชนิด ที่เกษตรกรในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออก ต.ดอนคา อ.บางแพ ได้ให้ความสนใจ โดยปัจจุบันนั้นมีการส่งไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศสร้างรายได้แต่ละปีนับล้านบาท โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดคอยให้คำแนะนำ และส่งเสริมเรื่องช่องทางการตลาด พร้อมดูแลเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐานผ่านการรับรอง GAP

โดยหลังจากที่มีการก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออก อ.บางแพมาแล้ว ทำให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่มีทั้งหมด 60 ราย ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ในส่วนของปลูกมะม่วงสายพันธุ์ อาร์ทู อีทู ส่งเข้ากลุ่มฯ มีจำนวน 5 ราย เพื่อส่งจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในประเทศ และต่างประเทศซึ่งกำลังได้รับความนิยม มีออร์เดอร์ยอดสั่งจองเพิ่ม จนผลผลิตส่งออกเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในขณะนี้ ทำให้เกษตรกรบางรายขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเพื่อรองรับตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

นายอำนาจ วรรัตน์วัฒนกุล อายุ 57 ปี ชาวบ้านใน ต.ดอนคา อ.บางแพ เปิดเผยว่า ที่สวนปลูกมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู มีอายุ 7 ปี ประมาณ 150 ต้น อายุ 3 ปี 500 ต้น ในพื้นที่ 25 ไร่ หลังจากได้รับความรู้จากกลุ่มฯ ช่วยแนะนำวิธีการปลูก วิธีการปลูกระยะต้นห่างกัน 4 X 6 เมตร ผลดีช่วงระยะห่างของต้นทำให้รับแสงแดดได้ดี ลูกมะม่วงมีสีแดงสวยขายดีกว่าลูกสีเขียว

หลังปลูกจะให้ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ปีละ 2 ครั้ง พออายุได้ 2 ปีครึ่งถึง 3 ปี เริ่มออกผล ช่วงระหว่างออกดอกจนถึงเก็บผลผลิตใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ระหว่างนี้ต้องคอยเด็ดใบที่อยู่ใกล้ลูกออก เพื่อให้แสงแดดได้ส่องลงมาที่ผิวมะม่วงมากที่สุดจะทำให้มะม่วงได้คุณภาพราคาดียิ่งขึ้น มีการคัดเกรดส่ง เบอร์สวยลูกโตได้กิโลกรัมละ 100 บาท เบอร์รองก็จะมีราคาลดลงไป

สิ่งสำคัญอย่าให้ยางมะม่วงโดนผิวเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผิวเสียเป็นรอยด่างทำให้ราคาตก เวลาตัดมะม่วงต้องให้เหลือขั้วไว้ประมาณ 1 นิ้ว พร้อมกับหาถุงมาห่อหุ้มลูกไว้ เพื่อป้องกันยางไหลโดนที่ผิว จากนั้นจึงนำไปคัดแยกขนาด สำหรับสภาพพื้นที่ของ อ.บางแพ มีน้ำสมบูรณ์ อากาศถ่ายเทดี ทำให้ไม่มีเขม่ามาเกาะบริเวณผิวมะม่วง ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นที่จะมีผิวลูกไม่ค่อยสวย ขณะนี้ได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 50 ไร่ โดยที่ดิน 1 ไร่ สามารถปลูกได้ประมาณ 67 ต้น 1 ต้นเฉลี่ย ประมาณ 30 – 40 กิโลกรัม สร้างรายได้ประมาณต้นละ 3,000 – 4,000 บาท

นายราเชนทร์ สุขหวานอารมณ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ส่งออกมะม่วง อ.บางแพ เปิดเผยว่า ผลผลิตของมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู ส่งไปจำหน่ายที่ประเทศรัสเซียมาหลายปีแล้ว นอกจากนี้ส่งไปจำหน่ายแถบตะวันออกกลาง 3 ปีแล้ว หลังจากเริ่มต้นเปิดตลาดแนะนำลูกค้าไปจากลูกค้าเดิมที่เคยรับประทานมะม่วงน้ำดอกไม้ของกลุ่มฯ ไป ครั้งแรกส่งมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูไปขายประมาณ 50 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันส่งสัปดาห์ละ 4 – 5 ตัน ขณะนี้มียอดสั่งเพิ่มขึ้นถึงสัปดาห์ละ 8 – 10 ตัน ทำให้ทางกลุ่มไม่สามารถส่งไปตามออร์เดอร์ที่สั่งเข้ามาได้ เนื่องจากผลผลิตยังไม่เพียงพอ

ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงอาร์ทู อีทูในปัจจุบัน ที่ยังคงมีผู้ปลูกน้อยอยู่ ขณะนี้ได้มีการคิดค้นต่อยอดร่วมกับ สวทช. ทำม่วงอบแห้ง เนื่องจากมะม่วงจะมีหลายเกรด ทั้งเกรด เอ เกรด บี และโลว์เกรด พยายามที่จะพัฒนาให้ไม่มีของเหลือ มีแนวคิดการทำมะม่วงแช่อิ่มอบแห้ง เป้าหมายมุ่งส่งตลาดต่างประเทศเป็นหลักขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนกิ่งพันธุ์สามารถสั่งซื้อได้ที่กลุ่มมีจำหน่ายกิ่งละ 100 -300 บาท

ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออก ต.ดอนคา อ.บางแพ เตรียมที่จะขยายพื้นที่เพิ่มในการปลูกมะม่วงอาร์ทู อีทู เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศ

ผู้สนใจที่จะศึกษาวิธีการปลูกสามารถโทรติดต่อได้ที่ นายราเชนทร์ สุขหวานอารมณ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ส่งออกมะม่วงอ.บางแพ เบอร์ 086-0419571 ภาพของภาคอีสาน ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาโล่งแจ้ง มีต้นไม้ขึ้นสลับบ้าง ฤดูฝนดูเขียวขจีสวยงาม ก่อนเก็บเกี่ยวข้าวมีสีเหลืองอร่ามของทุ่งรวงทอง

ครั้นเข้าสู่หน้าแล้ง อากาศแห้ง แม้แต่น้ำในร่องริมถนนก็เหือดหายไปจนหมด ดูแตกต่างจากภาคอื่นโดยสิ้นเชิง มีผืนดินของอีสานบางแห่ง อุดมสมบูรณ์ ใกล้เคียงกับภาคตะวันออก

ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชาและลาว สภาพของดินสีแดงคล้ายดินอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี แถบถิ่นนี้จึงปลูกไม้ผลเมืองร้อน จำพวกเงาะ ทุเรียนได้ผลดี งานสวนของที่นี่พัฒนาอย่างช้าๆ มั่นคง มีผลผลิตตอบสนองคนในท้องถิ่นได้อย่างดี โอกาสต่อไปคงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

คุณไพศาล ยงปัญญา เกษตรกรอยู่บ้านเลขที่ 241 หมู่ที่ 7 ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (094) 274-9931 เป็นเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการทำสวนผลไม้มากที่สุดคนหนึ่ง

เขาปลูกไม้ผล 4-5 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ชมพู่ ฝรั่ง มะกอกน้ำ ขนุน มะละกอ ด้วยเหตุนี้จึงมีผลผลิตเก็บจำหน่ายได้ทั้งปี ชมพู่ทับทิมจันท์ มีปลูก 40 ต้น
ชมพู่ทับทิมจันท์ มีถิ่นกำเหนิดอยู่ประเทศอินโดนีเซีย คุณประเทือง อายุเจริญ นำเข้ามาปลูกอยู่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงได้ชื่อว่า ทับทิมจันท์ ทั้งนี้ เพราะผิวผลมีสีออกไปทางทับทิม แต่พบว่า ปัจจุบันนี้ มีคนเขียนชื่อพันธุ์ผิดกันพอสมควร เช่น เขียนว่า “ทับทิมจันทร์”

หากเป็นเมื่อก่อน การกระจายพันธุ์อาจจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่การสื่อสารยุคใหม่ พืชพันธุ์ดี กระจายไปยังแหล่งปลูกอย่างรวดเร็ว ที่อื่นมีปลูก ที่อำเภอน้ำยืนก็มีปลูกเช่นกัน

คุณไพศาล ปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ 2 ไร่ด้วยกัน จำนวน 40 ต้น ถือว่าชมพู่เป็นไม้ผลที่ซื้อง่าย-ขายคล่อง รสชาติดี ผู้ปลูกขายในราคาไม่สูงก็มีกำไรอยู่ได้ ขณะที่คนกินไม่ต้องควักเงินซื้อในราคาที่แพง

เจ้าของเล่าวิธีการผลิตให้ฟังว่า ปลายเดือนพฤษภาคม เก็บผลผลิต จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก จำพวกขี้วัว จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อต้น รวมทั้งใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 1 กิโลกรัม โดยใส่ให้ 3 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน การใส่ปุ๋ยสูตรเสมอครั้งสุดท้าย เจ้าของจะใส่สูตร 8-24-24 รวมไปด้วย จำนวน 1 กิโลกรัม เพื่อเตรียมต้นสำหรับออกดอก ราวเดือนสิงหาคม ชมพู่ทับทิมจันท์ก็จะมีดอกออกมาให้เห็น หลังดอกบาน 14 วัน จึงห่อผล เมื่อห่อได้ 23 จึงเก็บผลผลิต ราคาที่จำหน่ายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 35 บาท

ผลผลิตชมพู่ มีออกมาเป็นชุดใหญ่ๆ 3 ชุดด้วยกัน ดังนั้น การใส่ปุ๋ย อาจจะมีขยับบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับผลผลิตที่อยู่บนต้น โดยที่ผลผลิตต่อต้น ต่อปี นั้น อยู่ที่ 100-200 กิโลกรัม

ศัตรูของชมพู่ คือแมลงวันทองผลไม้ UFABET ช่วงฝนมีระบาดมาก ดังนั้นอาจจะพ่นสารป้องกันกำจัดแล้วห่อ แต่บางฤดูกาลแทบไม่พบเห็นเลย ปลูกฝรั่ง 3 พันธุ์
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่พบเห็นอยู่ทั่วไป สนนราคาสามารถซื้อหาได้ ผลสวยและขนาดใหญ่ราคาอาจจะสูงหน่อย แต่โดยทั่วไปแล้วราคาไม่แพง

เป็นที่ยอมรับในหมู่เกษตรกรว่า หลังจากปลูกต้นลงดินฝรั่งให้ผลผลิตเร็ว ให้ผลผลิตต่อเนื่อง เรียกว่ามีเก็บขายทั้งปีก็ได้ หากพื้นที่ปลูกมาก

คุณไพศาล ปลูกฝรั่ง จำนวน 400 ต้น

พันธุ์ที่ปลูกมีดังนี้

แป้นสีทอง…มีปลูกมานาน ผลขนาดใหญ่ หากดูแลรักษาดีรสชาติจะดีมาก เจ้าของจะห่อเมื่อผลมีขนาดเท่ามะนาว จากนั้นนับไปอีก 60 วัน จึงเก็บผลผลิตได้

กิมจู…เป็นฝรั่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง หากปลูกแล้วน้ำดี ปุ๋ยถึง รสชาติจะเยี่ยมยอดมาก เมื่อห่อ 45 วัน สามารถเก็บผลผลิตได้

เย็น 2…เป็นพันธุ์ฝรั่งที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกันนัก จุดเด่นอยู่ที่ให้ผลดก รสชาติกรอบ หลังห่อ 50 วัน จึงเก็บผลผลิตได้ คุณไพศาลบอกว่า มีพันธุ์ฝรั่งแปลกๆ ใหม่ๆ มานำเสนอ แต่เขาจะเก็บรักษาเย็น 2 คู่กับสวนตลอดไป รับรองไม่ทิ้งอย่างแน่นอน

การดูแลฝรั่ง เจ้าของใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ให้ ช่วงที่ต้นไม่มีผลผลิต เมื่อมีผลก่อนเก็บผลผลิตใช้สูตร 13-13-21 บางครั้งหากต้องการคุณภาพและความหวานสูงก็ใส่สูตร 0-0-60 ให้

“ราคาฝรั่งที่ขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 20 บาท ปัญหาที่พบคือแรงงานห่อ ผมทำงานหลักๆ กับภรรยา 2 คน คุณนิ่มนวล ฝรั่งรายได้รายวัน”