การไว้ใบกล้วยต่อต้น อาจารย์กัลยาณีบอกว่า เมื่อก่อนเกษตรกร

บอกว่าถ้าต้นกล้วยเป็นโรคต้องตัดใบลงให้มากๆ เพื่อให้แสงเข้า แต่เป็นแนวคิดที่ผิด เพราะต้นกล้วยจะสมบูรณ์ได้มาก ต้องมีใบมากเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงตกเครือ ต้องมีอย่างน้อย 7 ใบ ถ้าต่ำกว่านี้ผลผลิตจะไม่ค่อยดี ดังนั้น จุดแก้ไขตรงนี้จึงต้องไปดูที่ระยะปลูก โดยระยะที่เหมาะสมควรเป็น 4×4 เมตร

“ถ้าปลูกในระยะที่ถี่กว่านี้ จะประสบปัญหาต้นกล้วยในกอจะเบียดกัน เพราะจากที่ศึกษาพบว่า ถ้าปลูกที่ระยะ 2×2 หรือ 3×3 เมตร ในระยะ 1-2 ปีแรก จะได้ผล แต่เมื่อไว้กอ 4-5 ต้น ใน 1 กอ จะพบว่ามีการเบียดกัน เพราะตามนิสัยของต้นไม้จะต้องพุ่งเข้าหาแสง ซึ่งส่งผลทำให้ต้นพุ่งสูงชะลูด แต่ระยะปลูก 4×4 เมตร จะกำลังพอดีกับการเลี้ยงกอของต้นกล้วย 4 ต้น และมีผลทำให้แสงสามารถส่องเข้าถึงพื้นที่ได้ดีด้วย”

แนะระบบไว้หน่อทุก 3 เดือน
ให้ออกผลผลิตทั้งปี
อีกปัญหาหนึ่งที่อาจารย์กัลยาณีได้รับการสอบถามจากเกษตรกรคือ จำนวน 1 กอ จะไว้ต้นกล้วยน้ำว้ากี่ต้น อาจารย์ได้ให้ข้อแนะนำว่า

“ถ้าสังเกตจะพบว่าในกล้วยน้ำว้า 1 กอนั้น จะมีขนาดลำต้นเท่าๆ กันหมด และกันให้จำนวนเครือไม่เยอะ เมื่อศึกษาทำให้ได้ข้อมูลว่า ถ้าใน 1 กอ ต้นกล้วยจะอายุเท่ากันหมด อาหารที่ต้นกล้วยจะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยช่วงที่เจริญเติบโตก็ต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเหมือนกัน และเมื่อตกลูกก็ตกพร้อมกันอีก ต้องใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมพร้อมกัน”

อาจารย์กัลยาณีกล่าวต่อไปว่า ถ้าเกษตรกรใส่สูตรเสมอ หรือคำนวณปริมาณปุ๋ยไม่เป็น การใส่ปุ๋ยนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ที่ตรงกับช่วงความต้องการ จึงได้ทำการศึกษาในเรื่องการไว้หน่อตาม ทำให้ได้ข้อมูลที่น่าสนใจถึงระบบการจัดการหน่อ

“เราทดลองในต้นกล้วยที่อายุ 6 เดือน โดยถ้าพบว่ามีหน่อก่อนหน้านี้ให้ปาดทิ้งทั้งหมด พอหลังจากอายุ 6 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 1 พอหน่อที่ 1 อายุ 3 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 2 หลังจากนั้นทุกๆ 3 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 3 และ 4, 5 ตาม โดยหน่อที่ขึ้นมาในช่วงที่ไม่ได้กำหนดให้ปาดทิ้งทั้งหมด ปรากฏว่า เมื่อจะไว้หน่อที่ 5 ต้นแม่ก็สามารถเก็บเกี่ยวเครือกล้วยได้แล้ว ฉะนั้นจะกลายว่ากอนั้นมีต้นกล้วย 4 ต้น ที่อายุห่างกัน 3 เดือน โดยมีหน่อที่ 1 ที่อายุห่าง 6 เดือน ดังนั้น เมื่อใช้ระบบนี้ต่อไปหลายๆ ปีจะทำให้กล้วยน้ำว้าในแปลงมีอายุห่าง 3 เดือน”

“สาเหตุที่ไว้หน่อทุก 3 เดือน มีเหตุผลว่า ด้วยการออกผลผลิตของกล้วยน้ำว้าในแปลงนั้นจะออกไม่พร้อมกัน ถึงแม้ไว้ใกล้เคียงกัน จะมีการกระจายตัวในการเก็บเกี่ยวประมาณ 3 เดือน โดยจากข้อมูลที่ศึกษาจากการปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยหน่อพบว่า จะมีช่วงแรกที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ช่วงกลางๆ จะเก็บได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และช่วงปลายเก็บได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

“ทีนี้ถ้าค่อยๆ ปลูกหรือไว้หน่อไป กล้วยที่ออกผลในช่วงปลาย 25 เปอร์เซ็นต์ จะไปรวมกับ 25 เปอร์เซ็นต์ของช่วงแรกในอีกแปลงหนึ่ง จะทำให้ได้ผลผลิตรวมเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นทั้งปีด้วยวิธีการนี้ ทำให้สามารถมีผลผลิตกล้วยน้ำว้าจำหน่ายให้กับพ่อค้าได้ตลอดทั้งปีและสามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ โดยไม่ต้องถูกกดราคาเพราะจำเป็นต้องตัดขายทั้งแปลง” อาจารย์กัลยาณีกล่าว

ในส่วนของหน่อที่เกษตรกรควรเลือกเก็บไว้ในกอ อาจารย์กัลยาณีแนะนำให้เลือก หน่อใบดาบ หรือดูที่โคนต้น ให้เลือกต้นที่โคนใหญ่ๆ ซึ่งแสดงว่ามีอาหารสะสมมาก สมบูรณ์มาก จะเป็นต้นที่ให้เครือใหญ่

“แต่ถ้าเป็นต้นที่ใบใหญ่และมีลักษณะลำต้นเรียวเล็ก หรือถึงแม้ว่าจะเป็นต้นที่เป็นใบดาบ แต่โคนเล็กก็อย่าไปเอา ให้ปาดทิ้งไปเลย นอกจากนี้ หน่อที่จะไว้ควรเป็นหน่อที่ไกลจากต้นแม่หน่อย ประเภทขึ้นติดโคนต้นแม่อย่าไปเอา สาเหตุเพราะต้นกล้วยจริงๆ คือเหง้า หน่อที่แตกมาจากต้นแม่จะเป็นหน่อที่แตกมาจากเหง้า ซึ่งค่อนข้างจะลอยตามต้นแม่ แต่ถ้าเป็นหน่อที่ไกลจากต้นแม่คือ เหง้าที่มุดดินไปแตกใหม่ มีความแข็งแรงเหมือนกับต้นที่ปลูกใหม่ โคนจะลอยช้า”

พร้อมกันนี้ อาจารย์กัลยาณียังได้ให้คำอธิบายต่อไปถึงข้อแนะนำที่ให้ใช้วิธีการปาดหน่อออกแทนที่จะขุดหน่อทิ้งว่า ด้วยการขุดหน่อนั้นจะเป็นการเสียทั้งเวลาและแรงงาน แต่การปาดหน่อ เดือนละ 1 ครั้ง จะเป็นวิธีการที่ช่วยประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน

“แต่ถ้าต้องการเอาหน่อที่ไม่ต้องการนั้น ขุดขายสามารถทำได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องดูต้นแม่ตกเครือหรือไม่ ถ้าตกเครือไม่ให้ขุดหน่อขาย เพราะจะมีผลกระทบต่อขนาดของลูกกล้วย ถ้าขุดหน่อจะทำให้ลูกกล้วยไม่ใหญ่ มีลักษณะแคระแกร็น ถ้าจะขุดหน่อจำหน่ายให้ขุดเมื่อเครือกล้วยจากต้นแม่แก่พร้อมเก็บเกี่ยวหรือเก็บเกี่ยวเครือกล้วยจากต้นแม่แล้ว และต้นต่อไปยังไม่ตกเครือ เป็นจังหวะที่สามารถขุดหน่อจำหน่ายได้”

เทคนิคปลูกกล้วยน้ำว้าเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ได้ผลดี
สำหรับต้นกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ซึ่งมาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปัจจุบันสถานีวิจัยปากช่อง ได้ผลิตจำหน่าย ซึ่งเกษตรกรที่นำต้นพันธุ์ของสถานีไปปลูกนั้น อาจารย์กัลยาณีบอกว่า มีเทคนิคที่ต้องใส่ใจ ดังนี้

หนึ่ง คัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดความสูง 15 เซนติเมตรขึ้นไป หรือมีเส้นรอบวงต้นมากกว่า 3.5 เซนติเมตร หากต้นเล็กกว่านี้จะพบปัญหาเรื่องการดูแล และอัตราการตายสูง

สอง เตรียมแปลงปลูก ระยะ 3×3 หรือ 4×4 เมตร ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร เพื่อให้ระบบรากเดินดี ขึ้นโคนช้า ระยะปลูกขึ้นอยู่กับการดูแล ถ้าดูแลดี กอกล้วยใหญ่ ควรปลูกระยะ 4×4 เมตร 1 กอ ควรใว้เพียง 4 ต้นเท่านั้น

สาม คลุกเคล้าปุ๋ยคอกผสมดินประมาณหลุมละ 2 กิโลกรัม รองก้นหลุมขึ้นมาประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วจึงปลูกต้นกล้วยและกลบบริเวณโคนต้นให้แน่น ทำแอ่งดินรอบต้นเพื่อเก็บน้ำรักษาความชื้นของดิน และควรรองก้นหลุมด้วยฟูราดานป้องกันหนอนกอกล้วยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อหลุม

สี่ ปลูกเสร็จให้น้ำตามทันทีให้ชุ่มชื้นพอเพียง ไม่เช่นนั้นต้นจะเหี่ยวเฉา ใบแห้งและยุบตัว บางต้นตาย บางต้นแตกต้นใหม่ขึ้นแทนทำให้อายุต้นไม่สม่ำเสมอกัน

ห้า ในระยะเดือนแรกต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และดินต้องชุ่มชื้นเพียงพอ เป็นเดือนที่ต้องเอาใจใส่อย่างมาก หากเป็นการให้น้ำแบบฝอยหรือมินิสปริงเกลอร์ จะทำให้ต้นตั้งตัวได้เร็ว สามารถสร้างใบและลำต้นใหม่ได้ดี โอกาสรอดสูงกว่าการลากสายยางรดน้ำ และเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้น หลังปลูกได้ 1 เดือน และเดือนที่ 2 ส่วนเดือนที่ 3 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทน

หก เดือนที่ 2 และ 3 ต้นกล้วยจะมีต้นและใบใหม่ทั้งหมด ปัญหาคือหญ้าขึ้นคลุมต้น ต้องถากหญ้าบริเวณโคนต้น และฉีดยาฆ่าหญ้าพาราควอต ระหว่างแถว ต้องระวังอย่าให้ละอองยาโดนต้นกล้วย จะทำให้ต้นชะงักและตายได้

เจ็ด เดือนที่ 4 การเจริญเติบโตเร็วมาก ทั้งความสูงและรอบวงต้นใกล้เคียงปลูกจากหน่อพันธุ์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดต้นปลูกเริ่มแรก ถ้าสูง 15 เซนติเมตร ขึ้นไป จะโตทันกัน ถือว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่ต้นรอดตายทั้งหมด การดูแลทำเช่นเดียวกับการปลูกด้วยหน่อ โดยให้ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้นในเดือนที่ 4 และ 5 ส่วนเดือนที่ 6 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทนและงดใส่ปุ๋ยจนกว่าจะแทงปลี ถึงจะใส่ปุ๋ยเคมีอีกครั้ง จนกระทั่งหลังเก็บเกี่ยวถึงจะเริ่มให้ปุ๋ยในรอบใหม่

แปด เดือนที่ 6 หรือ 7 กล้วยเริ่มแทงหน่อ และสะสมอาหารเพื่อการตกเครือ

เก้า เดือนที่ 9 กล้วยเริ่มแทงปลี การแทงปลีหรือตกเครือจะเร็วหรือช้ากว่าหน่อพันธุ์ ขึ้นอยู่กับขนาดลำต้นปลูกเริ่มแรกและการดูแลรักษา หากต้นพันธุ์ที่มีขนาดความสูง 15 เซนติเมตรขึ้นไป หรือมีเส้นรอบวงต้นมากกว่า 4 เซนติเมตร การตกเครือใกล้เคียงกับหน่อพันธุ์ ขนาด 1 เมตร หากต้นมีขนาดใหญ่กว่านี้ การตกเครือจะเร็วกว่าหน่อพันธุ์ และหากเล็กกว่านี้การตกเครือจะช้ากว่าหน่อพันธุ์ อายุเครือกล้วยจากการแทงปลีจนกระทั่งเก็บเกี่ยวมีอายุประมาณ 4 เดือน เท่ากับหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าทั่วไป

จังหวัดตราด ภาคตะวันออก ไม่ใช่มีดีเพียงสวนผลไม้ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกองเท่านั้น ข้อมูลปี 2560 มีพื้นที่ทำนาเพียง 16,270 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.7 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 613,312 ไร่ ด้วยสภาพดินที่เหมาะสมของจังหวัดตราด ปี 2560-2562 ได้มีการทดลองปลูก “ข้าวสินเหล็ก” ในเชิงวิชาการ ได้ผลผลิตดีและพบว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ธาตุเหล็กสูง และสารต้านอนุมูลอิสระ-เส้นใยอาหารปริมาณสูง เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่เป็นโรคเบาหวาน ผลการวิจัยนี้ สถาบัน Temasek Polytechnic ประเทศสิงคโปร์รับรอง เมื่อผลผลิตจำหน่ายได้รับการตอบรับที่ดี ได้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในประเทศไทย (Geographical Indication:GI) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ข้าวกล้องสินเหล็ก และเตรียมขยายพื้นที่ที่เหมาะสมในจังหวัดตราด เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวสำเร็จรูปพร้อมบริโภค เป้าหมายคือ ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือผู้รักสุขภาพในประเทศและต่างประเทศ อนาคตชาวนาจังหวัดตราดจะมีรายได้ดีพอที่จะยึดเป็นอาชีพอย่างยั่งยืน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่
กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ สู่ความสำเร็จ

พล.ท. ปรีชา วรรณรัตน์ ผู้ประสานงานโครงการนวัตกรรม “โครงการนวัตกรรมข้าวตราด และฝ่ายการตลาด วิสาหกิจชุมชนทำนาแปลงใหญ่ตำบลหนองเสม็ด-ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เล่าถึงที่มาของโครงการนวัตกรรมว่า มีแรงบันดาลใจที่ต้องการแก้ปัญหาชาวนาที่มีฐานะยากจน ด้วยการทำนาแบบเดิมๆ และขายข้าวเปลือกราคาถูก กำหนดราคาเองไม่ได้ ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูง ขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสม แนวความคิดวิธีแก้ไขต้องปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ ที่แตกต่างไปจากพันธุ์เดิมๆ สร้างความต่างเพื่อให้แข่งขันได้

และต้องขายข้าวสารให้ได้ราคาสูงกว่าข้าวเปลือก เริ่มจาก การตรวจสภาพองค์ประกอบ พื้นที่ปลูกดินมีธาตุเหล็ก 334.2 มิลลิกรัม ต่อดิน 1 กิโลกรัม อุณหภูมิเฉลี่ย 20-34 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 4,000 มิลลิเมตร ต่อปี จากนั้นนำข้อมูลปรึกษา ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาพันธุ์ข้าวแนะนำให้ปลูกพันธุ์ข้าวสินเหล็กคือ พันธุ์ผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวสีขาว กลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ไม่ไวตอแสง ปลูกได้ตลอดปี มีดัชนีน้ำตาลต่ำ มีธาตุเหล็กสูง ช่วยบำบัดโรคเบาหวานได้ เดิมเคยปลูกทางภาคอีสานเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเลิกปลูกไป

หลังจากนั้น ได้ขอทุนสนับสนุน “โครงการนวัตกรรมข้าวตราด ระบบการผลิตข้าวสินเหล็กที่มีคุณลักษณะเฉพาะของพื้นที่จังหวัดตราด (P11-BT-60-08-002)” จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับอนุมัติโครงการเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่ เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2561 และขยายเวลาต่ออีก 6 เดือน ถึงมิถุนายน 2562 งานวิจัย ประกอบด้วย ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวเป็นที่ปรึกษา คุณศุภชัย สถาการ ประธานวิสาหกิจชุมชนทำนาแปลงใหญ่ตำบลหนองเสม็ด-ตำบลหนองโสน เป็นผู้ทดลองปลูกข้าวสินเหล็กนำร่อง ผมเองเป็นผู้ประสานงานโครงการและฝ่ายการตลาด และมีคณะกรรมการเครือข่ายกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์วัดไผ่ล้อมให้การสนับสนุนเงินทุนและการตลาด

“ผลทดลองเปรียบเทียบขายข้าวสารมีกำไรสุทธิ 42.84% ของต้นทุน ต้องทำข้าวสารขายแทนข้าวเปลือก เพราะกำหนดราคาได้ จึงทดลองทำเป็น “ข้าวกล้องสินเหล็ก” ที่ได้คุณค่ามากกว่าข้าวขาวขัดสี และผลการทดลองของ ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ทั้งในห้องปฏิบัติ เหมาะกับกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าข้าวสินเหล็ก ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ช่วยแก้ปัญหาผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะบกพร่องธาตุเหล็กยังพบว่ามีธาตุเหล็กสูง ทำให้มีระดับฮีโมโกลบิน (hemoglobin) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น” พล.ท. ปรีชา กล่าว

18 เดือน ทดลองปลูก ขายเป็นข้าวกล้องสินเหล็ก
เตรียมขยายพื้นที่ปลูก
คุณศุภชัย สถาการ อายุ 70 ปี บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 2 อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ประธานวิสาหกิจชุมชนทำนาแปลงใหญ่ตำบลหนองเสม็ด-ตำบลหนองโสน ผู้ทดลองนำร่องปลูกข้าวพันธุ์สินเหล็ก เล่าว่า ด้วยพื้นเพเป็นลูกชาวนาจังหวัดตราด เมื่อเรียนจบทำงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตำแหน่งล่าสุดก่อนเกษียณผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานใหญ่ กลับมาบ้านเกิดยังคงเห็นชาวนาทำนาแบบเดิมๆ และขายข้าวเปลือกถูกกดราคา ชาวนายังคงรายได้น้อยฐานะยากจน และที่สำคัญจังหวัดตราดมีอัตราผู้ป่วยเป็นมะเร็งสูง สาเหตุหนึ่งมาจากสารปนเปื้อน จึงเข้าร่วมโครงการนวัตกรรมนี้ช่วยพัฒนาบ้านเกิด ใช้พื้นที่นาของตนเองทดลองปลูกข้าวนาปรัง (2 ครั้ง ต่อปี) เริ่มในที่ดิน 2 ไร่ก่อน เพราะเมล็ดพันธุ์มีจำกัด ต่อมาเพิ่มเป็น 5-12 ไร่

“ทดลองปลูกปี 2561 จำนวน 12 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 3,000 กิโลกรัมเศษ เฉลี่ย 400-500 กิโลกรัม ต่อไร่ พบว่าต้นทุนสูงอยู่ประมาณ 3,500-4,000 บาท ต่อไร่ เป้าหมายคือ ต้องแก้ไขเพิ่มผลผลิต เฉลี่ย 600 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อยกระดับรายได้ของชาวนาที่ปลูกข้าวสินเหล็กเพิ่มสูงขึ้น ให้ได้ราคาตันละประมาณ 14,000 บาท ต่อตัน หรือขายข้าวสารได้กิโลกรัมละ 50-60 บาท ดังนั้น เมื่อหมดสัญญาทำโครงการวิจัยเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 กลุ่มวิสาหกิจมีโครงการที่จะขยายพื้นที่ปลูกข้าวสินเหล็ก 17 ไร่ เริ่มเดือนพฤศจิกายน 2562 จะใช้วิธีปลูกใหม่ มีการนำวัตกรรม,าใช้เพิ่มมากขึ้น เช่น ใช้โดรนพ่นยา การใช้ชีวภัณฑ์นาโน ปุ๋ยอินทรีย์ และนำเสนอให้จังหวัดทำโครงการขยายผลต่อให้ข้าวสินเหล็กเป็นข้าวของจังหวัดตราด เพราะสภาพดินมีธาตุเหล็กสูง เป็นข้าวมีคุณภาพ และสามารถปลูกได้ตลอดปี (ปีละ 2 ครั้ง)” คุณศุภชัย กล่าว

ทดลองตลาดผู้บริโภคข้าวสารถุง
เรดดี้ทูอีทค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า
ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ที่ปรึกษาเห็นว่าควรพัฒนาข้าวกล้องสินเหล็กพร้อมบริโภคได้ทันที (READY TO EAT) เพื่อคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีเวลาหุงข้าวให้บริโภคได้สะดวกและทำตลาดต่างประเทศกับกลุ่มผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากมีอายุเก็บในอุณหภูมิปกติได้ 14 เดือน จึงให้สถาบัน Temasek P0lytechnic สิงคโปร์ เป็นผู้ตรวจสอบ ดัชนีน้ำตาลในข้าวกล้องสินเหล็กพร้อมบริโภคและข้าวกล้องสินเหล็กชนิดหุงบริโภค ผลการวิจัยพบว่า ข้าวกล้องสินเหล็กพร้อมบริโภคมีดัชนีน้ำตาล 54 ถือว่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (มาตรฐานค่าดัชนีต่ำกว่า 55 ระดับปานกลาง 56-69 ปานกลาง และระดับสูง 70 ขึ้น) ส่วนข้าวกล้องสินเหล็กชนิดหุงบริโภค มีค่าดัชนีน้ำตาล 62 อยู่ในระดับปานกลาง

“ปี 2561 ผลผลิตข้าวสินเหล็กที่ทำการทดลองเริ่มให้ผล จึงทดลองจัดจำหน่ายโดยการสร้าง แบรนด์ “กฤษณา” เป็นข้าวของจังหวัดตราด ระยะแรกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ที่ต้องการรักษาสุขภาพจากโรคเบาหวาน วางจำหน่ายโรงพยาบาล คลินิกแพทย์ที่รักษาโรคเบาหวาน ปี 2562 มีผลผลิต 2,946 กิโลกรัม ทำรูปบรรจุภัณฑ์ถุงสุญญากาศถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม ราคาถุงละ 50-80 บาทจำหน่ายหมดในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อ ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร พัฒนาข้าวกล้องสินเหล็กพร้อมบริโภคได้ทันที (READY TO EAT) มีสถาบัน Temasek P0lytechnic สิงคโปร์ เป็นผู้รับรอง”

“ผลวิจัยพบว่า ข้าวกล้องสินเหล็กพร้อมบริโภคมีดัชนีน้ำตาล 54 ถือว่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (ค่าดัชนีต่ำกว่า 55 ระดับปานกลาง 56-69 ปานกลางและระดับสูง 70 ขึ้น) ส่วนข้าวกล้องสินเหล็กชนิดหุงบริโภค มีค่าดัชนีน้ำตาล 62 อยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น จึงได้นำข้าวสินเหล็ก 305 กิโลกรัม ใส่ถ้วยบรรจุขนาด 125 กรัม ซึ่งเก็บในอุณหภูมิปกติอายุ 14 เดือน เพื่อความสะดวกในการบริโภคในกลุ่มคนรุ่นใหม่และทำตลาดต่างประเทศกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก และส่งให้สถาบันพัฒนาอาหารพัฒนาแปรรูปเป็นแครกเกอร์อีกผลิตภัณฑ์ สรุปว่าข้าวกล้องสินเหล็กที่ทำวิจัยและทดลอง มีคุณภาพและปลอดภัยตั้งแต่นาข้าวถึงผู้บริโภค” พล.ท. ปรีชา กล่าวถึงสถานการณ์ตลาด

จด GI เพิ่มมูลค่า
เจาะตลาดต่างประเทศ และขยายต้นแบบโมเดล
พล.ท. ปรีชา กล่าวตอนท้ายว่า ผลการวิเคราะห์วิจัยทดลอง ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิตร เป็นข้อมูลเชิงวิชาการตลอดระยะเวลา 18 เดือน พบว่า ข้าวสินเหล็กที่ปลูกเฉพาะพื้นที่จังหวัดตราด มีคุณสมบัติทางโภชนาการมีความแตกต่างจากข้อมูลเดิมคือ มีปริมาณ ธาตุสังกะสีสูง 34 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม ต่างจากเดิม 26.9 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม ใยอาหารสูง 4.6 กรัม ต่อ 100 กรัม มีใยอาหารละลายน้ำได้ 2.6 ไมโครกรัม ต่อ 100 กรัม ทำให้ดูดซึมจับน้ำตาลในกระเพาะและลำไส้ ต้านเบาหวาน นอกจากนี้ ยังพบสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 4,043 ไมโครกรัม ต่อ 100 กรัม และได้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในประเทศไทย (Geographical Indication:GI) น่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน เพราะมีข้อมูลทำการวิจัยรองรับ การจดทะเบียน GI จะช่วยสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่า ทำให้แข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้

จากนี้เตรียมขยายต้นแบบโมเดล… สมัคร SBOBET โดยเสนอให้จังหวัดตราดขยายพื้นที่ปลูกข้าวสินเหล็กของจังหวัดตราดเพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จะสนับสนุนพันธุ์ สอดคล้องกับโครงการโรงสีข้าวหมู่ที่ 4 ตำบลหนองคันทรง ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองคันทรง สร้างเสร็จอีก 2-3 ปี การผลิตข้าวสารของจังหวัดตราดจะเป็นรูปแบบครบวงจร “ข้าวกล้องสินเหล็ก” โมเดลต้นแบบที่จังหวัดตราด งานวิจัยที่มีคุณค่าของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและความร่วมมือของคนในท้องถิ่น

คำถามเกี่ยวกับกับข้าวไทยเก่าแก่ที่มักถามกันบ่อยๆ คือ วิถีคนไทยโบราณแต่ก่อนเขากินอะไรกันเป็นสำรับกับข้าวหลัก นอกจากน้ำพริก ผักต้ม ผักสด ปลาย่าง ปลาร้า ฯลฯ ที่เป็นเครื่องจิ้มและของแห้ง ซึ่งถ้าประมวลเอาจากหลักฐานหลายๆ อย่างแล้ว ผมคิดว่าคำตอบน่าจะคือแกงเลียง หรือที่เรียกกันตามถิ่นมาแต่ก่อนว่า “เลียง” ซึ่งเป็นกับข้าวง่ายๆ ที่มีร่องรอยในประวัติศาสตร์มายาวนาน แถมมีพัฒนาการคลี่คลายมาอีกหลายระลอก จนมามีหน้าตาต่างๆ กันไปตามแต่พื้นเพบ้านใครบ้านมันจนปัจจุบันนี้ ผมเลยคิดว่าจะลองคุยเรื่องแกงเลียงเท่าที่รู้ดูสักหน่อย เผื่อใครจะช่วยต่อยอดความรู้เรื่องนี้ออกไปได้อีกน่ะครับ

ถ้าเราดูจากอุปกรณ์ครัวโบราณ คนไทยก็มีครกดินเผาจากเตาเผาแถบสิงห์บุรี ปทุมธานี หรือสุโขทัย ใช้มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 แล้ว ครกเล็กๆ แบบนี้ย่อมจะพอใช้โขลกพริกไทย (ก่อนที่พริกขี้หนูจะเข้ามาทีหลังในราวพุทธศตวรรษที่ 22) หัวหอม กระเทียม ทั้งเพื่อปรุงเป็นน้ำพริก แล้วก็คงละลายน้ำตั้งหม้อ ใส่ผัก กินเป็นแกงซดน้ำง่ายๆ คู่สำรับมานานแล้ว

มีหลักฐานคำร้องเล่นเพลงจ้ำจี้ดอกเข็ม ตอนหนึ่งร้องว่า “…เป็นครกเป็นสาก ให้แม่ยายตำข้าว เป็นน้ำเต้า ให้แม่ยายเลียงซด” บ่งถึงหน้าที่ของเจ้า ‘บ่าว’ ในเรือนของภรรยา ว่าถึงกับต้อง “เป็น” ผลน้ำเต้าให้แม่ยายทำแกงเลียงซดน้ำในมื้อสำรับเอาเลยทีเดียว

นอกจากนี้ หนังสือ อักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ (พ.ศ. 2416) ก็มีบันทึกนิยามความหมายของแกงเลียงในสังคมไทยช่วงต้นรัตนโกสินทร์ไว้ชัดเจนว่า

แกงเลียง, เขาเอาปลาอย้าง กะปิ เกลือ หัวหอม, ตำละลายน้ำเปนน้ำแกง, แล้วตั้งไฟให้ร้อนใส่ผักตามชอบใจ.

เลียงผัก, คือแกงผักไม่ใส่พริกนั้น. อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึง “แกงเลียง” ตำราอาหารไทยมาตรฐานก็มักกรอกหูเราจนเผลอคิดว่าแกงเลียงต้องมีหน้าตาตายตัวแบบหนึ่งเสมอ คือต้องเป็นแกงน้ำใส พริกแกงประกอบด้วย หอมแดง พริกไทย กะปิ รากกระชาย และกุ้งแห้ง (หรือปลากรอบ) ตำละเอียด ใส่ผักจำพวกบวบ ข้าวโพดอ่อน ยอดตำลึง ฟักทอง กุ้งสด แล้วใส่ใบแมงลักตบท้าย