การให้น้ำ ต้นกล้วยต้องให้ได้รับน้ำพอเพียง ทุก 2-3 วัน

จะให้น้ำต่อครั้ง หรือถ้าดินแห้งจัดได้เพิ่มการให้น้ำอีก ในฤดูฝนให้ต้นกล้วยรับน้ำจากน้ำฝน เมื่อปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดีก็ช่วยให้ได้ผลผลิตกล้วยดีมีคุณภาพ โรคและแมลงศัตรูกล้วย สำนักงานเกษตรอำเภอน้ำขุ่นแนะนำว่า ถ้าพบว่ามีโรคไฟทอปทอร่า ที่ทำให้รากเน่า โคนเน่า ใบเหลืองแห้ง หรือที่เรียกว่าตายพราย ให้ขุดต้นนำไปทำลายทิ้ง หรือควรคัดเลือกหน่อกล้วยพันธุ์ดีมีคุณภาพและปลอดโรคมาปลูก และหลังการปลูกถ้าพบว่ามีหนอนม้วนใบกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว ถ้าพบไม่มากให้จับไปทำลายทิ้ง หรือพบว่ามีจำนวนมากให้สวมเครื่องป้องกันและใช้สารเคมีไปฉีดพ่นเพื่อป้องกันกำจัด

คุณต้อย หรือ คุณสุดาพร เกษตรกรปลูกกล้วยเล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า หลังจากปลูกต้นกล้วยจะมีการแตกหน่อมาก ต้องตัดหรือขุดหน่อออกเพื่อแต่งกอให้เหลือ 3-5 ต้น การติดเครือขนาดใหญ่ต้องใช้ไม้ค้ำยันเพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นล้มทำให้ผลกล้วยเสียหาย เมื่อต้นกล้วยอายุ 9 เดือน ผลกล้วยเริ่มจะสุกได้ตัดเก็บ ตัดที่โคนต้นกล้วย ให้ค่อยๆ โน้มเอนลงมาเพื่อป้องกันเครือกล้วยหรือผลกล้วยกระแทกช้ำ นำไปเก็บรักษาไว้ในโรงเรือนเพื่อรอพ่อค้าเข้ามาซื้อ

ลักษณะผลหรือลูก ผลกล้วยน้ำว้าที่นี่ทดลองวัดความยาวได้ 5 นิ้ว วัดรอบผลได้ 6 นิ้ว มีน้ำหนักราว 2-3 ขีด 1 หวี มี 12-14 ผล น้ำหนักต่อหวี 3-4 กิโลกรัม 1 เครือ มีมากกว่า 8-12 หวี น้ำหนักทั้งเครือ 40-50 กิโลกรัม

ลักษณะเนื้อ ผลกล้วยน้ำว้าสุกเนื้อมีความเหนียว นุ่ม หวาน มีกลิ่นหอมเล็กน้อย มีวิตามินเกลือแร่ที่เสริมสร้างให้ผู้บริโภคมีสุขภาพแข็งแรง ผลขนาดโตกินได้ 3-5 คำ กิน 2-3 ลูก หรือผล ก็อิ่มท้อง จึงมักถูกเลือกไว้เป็นผลไม้คู่ครัว

ตลาด ผลผลิตทั้งกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง เมื่อหักต้นทุนแล้วในปีแรกมีรายได้ 35,000-40,000 บาท ต่อไร่ เป็นกล้วยมหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับ พ่อค้าเข้ามาซื้อที่สวน เป็นวิถีที่ทำให้ผู้ปลูกได้สร้างงานสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การสร้างสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

จากเรื่อง กล้วย พืชแซมในสวนไม้ผล…มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่วิถีมั่นคง เป็นการปลูกกล้วยในยามวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน เป็นวิถีดำรงชีพเพื่อการสร้างสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุดาพร ภักดีบุตร เลขที่ 45 หมู่ที่ 3 บ้านห้วยเสลา ตำบลขี้เหล็ก อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี โทร. (098) 512-1697 หรือ คุณลุงโทน โทร. (091) 090-2464 ก็ได้ครับ

มะเขือพวง จัดเป็นพืชผักสวนครัวที่คนไทยนิยมบริโภคกันเป็นอย่างมาก มักจะนำไปใส่เป็นเครื่องเทศในแกงต่างๆ ประกอบกับนวัตกรรมที่ก้าวล้ำ มีการแปรรูปอาหารเครื่องเทศส่งออกนอก นับว่าเป็นผลดีในการขยายตลาดของมะเขือพวงให้กว้างมากขึ้น มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ยืดอายุอาหาร ปรับเปลี่ยน แพ็กถุงเพิ่มมูลค่า ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยไม่น้อย ดังนั้น การปลูกมะเขือพวงจึงเป็นอาชีพเสริมที่น่าสนใจ ทั้งยังเป็นพืชอายุสั้น ปลูกได้ตลอดปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะลงทุนควรศึกษาให้ดี โดยเฉพาะเรื่องการตลาด

คุณศิริพร กุศล (คุณดำ) สวนตั้งอยู่ เลขที่ 38 หมู่ที่ 3 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ปลูกมะเขือพวง ข่า ตะไคร้ ส่งโรงงาน โดยคุณดำเล่าให้ฟังว่าตนเป็นพนักงานบริษัทญี่ปุ่น ทำเกี่ยวกับชิ้นส่วนรถยนต์ ทำงานในตำแหน่งเซลส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง มานานกว่า 20 ปี ได้รับเงินเดือนสูงถึง 150,000 บาท ต่อเดือน แต่ผลตอบแทนที่มากขนาดนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะตอบโจทย์คุณดำได้ทุกอย่าง ช่วงหลายปีหลังๆ เริ่มอิ่มตัวในสายงาน ประกอบกับอายุที่มากขึ้น อยากได้ชีวิตที่อิสระและมีไอดอลอยู่ในใจ

“พี่ที่เป็นไอดอลเราเขาเป็นผู้จัดการโรงงานย่านปทุมธานี มีเงินเดือนหลักแสนเหมือนกัน แต่เขายังตัดสินใจออกมาทำการเกษตร และทำได้ดี ประสบผลสำเร็จมาก เราจึงตัดสินใจออกมาทำเกษตรบ้าง” คุณดำ กล่าว

แต่ก่อนที่คุณดำจะหันมาจับงานเกษตร มีการลองผิดลองถูกมาแล้วหลายอาชีพ ทั้งการเรียนนวดหน้า ทำขนม แต่คิดว่าสิ่งที่เรียนมานำไปต่อยอดได้ยาก เช่น การเปิดร้านทำขนม หากไม่อร่อยจริง ก็สู้เจ้าใหญ่ไม่ได้

“หลังจากนั้น เราจึงได้แนวคิดของการทำเกษตร คือเราเริ่มปลูกจากพืชที่ปลูกง่าย และตลาดมีความต้องการ เช่น ข่ากับตะไคร้ก่อน พอเริ่มคล่องจึงเริ่มปลูกมะเขือพวง ปลูกยากหน่อยแต่ให้ผลผลิตเร็ว เราต้องบอกก่อนว่าเราได้เปรียบในเรื่องของการตลาด เพราะสายงานเดิมเราเป็นงานที่เกี่ยวกับการขายมาก่อน การตลาด เป็นสิ่งที่สำคัญ” คุณดำ กล่าว

มะเขือพวง 40 ไร่ รายได้หลายแสน

คุณดำ บอกว่า มะเขือพวง เป็นพืชอายุสั้น ใช้ระยะเวลาในการปลูก 3-4 เดือน ก็เก็บผลผลิตขายได้แล้ว แต่การปลูกมะเขือพวงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด หลายคนอาจเคยอ่านเจอบนซื่อโซเชียลต่างๆ ว่า มะเขือพวง ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย ทนแล้ง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ มะเขือพวงเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำเยอะก็จริง แต่ก็ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ใส่ปุ๋ย โดยเฉพาะเรื่องโรคแมลงต้องหมั่นสังเกต

ก่อนปลูกต้องเตรียมดินก่อน โดยการเปิดหน้าดิน ตากดินไว้นาน 1 สัปดาห์ จากนั้นโรยขี้ไก่ แกลบ และปูนขาว เริ่มปลูก ให้ขุดหลุม 20×20 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ และปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อ การปลูกให้ปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถว 2×2เมตร เป็นระยะห่างที่ดูแลง่าย

จากนั้น ทุก 15 วัน ใส่ปุ๋ยกระตุ้น โดยใช้ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยชีวภาพผสมกัน และฉีดฮอร์โมน ถ้าเป็นปุ๋ยเม็ดจะใส่ 15 วัน หลังจากปลูก และอีก 15 วัน ใส่อีก หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง

ระบบน้ำ

มะเขือพวงชอบน้ำธรรมดา ไม่มากไม่น้อยเกินไป ที่สวนของคุณดำใช้เรือรดน้ำ ความเหมาะสมในการให้น้ำ ถ้าฝนไม่ตก 1 สัปดาห์ รดน้ำ 2 ครั้ง ถ้าจะให้ดีควรรดน้ำช่วงเช้า เพราะจะช่วยในเรื่องของโรครา

โรคและแมลง

มะเขือพวงเป็นพืชที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคแมลงค่อนข้างมาก ทั้งเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง หนอน และโรคราน้ำค้าง และถ้าโรคเยอะแบบนี้มีวิธีการจัดการอย่างไร ที่สวนคุณดำจะใช้ปุ๋ยชีวภาพก่อนเบื้องต้น ถ้าบางช่วงระบาดหนักๆ ก็ต้องใช้เคมี แต่เป็นเคมีค่อนข้างมีคุณภาพ เป็นเคมีที่ใช้ในการส่งออก และระยะปลอดภัยค่อนข้างดี ถ้าจะให้ดีคุณดำแนะนำว่า จะใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีชนิดใด ควรมีการจดบันทึกเพื่อความปลอดภัย

3 เดือน เก็บขาย

ที่สวนของคุณดำมะเขือพวงจะให้ผลผลิตเร็วหน่อย ถ้าตามทฤษฎีทั่วไป หรือตามสวนอื่นๆ 4 เดือน มะเขือพวงจะให้ผลผลิต 1 ครั้ง แต่ด้วยความที่สวนคุณดำใช้ของมีคุณภาพทุกอย่าง เพียง 3 เดือน มะเขือพวงที่สวนคุณดำก็ให้ผลผลิตแล้ว ต้นทุนอาจจะสูง แต่คุ้มค่า เพราะเราสามารถเก็บผลผลิตได้เร็ว และมากครั้งกว่า คุณดำยกตัวอย่างให้คิดง่ายๆ ว่า ถ้าปลูกแบบ 4 เดือน ให้ผลผลิต ลองเปลี่ยนมาเพิ่มต้นทุนปุ๋ยจาก 10 บาท มาเป็น 15 บาท แต่ให้ผลผลิตเร็วกว่า น่าจะคุ้มกว่า

รายได้และการลงทุน

คุณดำ บอกว่า เริ่มแรกถือว่าเป็นช่วงของการบุกเบิก และการเริ่มต้นอาชีพใหม่จริงๆ เพราะต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเช่าที่ บุกเบิกที่ใหม่ ยกร่องใหม่ ปรับปรุงดิน ไถพรวน ใช้สารปรับปรุงดิน ค่าอุปกรณ์การเกษตร ต้นพันธุ์ต่างๆ เฉลี่ยแล้วต้นทุนแรกเริ่ม ประมาณ 500,000-600,000 บาท ต่อแปลง

“แต่พี่คิดว่าคุ้มค่ากับการลงทุนมาก ถ้าถามถึงรายได้ของมะเขือพวง พี่ยังตอบไม่ได้ชัดเจน เพราะเพิ่งเริ่มเก็บผลผลิตได้ช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ถ้าคิดรวมกับพืชที่ปลูกทั้ง 3 ชนิด ข่า ตะไคร้ และมะเขือพวงรวมกัน พี่มีรายได้ประมาณ 300,000 บาท ต่อเดือน ราคามะเขือพวงตามตลาดทั่วไป อย่างปีที่แล้วราคาจะแพงหน่อย เพราะผลผลิตออกได้น้อย แต่ปีนี้ราคาจะถูก เพราะเป็นธรรมดาที่เห็นใครปลูกอะไรแล้วราคาดีก็จะแห่ปลูกอันนั้น ถ้าขายลงตลาดราคามะเขือพวงจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-20 บาท แต่พี่จะส่งให้โรงงาน 3 เดือนครั้ง และได้ราคาสูง เพราะเป็นโรงงานแปรรูปอาหารส่งต่างประเทศ”

ในแปลงจะใช้พื้นที่ให้เกิดเป็นประโยชน์สูงสุด ใน 1 แปลง สามารถปลูกพืชได้ 3 ชนิด และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการ โดยปลูกตะไคร้และข่าแซมในร่องสวนมะเขือพวง พืช 3 ชนิดนี้ การดูแลคล้ายกัน ใช้ยา ปุ๋ย ตัวเดียวกันได้ และตะไคร้ยังเป็นพืชที่สามารถช่วยไล่แมลงได้อีกด้วย

มองหาตลาด ตั้งกลุ่มเป้าหมาย

คุณดำ บอกว่า ตนเป็นคนโชคดีและได้เปรียบเกษตรกรท่านอื่นในเรื่องของการตลาด ด้วยสายงานเก่าที่ทำมา ทำให้เรานำประสบการณ์มาปรับใช้กับการเกษตรคือ การตั้งกลุ่มเป้าหมายว่าเราจะขายสินค้าให้ตลาด หรือโรงงาน ถ้าขายให้ตลาดจะไปขายตลาดอะไรบ้าง ถ้าขายส่งโรงงานจะดีกว่าไหม และต้องติดต่ออย่างไร ต้องทำการบ้านมาก่อนทุกวัน

“พี่เลือกส่งสินค้าให้โรงงาน เพราะโรงงานให้ราคาดีกว่าตลาด แต่ก็มีส่งตามตลาดไท สี่มุมเมือง เป็นส่วนน้อย แต่ถ้าจะทำส่งโรงงานสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอย่างแรกคือ คุณภาพ และมาตรฐานที่ทางโรงงานตั้งมา”

คุณดำ แนะว่า เกษตรกรมือใหม่ใจต้องสู้ การบุกเบิกอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด บางคนคำนึงถึงรายได้ก่อน แต่ทำแล้วไม่ได้อย่างที่คิด เราก็ต้องสู้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ต้องสู้และอดทน

หากใครมีโอกาสท่องเที่ยวป่าธรรมชาติ ในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อาจจะเคยรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อ น้ำตกผามะนาวยักษ์ กันมาบ้างแล้วน้ำตกแห่งนี้มีบรรยายกาศสวยงาม ร่มรื่น เหมาะสำหรับเล่นน้ำหรือนั่งพักผ่อนฟังเสียงน้ำตก หลายคนด้นดนมายังน้ำตกแห่งนี้ เพื่อมาดูความมหัศจรรย์ของต้นมะนาวยักษ์ ใกล้ๆ น้ำตก ต้นมะนาวยักษ์เหล่านี้ เติบโตตามธรรมชาติ และมีขนาดผลใหญ่ยักษ์จริงๆ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ น้ำตกผามะนาวยักษ์ จนทุกวันนี้

ต้นมะนาวยักษ์ ลักษณะลำต้นสีน้ำตาล เป็นไม้ยืนต้นตระกูลมะนาวสูงประมาณ 3-10 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม ใบเดี่ยวออกสลับ ใบกลมมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบงอขึ้นเล็กน้อยสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ใบใหญ่และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผลกลมใหญ่ ผิวเรียบเปลือกหนา ดอกมีสีขาวอมม่วง มีกลิ่นหอม ระยะแรก ผลมีสีเขียว หลังจากผลสุกเต็มที่แล้ว จะมีสีเหลืองมะนาว ขนาดผลใหญ่เท่าผลส้มโอ น้ำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป

ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เคยตรวจสอบลักษณะต้นและผลมะนาวยักษ์ ก็ได้ข้อสรุปว่า มะนาวยักษ์ จัดเป็นพืชตระกูลส้มประเภท ซิตรอน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus medica มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย มะนายยักษ์ชอบดินร่วนปนทราย ไม่ชอบที่ชื้นแฉะ สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง

หลายคนสงสัยว่า มะนาวยักษ์มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย ทำไมมาโผล่ที่เมืองประเทศไทยได้ในประเด็นนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรสันนิฐานว่า ชาวเขาที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้เป็นผู้นำเข้ามาปลูกแพร่หลายในเมืองไทย เนื่องจากปัจจุบันมีการปลูกมะนาวยักษ์ทั่วไปตามหมู่บ้านชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือ ชาวเขานิยมใช้มะนาวยักษ์มาประกอบอาหารประเภทต่างๆ เช่น ยำและแกงส้ม ฯลฯ

โดยทั่วไป ต้นมะนาวยักษ์มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ชาวเขาเผ่าจีนฮ่อ เรียกมะนาวยักษ์ว่า “เซียนหยิน” ส่วนชาวเขาเผ่าแม้ว เรียกว่า “ชาเย็ง ” ด้านคนไทยภาคกลางเรียกว่า “ส้มมะนาวหรือส้มมะละกอ” นอกจากนี้ บางท้องถิ่นยังเรียกมะนาวยักษ์ว่า “มะนาวควาย” เนื่องจากมะนาวยักษ์ เป็นพืชแปลกหายากชาวบ้านส่วนใหญ่จึงนิยมปลูกเพื่อเป็นผลมะนาวแฟนซี เพื่อโชว์ความแปลกมหัศจรรย์ของผลใหญ่ยักษ์เป็นหลัก

ความจริง หากใครมีพื้นที่ว่างที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ อยากจะแนะนำให้ลองปลูกต้นมะนาวยักษ์ เพื่อคลังอาหารสำรองในครัวเรือน เพราะผลมะนาวยักษ์ไม่มีเมล็ด เมื่อนำไปคั้นน้ำจะได้ปริมาณน้ำประมาณ 350 – 400 ซีซีต่อผล เมื่อนำมาปรุงอาหาร ก็จะได้รสชาติเปรี้ยวแต่มีกลิ่นหอมน้อยกว่ามะนาวแป้น หากต้องการเพิ่มความหอม ก็ทำได้ไม่ยากเพียงแค่บีบมะนาวแป้นลงไปผสมสัก 2 ลูก เพียงเท่านี้ก็จะได้น้ำมะนาวที่มีกลิ่นหอมจำนวนมาก

หากมีน้ำมะนาวเหลือใช้ก็คั้นน้ำ เก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ เพื่อรักษาคุณาภาพความสด วิธีนี้จะช่วยให้มีน้ำมะนาว เก็บไว้ปรุงอาหารได้นานหลายวัน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน นอกจากนี้ หากใครอยากได้น้ำมะนาวแสนอร่อย ก็เริ่มจากบีบน้ำมะนาวยักษ์ 1 ลูก ก็จะได้น้ำมะนาวชามใหญ่ ใส่น้ำหวานเฮลล์บลูบอย เติมโซดาและน้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน เติมน้ำแข็ง ทำครั้งเดียวก็กินอร่อยกันได้ทั้งบ้าน

ตอนนี้หลายคนชักสนใจอยากปลูกต้นมะนาวยักษ์กันคนละ 1– 2 ต้นกันบ้างแล้ว หากใครยังไม่แหล่งกล้าพันธุ์ดีๆ ล่ะก็ ขอแนะนำให้สอบถามไปที่ ลุงสุทิน สุวรรณทีป 59 หมู่ 8 ต.บึงน้ำรักษ์ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา โทร.081-2062265

สวนของลุงสุทิน สะสม สายพันธุ์ของมะนาว ไว้มากมายหลายชนิด เช่น พันธุ์เทพประทาน มะนาวแป้นรำไพมะนาวพวง มะนาวควาย และมะนาวสามเม็ด ลุงสุทินเล่า เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน มะนาวยักษ์ หรือมะนาวควาย เกษตรกรไม่นิยมปลูกในเชิงการค้า แต่จะปลูกเอาไว้ดูเล่นตามสวน เพราะต้องใช้เวลาปลูกและดูแลนานพอสมควร กว่าต้นมะนาวยักษ์จะผลิดอกออกผล แต่ละครั้งจะเก็บผลผลิตได้ไม่เกิน 10 ผล

ลุงสุทินโชว์ขั้นตอนการตอนกิ่งมะนาว โดยใช้มีดตอนกิ่งที่ลุงคิดค้นขึ้นมาเอง สิ่งประดิษฐ์นี้ได้รับรางวัลจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ปี 2544 ช่วยให้การตอนกิ่งเป็นเรื่องง่าย เมื่อตอนกิ่งเสร็จ ก็ใช้ ขุยมะพร้าว นำมาห่อ มัดเชือกตรงกลางถุงขุยมะพร้าว ให้แน่น มากที่สุดยิ่งดี เพราะจะช่วยให้รากของมะนาว สามารถงอกได้ไวขึ้น ภายใน 1 เดือน สามารถนำมาปลูกในถุงดำได้แล้ว การปลูกดูแลต้นมะนาวยักษ์ก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพราะใช้หลักการเดียวกับการดูแลต้นมะนาวทั่วไป

เทพประทาน…มะนาวพันธุ์ดี น้ำมาก ผลดก นอกจากนี้ ลุงสุทินยังมีมะนาวคุณภาพดีที่อยากแนะนำอีกหนึ่งสายพันธุ์ คือ มะนาวเทพประทาน ที่มีลักษณะเด่นคือ ขนาดใบหนา กว้างใหญ่ มีดอกสีขาว ช่วงที่เริ่มแตกยอดใหม่ กิ่งจะเปราะบางมาก เมื่อกิ่งเริ่มแก่ จะเหนียวมาก มะนาวมีผลขนาดใหญ่ ไร้เมล็ด น้ำมาก รสเปรี้ยว ผลดก ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี มะนาวเทพประทานมีจุดแข็งในเรื่องขนาดใบใหญ่และหนา จึงไม่มีปัญหาเรื่องโรคแคงเกอร์ เพลี้ยไฟและแมลงต่างๆ เข้ามารบกวน ที่สำคัญ น้ำมะนานวเทพประทานมีกลิ่นหอมกว่ามะนาวแป้นชนิดอื่นๆ อีกด้วย

ลุงสุทิน บอกว่า เมื่อปลูกมะนาวเทพประทานลงดินไปแล้ว ต้นมะนาวจะออกดอก ติดผลไม่เกิน 15 วัน เห็นผลเท่าหัวไม้ขีด รอไปอีก 7 เดือนถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จัดว่าเป็นมะนาวคุณภาพดี ที่ให้ผลดกเหมาะสำหรับปลูกเชิงพาณิชย์ เพราะมะนาวแต่ละต้นจะให้ที่ผลผลิตประมาณ 200 ผล สามารถเก็บผลมะนาวออกขาย ได้ทุกวัน

ลุงสุทินบำรุงต้นมะนาว ให้มีคุณภาพดี โดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ที่ทำขึ้นใช้เองเริ่มจากเตรียม ขี้วัวแห้ง 1 กระสอบ ขี้แพะแห้ง 1 กระสอบ รำหยาบ 1 กระสอบ ขุยมะพร้าว 1 กระสอบ ทุกอย่างผสมเข้าด้วยกันหมักนาน 1 เดือนรอให้ความร้อนเย็นลง พอปุ๋ยแห้งดี แล้วก็นำมาใช้งานได้เลย เวลาปลูกมะนาว ก็ใส่ปุ๋ยหมักรองพื้น 1 กำมือ ปลูกต้นมะนาวในระดับความลึก 1 คืบ ในระยะห่างประมาณ 2 วา หรือประมาณ 4 เมตร ในพื้นที่ราบ คอยรดน้ำต้นมะนาววันละ 2 ครั้ง และให้ฮอร์โมน เสริมอีกครั้ง เป็นปุ๋ยที่ฉีดพ่นทางใบ ใช้ได้ทุกช่วงของอายุมะนาว ฉีดพ่นทุก 10 วัน

นอกจากนี้ ลุงสุทินยังมีปุ๋ยน้ำหมักสูตรเด็ด เริ่มจากเตรียมแป้งข้าวหมัก 10 ลูก นมเปรี้ยวบีทาเก้น 5 ขวด นมสดตราหมี และนมผงคาร์เนชั่น 2-3 กระป๋อง จากนั้นค่อยนำหน่อกล้วยความสูงไม่เกินหัว รวมทั้งรากและดิน เอาหน่อกล้วย 20 กิโลกรัม นำมาหั่นละเอียด จากนั้นนำมาผสมกันกับกากน้ำตาล 5 กิโลกรัม ไม่ต้องผสมน้ำ ไข่ 10 ฟองผสมกันทั้งเปลือก หาผ้ามุงมาห่อแล้วมัดให้แน่น นำไปหมักลงในภาชนะที่เตรียมเอาไว้ หมักนาน 1 เดือน พอจะใช้งานก็กรองเอาแต่น้ำหมัก 200 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นทางใบได้เลย ฉีด 10 วันต่อครั้ง แต่ถ้าต้องการน้ำหมักเพิ่มให้ใส่น้ำมะพร้าวลงไปสัก 70-80 ลิตร หรือแล้วแต่จะหาได้ หมักต่ออีก 1 เดือน

จากนั้นก็หาธาตุอาหารเสริมพวกเหล็ก ทองแดง สังกะสี ใส่ลงไปด้วย เช่น ธาตุเหล็กได้มาจากเลือดสดเป็นวัว หรือหมู เทใส่ลงไป และใส่วิตามินเด็ก เป็นธาตุสังกะสี 2 ขวดใส่ลงไป นอกจากนั้นก็จะมีธาตุทองแดง จำพวกปลาเบญจพรรณทั้งหลายเช่นปลาทูสด สับใส่เข้าไป เป็นการหมักเพื่อใช้งานได้นานข้ามปี ลุงสุทินดูแลเอาใจใส่ต้นมะนาวด้วยเทคนิคต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ต้นมะนาวเติบโตแข็ง ทนทานต่อน้ำท่วมแม้สวนของลุงจะเจอปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ต้นมะนาวก็ไม่ตายแม้แต่ต้นเดียว

หากใครสนใจสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกและดูแลต้นมะนาว แทงบอลสเต็ป สามารถติดต่อสอบถามกับลุงสุทินได้โดยตรง ตามเบอร์โทร.และที่อยู่ข้างต้น รับรองไม่ผิดหวัง ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกยางเดิมและดินพื้นที่ปลูกยางใหม่ เป็นดินเสื่อมโทรม มีความสมบูรณ์ต่ำ อันเกิดจากดินขาดอินทรียวัตถุ เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน การสูญเสียธาตุอาหารพืชโดยติดไปกับผลผลิตสภาพแวดล้อมธรรมชาติเปลี่ยนแปลง สภาวะโลกร้อนทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต ทำให้ต้นทุนในการผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน ตลอดจนไม้ผลสูง

การปลูกพืชคลุมดินในสวนยาง เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในสวนยาง ทั้งนี้ เศษซากพืชคลุมดินเมื่อย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยปรับโครงสร้างดินและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้การเจริญเติบโตดี เปิดกรีดได้เร็วขึ้นและให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มขึ้นด้วย การปลูกพืชคลุมดินไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน รักษาความชื้นในดิน ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดวัชพืช ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในดิน ได้แก่ จุลินทรีย์ เช่น เชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ และสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดิน เช่น มด แมลง หนอน ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ และยังช่วยเพิ่มฮิวมัสให้แก่ดินอีกด้วย

สถาบันวิจัยยาง ได้มีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชคลุมดินในสวนยางช่วงเวลาเดียวกันกับการปลูกยาง โดยปลูกในระหว่างแถวยางที่ไม่มีการปลูกพืชแซมยาง พืชคลุมดินที่นิยมปลูกในสวนยาง ได้แก่ พืชคลุมดินตระกูลถั่ว เช่น คาโลโปโกเนียม เซ็นโตรซีมา และเพอราเรีย เป็นต้น ปัจจุบัน มีพืชคลุมดินอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพเหมาะสำหรับนำมาปลูกในสวนยาง คือ ซีรูเลียม (Calopogonium caeruleum) เป็นพืชคลุมดินที่สามารถเจริญเติบโตคลุมดินได้ดี และช่วยเพิ่มธาตุอาหารตลอดจนอินทรียวัตถุให้แก่ดินได้ดีกว่าพืชคลุมดินชนิดอื่นๆ