กำนันบอกว่า การจัดการสวนต้องเน้นเอาใจใส่ หญ้าใช้เครื่องตัด

อย่างเดียวการดูแลศัตรูอื่นๆ ก็ไม่ใช้สารเคมีแต่อย่างใด ปุ๋ยใช้ปุ๋ยชีวภาพที่หมักเอง นอกจากประหยัดต้นทุนแล้ว ยังปลอดภัยต่อเจ้าของและผู้บริโภคอีกด้วย คุณณรงค์ ทูลสูงเนิน เกษตรอำเภอน้ำยืน บอกว่า คุณหนูจร เป็นเกษตรกรต้นแบบ เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เป็นตัวอย่างในการทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่นี่จะขยายพื้นที่ปลูกทุเรียน แก้วมังกร และลำไย

คุณหนูจร บอกว่า ปัจจุบันญาติพี่น้องเริ่มทำตามตัวเอง อย่างน้อยก็ 3-4 แปลง

เรื่องการขาย คุณอำนาจ บอกว่า มีรายได้ทุกวัน ลูกสะใภ้จะนำไปขายตามตลาดนัดที่มีหมุนเวียนทั่วอำเภอ เขายกตัวอย่างรายได้ วันที่ไปสัมภาษณ์ ตรงกับ วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 เขาบอกจะขายกล้วยได้ 500-600 บาท วันรุ่งขึ้น (12 พฤษภาคม 2560) ขายมะละกอฮอลแลนด์และเรดเลดี้ จะมีรายได้ราว 1,000 บาท

“ตลาดไม่ต้องห่วง แม่ค้าที่ห้อยขายตามทางเขาต้องการมาก แต่ไม่มีให้เขา บางครั้งมาเหมาไปหมด เขามาเอาเอง เขาบอกมีเท่าไรจัดเตรียมไว้” คุณหนูจร บอก

ถนนสายเดชอุม-น้ำยืน ริมถนน มีผู้ค้าขายผลไม้อยู่ริมถนน มักแวะมาซื้อผลผลิตจากคุณหนูจรเสมอ แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ นายสุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ชาวสุโขทัย เปิดเผยว่า อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพของบรรพบุรุษ เนื่องจากพ่อ แม่และญาติพี่น้องส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประกอบกับมีใจรักในการเกษตร อยากปลูกผักปลอดสารพิษ ไว้บริโภคเอง เหลือจากแบ่งปันให้เพื่อนบ้านก็แบ่งจำหน่าย จึงได้ศึกษาจากแปลงที่ประสบผลสำเร็จ แล้วได้ดำเนินกิจกรรมไร่นาสวนผสมด้วยตนเอง โดยในระยะแรก ทำในพื้นที่ของครอบครัวเป็นหลัก

หลังจากได้สมรสก็ได้ลงมือทำในกิจกรรมของตนเองอย่างเต็มที่ ได้นำความรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง และดูแบบอย่างที่ประสบผลสำเร็จมาปรับใช้ในแปลง ของตนเอง มีการเพิ่มเติมกิจกรรมเรื่อยมา เน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจกรรมมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ลดต้นทุน โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน ด้วยการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดความเสี่ยงและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ตื่นมาไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายนอกบ้าน แต่กลับกันทำให้เรามีรายได้ทุกวันจากผลผลิตที่ปลูกและเลี้ยงไว้ ทั้งผักสดปลอดสารพิษ กบ ปลา ไข่ไก่ ชาวบ้านสามารถมาเดินเก็บ หรือจับขึ้นมาชั่งกิโลเองได้เลย นี่คือแนวคิดใหม่ในการจำหน่ายสินค้า

การผลิตลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีรายได้ต่อเนื่องและยั่งยืน เน้นการทำการเกษตรปลอดสารพิษ มีการใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจากกลุ่ม ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่สำคัญมีบ่อเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคและเพื่อการเกษตรได้ตลอดปี ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้แปลงไร่นาสวนผสมตัวอย่างของเกษตรกรในชุมชนและข้างเคียง และได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก และสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชนอีกด้วย

“เราต้องเปลี่ยนเรือกสวนไร่นาให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้า เพื่อให้คนมาเดินซื้อหาได้เอง เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการเก็บ และเสียเวลาในการนำผลผลิตออกไปขาย โดยได้มีการจัดสรรที่ดินของตัวเองที่มีอยู่ประมาณเกือบ 30 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ ทำนาข้าว 20 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นสวนผสม ปลูกผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ ไผ่ ขุดบ่อเลี้ยงกบ หอยขม ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาบึก ปลาแรด ปลาสวาย ปลานิล ปลาทับทิม ปลาคาร์ฟ สระบัว ผักบุ้ง รวมทั้งเลี้ยงห่าน นกกระทา ไก่ไข่ ไก่พันธุ์สวยงาม เช่น ไก่ญี่ปุ่น ไก่มินิโคชิน ไก่ซิลกี้ ไก่อียิปฟายูมิ ไก่เหลืองหางขาว ไก่บาร์ม่า ไก่โปรแลน ไก่ดำมองโกลเลีย ไก่ไข่เล็กฮอนขาวหงอนจักร และไก่ไข่บาร์พลีมัทล๊อค นอกจากนี้ยังมีเลี้ยงปูนาในวงบ่อ กิ้งกือ-ไส้เดือนไว้ผลิตปุ๋ย และเลี้ยงมดแดงบนต้นมะม่วง” คุณสุทิน กล่าว

เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งชันโรง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี รวมกลุ่มแปลงใหญ่ผลิตน้ำผึ้งชันโรง หวังส่งเสริมให้คนไทยรู้จักและรับประทานน้ำผึ้งชันโรงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งป้อนตลาดต่างประเทศที่ปัจจุบันมีแนวโน้มความต้องการน้ำผึ้งจากชันโรงสูงขึ้น เผยการทำการเกษตรในรูปแปลงใหญ่สามารถช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งชันโรงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรงและทำตลาดได้อย่างยั่งยืน

นายสวัสดิ์ จิตตเจริญ ประธานแปลงใหญ่ชันโรง อ.มะขาม จ.จันทบุรี เกษตรกรผู้เลี้ยงและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากชันโรง กล่าวว่า ปัจจุบันการเลี้ยงผึ้งชันโรงใน อ.มะขาม จังหวัดจันทบุรี ถือเป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีการเลี้ยงผึ้งชันโรงที่ใหญ่ที่ของประเทศ โดยหัวใจสำคัญในการเลี้ยงนั้นก็เพื่อไว้ให้ชันโรงช่วยผสมเกสรในสวนไม้ผล ทำให้ไม้ผลติดดอกออกผลได้ดีมีคุณภาพ ส่วนน้ำผึ้งของชันโรงก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งคุณภาพสูงที่ขายได้ราคาดีกว่าน้ำผึ้งจากผึ้ง ซึ่งถือเป็นรายได้เสริมที่ดีของเกษตรกรอีกทางหนึ่ง โดยที่ผ่านมาการขายน้ำผึ้งชันโรงของเกษตรกรที่พื้นที่แห่งนี้จะผลิตและขายโดยไม่ได้มีการรวมกลุ่มกัน ซึ่งก็สามารถทำตลาดได้ดี มีเท่าไรก็ขายหมด เนื่องจากการปริมาณการเลี้ยงชันโรงยังคงมีไม่มากนัก จึงทำให้ผลผลิตที่ได้ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่เมื่อช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่ชันโรงในพื้นที่ อ.มะขาม จ.จันทบุรี จำนวน 50 ราย โดยแต่ละรายมีพื้นที่เลี้ยงเฉลี่ย 10 ไร่/คน สามารถผลิตน้ำผึ้งจากชันโรงเฉลี่ย 150 มิลลิลิตร/รัง โดยมีต้นทุนการผลิต 1,200 บาทต่อรัง ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าผลผลิตจากชันโรงจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่การเตรียมพร้อมเข้าสู่การพัฒนาและการทำตลาดอย่างยั่งยืนการกลุ่มแปลงใหญ่ตามนโยบายของภาครัฐนับเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยให้ในอนาคตที่ผลผลิตน้ำผึ้งชันโรงมีปริมาณมากขึ้นมีการรวมกลุ่มกันทำตลาดสร้างอำนาจการต่อรองให้กับเกษตรกรได้

โดยภาครัฐโดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตรได้วางเป้าหมายการผลิตไว้ โดยเน้นให้สมาชิกขยายปริมาณการเลี้ยงให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตจากชันโรงมากขึ้น และสามารถนำผลผลิตมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้มากยิ่งขึ้น พร้อมกับส่งเสริมให้คนไทยรู้จักและหันมาบริโภคให้มากขึ้นไปพร้อมๆ กัน

“อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการเลี้ยงชันโรงยังมีปัญหาและข้อจำกัดคือปริมาณการผลิตชันโรงของสมาชิกยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของการตลาด พืชอาหารของชันโรงมีปริมาณไม่เพียงพอทำผลผลิตชันโรงลดลง ประกอบกับที่ผ่านมาเกษตรกรที่เลี้ยงชันโรงส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยและไม่สามารถหาตลาดขายผลผลิตได้ แต่หลังจากที่มีการรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ ก็มีการรวบรวมผลผลิตเพื่อแปรรูปและขายมากขึ้น เกษตรกรรายย่อยที่เดิมไม่รู้จะนำผลผลิตไปขายที่ไหนก็นำมาส่งคนที่มีตาดขายประจำ ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ”นายสวัสดิ์ กล่าว

ทั้งนี้กลุ่มได้วางแนวทางพัฒนาการพัฒนาการเลี้ยงชันโรง เบื้องต้นได้มีการจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรกรายแปลง และปริมาณการผลิตของสมาชิก วางแผนการเพิ่มปริมาณการลี้ยงชันโรงให้มากขึ้น ด้วยการพัฒนาความรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากชันโรง และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยในการผสมเกสรในไม้ผลเพื่อเพิ่มผลผลิตเป็นหลัก และสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรด้วยการขายน้ำผึ้งชันโรง แต่ด้วยการรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ชันโรงเพิ่งเริ่มต้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะนี้จึงมีผลการดำเนินงานที่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก แต่เชื่อว่าโครงการแปลงใหญ่จะสามารถพัฒนาการเลี้ยงชันโรงให้ดีและมีความยั่งยืนในทุกๆ ด้านได้

ลำไย เป็นหนึ่งในไม้ผลทำเงินที่ขายดีในยุคนี้ ต้นลำไยมักให้ผลผลิตในช่วงฤดู ตั้งแต่เดือน มิถุนายน – กันยายนของทุกปี แต่ลำไยรุ่นนี้ มักเสี่ยงเจอปัญหาผลผลิตล้นตลาดและขายในราคาถูก หากใครอยากขายลำไยได้ราคาสูง ต้องผลิตลำไยนอกฤดู ออกขายในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพราะตลาดมีปริมาณความต้องการสูง มีโอกาสขายทำกำไรได้ก้อนโต เนื่องจากลำไย เป็นผลไม้มงคลที่คนจีนนิยมใช้เซ่นไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั่นเอง

การทำลำไยนอกฤดู แต่ละรอบ ต้องใช้เวลาวางแผนการผลิตล่วงหน้ากันข้ามปี โดย 4-5 เดือนแรก ต้องเตรียมตัวดูแลตัดแต่งกิ่งบำรุงต้น หลังจากราดสารจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้องใช้เวลาดูแลอีก7 เดือนเต็ม ซึ่งช่วงเวลาปีเศษ ในการเฝ้าบำรุงรักษาลำไยนอกฤดู ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากสวนลำไยเจอโรคแมลงรบกวน ผลผลิตเสียหาย เสี่ยงกับการขาดทุนได้ ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกลำไยจึงควรเรียนรู้โรค-แมลงศัตรูพืชสำคัญในสวนลำไย รวมทั้งแนวทางป้องกัน เพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาขาดทุนในอนาคต

แมลงค่อมทอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hypomeces squamosus Fab. มักเข้าทำลายกัดกินใบอ่อนและดอกลำไย ทำให้ต้นลำไยเสียหาย ชะงักการเจริญเติบโต มักพบการแพร่ระบาดของแมลงค่อมทองได้ง่ายช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์- มีนาคม หลังจากนั้นจะพบเห็นแมลงค่อมทองน้อยลงในเดือนเมษายน และพบน้อยมากระหว่างฤดูฝน

แมลงค่อมทอง จัดอยู่ในกลุ่มด้วงปีกแข็ง ตัวสีเหลืองถึงเขียวอ่อน มีปากกัดกินเป็นงวงยื่นเห็นได้ชัด ชอบอาศัยอยู่ใต้ใบเวลาถูกตัวหรือได้รับความกระเทือนจะทิ้งตัวลง ตัวแก่จะวางไข่ไว้ในดินเมื่อฟักและเจริญเป็นตัวหนอนจะอาศัยกินราก พืชอยู่ในดินและเป็นดักแด้อยู่ในดินจนกระทั่งเจริญเป็นตัวแก่ จะออกมากัดกินพืชและทำการผสมพันธุ์ต่อไป ระยะเป็นไข่กินเวลา 10 – 11 วัน ระยะหนอนอยู่ในดินนาน 5 – 6 เดือน ระยะเป็นดักแด้ 14 – 15 วัน

วิธีการป้องกันกำจัดแมลงค่อมทอง เริ่มจาก เขย่าต้นให้แมลงหล่นลงไปแล้วนำไปทำลาย โดยใช้ยาฆ่าแมลงพวกคาร์บาริล ในอัตรา 30 – 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาเมท (แลนเนท) ในอัตรา 10 – 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หากพบการแพร่ระบาดมาก แนะนำให้ใช้ยาโมโนโครโตฟอส ในอัตรา 15 – 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร

ผีเสื้อมวนหวาน ( Fruit piercing moth ) ทางภาคเหนือเรียกว่า “กำเบ้อแดง” มักพบการแพร่ระบาดในระยะที่ผลลำไยเริ่มแก่และใกล้เก็บเกี่ยว ผีเสื้อมวนหวาน ทำลายผลผลิตโดยใช้ปากเจาะแทงเข้าไปในผลไม้ที่ใกล้สุก ทำให้ผลลำไยหลุดร่วงภายใน 3 – 4 วัน ผลลำไยร่วงเมื่อนำมาบีบจะมีน้ำหวานไหลเยิ้มออกมาตามรูที่ถูกเจาะ ส่วนเนื้อในลำไยจะเน่าเสีย จากเชื้อโรคหรือเชื้อยีสต์เข้าทำลาย ผีเสื้อมวนหวาน ออกหากินในเวลากลางคืน โดยเฉพาะช่วงระยะเวลา 20.00 – 24.00 น.

ตัวเต็มวัยของผีเสื้อมวนหวาน เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดใหญ่ ปีกคู่หน้ามีสีน้ำตาลปนเทา ปีกคู่หลังมีสีเหลืองส้ม ขอบปีกด้านนอกสีดำ และกลางปีกมีแถบสีดำคล้ายรูปพระจันทร์เสี้ยวข้างละ 1 อัน เมื่อกางปีกทั้งสองข้างมีขนาดประมาณ 8.5-9.0 เซนติเมตร ไข่ ผีเสื้อวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ บนใบพืชได้ประมาณ 200-300 ฟอง ไข่มีลักษณะทรงกลมสีเหลืองอ่อน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.0 มิลลิเมตร ระยะไข่ 2-3 วัน

ตัวอ่อน ที่ฟักออกจากไข่จะมีสีเขียวใสยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร หนอนมี 7 ระยะ เมื่อหนอนโตเต็มที่จะมีสีน้ำตาลปนดำ ด้านข้างของท้องปล้องที่ 2 และ 3 จะมีลายวงกลมสีขาวและส้ม นอกจากนี้ ยังมีจุดขาวแดงอมส้ม และฟ้าซึ่งเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วตัว ระยะหนอน 12-21 วัน ดักแด้ หนอนจะนำใบพืชมาห่อหุ้มตัวแล้วเข้าดักแด้อยู่ภายใน ระยะดักแด้ 10-12 วัน

พืชอาหารของผีเสื้อมวนหวาน ในระยะหนอน คือ ใบย่านาง ใบข้าวสาร และใบบอระเพ็ด ส่วนระยะตัวเต็มวัย พืชอาหารสุดโปรดของ ผีเสื้อมวนหวาน คือ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะนาว เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง องุ่น กล้วย ลางสาด ลองกอง พุทรา มังคุด และไม้ผลอื่น ๆ

แนวทางป้องกันกำจัด ผีเสื้อมวนหวาน ทำได้หลายวิธี ได้แก่

กำจัดวัชพืช และพืชอาหารในระยะหนอน เช่น ใบย่านาง ใบข้าวสาร ที่อยู่ในบริเวณแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัย และเป็นอาหารของหนอน
ใช้กับดักแสงไฟ black light ล่อตัวเต็มวัย ในช่วง 20.00-22.00 น. เป็นช่วงที่ตัวเต็มวัยออกหากินมากที่สุด หากพบผีเสื้อมวนหวานให้ใช้มือจับ หรือสวิงโฉบ อย่างไรก็ตามผลไม้ก็ได้ถูกผีเสื้อเจาะทำลายไปแล้ว การจับผีเสื้ออาจจะลดประชากรลงในฤดูกาลต่อไป
ใช้เหยื่อพิษล่อตัวเต็มวัย โดยใช้ผลไม้สุกที่มีกลิ่นหอม เช่น ลูกตาลสุก หรือสับปะรดตัดเป็นชิ้นๆ หนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วจุ่มในสารฆ่าแมลง carbaryl ( Sevin 85% WP) อัตรา 2 กรัมผสมน้ำ 1 ลิตรแช่ทิ้งประมาณ 5 นาที นำเหยื่อพิษไปแขวนไว้ที่ต้น

มวนลำไย ( Longan Stink Bug ) ชาวบ้านนิยมเรียกว่า แมลงแกง, แมงแคง แมลงชนิดนี้ สร้างความเสียหายให้กับแหล่งปลูกลำไย โดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนทำให้ยอดอ่อนและใบอ่อนแห้งเหี่ยว ดอกเสียหาย ไม่ติดผลหรือทำให้ผลร่วงหล่นตั้งแต่ผลอ่อน

มวนลำไย ที่เป็นตัวเต็มวัย มีสีน้ำตาลปนเหลือง รูปร่างลักษณะคล้ายโล่ มีขนาดยาวประมาณ 25 – 31 ซม. และส่วนกว้างประมาณ 15 – 17 ซม. ตัวเต็มวัยตัวเมียวางไข่เป็นกลุ่มตามใบหรือเรียงตามก้านดอก ไข่กลุ่มหนึ่งจะมีจำนวนโดยเฉลี่ย 14 ฟอง ไข่จะฟักออกมาเป็นตัวอ่อนประมาณ 7 – 14 วัน ตัวอ่อนจะมีสีแดงมีการลอกคราบ 5 ครั้ง ระยะตัวอ่อนกินเวลาประมาณ 61 – 74 จึงจะเจริญออกมาเป็นตัวเต็มวัย “แตนเบียนไข่ ” คือ ศัตรูธรรมชาติของมวนลำไย โดยจะเป็นตัวทำลายไข่ ของมวนลำไยในธรรมชาติ

แนวทาง ป้องกันกำจัด มวนลำไย ได้แก่ 1. ตัดแต่งกิ่งลำไยไม่ให้ต้นหนาจนเกินไป จนเป็นที่หลบซ่อน และพักอาศัยของตัวเต็มวัย 2. จับตัวเต็มวัย ตัวอ่อน และไข่ไปทำลาย 3. ถ้าพบระบาดมากใช้ยาฆ่าแมลงพวก โมโนโครโตฟอส ฉีดพ่นในอัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือยาฆ่าแมลงคาร์บาริล อัตรา 45 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ช่วงเวลาที่ลำไยกำลังเกิดช่อดอกและติดผล ซึ่งช่วงดังกล่าว จะพบทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย สำหรับยาฆ่าแมลงพวกคาร์บาริลจะใช้ได้ผลดีในระยะที่แมลง เป็นตัวอ่อนในวัย 1 – 2 เท่านั้น ถ้าพ่นในวัยอื่นจะไม่ได้ผล

ด้วงหนวดพู่ (Long-horned beetle) หรือเรียกว่า ด้วงหนวดยาวทหาร วงจรชีวิตของด้วงหนวดพู่ หนอนที่ฟักใหม่สีขาวครีม เริ่มกัดกินไชชอนใต้เปลือกไม้ ถ่ายมูลออกมาเป็นขุยไม้ติดอยู่ภายนอกเป็นระยะๆ ตามเส้นทางที่หนอนไชชอนอยู่ใต้เปลือกไม้ หนอนโตเต็มที่มีขนาดยาว 8 – 10 เซนติเมตร ระยะหนอน 280 วัน จากนั้นจะเริ่มเจาะเข้าเนื้อไม้แข็ง หดตัวและเข้าดักแด้ เป็นตัวเต็มวัยใช้เวลา 24 – 29 วัน

ด้วงหนวดพู่ ที่เป็นตัวเต็มวัย มีขนาดเล็กไม่ถึงหัวนิ้วโป้งมือ แต่สามารถทำลายต้นไม้ตายได้ โดยกัดกินไชชอนจากเปลือกไม้ สู่เนื้อไม้ เจาะทำลายไม้ขนาดใหญ่ให้ตายได้ภายในไม่กี่เดือน พืชอาหารของด้วงหนวดยาว มีหลากหลาย เช่น ต้นสนทะเล สนประดิพัทธ์ พะยูง นนทรี ตะแบก ยูคาลิปตัส อินทนิลน้ำ กุหลาบ รวมทั้ง ลำไย ลักษณะการทำลายต้นลำไย ตัวแก่ของด้วงหนวดพู่จะกัดแทะผิวเปลือก ก้านช่อใบ ทำให้ช่อใบแห้ง รวมทั้ง เจาะกิ่ง และลำต้นทำให้กิ่งแห้ง

แนวทางป้องกันและกำจัด ด้วงในระยะหนอน แนะนำให้ใช้ imidacloprid (Confidor 100SL 10%SL) acetamiprid (Molan 20%SP) และ thiametoxam (Actara 25% WG) อัตรา 30 มิลลิลิตร 30 และ 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร จะได้ผลดีในการกำจัด ส่วนระยะไข่ หากฉีดพ่นสาร dinotefuran (Starkle 10%WP) อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ก็ได้ผลดีเช่นกัน

โรคพุ่มแจ้หรือไม้กวาดแจ้

โรคพุ่มแจ้ หรือไม้กวาดแจ้(witches’ broom) ซึ่งเกิดจากเชื้อมายโคพลาสม่า (mycoplasma) ระบาด ลักษณะอาการเหมือนพุ่มไม้กวาดลำไยที่เป็นโรครุนแรงจะโทรม เมื่อออกดอกติดผลน้อยพันธุ์ลำไยที่อ่อนแอต่อโรคนี้เคยพบในพันธุ์เบี้ยวเขียวก้านอ่อน ต้นลำไยที่ติดโรคชนิดนี้จะมี อาการปรากฎที่ส่วนยอดและส่วนที่เป็นตา โดยเริ่มแรกใบยอดแตกใบออกเป็นฝอย มีลักษณะเหมือนพุ่มไม้กวาด ใบมีขนาดเล็กเรียวยาว ใบแข็งกระด้างไม่คลี่ออก กลายเป็ยกระจุกสั้นๆขึ้นตามส่วนยอด หากยอดที่เป็นโรคเมื่อถึงคราวออกช่อดอก ถ้าไม่รุนแรงก็จะออกช่อชนิดหนึ่งติดใบบนดอกและช่อสั้นๆ ซึ่งอาจติดผลได้ 4-5 ผลถ้าเป็นโรครุนแรงต้นจะออกดอกติดผลน้อย พันธุ์ลำไยที่อ่อนแอต่อนโรคนี้คือพันธุ์เบี้ยวเขียวก้านอ่อน

โรคพุ่มแจ้ หรือไม้กวาดแจ้ สามารถแพร่ระบาดได้ทางกรรมพันธุ์คือ สามารถแพร่ระบาดไปโดยการตอนกิ่งลำไยจากต้นที่เป็นโรค โรคนี้มีแมลงพวกเพลี้ยจั๊กจั่นสีน้ำตาลเป็นพาหะนำเชื้อโรคไปสู่ต้นอื่นๆ ได้

แนวทางป้องกันและกำจัด โรคพุ่มแจ้ ได้แก่

คัดเลือกกิ่งพันธุ์จากต้นที่ไม่เป็นโรคไปปลูก
ป้องกันแมลงจำพวกปากดูดพวกเพลี้ยจั๊กจั่นสีน้ำตาล โดยใช้สารเคมีเช่น ฟอสซ์ อัตรา 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ มิพซิน อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือลอร์สแมน อัตรา 80 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
สำหรับต้นที่เป็นโรคถ้าเป็นไม่มาก ควรตัดกิ่งที่เป็นโรคนำมาเผาทำลายซึ่งชาวสวนจะต้องพร้อมใจกันและกำจัดทุกๆ สวน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่ระบาด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคแมลงศตรูพืชในขณะนี้พบว่าในพื้นที่จังหวัดราชบุรี อำเภอจอมบึง และอำเภอโพธาราม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกอ้อย ที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งในภาคตะวันตกและจังหวัดใกล้เคียง ได้มีการพบว่ามีศัตรูพืช คือ ตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส เข้าทำลายแปลงอ้อย เนื่องจากช่วงนี้ตัวอ่อนของตั๊กแตนไฮโรไกลฟัสเริ่มฟักออกจากไข่ ดังนั้นเกษตรกรชาวไร่อ้อยจึงควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตอ้อย และหากพบว่าพื้นที่ใดมีการระบาดของตั๊กแตนไฮโรไกลฟัสที่เข้าทำลายอ้อยให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านดำเนินการควบคุมโดยทันที

สำหรับรูปร่างลักษณะตัวเต็มวัยของตั๊กแตนไฮโรไกลฟัสเป็นตั๊กแตนที่มีขนาดกลางยาว 3-5 เซนติเมตร มีสีเหลืองปนเขียวหรือน้ำตาลปนเหลืองน้ำตาลแก่ ตัวอ่อนมีสีต่างๆ กัน เช่น เขียวอ่อน เหลืองอ่อน น้ำตาลแดงและดำทั้งตัว หน้ามีสีดำ ใต้ท้องมีสีดำตลอดตัว วงจรชีวิตของตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส การผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม เป็นช่วงปลายฤดูฝน ไข่จะฟักตัวอยู่ในดินตลอดฤดูแล้ง อยู่ในดิน 7-8 เดือน ลักษณะไข่คล้ายเมล็ดพุทรา เปลือกหุ้มไข่แข็งมีทั้งชนิดรูปกลมและรี ตัวเมียวางไข่ได้ 3 – 4 ฝัก (1 ฝัก มีไข่จำนวน 30-60 ฟอง) ฟักออกเป็นตัวอ่อนช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน และจะเริ่มเป็นตัวเต็มวัยช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน ของทุกปี โดยที่ตั๊กแตนไฮโรไกลฟัสจะขยายพันธุ์ปีละ 1 ครั้ง

ส่วนลักษณะการทำลายพบการระบาดของตั๊กแตนตั้งแต่วัยที่ 4 โดยเข้าทำลายใบอ้อยจนเหลือแต่ก้านใบ ลักษณะการเข้าทำลายเหมือนตั๊กแตนปาทังก้า คือ จะกัดกินเนื้อใบอ้อยเหลือก้านใบ ไร่อ้อยถูกทำลายอย่างหนักมองเข้าไปเห็นแต่ก้านใบลักษณะคล้ายแส้ ตั๊กแตนชนิดนี้สามารถกินพืชได้หลายชนิด เท่าที่ได้สำรวจพบว่า ข้าว อ้อย ข้าวโพด ฝ้าย ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หญ้าคา แฝก สาบเสือ พง อ้อ ไผ่ หญ้าใบไผ่ หญ้าตีนติดใบมันสำปะหลัง ละหุ่ง ปอแห้ว ใบมะพร้าว ใบข่า ใบสับปะรด และใบตะไคร้ เป็นต้น

ซึ่งการป้องกันกำจัดตั๊กแตนไฮโรไกลฟัสนั้น เกษตรกรควรหมั่นดูแลแปลงอ้อยด้วยการไถพรวนดินเพื่อทำลายไข่ก่อนที่ไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อน โดยทำการไถบริเวณที่ตั๊กแตนวางไข่ จากนั้นก็กำจัดวัชพืชที่อยู่หัวไร่ปลายนาเพราะอาจเป็นที่อยู่อาศัยของตัวอ่อนของตั๊กแตนไฮโรไกลฟัสได้ สำหรับวิธีการกำจัดตั๊กแตนไฮโรไกลฟัสในระยะตัวอ่อน สามารถทำได้โดยการใช้สารเคมี ได้แก่ คาร์บาริล 85% EC อัตรา 25 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือกำจัดด้วยไดอะซินอน 60% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือใช้สารฟิโปรนิล 5% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร กำจัดตัวอ่อนของด้วงหนวดยาวในแปลงที่พบการทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อยร่วมด้วย แต่หากพบว่ามีการระบาดอย่างรุนแรงของตั๊กแตนก็ให้ใช้วิธีการกำจัดด้วยกับดักเหยื่อพิษ โดยผสม czrtap hydrochloride 50% SP อัตรา 20 กรัม เกลือแกง -จ กรัม Ammonium bicarbonate อัตรา 30 กรัม สารจับใบ และน้ำ 1 ลิตร และนำกระดาษขนาด 11 x 15 เซนติเมตร ชุบสารละลายให้โชกและพึ่งลมให้แห้งและนำกระดาษไปวางไว้ที่ร่องระหว่างต้นอ้อย

อย่างไรก็ตามนอกจากการใช้สารเคมีแล้วเกษตรกรควรมีการเก็บทำลายโดยตรง เริ่มจากการสำรวจตรวจสอบใบอ้อยในไร่ เมื่อพบตั๊กแตนกำลังกินให้เก็บตัวตั๊กแตนแล้วนาไปทำลาย หรือนำไปเป็นอาหาร จากนั้นจึงพ่นด้วยสารชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น เมตตาไรเซียม หรือบิวเวอเรีย และใช้แมลงศัตรูธรรมชาติแก้ปัญหาร่วมด้วยไปพร้อมกัน ได้แก่ วิธีการใช้แมลงหางหนีบซึ่งเป็นศัตรูของตั๊กแตนไฮไลไกลฟัสในการกำจัดอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้การควบคุมมีประสิทธิภาพสามารถกำจัดไข่ตั๊กแตนไฮไลไกลฟัสให้หมดไปได้

สาหร่ายทะเลได้ถูกนำมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ มากมายตามภูมิปัญญาของคนที่อยู่ริมชายฝั่งทะเล หรือบนเกาะ ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนขึ้นชื่อในเรื่องเมนูอาหารที่ทำจากสาหร่ายเนื่องจากชาวจีนและญี่ปุ่นนิยมรับประทานอาหารที่ปรุงจากสาหร่าย ในการบริโภคส่วนใหญ่จะเป็นการบริโภคสาหร่ายแห้งที่ผ่านกรรมวิธีมาแล้ว เช่น ข้าวห่อสาหร่ายของญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันคนไทยคุ้นเคยกันดีเพราะมีการจำหน่ายกันแพร่หลายแม้ในตลาดนัด ส่วนสาหร่ายที่ชาวไทยรู้จักกันดีของชาวจีนคือ จี๋ฉ่าย ที่นำมาทำแกงจืดสาหร่ายรับประทานกันอยู่ทั่วไป

ส่วนในประเทศไทยสาหร่ายทะเลเป็นเมนูอาหารที่มีรับประทานทางภาคใต้และภาคตะวันออกมาเนิ่นนานแล้ว เช่น ยำสาหร่าย ชุบแป้งทอด หรือนำมาจิ้มรับประทานกับน้ำพริก สาหร่ายบางชนิดผ่านการอบแห้ง เช่น สาหร่ายผมนาง สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานและนำมาปรุงอาหารได้สะดวกกว่าเดิม ส่วนสาหร่ายที่นำมาเป็นขนมในซองสำเร็จรูปก็เป็นที่นิยมของผู้บริโภคจนเจ้าของขึ้นแท่นเป็นเถ้าแก่

สาหร่ายเม็ดพริกหรือสาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายทะเลที่นำมารับประทานสด สมัยก่อนต้องอาศัยเก็บจากชายหาดเมื่อถูกคลื่นซัดมาจากทะเล ซึ่งมีในบางฤดูเท่านั้น ปัจจุบันสาหร่ายเม็ดพริกสามารถเพาะเลี้ยงแล้ว ในสาหร่ายจะมีแมกนีเซียมช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแคลเซียมที่บำรุงกระดูก ไอโอดีนป้องกันและรักษาโรคคอพอก สังกะสีที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และมีเบต้าแคโรทีนช่วยต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายอย่าง ไขมันในสาหร่ายมีอยู่ในปริมาณต่ำให้พลังงานเพียงเล็กน้อยแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหมาะสำหรับผู้ป่วย ความดันสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน

เมื่อก่อนสาหร่ายเม็ดพริกมักนำมารับประทานกับน้ำพริก ต่อมาร้านอาหารริมทะเลได้นำมาดัดแปลงเป็นส้มตำสาหร่าย มีโอกาสได้ชิมมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาได้ศึกษาในรายละเอียดเอามาให้อ่านกัน คราวนี้มีโอกาสเจอเกษตรกรคนทำจริงจึงนำมาเสนอ คุณจีระศักดิ์ มุสิแดง เป็นเจ้าของฟาร์มสาหร่ายชื่อ นายหัวฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ชายหาดท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหาดท้ายเหมือง

คุณจิระศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า Genting Club จบการศึกษาทางด้านวิศกรโทรคมนาคม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ทำงานด้านโทรคมนาคมในกรุงเทพฯ มา 6 เดือน รู้สึกอึดอัดกับชีวิตในเมือง อยากมีธุรกิจของตัวเอง มีโอกาสได้ดูการเลี้ยงสาหร่ายของญี่ปุ่นในสื่อออนไลน์จึงเกิดความชอบ ไม่นึกว่าในประเทศไทยมีการเลี้ยงเหมือนกัน ต่อมาได้เจอเพจของประมงชายฝั่ง จังหวัดเพชรบุรี เปิดอบรมการเลี้ยงสาหร่ายหางกระรอกหรือที่จังหวัดพังงาเรียกสาหร่ายเม็ดพริก จึงสมัครเข้าอบรมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 มานี้เอง ใช้เวลา 1 วันเต็ม ได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ในฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริที่จังหวัดเพชรบุรี

หลังจากผ่านการอบรมมาก็ได้เริ่มหาฟาร์มเลี้ยง โดยได้เช่าที่หน้าหาดท้ายเหมืองซึ่งเป็นบ่อเพาะพันธุ์กุ้งเก่า บนพื้นที่ประมาณ 50 ตารางวา แล้วจึงยื่นใบลาออกจากบริษัทมาทำเต็มตัว ได้มาปรับปรุงระบบน้ำ ระบบไฟ และโครงสร้างอื่นหมดเงินไปประมาณ 150,000 บาท ลองผิดลองถูกมาจนประสบผลสำเร็จ

จากการศึกษาการเลี้ยงสาหร่ายในบ่อดิน จำเป็นต้องมาประยุกต์เลี้ยงในบ่อปูน ซึ่งต้องเปลี่ยนวิธีการหลายอย่าง การเตรียมบ่อเริ่มจากการสูบน้ำเข้าให้เต็มบ่อปูนขนาดความกว้าง 3.5 เมตร ยาว 4 เมตร ระดับน้ำสูงประมาณ 1-1.5 เมตร ใส่คลอรีนฆ่าเชื้อ 5 ช้อนโต๊ะ ซึ่งบรรจุน้ำประมาณ 12 คิวบิกเมตร ขนาดของบ่อแล้วแต่สภาพพื้นที่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญนัก แต่ระดับน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ใช้เครื่องให้ออกซิเจนตีน้ำไว้ 1 คืน โดยเดินท่อพีวีซี 2 แถวไว้ที่พื้นบ่อ เจาะรูขนาด 1 มิลลิเมตร ไว้ทั่วท่อ 20-30 จุด เพื่อจะได้กระจายได้ทั่วบ่อ หลังจากนั้นปล่อยน้ำทิ้ง ล้างบ่อด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ปล่อยทิ้งไว้ให้แสงแดดส่องฆ่าเชื้อประมาณ 3-4 วัน จึงปล่อยน้ำเข้าบ่ออยู่ในระดับที่พอเหมาะ