การเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สำหรับผสม คุณเดชาให้ความสำคัญ

ไปที่กระแสความต้องการของลูกค้า ก่อนผสมจะดูว่า ตลาดต้องการปลาหางนกยูงแบบไหน จากนั้นจึงเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้ได้ตามตลาดต้องการ

การให้อาหาร ควรเลือกอาหารสดมากกว่าอาหารแห้ง เพราะจะทำให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง แต่ข้อเสียคือ ต้นทุนสูง

ลูกปลาหางนกยูง อายุแรกเกิดถึง 45 วัน ให้อาหารเป็นลูกไรทะเล หรือ อาร์ทีเมีย (Artemia)

ลูกปลาหางนกยูง อายุ 45 วันขึ้นไป ให้อาหารกุ้งเบอร์ 1 มีอาหารเสริมเป็นไส้เดือนน้ำ

การถ่ายน้ำ ก็มีความสำคัญสำหรับการเลี้ยงปลามากเช่นกัน คุณเดชา ถ่ายน้ำในตู้ปลาด้วยการดูดขี้ปลาก้นตู้ออก แล้วเติมน้ำลงไปแทนในปริมาณเท่ากัน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนการขัดตู้ทำความสะอาด ใช้วิธีปล่อยปลาซัคเกอร์ลงไป 1 คืน จากนั้นย้ายตู้ ตู้ปลาก็ได้รับการทำความสะอาดเรียบร้อย

ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้ง เมื่อต้องเติมน้ำให้กับตู้ปลา ควรใช้น้ำที่ผ่านการกรองคาร์บอน หรือน้ำที่ผ่านการพักน้ำมาแล้ว แม้ว่าปลาหางนกยูงจะเป็นปลาที่มีความอดทนสูง แต่โอกาสที่ปลาจะป่วยจากน้ำที่เติมเข้ามาใหม่ก็มีสูง

ปัญหาเรื่องปลาป่วย คุณเดชา ให้ข้อมูลว่า การเลี้ยงปลาหางนกยูงโดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทำความสะอาดตู้ และให้อาหารสดที่คุณภาพ ปัญหาเรื่องปลาป่วยจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งโรคในปลาหางนกยูง ในกลุ่มคนเลี้ยงปลาหางนกยูงนิยมป้องกัน ไม่นิยมรักษา เพราะเมื่ออาการปลาป่วยของปลาแสดงให้เห็น หมายถึง ปลาป่วยหนักแล้ว โอกาสรักษาให้หาย ทำได้ แต่ภายใน 1 สัปดาห์ อาการป่วยดังกล่าวจะกลับมาอีก ดังนั้น แนะนำว่า เมื่อพบปลาป่วยไม่ต้องรักษา ให้ทิ้งไปได้เลย กรณีปลาป่วย จะสังเกตเห็นว่า ปลาตัวดังกล่าวว่ายน้ำบนผิวน้ำและว่ายนิ่งอยู่กับที่นานๆ หรือว่ายตัวส่ายไปมา

แม้ว่าจะการค้าปลาหางนกยูงจะเริ่มต้นจากหิ้วปลาไปส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดจตุจักร แต่ปัจจุบัน การค้าออนไลน์เข้ามามีผลค่อนข้างสูง ทำให้คุณเดชาไม่ต้องเสียเวลาหิ้วไปขายอีกแล้ว เพราะมีลูกค้าติดต่อผ่านมาทางเฟซบุ๊ก ทั้งยังเป็นลูกค้าต่างประเทศหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม ฮ่องกง จีน เม็กซิโก แคนาดา สหรัฐอเมริกา อินเดีย ฟิลิปปินส์ ตุรกี และอีกหลายประเทศทั่วโลก

“ตอนนี้ ผมทำส่งลูกค้าต่างประเทศที่ออเดอร์มาผ่านเฟซบุ๊กและอีเมล จำนวนที่ผลิตได้ในฟาร์มตอนนี้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แต่ผมใช้แรงงานเพียง 3 คน ขนาดฟาร์มเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

ในการส่งปลาหางนกยูงขายยังต่างประเทศ คุณเดชาดำเนินการถึงขั้นตอนการบรรจุถุงหรือกล่อง หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนของตัวแทนผู้ส่งออก หรือชิปปิ้ง ดำเนินการ ทั้งนี้ ก่อนการบรรจุปลาลงถุงหรือกล่อง จะตักปลาใส่ถุงทิ้งไว้ 1 คืน ให้ปลาขี้ออกให้หมด จากนั้นเปลี่ยนน้ำ ใส่ยาเหลืองแก้เครียดและใส่ออกซิเจนผง ซึ่งจะช่วยให้ปลาอยู่ในถุงหรือกล่องที่บรรจุได้นาน 7 วัน

ท่านใดสนใจเยี่ยมชมฟาร์ม ติดต่อได้ที่ คุณเดชา ฤทธิเดช ฟาร์มตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 4 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ (089) 451-2885 แวะทักทายในเฟซบุ๊กก็ได้ที่ Bigblue Inter Farm

มาทำความรู้จักกับ เลม่อน กันก่อนนะคะ เลม่อน หรือที่เราเรียกว่า มะนาวเทศ มะนาวฝรั่ง มะนาวนมยาน (Citrus limon) เป็นพืชในสกุลส้ม เป็นไม้พุ่ม มีหนามเฉพาะปลายยอด ใบเดี่ยว เมื่อขยี้ใบจะได้กลิ่นหอมแรง ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ผลรูปกลมรี ปลายผลมีติ่งแหลม ผลอ่อนสีเขียว สุกแล้วเป็นสีเหลือง เนื้อในฉ่ำน้ำ มีหลายเมล็ด ผลส่วนใหญ่จะใช้สำหรับนำมาทำเป็นน้ำเลม่อน มีการใช้กากและเปลือกในการทำอาหารหรือของหวานใช้เป็นส่วนประกอบของขนมหวาน เช่น พายเลมอน เลม่อนมีส่วนประกอบของกรดซิตริก ประมาณ 5% ซึ่งทำให้เลม่อนมีรสชาติที่เปรี้ยว เลม่อนที่นำมาทำเป็นน้ำจะเรียกว่า เลม่อนเนด หรือน้ำเลม่อน

เลม่อน กับ มะนาว Lime ที่เราใช้กันอยู่ทั่วทุกบ้านนั้นแค่คล้าย แต่ไม่เหมือนนะคะ เป็นพืชตระกูลส้มแต่คนละชนิดกัน ประโยชน์ของเลม่อน เช่น น้ำเลม่อนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันหวัด ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้ มีการนำเลม่อนมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย

ปัจจุบัน เครื่องดื่มที่ผลิตมาจากเลม่อนหรือใช้ในการแต่งกลิ่นก็มีอยู่มากมายหลายยี่ห้อพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น น้ำเลม่อน น้ำอัดลม เครื่องดื่มค็อกเทล ลูกอม เป็นต้น

เลม่อน 1 ไร่ ที่ไทรโยค

รันตีขอพาท่านมาพบกับ คุณอังคณา และ คุณเกียรติชัย โชสนับ สองแม่ลูกเกษตรกรคนเก่ง ที่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 5 ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี คุณอังคณา เป็นเกษตรกรที่ทำสวนผสมผสานแบบเกษตรอินทรีย์ อยู่ในพื้นที่ไทรโยค โดยปลูกทั้งส้มโอ กล้วย มะม่วง และส้มต่างๆ จนคุณอังคณามีโอกาสได้รู้จักกับเลม่อนและได้ต้นพันธุ์มาปลูกไว้ที่สวน “ปลูกเลม่อนเอาไว้ในพื้นที่สวน เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ใช้ระยะปลูก 8×8 ศอก ใช้การให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ใต้ทรงพุ่ม

ปลูกเลม่อนมาได้ประมาณ 2 ปี มีผลผลิตอยู่ตลอด เพราะสามารถบังคับให้ติดดอกออกผลได้” เลม่อนที่ปลูกไว้มีพันธุ์หลักอยู่ 2 พันธุ์ คือพันธุ์ลูกกลม ที่มีลักษณะผลสั้นกลม มีจุกที่ปลายผล เปลือก เมื่อสุกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผลมีน้ำเยอะ เลม่อนพันธุ์นี้คนไทยส่วนใหญ่คงจะคุ้นตาจากสื่อต่างๆ อยู่แล้ว ส่วนเลม่อนอีกพันธุ์คือ เลม่อนพันธุ์ลูกยาว ผลใหญ่ เมื่อสุกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีน้ำน้อย เราก็เรียกว่าพันธุ์ลูกเล็กกับพันธุ์ลูกใหญ่ตามขนาดผล ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว เป็นสายพันธุ์อะไรแน่” คุณอังคณา เล่าให้ฟัง

คุณอังคณา เล่าว่า “เลม่อนพันธุ์ลูกใหญ่นั้นเป็นพันธุ์เบา ออกดอกติดผลง่าย โดยไม่ต้องรอฤดูกาลหรือสภาพอากาศ ผลมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก หนักประมาณผลละ 4-6 ขีด เท่าที่รู้มาเลม่อนพันธุ์นี้มาจากประเทศอินเดีย” เอาละซิคะ มาเจอโจทย์ยากว่าเลม่อนพันธุ์ลูกใหญ่ที่คุณอังคณาปลูกไว้มันคือ เลม่อนพันธุ์อะไรกันแน่ รันตีรับโจทย์มาแล้ว ก็มาค้นหาข้อมูลทั้งจากหนังสือ จากอินเตอร์เน็ตอยู่หลายวัน ก็มาได้คำตอบว่า มันคือ Assamese lemon หรือ Kaji nemu หรือเรียกตามชื่อและแหล่งปลูกว่า เลม่อนอัสสัม

ซึ่งสอดคล้องกับที่คุณอังคณาบอกว่า รู้ว่าเลม่อนพันธุ์ลูกใหญ่นี้มาจากประเทศอินเดีย รัฐอัสสัม เป็นรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งมีฝนตกชุก จึงมีพืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์ จึงน่าจะมีความหลากหลายของพันธุ์พืช ดังนั้น ในบทความนี้ รันตีจึงขอเรียกเลม่อนพันธุ์ลูกใหญ่นี้ว่า เลม่อนอัสสัม นะคะ จะถูกจะผิดวานผู้รู้มาตอบให้กระจ่าง ก็คงจะดีไม่น้อยเลยค่ะ แต่รันตีต้องขออนุญาตบอกไว้ตรงนี้ว่า แม้คุณอังคณาจะบอกว่า เลม่อนอัสสัม ออกดอกติดผลได้โดยไม่คำนึงถึงฤดูกาล

แต่รันตีคิดว่าเลม่อนอัสสัมคงจะต้องการความเย็น ต้องการอุณหภูมิต่ำพอสมควร ในการเจริญเติบโต ติดดอกออกผลและให้ผลผลิตที่ดี เพราะดูจากแหล่งกำเนิดในอินเดียและสังเกตจากแหล่งที่ปลูกคือ สวนของคุณอังคณาที่อยู่ใกล้เขา และมีสภาพพื้นที่เป็นที่สูงชายป่า ที่มีอุณหภูมิสบายๆ ในตอนกลางวัน และน่าจะค่อนข้างเย็นในตอนกลางคืน ส่วนในฤดูหนาวคงจะมีอุณหภูมิต่ำพอสมควร คงจะมีส่วนทำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตเลม่อนอัสสัมมีคุณภาพดีอย่างที่เห็น

เลม่อนอัสสัม บังคับให้ออกดอกได้ ขายกิโลละ 150 บาท

เลม่อนอัสสัมนั้น คุณอังคณา บอกว่า เป็นเลม่อนพันธุ์เบา ปลูกจากกิ่งตอน ประมาณ 6 เดือน ก็ออกดอก โดยไม่รอฤดูกาล “การปลูกเลม่อนอัสสัม ก็เหมือนกับการปลูกมะนาวทั่วไป แต่เราปลูกแบบอินทรีย์ จึงไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยที่เราให้คือ ปุ๋ยคอกขี้วัว ขี้แพะ ต้นละประมาณ 1 กิโลกรัม ให้ปุ๋ย 3 เดือนครั้ง ส่วนการบังคับให้เลม่อนอัสสัมออกดอกทำได้โดย ตัดแต่งใบออกให้เหลือใบจำนวนน้อย 3-4 ข้อใบ หลังจากนั้นเลม่อนจะออกใบใหม่มาพร้อมกับช่อดอก ระยะเวลาตั้งแต่เลม่อนอัสสัมออกดอกจนถึงสีผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน โดยที่ไม่ต้องห่อผล ไม่มีโรคและแมลงทำลาย ลักษณะพิเศษของเลม่อนอัสสัมคือ ผิวเปลือกไม่มีรสขม มีกลิ่นหอม ปริมาณผลผลิตสูง ประมาณต้นละ 80-100 กิโลกรัม” คุณอังคณา เล่า

มีบริษัทมารับซื้อผลผลิตให้ราคาสูง

สำหรับผลผลิตเลม่อนทั้งเลม่อนพันธุ์ลูกกลมและเลม่อนอัสสัมนั้น จะมีบริษัทมารับซื้อผลผลิตถึงสวน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง “เราผลิตแบบอินทรีย์ ที่มีกลุ่มเกษตรกรให้การรับรอง ทำให้เรามีตลาดที่แตกต่างจากคนอื่น บริษัทที่มารับซื้อผลผลิตของเราเป็นบริษัทที่ผลิตและส่งออกอาหาร ผักผลไม้อินทรีย์ ที่ต้องการผลผลิตจำนวนมาก เลม่อนลูกกลมบริษัทจะรับซื้อราคา กิโลกรัมละ 50-60 บาท ส่วนเลม่อนอัสสัม บริษัทจะรับซื้อราคา กิโลกรัมละ 150 บาท เอาไปใช้ทำแยม ทำเค้กผิวส้ม ส่วนมะนาวควายก็ขายได้ราคา กิโลกรัมละ 20 บาท มะนาวควายลูกใหญ่ น้ำหนักดี ลูกหนึ่งหนักกิโลกว่าๆ แต่การที่จะขายให้ได้ราคาดีแบบนี้ ตัวเราเองต้องมีความซื่อสัตย์ ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี เพื่อรักษาความเชื่อใจกันไว้” คุณอังคณา เล่า

เตรียมขยายพื้นที่ปลูก ขายกิ่งพันธุ์

คุณอังคณา บอกว่า ตอนนี้ราคาและตลาดของเลม่อนทั้ง 2 พันธุ์ ไปได้ดีมาก คงจะเป็นเพราะยังมีเกษตรกรปลูกน้อยราย ผลผลิตจึงยังมีน้อย ตอนนี้จึงได้ตอนกิ่งเลม่อนทั้ง 2 พันธุ์ เอาไว้เพื่อเตรียมขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก โดยจะเน้นปลูกเลม่อนอัสสัม เพราะปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง ราคาดี ส่วนเลม่อนพันธุ์ลูกกลมนั้นปลูกง่าย แต่ปริมาณผลผลิตต่ำ “ก็จะพยายามขยายพันธุ์เลม่อนทั้ง 2 พันธุ์ เอาไว้เพื่อขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก ส่วนต้นพันธุ์ที่มีก็จะขาย ใครสนใจสามารถติดต่อมาได้ค่ะ” คุณอังคณา บอก ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ โทร. (085) 429-7821 หรือ (096) 131-1907 ค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ เรื่องราวดีๆ ที่รันตีนำมาเสนอ แต่ก่อนจะเชื่อแบบหมดใจ หรือเชื่อจนจะกระโดดเข้าไปลงทุน ควรศึกษาข้อมูลประกอบให้รอบด้านก่อนนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจากรันตีสาวสวยรวยน้ำใจค่ะ ฉบับนี้ลากันไปก่อน รันตีขอพาหน้าไปเข้าสปารักษาอาการแดดเผาให้หายดีก่อนนะคะ แล้วจะพาออกไปหาความรู้ ประสบการณ์ ท่องโลกกว้างทางการเกษตรกันต่อไป ฉบับนี้สวัสดีค่ะ

ถั่วเหลือง หรือ Soybean เป็นสมุนไพร ประเภทพืชเถา เป็นพืชเศรษฐกิจ สามารถปลูกได้ในประเทศแถบร้อนและอบอุ่น แหล่งกำเนิดของถั่วเหลืองจะอยู่ที่ประเทศจีน ในปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกถั่วเหลืองทางภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ ประเทศที่มีการผลิตถั่วเหลืองมากที่สุดในโลกคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา รองลงมาเป็น บราซิล และจีน ตามลำดับ

ถั่วเหลือง ภาษาอังกฤษ เรียก soybean ชื่อวิทยาศาสตร์ของถั่วเหลือง เรียก Glycine max (L.) Merr. จัดเป็นพืชตระกูลถั่ว ถั่วเหลือง มีชื่อเรียกอื่นๆ อาทิ ถั่วแระ, ถั่วพระเหลือง, ถั่วแม่ตาย, มะถั่วเน่า, ถั่วเน่า, ถั่วหนัง, โชยุ, โซยาบีน, อึ่งตั่วเต่า, เฮ็กตั่วเต่า เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของถั่วเหลือง

นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางอาหารของถั่วเหลือง ขนาด 100 กรัม พบว่า ให้พลังงาน 446 กิโลแคลอรี มีสารอาหารต่างๆ ดังนี้ คาร์โบไฮเดรต 30.16 กรัม น้ำ 8.54 กรัมถั่วงอกหัวโต น้ำตาล 7.33 กรัม เส้นใย 9.3 กรัม ไขมัน 19.94 กรัม ไขมันอิ่มตัว 2.884 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 4.404 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 11.255 กรัม โปรตีน 36.49 กรัม ทริปโตเฟน 0.591 กรัม ทรีโอนีน 1.766 กรัม ไอโซลิวซีน 1.971 กรัม ลิวซีน 3.309 กรัม ไลซีน 2.706 กรัม

เมทไธโอนีน 0.547 กรัม ซิสทีน 0.655 กรัม ฟีนิลอะลานีน 2.122 กรัม ไทโรซีน 1.539 กรัม วาลีน 2.029 กรัม อาร์จินีน 3.153 กรัม ฮิสตามีน 1.097 กรัม อะลานีน 1.915 กรัม กรดแอสปาร์ติก 5.112 กรัม กลูตามิก 7.874 กรัม ไกลซีน 1.880 กรัม โพรลีน 2.379 กรัม ซีรีน 2.357 กรัม วิตามินเอ 1 ไมโครกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.874 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.87 มิลลิกรัม วิตามินบีสาม 1.623 มิลลิกรัม วิตามินบีห้า 0.793 มิลลิกรัม วิตามินบีหก 0.377 มิลลิกรัม วิตามินบีเก้า 375 ไมโครกรัม

โคลีน 115.9 มิลลิกรัม วิตามินซี 6.0 มิลลิกรัม วิตามินอี 0.85 มิลลิกรัม วิตามินเค 47 ไมโครกรัม ธาตุแคลเซียม 277 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 15.7 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 280 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 2.517 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 704 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 1,797 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม และธาตุสังกะสี 4.89 มิลลิกรัม

ต้นถั่วเหลือง เป็นไม้พุ่ม มีความสูงประมาณ ไม่เกิน 150 เซนติเมตร รากของถั่วเหลือง เป็นระบบรากแก้ว ลึกประมาณ 45 เซนติเมตร มีรากแขนง ใบของถั่วเหลือง เป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบมีรูปร่างหลายแบบ เช่น รูปไข่จนถึงเรียวยาว ใบมีขน ดอกของถั่วเหลือง ออกเป็นช่อ มีช่อดอกเป็นแบบกระจะ ดอกมีสีขาวหรือสีม่วง ดอกจะออกตามมุมของก้านใบหรือตามยอดของลำต้น ฝักของถั่วเหลือง ฝักจะออกเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 2-10 ฝัก ฝักมีขนสีเทา ฝักยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร ในฝักมีเมล็ด ฝักอ่อน จะมีสีเขียว ฝักสุกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เมล็ดของถั่วเหลือง มีสีเหลือง สีเขียว สีน้ำตาล หรือสีดำ เมล็ดจะมีขนาดและรูปร่างที่ต่างกัน

การใช้ถั่วเหลืองนั้นจะใช้เมล็ด ซึ่งใช้ทั้งกากเมล็ด เปลือกเมล็ด และเนื้อของเมล็ด ซึ่งเราจะแยกเป็นรายละเอียดของสรรพคุณด้านสมุนไพรของถั่วเหลือง มีดังนี้ ใช้บำรุงโลหิต ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันมะเร็ง ช่วยลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ลดการเกิดมะเร็งเต้านม ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวานได้ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก ช่วยถอนพิษ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง แก้อาการปวดหัว ช่วยเจริญอาหาร ช่วยบำรุงระบบย่อยอาหาร ช่วยแก้โรคบิด เป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยปรับฮอร์โมนในสตรี บำรุงม้าม ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ ช่วยรักษาแผลเปื่อย รักษาแผลเน่าเปื่อย ใช้ห้ามเลือด ช่วยแก้ปวด ใช้เป็นยารักษาต้อกระจก

ข้อควรระวังสำหรับการบริโภคถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองถึงจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ยังมีข้อควรระวังอยู่บ้าง สำหรับข้อควรระวังในการกินถั่วเหลืองนั้นมีดังนี้

ในถั่วหลืองมีโปรตีนสูง สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้โปรตีนจากถั่วเหลือง ให้งดกิน โดยอาการสามารถสังเกตได้จากอาการผื่นคัน

โปรตีนจากถั่วเหลืองจะทำให้เกิดอาการ ท้องอืด แน่นท้อง ได้สำหรับเด็กและคนที่มีประวัติโรคหอบหืด

การดื่มนมถั่วเหลืองในเด็กทารกเพียงอย่างเดียวนั้นมีโอกาสทำให้ต่อมไทรอยด์จะทำงานผิดปกติได้ เนื่องจากนมถั่วเหลืองไม่มีสารไอโอดีน

ในนมถั่วเหลืองมีสารไฟโตเอสโตรเจน ในเพศชายหากกินมากเกินไป จะทำให้นมโตและจำนวนอสุจิลดลง

โปรตีนจากถั่วเหลือง ทำให้เนื้อเยื่อเต้านมหนาตัวยิ่งขึ้น อาจทำให้มีการสร้างน้ำนมที่ผิดปกติ

โปรตีนในถั่วเหลืองมีไฟเตตสูง ซึ่งจะเป็นตัวยับยั้งการดูดซึมเกลือแร่ในร่างกาย โดยเฉพาะกับแคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และสังกะสี

ถั่วเหลืองมีสาร Hemagglutinin ที่เป็นตัวทำให้เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดต่ำลง

การกินถั่วเหลืองเป็นประจำ อาจทำให้เกิดภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ อาการที่พบคือ เจ็บส้นเท้า อ่อนเพลีย อ้วน ดันสร้างถนนยาง 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร เพื่อดูดซับยางกว่า 1 ล้านตัน

กนย. ไฟเขียวเห็นชอบ 2 โครงการ แก้ปัญหายางพาราช่วยเกษตรกร มอบ กยท. ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ให้ความช่วยเหลือตามพื้นที่สวนยางเปิดกรีดจริง 1,800 บาท/ไร่ ไม่เกินรายละ 15 ไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและช่วยค่าครองชีพ เร่งโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ผลักดันสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์เพิ่มเป้าใช้ยางในประเทศให้สูงขึ้น

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ว่า

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง โดยการสนับสนุนเงิน ไร่ละ 1,800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ โดยแบ่งจ่ายให้เกษตรกรเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าหรือผู้ทำสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต จำนวน 1,100 บาท/ไร่ และเป็นค่าครองชีพให้คนกรีดยาง จำนวน 700 บาท/ไร่ ซึ่งต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่มีสวนยางในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ที่เปิดกรีดแล้ว และขึ้นทะเบียนกับ กยท.

ก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 999,065 ราย และคนกรีดยาง 304,266 ราย คิดเป็นพื้นที่ 9,448,447 ไร่ โดยผ่านความเห็นชอบจาก กนย. แล้ว ขั้นต่อไปจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 4 ธันวาคม 2561 ทั้งนี้ เมื่อ ครม.พิจารณาอนุมัติโครงการฯ แล้วจะสามารถดำเนินการได้ทันทีตามขั้นตอนการดำเนินงานตามโครงการฯ คือ 1. แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบสิทธิ์โครงการฯ ระดับตำบล และคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด 2. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ 3. เปิดรับแจ้งเข้าร่วมโครงการฯ 4. ตรวจสอบคุณสมบัติพร้อมให้การรับรอง โดยคาดว่าจะสามารถเข้าสู่กระบวนการจ่ายเงินได้ในช่วงเดือนธันวาคม เป็นต้นไป