กาฬสินธุ์ลงแขกเกี่ยวข้าวสามัคคีนาแปลงใหญ่ข้าวเขาวงกว่า

ชาวนาตำบลหนองผือ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ลงแขกสามัคคีเกี่ยวข้าวนาแปลงใหญ่ข้าวเขาวงพื้นที่ 3,119 ไร่สมาชิก 228 ราย พร้อมฟื้นภูมิปัญญาทำนาแบบผู้ไทยดั้งเดิมหวังสืบสานต่อถึงรุ่นลูกหลาน โดยเฉพาะขั้นตอนการเก็บเกี่ยวข้าวช่วงพลับพลึง การตากข้าวและโฮมลานหรืออบที่จะเพิ่มคุณภาพข้าวให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่แปลงนานายนิยม เหลือผล พื้นที่ 5 ไร่ บ้านม่วงหวาน ต.หนองผือ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ นายวัชระ กระแสร์ฉัตร นายอำเภอเขาวง เป็นประธานในการลงแขกสามัคคีเกี่ยวข้าวนาแปลงใหญ่อำเภอเขาวง โดยมีนายธงชัย คำมูลศรี เกษตรอำเภอเขาวง นายอดิศักดิ์ วรบุตร หน.กลุ่มถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ดี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว จ.กาฬสินธุ์ ร.อ.สุรพรร ฮุมเปือย และกำลังเจ้าหน้าที่ทหารร่วมลงแขกเกี่ยวข้าว พร้อมนายประสาท พิมเภา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 บ้านหนองผือ ตำบลหนองผือ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ นำสมาชิกร่วมกิจกรรมลงแขกแบบเรียบง่าย พอเพียงตามแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายธงชัย มูลคำศรี เกษตรอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การส่งเสริมนาแปลงใหญ่ในพื้นที่อำเภอเขาวงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่ปี 2557 และได้มีการต่อยอดพัฒนาวิถีการทำนาต่อไปเรื่อย ๆ ในทุกปี โดยปีนี้ความเข้มแข็งและความสามัคคีของชาวนาในตำบลหนองผือที่เป็นสมาชิกนาแปลงใหญ่ 228 ราย มีนาข้าวกว่า 3,119 ไร่ แบ่งเป็นข้าวเหนียว กข6 ประมาณ 1,700 ไร่ โดยกำหนดเป็นการปลูกข้าวตามการขึ้นทะเบียน GI ส่วนที่เหลือประมาณ 1,400 ไร่นั้นเป็นข้าวหอมมะลิ 105 โดยมีอัตราเฉลี่ยผลผลิตที่ 400-420 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นการทำนาแบบเกษตรปลอดภัยโดยใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพและปุ๋ยคอก โดยข้าวที่ได้จะมีทั้งส่วนที่นำไปเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายกิโลกรัมละ 20 บาท การนำเมล็ดพันธุ์ข้าวเข้าร่วมหุ้นของกลุ่มนาแปลงใหญ่ การสีเป็นข้าวสารจำหน่าย และเหลือเก็บไว้กินตลอดทั้งปี โดยข้าวนาแปลงใหญ่ยังไม่มีการจำหน่ายให้กับนายทุนหรือโรงสีเพราะยังอยู่ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวผู้ไทย

นายประสาท พิมเภา ผู้ใหญ่บ้านหนองผือ หมู่ที่ 1 ในฐานประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ อำเภอเขาวง ระบุว่า สมาชิกแปลงใหญ่ 228 ราย ได้ร่วมกันปลูกข้าวและเข้าร่วมกลุ่มกันโดยแปลงนาทั้งหมดเป็นข้าวพันธุ์ดีระดับต้น ๆ ของประเทศ อย่างข้าวเหนียวเขาวงที่ใช้พันธุ์ข้าว กข 6 จดสิทธิบัตรเป็นข้าวGI ส่วนข้าวหอมมะลิก็เป็นข้าวชนะเลิศจากการประกวดข้าวระดับประเทศมาหลายสมัย นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มศักยภาพข้าวให้ดียิ่งขึ้นอีก โดยการรวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ช่วยลดต้นทุนการทำนาลงอย่างมากตั้งแต่การเริ่มหว่านกล้าข้าว การปักดำ การเกี่ยวข้าว และขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการนวดข้าว การตีข้าวซึ่งจะยึดถือวัฒนธรรมดั้งเดิมตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษมาใช้ รวมถึงใช้แรงงานคนไม่ใช้สารเคมีเป็นนาข้าวปลอดภัย ด้วยการส่งเสริมจากภาครัฐทั้งเกษตรอำเภอ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว จ.กาฬสินธุ์ และพาณิชย์จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กับชาวนาทำให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ของ อ.เขาวงมีเครือข่ายครอบคลุมทั้งตำบลมีผลผลิตเพิ่มขึ้นและคุณภาพข้าวก็เพิ่มขึ้น

“กลุ่มนาแปลงใหญ่มีการลงแขกช่วยดำนา ช่วยเกี่ยวข้าว ช่วยลดต้นทุนการทำงานจากการจ้างแรงงานลงได้มาก โดยได้ลงแขกตั้งแต่เริ่มหว่าน ปักดำ จนถึงการเกี่ยวข้าวโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ในการเกี่ยวเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. จนวันนี้เป็นจุดสุดท้าย โดยข้าวเขาวงจะเก็บเกี่ยวในช่วงที่ข้าวเป็นพลับพลึง ที่จะเกี่ยวแล้วจะตากรวงข้าวเอาไว้ 3 แดด ก่อนจะมัดข้าวและเก็บขึ้นจากนา โดยปีนี้จะพิเศษกว่าทุก ๆ ปีเพราะกลุ่มนาแปลงใหญ่จะย้อนวิธีการทำนาแบบดั้งเดิมตามวิถีของผู้ไทยด้วยขั้นตอนโฮมลาน หรือการอบ เป็นเวลา 15 วัน ก่อนจะนวดและตีข้าวจากแรงงานคนทั้งหมด เมื่อได้ข้าวเปลือกแล้วก็จะเก็บขึ้นยุ้งฉาง ที่จะแยกออกเป็นแปลงนาเมล็ดพันธุ์ข้าว แปลงนาส่งข้าวประกวด และข้าวสารที่จะจำหน่ายสู่บริโภคสำหรับคนที่ต้องการข้าวเขาวงแท้ ๆ จากท้องทุ่งจริง ๆ” นายประสาท กล่าว

สำหรับ ต.หนองผือ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพที่สำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพทั้งข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียว กข.6 รวมถึงข้าวสารคุณภาพโดยเฉพาะข้าวเหนียวเขาวง ซึ่งเป็นข้าวยอดนิยมขึ้นทะเบียนGI ส่วนข้าวหอมมะลิมีดีกรีเป็นแชมป์จากการประกวดข้าวระดับประเทศปี 2558/59และกวาดรางวัลมากทุกรายการ ทำให้ข้าวจ้าวและข้าวเหนียวเขาวงเป็นที่ต้องการของตลาดมาก

วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ถือเป็น “วันเบาหวานโลก” โดยองค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยผลสำรวจในปีที่ผ่านมา จากจำนวนประชากรทั่วโลกทั้งหมด มีผู้ใหญ่เป็นเบาหวานมากกว่า 422 ล้านคน นับเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งผลการศึกษาบ่งชี้ว่า การที่โลกมีประชากรผู้สูงวัยมากขึ้น และมีคนเป็นโรคอ้วนมากขึ้น ทำให้โรคเบาหวานกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของโลก

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM (โอเปอเรชั่น บิม) นักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกผู้คิดค้นวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุลจากสารสกัดธรรมชาติ กล่าวว่า อินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่ง มีหน้าที่พาน้ำตาลในเลือดไปป้อนเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง ถ้าหากว่าร่างกายมีอินซูลินน้อยไป ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ จะทำให้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เกิดเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ได้

ทว่า หากร่างกายมีอินซูลินเพียงพอแล้ว แต่กลับมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน หมายความว่า อินซูลินไม่สามารถพาน้ำตาลไปป้อนเซลล์ต่างๆ ได้ จะทำให้เกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งโดยมากพบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ลักษณะอาการที่พบบ่อยๆ ได้แก่ สายตาพร่ามัว เป็นแผลเรื้อรัง ปวดและชาตามมือและเท้า หรือปัสสาวะบ่อยครั้ง กระหายน้ำบ่อย และมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานมาจากภาวะ “ภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สมดุล” กล่าวคือ ผู้ที่เป็นเบาหวาน ถือว่าเป็นอาการลักษณะหนึ่งของการแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งเกิดจากเม็ดเลือดขาวมีการหลั่งสาร TNF alpha, IFN- gamma และ IL17 มากเกินไป จนไปทำลายตับอ่อนทำให้หลั่งสารอินซูลินได้น้อยลง และส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลินในที่สุด

สำหรับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถรักษาอาการเบาหวานได้ด้วยยา แต่หากคุมด้วยยารับประทานแล้วไม่ได้ผล อาจต้องฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย และอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลเบาหวาน

ศ.ดร.พิเชษฐ์ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า การตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การหักห้ามใจตัวเองเลือกรับประทานอาหารไม่หวานจัด มันน้อย เค็มน้อย ออกกำลังกาย ประมาณ 40-60 นาที อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ งดดื่มสุราและงดสูบบุหรี่ พร้อมจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม ทำจิตให้สงบ มีสมาธิ เพียงเท่านี้ท่านก็จะห่างไกลจากโรคเบาหวานได้อย่างแน่นอน

ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองศรีสะเกษ “ธวัช สุระบาล” ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดตลาดข้าวโดยเกษตรกร มี “นายสว่าง กาลพัฒน์” รักษาการเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ นำชาวนาจาก 22 อำเภอ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมข้าวสารและผลิตผลทางการเกษตรมาวางจำหน่ายให้กับข้าราชการและประชาชนได้ซื้อข้าวสารโดยตรง ซึ่งชาวนานำข้าวหอมมะลิแท้ ข้าวกล้องมะลิ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ มาวางจำหน่ายในราคาถูก ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น.

การเปิดตลาดนี้เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายข้าวและสินค้าทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดศรีสะเกษ ให้พี่น้องเกษตรกรนำข้าวสารมาจำหน่ายมีรายได้ หากทุกหมู่บ้านมีโรงสีชุมชน ชาวนาจะสามารถสีข้าวนำไปขายได้ทุกแห่งตามข้างทาง ปั๊มน้ำมัน รวมทั้งแหล่งชุมชนทุกแห่ง ไม่ต้องนำไปขายให้พ่อค้าคนกลาง และโรงสี ซึ่งการที่ชาวนาขายข้าวเองจะได้ราคาดีกว่า

และที่บริเวณลานเวทีกลางถนนคนเดิน หน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ มีโรงสีขนาดเล็กที่ชาวนาอำเภอปรางค์กู่ นำมาสีข้วาเพื่อขายให้กับชาวศรีสะเกษ เปิดทุกวันอาทิตย์

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงการใช้แผนบริหารจัดการน้ำจังหวัดนครราชสีมาปี 2559/2560 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2560 รวมระยะเวลา 5 เดือน โดยกล่าวว่า ล่าสุดสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเขื่อนหลักที่ผลิตน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน 5 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย อำเภอสีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ เฉลิมพระเกียรติ และอำเภอเมืองนครราชสีมา ล่าสุดมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 119.106 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 37.87% ของความจุเขื่อน ทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำลำตะคองได้มีการประชุมและมีมติให้เขื่อนลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนไม่เกินวันละ432,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศในลำตะคอง พร้อมกับแจ้งให้เกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ชลประทานท้ายเขื่อนซึ่งมีอยู่กว่า 150,000 ไร่ และหันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน เพื่อรักษาปริมาณน้ำกักเก็บไว้ในการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก พร้อมทั้งประสานให้ประปาเทศบาลนครนครราชสีมาสูบน้ำดิบโดยตรงจากเขื่อนลำตะคองวันละ50,000 ลูกบาศก์เมตร และสูบน้ำดิบโดยตรงจากเขื่อนลำแชะวันละ 40,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาให้กับประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา

นายวิเชียร กล่าวด้วยว่า ทางจังหวัดนครราชสีมาได้สั่งการไปให้นายอำเภอทุกอำเภอเร่งสร้างฝายชะลอน้ำในลำน้ำทุกสาย เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำใช้ไปตลอดฤดูแล้งนี้ และแผนบริหารจัดการน้ำของจังหวัดนครราชสีมา สามารถบริหารจัดการน้ำให้ครอบคลุม และเกิดประโยชน์สูงสุดผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ทั้งนักวิชาการ อาจารย์ ผู้มีประสบการณ์ด้านน้ำ เข้าหารือเพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 12 ปี ให้มีความสมบูรณ์ และเร่งรัดโครงการระยะยาวให้มีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมชลฯ เป็นผู้รับผิดชอบ และจะเรียกประชุมเพื่อชี้แจงความคืบหน้าอีกครั้งภายในต้นเดือนม.ค.ปี 60

ทั้งนี้การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สถานการณ์น้ำในวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมประจำยังเกิดซ้ำซาก โดยเฉพาะปรากฎการณ์เอลนีโญและลานีญา ซึ่งส่งผลรุนแรงขึ้นทุกที จึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาคุยกัน เพื่อหาวิธีเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างระยะสั้น กลาง และระยะยาวภายใต้แผนยุทธศาสตร์น้ำ 12 ปี โดยเฉพาะจัดการน้ำของพื้นที่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับแผนงานระยะยาวที่กรมชลฯ ต้องเร่งผลักดัน มี 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงของคันกั้นน้ำริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกและตะวันตก จากเดิมที่รับน้ำได้ 2,300 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที เพิ่มเป็น 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ภายใต้วงเงิน 316.409 ล้านบาท 2.แผนปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำสู่แก้มลิงของมหาชัย-คลองสนามชัยออกสู่ทะเล โครงการเดิมระบายสู่แก้มลิงได้ 18 ลบ.ม.ต่อวินาทีเป็น 36 ลบ.ม.ต่อวินาที และจากอ่าวไทยจากเดิม 20 ลบ.ม.ต่อวินาทีเป็น 36 ลบ.ม.ต่อวินาที วงเงิน 637 ล้านบาท

และ 3.แผนปรับปรุงคลองรพีพัฒน์ และโครงข่ายโดยปรับปรุงปากคลองรพีพัฒน์จากเดิมรับน้ำได้ 210 ลบ.ม.ต่อวินาทีเป็น 300 ลบ.ม.ต่อวินาที นอกจากนี้ยังขุดลอกคลองพร้อมทำอาคารชั่วคราวเพื่อระบายน้ำในข้างแม่น้ำเจ้าพระยา 100 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนนครนายกและบางปะกง 140 ลบ.ม.ต่อวินาที อ่าวไทย 60 ลบ.ม.เมตรต่อวินาที วงเงิน 2,360.85 ล้านบาท

ด้านนายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์แมเนจเม้นต์ จำกัด กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบคลองชลประทานและระบบระบายน้ำตั้งแต่คลองรพีพัฒน์ ก่อนจะระบายลงสู่ทะเลในอัตรา 400 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยควรดำเนินการขยายขนาดคลองรพีพัฒน์ให้มีความจุเพิ่มเป็น 800 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นอันดับแรก

ขณะที่การจะก่อสร้างนั้นต้องประสานงานกับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เพื่อศึกษารายละเอียดของโครงการและออกแบบร่วมกัน เนื่องจากกรมทางหลวงมีความจำเป็นเร่งรัดก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3 ให้แล้วเสร็จในปี 2565 เพื่อแก้ปัญหาการจราจรที่หนาแน่น ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่ทางกรมชลฯ จะขยายโครงการพอดี ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 8 เดือน อย่างไรก็ตามต้องมีการชี้แจงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อชดเชยค่ารื้อย้ายให้แก่ประชาชนด้วย

“ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าให้มีการศึกษารายละเอียดให้ชัดและรัดกุม ทั้งหมดเพื่อปรับปรุงระบบการระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำนองให้สามารถตัดยอดน้ำในข่วงน้ำหลากสูง และเนื่องจากการก่อสร้างพื้นที่รับน้ำนองแก้มลิงนี้จะส่งผลกระทบประชาชนในพื้นที่ จึงต้องมีการออกแบบรายละเอียดและทยอยก่อสร้างเป็นรายพื้นที่”

วันที่ 17 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เพื่อติดตามผลการรวบรวมรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกของสหกรณ์ เพื่อหารือแนวทางการเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือชาวนาจังหวัดพิษณุโลก และโครงการตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2559/60 ณ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด (สาขาที่ 1) หมู่ที่ 4 ตำบลหอกลอง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก

นายอนันต์ กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพสูงในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยสหกรณ์มีแผนการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ปีการผลิต 2559/60 (1 เมษายน 2559- 31 มีนาคม 2560 ) จำนวน 10,000 ตัน มีปริมาณการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก เดือนพฤศจิกายน 2559 จำนวน 199.97 ตัน ซึ่งที่ผ่านมา สหกรณ์มีนโยบายด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกปลูกข้าวคุณภาพและรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรม เพื่อสร้างกลไกตลาดรับซื้อข้าวเปลือกให้กับเกษตรกรสมาชิก ให้ได้รับความเป็นธรรมไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งในขณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ได้มีเกษตรกรทยอยนำผลผลิตข้าวเปลือกมาขายให้กับสหกรณ์ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในมาตรฐานการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน ซึ่งสหกรณ์รับซื้อในราคาที่นำการตลาด ตันละ 200-500 บาท เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและเป็นการช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์ด้วย

ด้านนายเกรียงศักดิ์ รสดี ประธานคณะกรรมการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกภายในประเทศตกต่ำ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ได้ร่วมหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำผ่านกลไกสหกรณ์ เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดการกระจายผลผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ โดยสหกรณ์มีแนวทางเข้าร่วมโครงการต่างๆ ดังนี้ 1. โครงการช่วยเหลือชาวนาจังหวัดพิษณุโลก โดยสหกรณ์มีแผนรวบรวมรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิก จำนวน 100 ตัน เพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายให้แก่หน่วยงานราชการและประชาชนทั่วไป และส่วนหนึ่งก็นำมาจัดทำเป็นเมล็ดพันธุ์ 2. โครงการตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2559/60 ซึ่งมีเป้าหมายการรวบรวมรับซื้อข้าวเปลือก จำนวน 300 ตัน โดยสหกรณ์จะรับซื้อในราคาตันละ 10,000 บาท ความชื้น 15 % สำหรับการเปิดตลาดรับซื้อ สหกรณ์จะดำเนินการในระหว่างวันที่ 22 -24 พฤศจิกายน 2559 ณ จุดบริการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด (สาขาที่ 1) หมู่ที่ 4 ตำบลหอกลอง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก

ไทยขานรับวิกฤตโลกร้อนกระทบความมั่นคงอาหาร จับมือ เอฟ เอ โอ และ จ.เชียงราย จัดงาน “วันอาหารโลก”ระดับประเทศปี 59 ปลายเดือนนี้ เน้นขยายผลโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟ เอ โอ กำหนดให้วันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันอาหารโลก” และเชิญชวนประเทศสมาชิก 194 ประเทศทั่วโลก ร่วมจัดงานเฉลิมฉลองเป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและต่อสู้กับความยากจน โดยกำหนดจัดงาน เป็น 3 ระดับ คือ 1) ระดับโลก จัดที่สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 59 2) ระดับภูมิภาค ซึ่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จัดขึ้นที่สำนักงาน FAO กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 59 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน และ 3) การจัดในแต่ละประเทศ โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 24 – 27 พฤศจิกายน 2559 ณ จ. เชียงราย

ทั้งนี้ การจัดงานวันอาหารโลกในปี 2559 ในแต่ละระดับข้างต้นจะอยู่ภายใต้หัวข้อ “สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง : อาหารและการเกษตร??ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย” เพื่อเน้นถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนวิถีทำการเกษตรและการบริโภคอาหาร ในการลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม/ภูมิอากาศ ลดความยากจนและเพิ่มการเข้าถึงอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ค.ศ. 2030 ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านป่าไม้ การเกษตร การจัดการด้านปศุสัตว์ ลดการสูญเสียอาหาร ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ลดการทำประมงเกินขนาด หรือเครื่องมือทำลายล้าง รวมถึงปรับระบบผลิตอาหาร การแปรรูป และการขนส่ง เพื่อลดผลกระทบต่อภาวะภูมิอากาศ

สำหรับการจัดงานวันอาหารโลกระดับประเทศ zunescene.mobi ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 – 27 พ.ย.2559 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS อ. เมือง จ. เชียงราย กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ เอฟ เอ โอ และหน่วยงานจากกระทรวงต่าง ๆ ทุกกระทรวงในจังหวัดเชียงรายจัดขึ้น โดยจะนำเสนอนิทรรศการ “ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ และพระราชกรณียกิจรวมถึงโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งได้พระราชทาน 2 มาตรการ คือ 1) มาตรการบรรเทาหรือลดภาวะโลกร้อนโดยตรง เช่น ทรงอนุรักษ์พื้นที่ป่าและสิ่งแวดล้อม ทรงฟื้นฟูสภาพป่าและปลูกป่าทดแทน ทรงอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน ทรงแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย 2) มาตรการจัดการให้สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยความพอเพียงที่พอดี ที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ทรงแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ การทำเกษตรผสมผสาน ทำเกษตรแบบขั้นบันได แบบพึ่งพาธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี การปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเสพติด มาเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทน ตลอดจนการรับประทานอาหาร ใช้สิ่งของต่าง ๆ แต่พอดี เป็นต้น นอกจากนี้ จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดจากผลกระทบจากโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ที่ส่งผลต่อการผลิตทางอาหารและการเกษตร ขณะเดียวกัน ยังมีการถ่ายองค์ความรู้ เทคนิค และสาธิตวิธีการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้ผลผลิตสูง ภายใต้ภาวะสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง รวมถึงการจัดสัมมนา และการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรของจังหวัดเชียงรายด้วย

“จากข้อมูลของเอฟ เอ โอ ระบุว่า ปัจจุบันประชากรโลก ประมาณ 800 ล้านคน ยังอดอยากหิวโหย และอยู่ในสภาวะทุพโภชนาการ ขณะเดียวกันประชากรทั่วโลกมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 9.6 พันล้านคน ภายในปี 2050 หรือ อีก 34 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตอาหารให้มากขึ้น เพื่อรองรับกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าผลผลิตการเกษตรต้องเพิ่มขึ้นอีก 60 % แต่การเพิ่มกำลังผลิตอาหารก็จะมีปัญหา เพราะโลกประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งสภาวะอุณหภูมิที่สูงขึ้น การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น โดยกลุ่มคนยากจน ซึ่งส่วนมากอยู่ในภาคการเกษตร การประมง และ การปศุสัตว์ จะได้รับผลกระทบในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประเทศต่าง ๆ ต้องมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน และต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสร้างความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นในด้านการผลิตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงแผนการสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมใช้ข้าวไทยเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า ว่า กระทรวงจะเน้นส่งเสริมให้กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบนำข้าวมาแปรรูป ปัจจุบันมีอยู่ทั่วประเทศ 2,102 โรงงาน (รง.) เพิ่มปริมาณความต้องการข้าวและช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วย โดยแผนการส่งเสริมนั้นจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาจัดทำให้ชัดเจน เพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบข้าวให้มากขึ้น และเป็นส่วนในการช่วยเหลือชาวนาระยะยาว ตามที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายช่วยเหลือชาวนาให้หลุดพ้นความยากจนภายใน 5 ปี

นางอรรชกา กล่าวว่า สำหรับข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) พบว่า ปัจจุบันมีผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรม 2,102 ราย สั่งซื้อข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า ซึ่งเป็นโรงงานที่ประกอบกิจการทำอาหารจากแป้ง 1,338 ราย โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับแป้งข้าวเจ้าสำหรับทำขนม 11 ราย และโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหารสัตว์ 753 ราย