การเลี้ยงไก่ไข่ในตะกร้าของลุงนอม จากปกติที่เลี้ยงไก่

โดยอาหารที่ให้เป็นอาหารไก่สำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวนั้น ลุงนอมนำแหนแดง หยวกกล้วย หน่อไม้ รวมทั้งพืชสมุนไพรต่างๆ ซึ่งเป็นผลผลิตจากสวน มาสับให้ละเอียดแล้วนำมาผสมกับอาหารไก่สำเร็จรูปและใช้น้ำหมักชีวภาพคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปเป็นอาหารให้ไก่ วันละ 2 มื้อ ในช่วงเช้าและเย็น โดยจะให้มื้อละประมาณ 1 กำมือ และในส่วนของน้ำที่ให้ไก่กินนั้น ลุงนอมมีการผสมน้ำหมักชีวภาพลงไปให้ไก่กินเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพให้ไก่โดยไม่ต้องใช้ยา ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในการเลี้ยงไก่ให้แข็งแรงและปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้ดีอีกด้วย

ในส่วนของการขยายพันธุ์แหนแดงนั้น ลุงนอมได้สร้างบ่อพลาสติกไว้เพื่อการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แหนแดงภายในสวนเอง โดยแหนแดงจะสามารถแยกส่วนของลำต้นเป็นชิ้นเล็กๆ ได้เอง หรือเมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มที่ กิ่งแขนงที่แก่จัดของมันจะมีสีเขียวเข้ม แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จากนั้นจะขาดออกมาเป็นต้นใหม่ โดยทั้ง 2 วิธี สามารถเพิ่มปริมาณของแหนแดงเป็น 2 เท่าได้ใน 3-5 วันเลยทีเดียว

โดยลุงนอมเล่าว่า การใช้แหนแดงและพืชอื่นๆ มาผสมกับอาหารสำเร็จรูปแล้วนั้น ถือเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงไก่ได้เป็นอย่างดี โดยไก่ที่เลี้ยงทั้งหมดกว่า 90 ตัวนั้น มีอัตราการไข่อยู่ที่ร้อยละ 80 ไม่แตกต่างจากการให้อาหารสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว และการผสมส่วนผสมเหล่านี้เข้าไปนั้น ยังสามารถช่วยให้ไก่ที่เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และยังสามารถยืดอายุการออกไข่จากปกติ ที่ไก่ต่อรุ่นนั้นสามารถออกไข่ได้ 1 ปี เป็นออกไข่ได้ 2-3 ปีเลยทีเดียว และนอกจากจะนำเอาแหนแดงมาเป็นอาหารเลี้ยงไก่แล้ว ลุงนอมยังใช้แหนแดงทดแทนอาหารในการเลี้ยงปลา ทั้งปลานิลและปลาดุก เป็นการลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่งด้วย

ท่านใดที่ต้องการเรียนรู้ศึกษาแนวทางในการใช้แหนแดงเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ลุงประนอม รักจริง โทร. 085-069-5121 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอกันตัง โทร. 075-025-1742

‘ไอ.ซี.ซี.’ จับมือ ‘มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ’ พัฒนาแหล่งน้ำ ‘ชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง’ จ.เพชรบุรี 3 พลังประสาน สู่ความสำเร็จยั่งยืน

“… หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้… ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้

ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้… แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้…” ข้างต้นคือพระราชดำรัสใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ปี 2539 สะท้อนถึงคุณค่าของน้ำต่อชีวิต ทั้งในแง่บริโภคและอุปโภค

ด้วยเหตุนี้ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ จึงสนับสนุนงบประมาณรวม 3.14 ล้านบาท โดยร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่น้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มาเป็นหลักคิดและประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาในพื้นที่ต่างๆ และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) รวมถึงชาวบ้าน ชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พัฒนาแหล่งน้ำ สร้างแปลงเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ และสร้างอาคารบรรจุและเก็บรักษาผลผลิต

พลิกฟื้นที่ดินแห้งแล้งหลายพันไร่ ขาดแคลนน้ำ ให้กลายเป็นที่ดินปลูกพืชผลนานาพันธุ์ มีแหล่งกักเก็บน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี มีผลผลิตคุณภาพส่งจำหน่าย สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ถือเป็นความสำเร็จ อันแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้น

โอกาสที่มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ครบรอบ 10 ปี จึงจัดงาน “เทิด ด้วย ทำ ปี พ.ศ. 2565” เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ร่วมสรุปแนวทาง “โครงสร้างพื้นฐานสังคม และเศรษฐกิจใหม่บนหลักของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่” เยี่ยมชมตัวอย่างความสำเร็จชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง โดยมีผู้แทนจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สสน. และ ไอ.ซี.ซี. รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องลงพื้นที่

ทั้ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการ สสน. และกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ อาสา สารสิน อดีตราชเลขาธิการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานกรรมการมูลนิธิบัวหลวง บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ ไอ.ซี.ซี. สุพัตรา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักนโยบายองค์กรสัมพันธ์และภาพลักษณ์ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ดำรัสสิริ ถิรังกูร ประธานบริหารไร่ชีวิตพอเพียงเพ็ชร์บุรี ฯลฯ

เรียนรู้ความเข้มแข็งของชุมชน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมทักษะการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมยกเป็นตัวอย่างชุมชนต้นแบบ ที่สามารถขยายผลความสำเร็จไปยังเกือบ 2,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ

“เดิมพื้นที่นี้เป็นสนามกอล์ฟร้าง มีเนื้อที่ราว 3,565 ไร่ ซึ่งรัฐซื้อจากเอกชนมาจัดสรรที่ดิน โดยในปี 2552 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดสรรที่ดินให้เกษตรกร 1,889 ราย และนำมาจัดสรรให้เกษตรกรผู้มีหนี้สินและไร้ที่ดินทำกินในพื้นที่เพชรน้ำหนึ่ง จำนวน 238 ครัวเรือน

“แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่ค่อนข้างลาดเอียงและเป็นดินลูกรัง ขาดแหล่งกักเก็บน้ำ เกษตรกรจึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ไม่สามารถขายผลผลิตในราคาหรือปริมาณที่คาดไว้ได้ ต้องอยู่ในวังวนของภาระหนี้สิน” กิตติกากนก คนซื่อ ชาวบ้านชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง กล่าวถึงสภาพพื้นที่ ที่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพ

กระทั่งปี 2557 ชุมชนได้มีโอกาสเรียนรู้การพัฒนาพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และ สสน. ที่ลงพื้นที่สำรวจและวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งแนวทางการพัฒนาของมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ คือ จัดการที่ดินและพื้นที่เกษตร จัดการน้ำ และจัดการกระบวนการผลิต โดยเป็นการจัดการทุกด้านที่จำเป็น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน

ส่วนไร่ชีวิตพอเพียงเพ็ชร์บุรี ก็เข้ามาช่วยพัฒนาศักยภาพสมาชิกชุมชน โดยเฉพาะการทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ ซึ่งมีทั้งแปลงครัวเรือนและกลุ่ม เมื่อได้ผลผลิตทางการเกษตรแล้วก็นำออกจำหน่าย สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน

จากผืนดินโรยรา เมื่อมีการปรับปรุงพัฒนา ก็ค่อยๆ ฟื้นคืนชีวิต ด้วยน้ำพักน้ำแรงของทุกฝ่ายที่ร่วมกันดูแล

“ตลอดระยะเวลาการพัฒนา พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์แล้วประมาณ 1,300 ไร่ หรือร้อยละ 36.4 ของพื้นที่ที่ได้รับจัดสรรทั้งหมด เกิดประโยชน์กับสมาชิก 238 ครัวเรือนอย่างมาก ส่วนปีนี้ เรามีเป้าหมายในการพัฒนาระบบกระจายน้ำในพื้นที่เพิ่มเติม ประมาณ 130 ไร่ เพื่อขยายความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่ต่อไป” กิตติกากนกเผย

หนุนพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างความเข้มแข็งชุมชน ภาพสระน้ำขนาดใหญ่หลายสระ พร้อมลำรางเชื่อมต่อถึงสระอื่นในพื้นที่ชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง และหอเก็บน้ำต่างระดับ คือตัวอย่างบางส่วนของความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกันระหว่างชาวบ้าน มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สสน. และการสนับสนุนอย่างแข็งขันของภาคเอกชนอย่าง ไอ.ซี.ซี.

“การได้มาร่วมงานวันนี้ ทำให้ทราบว่างานนี้มีเอกชนหรือองค์กรเข้ามาช่วยมากพอสมควร สำหรับผม การมาช่วยที่นี่เกิดจากท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ได้เอ่ยถึงโครงการนี้ ซึ่งเป็นโครงการที่ทำขึ้นตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้สามารถดูแลน้ำ ดูแลพืช ดูแลการเกษตร ให้เกษตรกรสามารถพยุงตัวและมีรายได้ที่เหมาะสม จึงมอบหมายให้คุณสมพล ชัยสิริโรจน์ (กรรมการของ ไอ.ซี.ซี.) ช่วยประสานงานกับ ดร.สุเมธ เพื่อดำเนินการ” บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ ไอ.ซี.ซี. กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

ความร่วมมือระหว่างเครือสหพัฒน์กับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ย้อนไปได้ในปี 2560 ที่บริษัทในเครือสหพัฒน์ ร่วมจัดแฟชั่นกาล่าดินเนอร์การกุศล ร่วมกับมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา และนำรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจากงานนี้ จำนวน 3,325,999 บาท สนับสนุนมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ในโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริฯ และยังคงสนับสนุนจนถึงปัจจุบัน

ส่วนการช่วยเหลือชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง เกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อ ไอ.ซี.ซี. ออกคอลเลคชั่นพิเศษ WBG (White Black Gold) และร่วมกับ มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา และบริษัทในเครือสหพัฒน์ นำรายได้ส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นนี้ จำนวน 2,000,000 บาท สนับสนุนมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างเชื่อมโยงระบบน้ำในพื้นที่ อาทิ งานขุดลอกคลองส่งน้ำระยะทาง 1.720 กิโลเมตร พร้อมท่อลอด อาคารบังคับน้ำ รางรับน้ำและผนังยกระดับน้ำ รวมถึงงานแปลงเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ พื้นที่ 34 ไร่

“สระ 10 มีพื้นที่ราว 17 ไร่ รับน้ำในหน้าฝนจากเทือกเขาที่ตั้งโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ใน อ.ท่ายาง มีลำรางเชื่อมไปสระ 9 และเชื่อมต่อไปสระอื่นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อมีฝน น้ำก็จะไหลเต็มทุกสระ ทำให้มีน้ำใช้ตลอดปี ต้นไม้รอบๆ ก็เขียวชอุ่ม” อภิชัย ชาติเอกชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนสหพันธ์เกษตรกรเพชรน้ำหนึ่ง ขยายความให้เห็นภาพชัดขึ้น

จากนั้นปี 2562 ไอ.ซี.ซี. ได้สนับสนุนงบประมาณ 700,000 บาท ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และชุมชน สร้างอาคารบรรจุและเก็บรักษาผลผลิต ส่งตรงผลิตภัณฑ์การเกษตรสดใหม่จากไร่ ทั้ง ผักชี คะน้าฮ่องกง มะเขือเทศเชอรี่ มะเขือเปราะ ตะไคร้ ผักบุ้งจีน พริกขี้หนู ฯลฯ ในชื่อ “ไร่ชีวิตพอเพียงเพ็ชร์บุรี” ที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพแล้วอย่างดี จำหน่ายถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่ร้านค้ามูลนิธิชัยพัฒนา 1 สาขา และร้านโกลเด้น เพลซ 15 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 12 สาขา หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2 สาขา และ จ.เพชรบุรี 1 สาขา

ปีที่ผ่านมา ไอ.ซี.ซี. ยังช่วยเหลือชุมชน ด้วยการสนับสนุนงบประมาณ 440,000 บาท ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สร้างหอเก็บน้ำต่างระดับกว่า 10 หอ เพื่อนำน้ำจากสระขนาด 23 ไร่ กระจายแจกจ่ายน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกกว่า 500 ไร่

“พอมาถึงจุดนี้ได้ จะเป็นประโยชน์ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้มาก หวังว่าจะได้มีโอกาสสนับสนุนโครงการนี้เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะครอบคลุมเกือบทั้งประเทศได้ บริษัทในเครือสหพัฒน์มีสาขาอยู่มากมายในประเทศไทย หวังว่าจะได้เป็นพี่เลี้ยงให้โครงการต่างๆ อีกได้มากพอสมควร ต้องขอขอบคุณ ดร.สุเมธ ที่จุดประกายให้ผมและทีมงานได้มีโอกาสเข้ามาทำโครงการนี้ รู้สึกปลื้มใจที่ได้เห็นการพัฒนาที่เป็นประโยชน์กับชุมชน” ประธานกรรมการ ไอ.ซี.ซี. กล่าวอย่างภูมิใจ

‘ชุมชน’ คือหัวใจการพัฒนาประเทศ

หลังจากเยี่ยมชมจุดต่างๆ แล้ว ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ก็กล่าวว่า วันนี้มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ภาคเอกชน และชุมชน ได้ร่วมกันดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จนปรากฏเป็นความสำเร็จ เป็น 3 ประสานที่ทรงพลังยิ่ง

“ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกัน ‘เทิด ด้วย ทำ’ คือทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน สานต่อพระราชปณิธานที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ให้สัมฤทธิผลตามพระราชประสงค์ จึงจะเป็นการเดินตามรอยพระองค์อย่างแท้จริง”

ด้าน ดร.รอยล จิตรดอน เผยว่า อยากขับเคลื่อนความสำเร็จของชุมชนเพชรน้ำหนึ่งให้เป็นโมเดลรูปแบบใหม่ ที่สามารถนำไปสร้างความเข้มแข็งให้กว่า 1,800 หมู่บ้าน ที่ สสน. ดูแลอยู่ ให้ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

“อย่าคิดว่า กทม. เป็นหัวใจของการผลักดันให้ประเทศพัฒนา เพราะที่จริงแล้วเป็นชุมชนต่างๆ ทั่วไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า” ดร.รอยลกล่าวหนักแน่น ส่วน อาสา สารสิน ก็กล่าวว่า เป็นเกียรติที่ได้มาชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง ได้เห็นความร่วมแรงร่วมใจของภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง มีผลผลิตจำหน่าย ช่วยลดภาระหนี้สินและเพิ่มรายได้ในระยะยาว อยากชวนให้เอกชนอื่นๆ มาร่วมกันพัฒนา เพื่อสร้างชุมชนเช่นนี้ให้เกิดขึ้นทั่วไทย

เมื่อชุมชนแข็งแกร่ง ก็ช่วยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย นิยมปลูกมากทางภาคเหนือตอนบน เป็นพันธุ์ชนิดกลางที่โตเร็ว ทรงพุ่มใหญ่ ใบหนา ออกดอกประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ผลแก่เก็บได้ราวเดือนพฤษภาคม ติดผลดีสม่ำเสมอ ผลดก ผลผลิตสูง รสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม คุณภาพดี ได้รับความนิยมอย่างมาก

คุณธรรม คำเงิน บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 11 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกลิ้นจี่เป็นอาชีพจำนวน 2 พันธุ์ คือ ฮงฮวยกับจักรพรรดิ โดยปลูกฮงฮวยเป็นหลักเพราะมีคุณภาพมากกว่า ปลูกมากว่า 30 ปี พื้นที่ปลูก 7 ไร่ มีจำนวนกว่า 400 ต้น ลักษณะพื้นที่ปลูกเป็นแบบเชิงเขาหรือสันเขา มีระยะปลูก 5 คูณ 5 เมตร คุณสมบัติเด่นของฮงฮวยคือ มีรสหวาน ผลเล็ก เนื้อหนา โดยเฉพาะเมื่อปลูกในพื้นที่แม่อาย คุณธรรมชี้ว่า น่าจะเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของดินที่มีลักษณะเป็นดินดำและแดง อากาศดี น้ำดี โดยเฉพาะความหนาวเย็นซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการทำให้ดอกสมบูรณ์ช่วยทำให้ผลลิ้นจี่มีคุณภาพและสมบูรณ์ ยิ่งหนาวมากยิ่งชอบ แต่หากปีไหนหนาวน้อย แถมมีฝนร่วมด้วยก็จะสร้างปัญหาต่อผลผลิตทันที

ต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกครั้งแรกได้มาจากการตอนกิ่ง เวลาปลูกให้ขุดหลุมลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ไม่ต้องรองก้นหลุม ปลูกปีแรกรดน้ำอย่างเดียวด้วยการขุดเป็นร่องรอบโคนต้นสำหรับให้น้ำขัง ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 โดยถ้ามีทุนมากอาจใส่ปีละ 3-4 ครั้ง แต่ถ้าทุนน้อยใส่ปีละ 1-2 ครั้งก็ได้ ปุ๋ยสูตรต้องใส่หลังตัดแต่งกิ่ง 1 ครั้ง กับช่วงมีดอกหรือราวปลายเดือนธันวาคมอีกครั้ง ในปริมาณต้นละ 2 กิโลกรัม คุณธรรม บอกว่า ชาวบ้านบางรายไม่ใส่ปุ๋ยเลยก็มีได้ผลผลิตเหมือนกันแต่คุณภาพอาจไม่ดีเท่าใส่ปุ๋ย ลิ้นจี่เริ่มทำผลผลิตในปีที่ 5

น้ำที่ใช้มาจากภูเขา คุณธรรมชี้ว่า ควรให้น้ำอย่างต่อเนื่องในช่วงมีดอกเพื่อให้แตกดอกเต็มที่ หรือบางรายไม่สะดวกเรื่องใส่น้ำก็ไม่เป็นไร แต่คุณภาพจะด้อยลงบ้างเท่านั้น น้ำที่ใส่ต้นลิ้นจี่สัก 3-4 วันต่อครั้ง ใส่ในร่องที่ขุดไว้รอบโคนต้นให้เต็มเพื่อให้น้ำค่อยๆ ซึมลง

เรื่องความหวานคุณธรรมชี้ว่า โดยธรรมชาติลิ้นจี่ที่ปลูกในพื้นที่บริเวณนี้มีความหวานอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องใส่อะไรช่วย เพียงแต่ต้องหมั่นฉีดฮอร์โมนรวมถึงแคลเซียมโบรอนตั้งแต่เริ่มมีช่อดอกหรือในราวปลายเดือนธันวาคม ให้พ่นทางใบทุก 15 วันในอัตรา 200 ซีซีต่อน้ำ 200 ลิตรร่วมกับสารป้องกันแมลง เพื่อกระตุ้นสร้างคุณภาพดอกให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง โดยใช้เวลาพ่นประมาณ 5 เดือนจนกว่าจะถึงช่วงเก็บผลผลิต (เดือนพฤษภาคม) เพื่อสร้างความสมบูรณ์ของผลลิ้นจี่ให้มีเปลือกแข็ง เนื้อสมบูรณ์และรสอร่อย ทั้งนี้ จำนวนผลต่อช่อถ้าดูแลอย่างดีประมาณช่อละ 1 กิโลกรัม

คุณธรรม เล่าว่า สมัยรุ่นปู่รุ่นพ่อเวลาลิ้นจี่ให้ผลผลิตจะต้องใช้ไม้ค้ำกิ่งเพื่อพยุงช่อผลป้องกันลมพายุ แต่การปลูกลิ้นจี่สมัยนี้ลดทอนความยุ่งยากด้วยการใช้วิธีตัดแต่งกิ่งรักษาระดับไม่ให้สูงเกินกว่า 3 เมตร เพราะการทำต้นลิ้นจี่ให้เตี้ยจะเกิดประโยชน์เพื่อป้องกันลมพายุแล้วยังไม่ต้องเสียเงินซื้อไม้ค้ำ สามารถเก็บผลผลิตและดูแลบำรุงต้นได้ง่ายด้วย

“ช่วงเวลาเก็บผลผลิตให้สังเกตที่สีผิวจะมีสีแดงคล้ำ เมื่อแกะเปลือกชิมจะมีรสหวาน หรืออาจสังเกตที่หนามเปลือกจะหมด ผิวเปลือกจะเรียบ ทั้งนี้ บางลูกสียังไม่เปลี่ยนแต่มีรสหวานแล้ว ผลผลิตรวมทั้งต้นได้กว่า 100 กิโลกรัม แต่หากเจอภัยธรรมชาติอาจลดลงเหลือเพียง 40-50 กิโลกรัมต่อต้นเท่านั้น”

คุณธรรม เผยว่า การเก็บลิ้นจี่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากแล้วต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้ผลลิ้นจี่ได้รับความเสียหาย วิธีเก็บลิ้นจี่ต้องปีนต้น เด็ดกิ่งใส่ตะกร้า ต้องทำแบบพิถีพิถัน ห้ามรีบเร่ง มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหาย ราคาขายไม่ดี ใช้เวลาเก็บทั้งสวนประมาณ 1 เดือน ในช่วงเก็บผลผลิตจะต้องจ้างแรงงาน

ผลผลิตที่เก็บแล้ว หากคนรับซื้อรายใดต้องการให้คัดเกรดคุณภาพจะต้องกำหนดราคาต่างหาก หรือขอซื้อแบบเหมาคละเกรดก็เป็นอีกราคา ทั้งนี้ ทางสวนกำหนดไว้ 2 เกรด คือ A, B สำหรับผลที่ร่วงจะเก็บส่งขายให้กับโรงงานแปรรูป

แบบเกรด A มีจำนวน 20 ผลต่อกิโลกรัม ขาย 40 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเกรด B มีจำนวน 30-40 ผลต่อกิโลกรัม ขาย 35 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาปี 2564) คุณธรรม บอกว่า ราคาที่ขายถือว่าพอใจ มีรายได้เฉลี่ยปีละแสนกว่าบาท แต่ถ้าโชคร้ายเจอปัญหาภัยธรรมชาติก็ติดลบทันที จำเป็นต้องหันไปประกอบอาชีพเกษตรอย่างอื่นแทน อย่างไรก็ตาม ลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่ปลูกและดูแลง่ายเมื่อเทียบกับปลูกลำไย เพียงมีความยุ่งยากต้องเก็บผลผลิตเท่านั้น

สำหรับช่องทางขายส่วนมากขายให้กับคนมารับซื้อเพื่อไปขายตลาดในชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยว ส่วนทางออนไลน์ คุณธรรม บอกว่า ผลไม้ชนิดนี้ผิวจะเปลี่ยนสีเร็ว เป็นสีคล้ำมองดูไม่น่ารับประทาน ดังนั้น การจัดส่งด้วยรถในระยะทางไกลเกินไปจึงไม่เหมาะ แต่ที่เห็นมีวางขายตามห้างเพราะผู้ขายต้องใช้วิธีแช่ไว้ในห้องเย็น

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นฤดูให้ผลผลิตลิ้นจี่ทางภาคเหนือ สมัครจีคลับ หากท่านใดสนใจต้องการชิมลิ้นจี่ฮงฮวยที่สวนคุณธรรม จากข้อมูลพบว่า “ขนุนทองสิน” เกิดจากการกลายพันธุ์ด้วยการเอาเมล็ดของขนุนสายพันธุ์ดีนำไปเพาะเมล็ด แล้วนำเอาต้นกล้าที่ได้ไปปลูกจนมีดอกและติดผล ปรากฏว่า เนื้อสุก หรือเรียกว่า ยวง มีความหนามาก รสชาติหวาน กรอบ มีกลิ่นหอม (คล้ายกลิ่นดอกนมแมว) ทานอร่อยมาก ทราบว่าเจ้าของได้คัดพันธุ์เอาเฉพาะต้นที่ดีที่สุดไปปลูก ทดสอบอยู่หลายวิธีและหลายครั้ง จนมั่นใจว่ากลายพันธุ์ถาวรแน่นอนแล้ว จึงตั้งชื่อว่า “ขนุนทองสิน”

“ขนุนทองสิน” นั้นมีลักษณะเหมือนกับขนุนทั่วไป คือ เป็นไม้ยืนต้น ดอกแยกเพศ ดอกตัวเมียและดอกตัวผู้อยู่บนต้นเดียวกัน โดยช่อดอกตัวผู้จะออกที่โคนกิ่ง ลำต้น และง่ามใบ ดอกเป็นแท่งยาว 2.5 เซนติเมตร ส่วนดอกตัวเมียเป็นแท่งกลม ออกตามลำต้น ก้านช่อดอกใหญ่กว่าก้านช่อดอกตัวผู้ชัดเจน และที่สำคัญเป็นจุดต่างคือ ดอกตัวผู้จะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นส่าเหล้า ดอกตัวเมียไม่มีกลิ่น

ลักษณะเด่นของขนุนทองสิน
“ผลขนุนทองสิน” ทรงผลกลมรียาว โตเต็มที่น้ำหนักเฉลี่ย 8-15 กิโลกรัม ต่อผล (ขึ้นอยู่กับการไว้ผลบนต้นให้เหมาะสม) ผลสุกไม่แตกอ้า เนื้อไม่เป็นสนิม ซังมีน้อย ขนาดของซังใหญ่และหนารับประทานได้ เนื้อสุกหนาสีเหลืองเข้ม รสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก มีกลิ่นหอมมาก เมล็ดเล็ก

ที่สำคัญเป็นขนุนที่ยางน้อยมาก ทำให้เวลาแกะขนุน มือแทบไม่เปื้อนยางขนุนเลย ปริมาณเนื้อ 50 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักผล ติดผลดกเกือบทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่ขนุนทุกพันธุ์จะมีรสชาติไม่หวาน แต่ “ขนุนทองสิน” ยังหวานหอม อร่อยเหมือนเดิม ผลขนุนมีขนาดกลาง แต่เปลือกบาง เนื้อแน่นมาก ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ที่นิยมคือ การทาบกิ่ง, การเสียบยอด เป็นต้น

เป็นขนุนทวาย ขนุนทองสิน นั้น ออกผลตลอดทั้งปี จากที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398 ปลูกขนุนทองสินลงดินเพียง 2 ปีเท่านั้น ขนุนพันธุ์ทองสินก็ออกดอกติดผลให้เก็บเกี่ยวได้แล้ว ถือว่าเป็นขนุนพันธุ์เบาที่ไม่ต้องใช้เวลานานถึง 4-5 ปี เหมือนขนุนบางสายพันธุ์ ทำให้สร้างรายได้แก่เกษตรกรได้ในระยะอันสั้น ที่สำคัญนอกจากความหวาน เนื้อหนา ทานอร่อยแล้ว เป็นขนุนที่แทบจะไม่มียางเลย (มียางน้อยมาก) ซึ่งเป็นที่ถูกใจแก่ผู้ที่ซื้อผลไปทาน โดยการแกะเนื้อขนุนทานจะไม่ยุ่งยากอีกต่อไป