กาแฟโบราณควนโดน กลายแป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้

ให้กับกลุ่มฯและชุมชนเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นสินค้า OTOP ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสตูล เพราะด้วยเอกลักษณ์เฉพาะทั้งกลิ่นและรสชาติทำให้กาแฟที่สามารถติดตลาดได้ไม่ยาก กระบวนการและขั้นตอนการผลิต

ทุกขั้นตอนการผลิตทางกลุ่มฯจะยึดกรรมวิธีการผลิตแบบโบราณดั่งเดิม โดยคุณสุวรรณี ได้เล่าขั้นตอนการทำ เริ่มจากการนำผลกาแฟสดมาคั่วในกระทะด้วยไฟปานกลางจนเมล็ดเริ่มมีสีดำและนำขึ้นมาตากทิ้งไว้

จากนั้นนำน้ำตาลทรายแดงผสมกับน้ำตาลทรายขาวใส่เกลือเม็ดลงไปเล็กน้อย นำไปเคี้ยวด้วยไฟปานกลางจนละลายและนำเมล็ดกาแฟที่คั่วตากไว้ใส่ลงไปในกระทะคลุกเคล้าให้เมล็ดกาแฟและน้ำตาลเป็นเนื้อเดียวกัน (แตงเมย์) ตักใส่ถาดเกลี่ยให้ความหนาของกาแฟอยู่ประมาณ 2 เซนติเมตร ผึ่งรมให้แห้งและนำมาตำด้วยครกไม้จนละเอียดและนำไปร่อนด้วยตะแกรงก็จะได้เนื้อกาแฟที่ละเอียดในระดับหนึ่งจากนั้นจะนำไปเพิ่มความละเอียดด้วยการบดด้วยเครื่องอีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำไปบรรจุลงถุงซิปและใส่กล่องจำหน่าย

กำลังการผลิตในแต่ละเดือน ทางกลุ่มฯ สามารถผลิตได้ถึง 200 กิโลกรัม ส่งจำหน่ายในรูปแบบบรรจุลงถุงซิป ถุงละ 200 กรัม จำหน่ายกล่องละ 50 บาท (ราคาส่ง) ส่วนราคาปลีก จะอยู่ที่กล่องละ 70 บาท ซึ่งตอนนี้ส่งให้กับห้างเทสโก้โลตัส สาขาควนโดน และส่งขายในพื้นที่ใกล้เคียงกับจังหวัดสตูล

กาแฟโบราณควนโดน สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี ไม่ควรโดนความร้อน ผู้บริโภคสามารถเลือกชงดื่มได้ทั้งแบบร้อนและเย็น ซึ่งวิธีการชงนั้นจะมีอยู่สองแบบ คือ ชงกับน้ำร้อนเหมือนกาแฟทั่วไป หรือจะชงกับน้ำร้อนโดยผ่านผ้ากรอง ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าจะชอบดื่มแบบใด หรือจะอ่านวิธีการชงตามสูตรที่แนะนำไว้ข้างกล่อง

“กาแฟโบราณควนโดน ของกลุ่มกำลังพัฒนาเป็นกาแฟพร้อมซงสำเร็จรูป 3 in 1 ให้สะดวกกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ และกำลังจะเปิดตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้กลุ่มฯยังเริ่มส่งเสริมให้คนในชุมชนหันมาปลูกกาแฟ เป็นรายได้เสริมจากอาชีพที่มีอยู่ ซึ่งตรงนี้กลุ่มฯ สามารถเพิ่มกำลังการผลิต อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนการนำเข้าผลกาแฟสดจากที่อื่นได้อีกทางหนึ่ง” คุณสุวรรณี กล่าว

สำหรับท่านใดที่ต้องการลิ้มรสกาแฟโบราณควนโดนของพี่น้องกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะพานโยง ทางกลุ่มฯ มีบริการส่งไปรณีย์ทั่วประเทศ ท่านสามารถสั่งชื้อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติได้ที่ คุณสุวรรณี ชุ่มจำรัส โทร. 08-9878-4383

เทียนหอม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำพาราฟินและไขผึ้งมาหลอมละลายรวมกัน อาจเติมสีและเติมน้ำมันหอมระเหย นำไปปั้นด้วยมือ หรือหล่อแบบขึ้นรูป หรือกดจากพิมพ์ให้มีรูปทรงตามต้องการ อาจประกอบด้วยวัสดุอื่นเพื่อให้เกิดความสวยงาม เช่น ดอกไม้แห้ง มีไส้เทียนสำหรับจุดไฟ และมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย เทียนหอมแฟนซี เน้นการใช้ประโยชน์และความสวยงาม โดยมีกลิ่นหอม แบบสวย และอาจจะใช้ไล่ยุงหรือแมลงได้อีกด้วย ซึ่งเทียนหอมแฟนซีนั้น ทำจากส่วนผสมไม่กี่อย่าง ทำง่าย ตกแต่งง่าย ใช้ต้นทุนในการผลิตไม่สูงนัก แต่สามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม

ที่บ้านป่าก่อ หมู่ที่ 8 สนามม้า ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีการผลิตเทียนหอม หรือที่รู้จักกันในนามผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วไทยและเกือบทั่วโลก โดยการผลิตจะทำในรูปแบบของกลุ่มสตรีแม่บ้าน โดยมี คุณชาลิดา พูลทรัพย์ เป็นหัวหน้าหรือผู้นำของกลุ่ม โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม” โดยเริ่มทำเมื่อปี พ.ศ. 2543 จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ สินค้าของทางกลุ่มเราได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา

คุณชาลิดา เล่าว่า ตัวเองเป็นชาวอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยกำเนิด จบการศึกษาในสาขาภาพพิมพ์ จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และทำงานให้กับบริษัท ซึ่งทำกิจการเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าประเภทเครื่องใช้และของตกแต่งบ้าน มีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับธุรกิจ ส่งออกกว่า 15 ปี ต่อมาได้ตัดสินใจลาออกจากงาน มุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิดที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี แล้วตั้งกลุ่มทำเทียนหอมขึ้นมา ในปี พ.ศ. 2543 โดยแรกเริ่มนั้นมีคนงานทำเทียนไม่กี่คนเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ

ในรูปแบบของกลุ่มสตรี และเยาวชนสหกรณ์ซึ่งตอนนั้นมีอยู่ประมาณ 20 กว่าคน และตนเองเห็นว่าจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเมืองเทียนมีชื่อเสียงเกี่ยวกับประเพณีแห่เทียนพรรษา แต่ของฝากหรือของที่ระลึกแล้วยังไม่มีใครทำจึงคิดทำเทียนหอมขึ้นมา ประกอบกับปีนั้นเป็นปีที่เริ่มต้นของ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ทางอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี จึงยกให้เทียนหอมของเราเป็นสินค้าโอท็อปของอำเภอเดชอุดม ตนเองจึงเริ่มทำเทียนหอมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หลังจากวันเริ่มก่อตั้งมาจนถึงวันนี้มีกลุ่มชาวบ้านที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกกว่า 100 คน และทางเราได้จ่ายงานให้แก่สมาชิกในกลุ่ม ทำตามคำสั่งซื้อที่รับมาจากการไปร่วมออกงานแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้าต่างๆ เช่น งาน BIG งาน OTOP จนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกภายในกลุ่มถึงเดือนละกว่า 20,000 บาท

คุณชาลิดา กล่าวต่ออีกว่า ระยะเวลากว่า 10 ปี ในการดำเนินกิจการทำเทียนหอมออกจำหน่าย พวกเขามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นให้เกิดรายได้ต่อชุมชน ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เทียนหอมจะทำเป็นรูปทรงของ ดอกไม้ ใบไม้ สัตว์ เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเป็นของชำร่วยงานแต่งงาน และมีการนำมาจัดเป็นแบบต่างๆ ทั้งแบบกระเช้ากล่องของขวัญ หรือจัดในกระถางด้วยความละเอียดอ่อนเหมือนจริง จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศ

“สำหรับตลาดส่งออกนั้นเราได้ส่งขายที่ต่างประเทศทั้งทางยุโรป อเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย แม้ทุกวันนี้จะมีเทียนหอมมากมายหลายเจ้า แต่สินค้าของเราถือว่ามีจุดเด่นที่มั่นใจว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ ก็คือมีรูปแบบและลวดลายที่เหมือนจริง เหมือนธรรมชาติ โดยเฉพาะใบไม้ งานทุกชิ้นทุกอย่างจะบรรจงสร้างด้วยรูปแบบงานที่วิจิตรบรรจงของงานเทียนหอมที่เปี่ยมไปด้วยความเหมือนจริงของดอกไม้ ใบไม้ ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างทำให้นับวันเรายิ่งห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้น เราจึงบรรจงผลิตเทียนหอมที่สวยงามเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อช่วยทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและสร้างความรู้สึกสวยงามหอมสดชื่นขึ้นมาด้วยความรัก ที่สำคัญคือ สินค้าของเราเกิดจากความชำนาญและการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน แม้จะมีคนพยายามเลียนแบบแต่ก็ยังทำได้ไม่เหมือนของเรา” คุณชาลิดา บอก

ปัจจุบัน เทียนหอมของกลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าทางจังหวัดอุบลราชธานีได้เข้ามาส่งเสริมให้ผลิตเป็นสินค้าโอท็อป มีตลาดรองรับเยอะมาก อีกทั้งสินค้ามีความสวยงาม สีสันสดใส สะอาดตา เหมาะสำหรับเป็นของขวัญของฝาก ของที่ระลึกเก็บสะสม ซึ่งจะนำมาตกแต่งหรือใช้สอยก็ได้ โดยเทียนหอมของกลุ่มเทียนหอมเดชอุดม จะมีให้เลือกมากมาย หลากหลายรูปแบบ กว่า 300 รูปแบบ และสินค้าของทางกลุ่มเทียนหอมเดชอุดม

มีจุดเด่นคือ มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีรูปแบบและลวดลายที่เหมือนธรรมชาติโดยเฉพาะลายใบไม้ ซึ่งตอนนี้มีออเดอร์เข้ามา ทั้งจากยุโรปและอเมริกา สำหรับในประเทศไทยจะมีตลาดจำหน่ายเทียนหอมของกลุ่มเทียนหอมเดชอุดมอยู่ทั่วไป ทั้งในต่างจังหวัดและที่กรุงเทพมหานคร จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเทียนหอมกลุ่มนี้คือ ดีไซน์และรูปแบบ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค แม้ว่าสินค้าจะส่งขายยังต่างประเทศ แต่ว่าราคาไม่แพงอย่างที่คิด โดยราคาขายจะเริ่มตั้งแต่ 100 บาท ขึ้นไป จนกระทั่งถึงหลักพันบาท

คุณชาลิดา ได้เล่าถึงขั้นตอนและกระบวนการผลิตเทียนหอมของกลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม ที่มีตนเองเป็นประธานกลุ่ม ว่าขอเปิดเผยเพียงบางส่วนนะคะ กล่าวคือ คนที่ผลิตเทียนหอมแต่ละคนแต่ละกลุ่ม ก็มักจะมีสูตรหรือใช้วัตถุดิบคล้ายๆ กัน แต่ผลิตภัณฑ์หรือผลงานจะแตกต่างกัน ตรงที่ว่า ใครมีเคล็ดลับหรือมีดีอะไร เท่านั้น สำหรับวัสดุหรือวัตถุดิบหลักที่สำคัญที่ผู้ผลิตเทียนหอมใช้ ได้แก่ พาราฟิน โพลีเอสเตอร์ น้ำหอม ไส้เทียน และสีเคลือบดอก

สำหรับกระบวนการผลิตและขั้นตอนการผลิต ขอบอกคร่าวๆ ดังนี้ นำพาราฟินใส่ภาชนะตั้งไฟละลายจากนั้นใส่บีแว็กซ์และเทียนลงไป พอละลายเข้ากันใส่สีเทียนหรือสีน้ำมันผงให้สีอ่อนเข้มตามต้องการตักหยอดใส่พิมพ์เมื่อเทียนเริ่มแข็งตัว ใส่ไส้เทียนที่เตรียมไว้ วิธีทำไส้เทียนให้แข็ง ทำได้โดยนำฝ้ายดิบสำหรับทำไส้เทียนจุ่มลงในพาราฟิน ที่ต้มละลายแล้ว จากนั้นดึงไส้เทียนให้ตึง พอแห้งจะได้ไส้เทียนเป็นเส้นตรง จากนั้นตัดตามยาวตามต้องการ ส่วนจะใช้เคล็ดลับหรือทำอย่างไร จะให้สินค้าติดตลาดนั้น ไม่ขอเปิดเผย แต่ขอย้ำว่า ผลิตภัณฑ์เทียนหอมของกลุ่มเราจะมีรูปแบบและคุณภาพแตกต่างจากที่อื่นอย่างแน่นอน เนื่องจากกลุ่มของเราเอาใจใส่ในงานผลิตทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงการร่วมกันเทกลีบ แกะกลีบ จุ่มสีทำกลีบดอก จัดดอก จัดชุดเข้ากระถาง ตกแต่งและบรรจุภัณฑ์อย่างประณีตงดงาม

“เราจะอาศัยความงดงามจากธรรมชาติ และยึดหลักความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการทำเส้นลายบนใบไม้ กลีบดอก และลำต้น ทำให้เทียนหอมมีผิวสัมผัสเหมือนจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ สินค้าของเราจึงออกมาดี มีความโดดเด่นในเรื่องความสวยงามเหมือนจริง”

ที่สำคัญ คุณชาลิดาเป็นผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนละเมียดละไม ซึ่งเราจะเห็นได้จากความเหมือนจริงในเทียนหอมของกลุ่มที่ได้ออกแบบขึ้นมาด้วยความเอาใจใส่ในรายละเอียดเพื่อความเหมือนจริงและมีความปรารถนาที่จะให้ผู้ใช้ได้สัมผัสถึงความงามจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะนำไปตกแต่งที่มุมไหนของบ้านก็จะนำเอา ความหอม ความสดชื่น และเบิกบานใจ เข้าไปในบ้านด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้เทียนหอมเดชอุดมกลายเป็นสินค้าโอท็อปชั้นนำของจังหวัดอุบลราชธานี และกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงที่ต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับท่านที่สนใจสั่งซื้อ หรือต้องการเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเทียนหอมของกลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม ก็ติดต่อได้ที่ คุณชาลิดา พูลทรัพย์ บ้านเลขที่ 209/2 หมู่ที่ 8 ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของกลุ่ม หรือจะโทรศัพท์นัดหมายล่วงหน้าที่เบอร์ (045) 361-712 หรือ (090) 289-2664 รับรองว่า ท่านจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ดุจเสมือนญาติ อย่างแน่นอน

สกว. จัดเวทีเผยแพร่งานวิจัยเชิงนโยบาย หวังหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางด้วยวิจัยและนวัตกรรม ชี้อนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้ 4.0 จะเติบโตที่ ร้อยละ 3.1 โดยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีสัดส่วนที่ ร้อยละ 9 ของ จีดีพี ‘แฟชั่น’ สัดส่วนสูงสุด แต่ต้องเร่งติดอาวุธทางความคิดและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อสร้างมูลค่า

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเผยแพร่งานวิจัยเชิงนโยบายภายใต้การวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เรื่อง “การหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย และสำนักประสานงานการวิจัยการและพัฒนาชุด” การหลุดพันกับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. เพื่อเผยแพร่สร้างความเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบายในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

รองผู้อำนวยการ สกว. ระบุว่า มีหลายมิติที่เป็นสาเหตุหรือตัวฉุดให้ประเทศของเราไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เช่น คอร์รัปชั่น การศึกษา คุณภาพคน ความเหลื่อมล้ำในสังคม จึงจำเป็นต้องมีงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาโดยสร้างแพลทฟอร์มการออกแบบเชิงนโยบายให้เกิดนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่จะเป็น “หัวรถจักร” ของประเทศให้พ้นจากกับดักดังกล่าว ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนผลักดันให้สุดทางและมีงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ภาคนโยบายและภาคอุตสาหกรรมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีภาควิชาการเป็นตัวกลาง ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จะทำให้เห็นช่องว่างเชิงความรู้ที่ยังต้องการสร้างความรู้เพื่อไปขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่อไป

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงงานวิจัย “แนวคิดการคัดเลือกและผลักดันอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของไทยเพื่อผลักดันประเทศให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง” ว่า อนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้ 4.0 จะเติบโตที่ ร้อยละ 3.1 โดย 10 อุตสาหกรรมต้องการอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย ร้อยละ 7.2 ต่อปี เพื่อที่จะสร้างผลเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้เติบโตร้อยละ 3.9 ต่อปี ซึ่งจะทำให้อัตราเจริญเติบโตของไทยเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 4.7 ต่อปี และจะทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2579 หรือ ณ สิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามเป้าหมายของภาครัฐ

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ที่สำคัญและต้องระวังคือ การวางกรอบที่ยาวนานเกินไปและยึดติด 10 อุตสาหกรรมมากไป เพราะตีกรอบ 20 ปี สถานการณ์ในอนาคตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ สินค้า เทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่เคยมีความเหมาะสมอาจจะไม่เหมาะสมอีกต่อไป จึงควรเปิดโอกาสและปรับลดกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ตามสถานการณ์ความเหมาะสม นอกจากนี้ กรอบธรรมาภิบาลในการควบคุมการพัฒนาก็เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไปสู่เป้าหมาย ภาครัฐควรกำหนดเป้าหมายการพัฒนาของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมที่ชัดเจน เช่น เป้าหมายของการเติบโตของมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 5-7.2 ต่อปี

ข้อคำนึงถึงที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมควรจะมีความชัดเจนแน่นอน และมีความต่อเนื่องในระยะเวลาที่สมควร การเปลี่ยนแปลงทิศทางการสนับสนุนอุตสาหกรรมโดยปราศจากเหตุผลที่เหมาะสมจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการลงทุน ภาครัฐควรเปิดใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง และต้องระวังการแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ที่จะเข้ามาผลักดันการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ไม่มีศักยภาพหรือมีศักยภาพน้อย

ขณะที่ ผศ. ดร.พงษ์ธร วราศัย และคณะ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยถึง “ความสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อการผลักดันเศรษฐกิจไทย แนวคิดในการคัดเลือกอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป้าหมาย” พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีสัดส่วนที่ ร้อยละ 9 ของ จีดีพี โดยอุตสาหกรรมแฟชั่นมีสัดส่วนต่อ จีดีพี สูงสุด คิดเป็นมูลค่า 7 แสนล้านบาท รองลงมาคือ สื่อใหม่ และอุตสาหกรรมฝีมือและหัตถกรรม จากการวิเคราะห์ตัวทวีคูณพบว่า อุตสาหกรรมสื่อใหม่ (ซอฟต์แวร์) มีตัวทวีคูณสูงที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขณะที่แรงงานในเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีจำนวนทั้งสิ้น 1.89 ล้านคน ในระบบเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและหัตถอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังพบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมบริการงานสร้างสรรค์มีโอกาสเติบโตสูงสุดจากแบบจำลอง และจะช่วยให้ประเทศของเราหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางเร็วขึ้น 2 ปี อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่ใช่ผู้นำที่กำหนดทิศทางแฟชั่นโลก จึงควรจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจกับกลุ่มผู้ประกอบการและนักออกแบบอย่างต่อเนื่อง เช่น กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น สำหรับประเด็นท้าทายเชิงนโยบาย ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านกรอบความคิดและนวัตกรรม ต้องปรับความคิดของผู้ประกอบการและการเป็นองค์กรที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก เพราะเป็นหัวใจสำคัญต่อการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมองค์กรและกระบวนการในลำดับต้นๆ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจะเกิดเมื่อแรงงานมีทักษะ มีการบ่มเพาะประสบการณ์สะสม และผู้ประกอบการกำหนดทิศทางมุ่งสู่ตลาดโลกอย่างชัดเจน

คณะวิจัยยังระบุด้วยว่า การพัฒนาพื้นที่ทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องคำนึงถึงการกระจุกตัวและการกระจายตัว รวมถึงคุณลักษณะของแรงงานสร้างสรรค์ในพื้นที่ ทั้งนี้ กำลังแรงงานสร้างสรรค์ถือเป็นหัวใจสำคัญของทุนทางปัญญาและทุนทางวัฒนธรรม จึงต้องมีการผสานเทคโนโลยีเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เราต้องใส่ทุนทางปัญญาให้กับแรงงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ บ่มเพาะประสบการณ์จากการทำงานจริง อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนแรงงานยังไม่ใช่ปัญหาระนาบกว้างแต่เป็นปัญหาเรื่องสุขภาพที่ควรได้รับการแก้ไขและดูแลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมการสร้างทรัพยากรมนุษย์และทรัพย์สินทางปัญญา ติดอาวุธทางความคิด โดยเฉพาะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

ด้านผลงานวิจัย “การจัดทำแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีและการจัดทำแผนที่นำทาง กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ” โดย ดร.วรินธร สงคศิริ ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์ของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร และ นายถาวร รัตติทิวาพาณิชย์ นักวิเคราะห์โครงการสำนักประสานงานชุดโครงการอุตสากรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ พบว่าสถานการณ์เศรษฐกิจฐานชีวภาพในระดับนานาชาติ มีการคาดการณ์มูลค่าตลาดพลาสติกชีวภาพโลกจะเพิ่มขึ้น 203,300 ล้านบาท ในปี 2564 โดยปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีการผลิตและใช้สินค้าฐานชีวภาพมากกว่า 14,000 รายการ และรัฐบาลมีมาตรการบังคับให้หน่วยงานภาครัฐต้องซื้อสินค้าฐานชีวภาพ ขณะที่สหภาพยุโรปผลักดันสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพให้ได้ ร้อยละ 20 ในปี 2563

ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านวัตถุดิบ ทั้งแป้ง น้ำตาล เซลลูโลส ปาล์มน้ำมัน มีโอกาสสูงที่จะต่อยอด แต่เทคโนโลยียังล้าหลังพอสมควรเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างเร่งด่วนทั้งด้านองค์ความรู้เชิงลึก เทคโนโลยีการผลิตที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ การต่อยอดผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มีมูลค่าสูง ตลาดรองรับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แผนการตลาดในอนาคต บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนามาตรฐานให้รับรองเทคโนโลยีที่ผลิตได้ภายในประเทศ และระบบฐานข้อมูล

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมดำเนินการเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/2561 ปริมาณ 0.54 ล้านตัน จำนวน 80 คลัง ปรากฏว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติผู้เสนอซื้อเบื้องต้น ในการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/2561 มีผู้สนใจมายื่นซอง จำนวน 13 ราย โดยเป็นผู้เสนอซื้อสูงสุด จำนวน 11 ราย ใน 64 คลัง ปริมาณ 5.3 แสนตัน มูลค่าที่เสนอซื้อประมาณ 1,802 ล้านบาท ซึ่งมีราคาเสนอซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3,220 บาท/ตัน สำหรับชนิดข้าวที่มีผู้เสนอซื้อมากที่สุด คือ ข้าวขาว 5% ปริมาณ 3 แสนตัน คิดเป็น 56.44% รองลงมา คือ ข้าวเหนียวขาว 10% ปริมาณ 8 หมื่นตัน คิดเป็น 14.51%

“ผู้ประกอบการที่ชนะประมูลมีบริษัทที่เกี่ยวกับเอทานอล 6 ราย บริษัทที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิง 5 ราย บริษัทที่เกี่ยวกับปุ๋ย 1 ราย และบริษัทที่ทำเกี่ยวกับกรดมะนาว 2 ราย ซึ่งหลังจากนี้กรมจะดำเนินการสรุปผลการยื่นซองเสนอซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลเข้าที่ประชุมคณะทำงานการระบายข้าวและคณะอนุระบายข้าวก่อนเสนอให้ประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาให้ความเห็นชอบการจาหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐต่อไป โดยเหลือข้าวจากการระบายขายในครั้งนี้ทั้ง 2 กลุ่ม อีก 2 หมื่นตัน ซึ่งมีการระบายอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ไม่นัยยะสำคัญต่อตลาดเพราะมีปริมาณเพียงเล็กน้อย”

อย่างไรก็ตาม ข้าวที่นำออกมาระบายกลุ่มนี้เป็นการจำหน่าย เข้าสู่อุตสาหกรรม ซึ่งคณะกรรมการ นบข. ได้ให้ความสำคัญกับการกากับดูแลการนาข้าวในสต็อกของรัฐไปใช้ ในอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก โดยกำชับให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) คุมเข้มกากับดูแลให้ผู้ซื้อนาข้าวในสต็อกของรัฐไปใช้ในอุตสาหกรรมตามหนังสือรับรองตนเองที่แจ้งไว้โดยเคร่งครัด เพื่อป้องกันการรั่วไหลเข้าสู่ระบบการค้าปกติ ซึ่งหากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข มีการนาข้าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ปริมาณสต๊อกข้าวทางบัญชีมีอยู่ 18.70 ล้านตัน แต่ที่มีการตรวจนับจริงในช่วงรัฐบาลยุคคสช. มีปริมาณ 17.76 ล้านตัน และสามารถระบายตั้งแต่พ.ค. 2557 จนถึงปัจจุบัน ออกไปได้ในปริมาณ 16.89 ล้านตัน มูลค่า 145,909 ล้านบาท ส่วนต่างที่หายไปนั้นจะต้องให้ อ.ต.ก. และ อคส. ไปตรวจสอบตัวเลขปริมาณข้าวมา สำหรับการส่งออกข้าว ตั้งแต่ 1 ม.ค.-13 มิ.ย. 2561 สามารถส่งออกไปแล้ว 5.197 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7.51% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่สามารถส่งออกไปได้ 4.83 ล้านตัน ส่วนมูลค่า 2,636 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28% เทียบกันกับช่วงเดียวกันที่มีมูลค่า 2,059 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทุเรียนทอดกรอบ เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ พัฒนาการสู่สากล จัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารประเภทขบเคี้ยว (Snack) แบบไทยๆ ที่กำลังมาแรง เป็นที่นิยมของลูกค้าคนไทยและต่างชาติ

ทุเรียนทอดกรอบ ได้พัฒนาขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้านในจังหวัดจันทบุรี ประมาณปี 2534-2535 โดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรได้ทดลองนำทุเรียนหมอนทองที่แก่จัดไปลองทอดดู ตอนแรกๆ การแปรรูปทุเรียนทอดกรอบก็ยังไม่ลงตัวเป็นแบบลองผิดลองถูก เช่น เรื่องพันธุ์ทุเรียนอะไรที่ทอดแล้วให้ผลดีที่สุด วิธีการปอกเปลือกทุเรียน การเลือกขนาดความแก่ของทุเรียนว่าแก่หรือดิบหรือเกือบสุก จะทอดด้วยความร้อนขนาดไหน นานเท่าไร การหั่นชิ้นทุเรียนหนากี่มิลลิเมตร ปริมาณเนื้อทุเรียนที่นำลงทอดแต่ละครั้ง หั่นกักตุนไว้เลย แล้วทยอยทอดได้ไหม การเก็บรักษา

ชาวบ้านทำไปสังเกตไป ค่อยๆ ปรับปรุงองค์ประกอบและเทคนิควิธีการทอด จนกระทั่งได้องค์ความรู้ในจุดที่เหมาะสมลงตัว ได้ทุเรียนทอดกรอบมีลักษณะดีทั้งสีสัน ความกรอบ รสชาติอร่อยหวานมัน เก็บไว้ได้นาน การผลิตทุเรียนทอดกรอบมีขั้นตอนการผลิตที่ง่ายและไม่ยุ่งยากอะไร แถมสามารถเพิ่มมูลค่าจากทุเรียนสดได้มากถึง 100% จึงผลิตเป็นการค้าอย่างจริงจังและขยายสู่อุตสาหกรรมส่งออกถึงปัจจุบัน

จากภูมิปัญญาชาวบ้านสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

ภาคตะวันออกจะมีผลผลิตทุเรียนเข้าสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคม ของทุกปี โดยเฉพาะผลผลิตจะชุกมากช่วงกลางเดือนพฤษภาคม กลางเดือนมิถุนายน ราคาทุเรียนจะต่ำมาก ในอดีต รัฐบาลมักใช้เงินแทรกแซงราคาและสนับสนุนเงินหมุนเวียนให้กับสถาบันเกษตรกร กระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ และส่งเสริมการแปรรูปเป็นทุเรียนทอดกรอบและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ทุเรียยกวน ทุเรียนอบแห้ง ท็อฟฟี่ทุเรียน เป็นต้น

ทั้งนี้ กรรมวิธีการผลิตทุเรียนทอดกรอบของชาวบ้านในระยะที่ผ่านมามีการพัฒนาการผลิตจากภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างต่อเนื่องจนปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมการค้าอย่างเต็มที่

ชาวบ้านพบว่า การผลิตทุเรียนทอดกรอบต้องคัดเลือกทุเรียนที่มีความสุกแก่ระหว่าง 70-80% หากใช้ทุเรียนที่แก่ห่ามเกือบสุกมาทอดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล (brown) หรือสีน้ำตาลไหม้ เพราะปริมาณน้ำตาลของเนื้อทุเรียนที่มีมากขึ้น (แป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาล) และเมื่อน้ำตาลเจอความร้อนจะไหม้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
ช่วงแรกนั้นชาวบ้านใช้มีดหั่น จึงกะขนาดความหนาของแผ่นทุเรียนไม่สม่ำเสมอ จนกระทั่งมีการพัฒนา เครื่องหั่น (Slicer) ทำให้การกะขนาดความหนาของแผ่นทุเรียนสม่ำเสมอคงที่ สามารถหั่นทุเรียนได้รวดเร็วมากขึ้น จึงทอดได้เร็วและปริมาณมากขึ้น โดยใช้เวลาทำเท่ากับวิธีหั่นด้วยมือ

โดยทั่วไป ทุเรียนทอดกรอบมักมีกลิ่นเหม็นหืน เพราะปฏิกิริยา oxidation ทำให้เก็บไว้ได้ไม่นาน จึงมีเทคนิคการอบไล่น้ำมัน โดยใช้ตู้อบและ/หรือเตาอบไล่น้ำมันทั้งขนาดเล็กและตู้อบขนาดใหญ่เพื่อให้ทุเรียนทอดกรอบแห้งที่สุด ก่อนบรรจุถุงจำหน่าย หรือใส่ถุงใหญ่เก็บสต๊อค (Stock) ไว้ขายต่อไป
เนื่องจากประสบการณ์และวิธีการทอดทุเรียนของผู้ผลิตแต่ละรายแตกต่างกัน ทำให้ คุณภาพของสีทุเรียนทอดกรอบ มีความหลากหลายตั้งแต่ออกเหลืองซีด เหลือง เหลืองทอง และเหลืองออกน้ำตาลปนกันบ้าง เพราะ (ไม่คัดเกรด)

จึงมีการแต่งเติมสีเหลืองลงในน้ำมันปาล์มที่ใช้ทอด โดยใช้ขมิ้นผงเติมลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ทุเรียนทอดกรอบออกสีเหลืองทองน่ารับประทาน ซึ่งลูกค้าก็พอใจ เพราะยึดติดกับทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ว่าสีทุเรียนทอดกรอบต้องเหลืองทองด้วย

ในระยะแรกชาวบ้านผลิตทุเรียนทอดกรอบขายแบบเกรดผสม ทั้งชิ้นเล็ก กลาง ใหญ่ ใส่ปนกันและขายราคาเดียว ต่อมาก็มีการคัดเกรดทุเรียนทอดกรอบเป็น 3 เกรด (ขนาด) ชิ้นใหญ่ ชิ้นกลาง และชิ้นเล็ก (จิ๋ว) ราคาขายก็แตกต่างกันไปตามขนาดชิ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นทางเลือกให้ลูกค้าว่าต้องการขนาดแบบไหน เพราะจะมีกลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่งต้องการทุเรียนทอดกรอบแผ่นกลางและเล็ก (จิ๋ว เกรด C) ไปเป็นส่วนประกอบของอาหารอื่นๆ อีกทีหนึ่ง