กิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล และกิจกรรมอันเป็นสาธารณ

ประโยชน์สำหรับเยาวชนกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล และกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์สำหรับเยาวชน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา 28 กรกฎาคม 2560

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 รศ.ดร. จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เกษตรหนึ่งใจ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ โครงการตามพระดำริในพระองค์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ร่วมกับพันธมิตร หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา พันเอกกฤตพันธุ์ รักใคร่ ที่ปรึกษา กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร”

มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 (นพค. 34) จังหวัดพิษณุโลก คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด และ บริษัท ฮงฮวด จำกัด ร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล และกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์สำหรับเยาวชน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2560

กิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล และกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์สำหรับเยาวชน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ เป็นคนดี มีการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงและมีความสุข โดยน้อมนำแก่นแท้ของแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการสืบสานพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไปปฏิบัติ โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นลูกหลานเกษตรกร จะได้น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มาเป็นหลักการดำรงชีวิตให้เกิดการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส แนะแนวทางการทำเกษตรผสมผสาน ให้แก่กำลังพลของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือนักรบสีน้ำเงิน ผู้เป็นที่รักของประชาชน เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อด้านเกษตรกรรม ด้านพัฒนาสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะเน้นย้ำและแนะนำแก่นแท้ของแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการสืบสานพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สู่การปฏิบัติจริง

โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ อนุรักษ์ผักพื้นบ้าน” โดยความร่วมมือกับ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผัก ตรา “ศรแดง” ซึ่ง คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ได้ส่งทีมวิทยากร มอบเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านนานาชนิด สำหรับจัดทำสถานีอนุรักษ์ผักพื้นบ้านต้นแบบ แห่งแรกที่ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 จังหวัดพิษณุโลก และได้ให้การอบรมเยาวชนเกี่ยวกับการปลูกผักพื้นบ้าน เพื่อให้เยาวชนรู้จักผักพื้นบ้านชนิดต่างๆ ซึ่งหลายชนิดมีคุณค่าด้านอาหารและโภชนาการสูง รวมทั้งได้ซึมซับวัฒนธรรมการเพาะปลูกผักพื้นบ้านที่มีเฉพาะในประเทศไทย จึงถือเป็นมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ อีสท์ เวสท์ ซีด ตระหนักในเรื่องนี้ และหวังใจว่า โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ อนุรักษ์ผักพื้นบ้าน” จะเป็นแรงกระตุ้นการเพาะปลูกและอนุรักษ์สายพันธุ์ผักพื้นบ้านให้แก่เด็กเยาวชน และคงอยู่คู่กับสังคมไทยตราบนานเท่านาน นอกจากจะเป็นความร่วมมือจาก บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด แล้ว ยังได้รับความร่วมมือจาก คุณพรศักดิ์ พงศาปาน หรือ ลุงพร สอนอาชีพ แบรนด์แอมบาสเดอร์ผักพื้นบ้าน ที่จะช่วยต่อยอดการสร้างอาชีพและการตลาด เพื่อจุดประกายการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงให้แก่เยาวชนต่อไป

ในกิจกรรมดังกล่าว คุณรัตนพล ตั้งตรงศักดิ์ และทีมวิทยากรจาก บริษัท ฮงฮวด จำกัด ร่วมกันจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เกษตรหนึ่งใจ ครบเครื่องกับฮงฮวด” หัวข้อ การผลิตแชมพู สบู่เหลวอาบน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า และเจลล้างมือ ด้วยการประยุกต์ใช้สมุนไพรในท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้เสริม ทำให้เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้สมุนไพรพื้นถิ่นสำหรับทำผลิตภัณฑ์ใช้เองในครัวเรือน และสามารถต่อยอดผลิตจำหน่ายในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนได้ ทั้งนี้เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานแนวพระราชดำริ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ยั่งยืนอยู่คู่กับประเทศไทยตราบนานเท่านาน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักการดำรงชีวิตให้เกิดการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส แนะแนวทางการประยุกต์ใช้ผลผลิตทางการเกษตรและการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางเกษตรให้แก่เด็กและเยาวชน

เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อด้านเกษตรกรรม ด้านพัฒนาสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริง การอบรมประกอบด้วย ความรู้เบื้องต้น และหลักการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ประจำบ้าน เพื่อประยุกต์ใช้กับสมุนไพรประจำท้องถิ่น และการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพื้นถิ่น การผลิตแชมพู สบู่เหลวอาบน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า เจลล้างมือ

รศ. ดร. จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เกษตรหนึ่งใจ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ขอเชิญชวนชุมชนผู้สนใจ เข้าร่วมโครงการต่างๆ ของศูนย์เกษตรหนึ่งใจ อาทิ โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ ให้พี่เลี้ยง” เป็นโครงการที่ขอเชิญชวนผู้มีความพร้อม สมัครเป็นพี่เลี้ยงและสถานที่ศึกษาดูงาน โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ อนุรักษ์ผักพื้นบ้าน” เป็นโครงการที่ร่วมกันอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน สืบสานวัฒนธรรมไทยและต่อยอดผักพื้นถิ่นในภาคต่างๆ โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ จุดประกายให้เยาวชน อนุรักษ์ผักพื้นบ้าน” เป็นโครงการที่จะปลูกฝังให้เยาวชน น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักการดำรงชีวิตให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อจุดประกายการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงให้แก่เยาวชนต่อไป

ในโอกาสดังกล่าว พันเอกกฤตพันธุ์ รักใคร่ เปิดเผยว่า นอกจากนำเยาวชนทำความดีดังกล่าวแล้ว ล่าสุดมีครอบครัวหนึ่ง ซึ่งพิการทั้งลูก ทั้งพ่อ ได้เดินทางมาหาตนถึงภายในหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 บอกว่า ลำบาก ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ ตนจึงมอบข้าว และเงินไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นได้แจ้งข่าวความเดือดร้อนส่งไปยังกลุ่มเพื่อนๆ ทางไลน์ และเฟซบุ๊กเพื่อระดมให้การช่วยเหลือต่อ ทำให้มีผู้ใจบุญร่วมบริจาคข้าวของเครื่องใช้ แพมเพิร์สแก่นางลำไพในวันนี้ เพื่อนำไปดูแลลูกชายที่พิการต่อไป

นางลำไพ ทัดดวง อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 287 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมืองพิษณุโลก กล่าวว่า ตนทำงานแม่บ้าน ส่วนสามีคือ นายประทุม เพชรทอง อายุ 52 ปี เป็นยามที่องค์การโทรศัพท์พิษณุโลก มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ ด.ช.ทิติวัฒน์ เพชรทอง อายุ 5 ขวบ สภาพร่างกายพิการมาตั้งแต่เกิด เนื่องจากเป็นโรคศีรษะโต เคยผ่าตัดที่ศีรษะ 4 ครั้ง เพื่อต่อท่อจากศีรษะให้น้ำระบายออกทางกระเพาะปัสสาวะ และเป็นโรคกรดไหลย้อนอย่างรุนแรงจนเกิดอาการชัก นอกจากนั้นยังต้องผ่าตัดช่องท้องอีกหลายครั้ง เพราะลำไส้ตัน จนเกิดอาการลำไส้เน่า ต้องให้อาหารทางสายยางทางหน้าท้องแทน และยังต้องเจาะคออีก เนื่องจากหลอดลมตีบทำให้กินอาหารทางปากไม่ได้

ปัจจุบันต้องไปพบแพทย์ตามนัดประมาณเดือนละครั้ง หรือขึ้นอยู่กับอาการ หากมีการชักเกร็งบ่อยต้องพาไปหาหมอทันที “ทุกวันนี้ฉันรับภาระค่าใช้จ่ายดูแลลูกชายค่อนข้างสูง จนเดือดร้อนมาก ทั้งเรื่องอาหารที่ต้องซื้อมาให้ลูก วันละ 70 บาท ค่าผ้าออมแพมเพิร์ส เดือนละ 800-900 บาท นอกจากนั้น ยังมีค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องใช้ดูแลรักษาลูก” นางลำไพ กล่าวว่า ต่อมาสามีตนมีอาการวูบหมดสติหลายครั้ง หลังจากไปพบแพทย์ พบว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก จังหวัดนนทบุรี พร้อมกับใส่กล่องช่วยการเต้นของหัวใจเอาไว้บริเวณหน้าอก เพื่อให้หัวใจเต้นตามปกติ

“ตอนนั้นยังมีประกันสังคมในการรักษา ต่อมาได้มาเปลี่ยนกล่อง 2 ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็ใช้สิทธิบัตรทอง ส่วนการจะเปลี่ยนกล่องหัวใจแต่ละครั้งแพทย์เป็นผู้วินิจฉัย โดย 6 เดือน จะมาตรวจครั้งหนึ่ง จึงทำให้สามีไม่สามารถทำงานได้เหมือนปกติ” นางลำไพ กล่าวอีกว่า ทุกวันตนต้องให้สามีเป็นคนดูแลลูก ส่วนตนจะออกไปรับจ้างล้างจาน วันละ 280 บาท หลังจากเลิกงานจะกลับมาดูแลลูก ส่วนสามีจะออกไปเก็บของเก่าตามกองขยะเอาไปขายหาเงินมาช่วยเหลืออีกทาง แต่ก็ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน จึงอยากวิงวอนผู้ใจบุญช่วยเหลืออีกทาง

ผู้สนใจร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ รศ.ดร. จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ (อาจารย์แมว) สำนักงานศูนย์เกษตรหนึ่งใจ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 โทรศัพท์ (083) 559-8448 (หมายเลขเจ้าหน้าที่กองงานฯ) อีเมล molku@ku.ac.th ไลน์ ไอดี microku หรือ ajmaew

ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่รัฐบาลผลักดันให้ประชากรไทยเตรียมพร้อมเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางของประเทศให้เดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ วาระจำเป็นที่ทุกภาคส่วนและทุกสถาบันต้องมุ่งเน้นปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อให้มีบุคลากรที่เก่งงาน ก้าวทันกระแสโลก และมีส่วนพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าได้ ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เป็นองคาพยพสำคัญในการพัฒนาธุรกิจให้มีความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ

องค์กรเอกชนไทยอย่าง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้บุกเบิกด้านพลังงานชั้นแนวหน้าของเอเชีย ดำเนินธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจไฟฟ้า และพลังงานที่เกี่ยวเนื่องอย่างครบวงจร มีแนวคิดว่าการจะมีข้อได้เปรียบที่โดดเด่นจากใครๆ เงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ เป็นปัจจัยที่นักบริหารกิจการสามารถเฟ้นหามาได้ แต่สิ่งที่ท้าทายและเป็นสินทรัพย์ที่องค์กรต้องสร้างและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งก็คือคน ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษนับตั้งแต่ คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัทฯ ได้ปูแนวทางแห่งการพัฒนาคนไว้สำหรับพนักงานทุกรุ่น บ้านปูฯ คือบริษัทที่เน้นให้พนักงานนำความเชี่ยวชำนาญ ผนวกกับค่านิยมเชิงจริยธรรม มาพัฒนาองค์กร ตลอดจนสร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคมโดยรอบ

คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากบริษัทสัญชาติไทยที่มีจุดเริ่มต้นเป็นธุรกิจเหมืองเล็กๆ ในจังหวัดลำพูน วันนี้บ้านปูฯ ดำเนินธุรกิจพลังงานหลากหลายรูปแบบในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ถึง 9 ประเทศ แต่ละก้าวแห่งความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเราไม่มีคนที่ใช่มาเป็นแรงขับเคลื่อน ปัจจุบันเรามีพนักงานที่สำนักใหญ่ในกรุงเทพฯ กว่า 300 คน และที่อยู่ประจำในประเทศต่างๆ อีกกว่า 100 คน บุคคลเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่เรามุ่งพัฒนา เพราะพวกเขามีศักยภาพที่จะสร้างคุณค่าให้กับองค์กร และต่อยอดสู่สังคมในวงกว้างได้”

หากย้อนไปถึงขั้นตอนของการคัดสรรบุคลากร บ้านปูฯ ไม่เพียงคัดเลือกบุคคลที่ผ่านคุณสมบัติทางวิชาชีพเท่านั้น แต่ต้องผ่านเรื่องทัศนคติรวมทั้งพฤติกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมของบ้านปูฯ ด้วย เพื่อสร้างสมดุลให้กับทั้งองค์กรที่มีคนจำนวนมากจากหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา และวัยที่ต่างกัน ก่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคปัจจุบัน ทั้งนี้สิ่งที่หลอมรวมพนักงานให้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ คือ วัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า “บ้านปู สปิริต” ประกอบด้วย นวัตกรรม (Innovation) การยึดมั่นในความถูกต้อง (Integrity) ความห่วงใยและเอาใจใส่ (Care) และพลังร่วม (Synergy) โดยค่านิยมทั้ง 4 นี้เป็นเกณฑ์ตั้งต้นในการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน เป็นกรอบแนวทางในการทำงานของพนักงานทุกระดับ

เมื่อใครได้ก้าวมาเป็นบุคลากรของกลุ่มบริษัทบ้านปูฯ พวกเขาจะได้รับการเพิ่มขีดความสามารถ ผ่านโปรแกรมการอบรมและพัฒนาของแต่ละบุคคลที่เรียกว่า Banpu Training Roadmap ซึ่งช่วยเสริมองค์ความรู้ให้แก่พนักงานทั้งในรูปแบบ Technical และ Non-Technical เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถปรับตัวต่อการปฏิบัติงานในทุกพื้นที่และทุกสถานการณ์ได้อย่างมืออาชีพ อันจะนำไปสู่ความพึงพอใจของตัวพนักงานและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้องค์กรก้าวหน้าอยู่เสมอ

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังพัฒนาสังคมภายนอกองค์กรผ่านกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยเน้นส่งเสริม “การศึกษาและการเรียนรู้” ให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน โครงการเพื่อสังคมต่างๆ ของบริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในบทเรียน เช่น การสนับสนุนทางด้านกีฬาเทเบิลเทนนิสผ่าน “สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู” เพื่อพัฒนาทักษะทางกีฬาและส่งเสริมประการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน “โครงการสนับสนุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในพื้นที่ที่บ้านปูฯ เคยดำเนินธุรกิจในอดีต เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ “โครงการค่ายเพาเวอร์กรีน” (Power Green Camp) เพื่อให้ความรู้แก่เยาวชนในด้านการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ “โครงการออกแบบเกม ออกแบบสังคม” (Thammasat-Banpu Innovative Learning Program) ที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงออกแบบและการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านเกมการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและขับเคลื่อนสังคม

“โครงการ CSR ของบ้านปูฯ แฝงด้วยค่านิยมทั้ง 4 ขององค์กร และสะท้อนแนวคิดที่ว่า พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เราจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างเสริมการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยเน้นปลูกฝังเยาวชนให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ครอบครัว และชุมชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป” คุณชนินท์ กล่าวเสริม

จากวิสัยทัศน์และแนวทางการปฏิบัติที่สั่งสมและถ่ายทอดจากผู้ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นสิ่งยืนยันถึงความตั้งใจจริงที่คุณชนินท์ ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้ทรัพยากรบุคคลของประเทศ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ คุณชนินท์ ยังได้รับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Excellence Award) ประจำปี 2560″ จัดขึ้นโดยสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเชิดชูเกียรติและเพื่อประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และผู้เป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อีกด้วย

จากที่เชื่อกันว่าการกินข้าวเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อ้วน จนกลายเป็นทัศนคติที่นำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย จึงจัดโครงการประกวดคลิปสั้น ในหัวข้อ “อ้วนไม่อ้วนไม่เกี่ยวกับข้าว” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริโภคข้าวผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนหันมาสนใจข้อมูลด้านโภชนาการของข้าวมากยิ่งขึ้น และปรับความเข้าใจผิดเรื่องข้อมูลที่ปลูกฝังว่า กินข้าวแล้วทำให้อ้วน

จากการศึกษาตารางโภชนาการอาหารเปรียบเทียบแคลอรี จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า อาหารแต่ละชนิดที่ปริมาณ 100 กรัม เท่ากัน ข้าวให้พลังงาน 133 กิโลแคลอรี ในขณะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตแบบเดียวกัน เช่น ขนมปัง ให้พลังงาน 267 กิโลแคลอรี เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้พลังงาน 400 กิโลแคลอรี ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ให้พลังงาน 160 กิโลแคลอรี ซึ่งล้วนให้พลังงานสูงกว่าการกินข้าวทั้งสิ้น

แม้กระทั่งอาหารคลีนที่นิยมรับประทานกัน ก็มีแคลอรีสูงกว่าข้าวในปริมาณที่เท่ากัน แบบที่ทุกรนอาจจะนึกไม่ถึง อาทิ อกไก่ไม่ติดหนัง ให้พลังงาน 173 กิโลแคลอรี เนื้อปลาไม่ติดหนัง ให้พลังงาน 173 กิโลแคลอรี เนื้อวัวไม่ติดหนัง ให้พลังงาน 233 กิโลแคลอรี หมูย่าง ให้พลังงาน 333 กิโลแคลอรี

จะเห็นได้ว่าการกินข้าวไม่ได้ทำให้อ้วนอย่างที่คิด แต่สาเหตุที่ทำให้อ้วนนั้นเป็นเพราะใช้พลังงานน้อยกว่าสิ่งที่กินเข้าไปในแต่ละวัน ในขณะเดียวกันคนที่เข้าใจผิดว่ากินข้าวแล้วอ้วนนั้น บางคนไม่กินข้าว หรืออาหารจำพวกแป้งอื่นๆ เลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อไม่กินข้าวเลย ร่างกายจะขาดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ขาดวิตามินบี ทำให้การเผาผลาญช้าลง ขาดพลังงาน จนอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด กินอาหารก็ไม่อยู่ท้อง ทำให้อยากกินจจุกจิก และเป็นสาเหตุที่ทำให้การควบคุมน้ำหนักยากมากขึ้นไปกว่าเดิม

นพ. คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ กล่าวว่า หลักการง่ายๆ ในการควบคุมน้ำหนัก คือต้องรักษาอินพุตให้เท่ากับเอาต์พุต จะอ้วนไม่อ้วยอยู่ที่การควบคุมปริมาณแคลอรีที่กินเข้าไปในแต่ละวัน ซึ่งผู้หญิงไม่ควรให้น้อยกว่า 1,200 กิโลแคลอรี และผู้ชายไม่ควรน้อยกว่า 2,000 กิโลแคลอรี

การลดน้ำหนักที่ได้ผลระยะยาว น้ำหนักควรจะค่อยๆ hillchords.com ลดปริมาณ 0.5 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบร่างกายทั้งหมด สารอาหารทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน ควรประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 50% ไขมัน 30% และโปรตีน 20% โดยให้พิจารณาจากไลฟ์สไตล์ของตัวเองว่ามีการใช้พลังงานไปกับกิจกรรมต่างๆ มากน้อยเพียงใด เพื่อควบคุมปริมาณแคลอรีให้เหมาะสม

ด้าน พิมพ์อร โมกขะสมิต ฟิตเนสอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง กล่าวว่า การควบคุมน้ำหนักที่ได้ผล นอกจากต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอโดยไม่มีข้ออ้างเรื่องเวลาแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องกินข้าวให้ครบทุกมื้อ ข้าวทำให้อิ่มนาน และทำให้ไม่อยากกินจุกจิก จึงทำให้ระหว่างวันเลือกกินอาหารโดยขาดสติ เช่น กินน้ำหวานและขนมปังแทนข้าวก็ทำให้อ้วนได้โดยไม่รู้ตัว

เพราะฉะนั้น โครงการนี้จึงต้องการสร้างกระแส สร้างการรับรู้ข้อเท็จจริง เปลี่ยนทัศนคติของคนไทยเรื่องการกินข้าว และชวนให้คนไทยหันมากินข้าวมากขึ้น ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับนักเรียน นักศึกษา คือ ทีม “PSC Studio” จากโรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย ส่วนผู้ชนะเลิศระดับบุคคลทั่วไป คือ ทีม “ช่างภาพเทคนิคกรุงเทพ” สำหรับผู้ที่สนใจสามารถชมผลงานคลิปวิดีโอทั้งหมดได้ผ่านทางเฟซบุ๊ก : อ้วนไม่อ้วนไม่เกี่ยวกับข้าว

นายอเนก รัตน์รองใต้ เกษตรจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึก ข้อตกลง (MOU) ร่วมกับชุมชนใน 17 อำเภอ จำนวน 199 ชุมชน ที่หอประชุม จังหวัดสุรินทร์ ในการขอรับเงินอุดหนุนจาก สนง.เกษตร จังหวัดสุรินทร์ ตามโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้พระบารมี โดยการน้อมนำหลักทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรแบบต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานไว้ โดยแต่ละชุมชนจะได้รับการจัดสรรงบฯ แห่งละ 2.5 ล้านบาท

นายอเนก กล่าวว่า หลังจากได้อนุมัติโอนเงินมาให้ 199 ชุมชน จำนวน 216 โครงการ งบประมาณ 497 ล้านบาท ต้องเบิกจ่ายให้ได้ 50% ภายใน 28 กรกฎาคม และต้องเบิกจ่ายให้ได้ 100% ภายในสิงหาคมนี้ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานราก โดยเน้นการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย เดือนมิถุนายน 2560 ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มร้อยละ 6.21 คาด กรกฎาคมยังทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 59 ในขณะที่ครึ่งปีหลังยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากปัจจัยคุกคาม เช่น ผลผลิตคู่แข่ง เศรษฐกิจคู่ค้า และราคาน้ำมันดิบ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนมิถุนายน 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 5.55 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มิถุนายน 2559) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากราคาส่งออกมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ต่ำประกอบกับฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้หัวมันสำปะหลังมีเปอร์เซ็นต์แป้งค่อนข้างต่ำ สับปะรดโรงงาน ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามช่วงฤดูกาล ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และ สุกร ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณเนื้อสุกรเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เย็นในช่วงฤดูฝน ทำให้สุกรโตเร็ว