ก่อนที่ชาวบ้านเขาจะเลือกตัดทะลายต๋าว เขามีการทดสอบความ

โดยปลิดผลจากแขนง แล้วผ่าประมาณครึ่งผล ดูสีของเนื้อในเมล็ดที่เรียงชิดกัน 3 เมล็ด ต่อผล หากเมล็ดในยังเป็นวุ้น แสดงว่ายังอ่อนอยู่ เก็บเกี่ยวยังไม่ได้

หากใช้ไม้จิ้มเนื้อในเมล็ด หากหนืดพอดี สามารถเก็บเกี่ยวได้

แต่หากเนื้อในสีขาวขุ่น เริ่มมีกะลาสีดำล้อมรอบ แสดงว่าแก่เกินต้ม ควรเก็บไว้ทำพันธุ์

ที่อำเภอบ่อเกลือ มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง อำเภอนี้เป็นต้นกำเนิดของน้ำน่าน หรือเรียกว่า “ขุนน้ำน่าน” เป็นสายน้ำเล็กๆ เดินข้ามหรือกระโดดข้ามได้

อำเภอนี้ มีแหล่งเกลือธรรมชาติ ที่ชาวบ้านหุงต้มมานานแล้ว บ่อเกลือ เป็นสายน้ำใสๆ ผุดขึ้นมาจากดิน น้ำมีรสเค็มจัด ทั้งๆ ที่ผุดขึ้นมาข้างๆ ลำน้ำ ชาวบ้านนำน้ำเค็มไปต้มจนได้เม็ดเกลือสีขาวบริสุทธิ์ ถือว่าเป็นของมีค่ามาช้านานแล้ว

ยุคเก่าก่อนเกลือมีค่า จึงเรียกว่า “ทองคำขาว”

ไม่ไกลจากบ่อเกลือนัก บนภูเขา มีต้นเต่ารั้งยักษ์ หรือ Giant Mountain caryota เป็นปาล์มขนาดใหญ่มาก ช่วงใดที่นั่งรถผ่านแล้วมีหมอกจางๆ คลุมบริเวณนั้นอยู่ มีความรู้สึกว่า แถบนั้นเป็นป่าดึกดำบรรพ์ ชวนให้นึกถึงไดโนเสาร์

Giant Mountain caryota เป็นป่าปาล์มที่ อาจารย์ปิฏฐะ บุนนาค บิดาปาล์มประดับของไทย พูดถึงบ่อยๆ อาจารย์ปิฏฐะ ท่านล่วงลับไปแล้ว เมื่อปี 2539

ยุคเก่าก่อน การนำผลต๋าวออกมาจากป่า ทำได้ด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะหน้าฝน ต้องไปสร้างทับ ทำที่อยู่ชั่วคราว ซึ่งมีอุปสรรคต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไข้ป่าหรือมาลาเรีย

ชาวบ้านจะไปกันเป็นทีม ช่วยกันทำงานแข่งกับเวลา โดยตัดทะลายต๋าว นำมาต้ม บีบ จากนั้นก็หาบหามมายังถนน รอผู้ซื้อไปรับ

การเก็บต๋าวจากป่าทุกวันนี้มีน้อยลง เนื่องจากต้นต๋าวในธรรมชาติมีไม่มากนั่นเอง แต่ที่คนพื้นราบ ยังได้ลิ้มรสลูกชิดอร่อยๆ ในรูปของขนมหวาน เพราะว่าต๋าวส่วนหนึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยแหล่งรวมต๋าวมากที่สุดอยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดงานตลาดเกษตรปลอดภัย “Farm @Home” เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามนโยบายประชารัฐ คือความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะผู้บริโภค ได้เรียนรู้ และเข้าใจหลักการตลาดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

และผู้บริโภคจะได้บริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม โดยสินค้าที่มาจำหน่ายนั้น เป็นสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรม สินค้าที่เกิดจากการผลิตของเกษตรกรในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน สินค้าจาก Smart Farmer /Young Smart Farmer กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมการเกษตรต่างๆ ที่ได้รับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ

และสินค้าด้านการเกษตรที่มีปัญหาด้านการตลาดเนื่องจากสินค้าล้นตลาดหรือมีราคาตกต่ำในช่วงกระจุกตัวของฤดูกาลผลิต ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาวางจำหน่าย พร้อม โดยบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนและจัดเตรียมพื้นที่ในการวางจำหน่ายสินค้า

นอกจากการจัดงาน “Farm @Home” ระหว่าง วันที่ 14 – 16 กันยายน 2561 ที่จังหวัดนนทบุรีแล้ว ยังมีการจัดงานในช่วงเวลานี้อีก 3 จังหวัดพร้อมกัน คือโฮมโปร สาขาพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โฮมโปรวิลเลจ (ฉลอง) จังหวัดภูเก็ต โฮมโปรสาขาเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

ส่วนในวันที่ 21 – 23 กันยายน 2561 จะเปิดตลาดในโฮมโปร สาขาเชียงราย จังหวัดเชียงราย โฮมโปรตรัง จังหวัดตรัง โฮมโปร สาขาขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โฮมโปร สาขาระยอง จังหวัดระยอง และวันที่ 28 – 30 กันยายน 2561 เปิดตลาดที่โฮมโปรสกลนคร จังหวัดสกลนคร ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเที่ยวชม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยได้ตามวันเวลา สถานที่ดังกล่าว และในอนาคตกรมส่งเสริมการเกษตรจะทยอยเปิดให้ครบทุกจังหวัดต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เตรียมวางแผนการตลาดเพื่อควบคุมปริมาณสินค้าลองกองชายแดนใต้ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ลองกอง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ มีแหล่งผลิตในภาคใต้ของประเทศไทย โดยในปี 2561 ได้ประมาณการผลผลิตลองกองของภาคใต้ไว้จำนวน 70,383 ตัน มากกว่าผลผลิตปี 2560 ประมาณร้อยละ 613.82 (ปี 2560 ผลผลิต 9,860 ตัน)

โดยจังหวัดที่มีผลผลิตมากและต้องเฝ้าระวังคือ 4 จังหวัดชายแดนใต้ อย่าง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา มีผลผลิตรวม 35,649 ตัน คิดเป็นร้อยละ 50.65 ของปริมาณผลผลิตลองกองใต้ทั้งหมด

ขณะนี้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตลองกองไปแล้ว 30,326 ตัน คิดเป็นร้อยละ 43 ของผลผลิตลองกอง 14 จังหวัดภาคใต้ คงเหลือผลผลิตประมาณ 4 หมื่นตัน หรือร้อยละ 60 ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต

แต่จากการติดตามสถานการณ์ผลผลิตลองกองในขณะนี้เปรียบเทียบกับข้อมูลที่คาดการณ์ไว้ พบว่า ผลผลิตลองกองของภาคใต้ลดลงมากกว่าร้อยละ 50 หรือประมาณ 2 หมื่นตัน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน มีฝนตกชุก ทำให้ลองกองผลแตก หลุดร่วงเป็นจำนวนมาก

เดือนกันยายน – ตุลาคม เป็นช่วงที่ต้นลองกองออกผลมากที่สุด แต่ในช่วงดังกล่าวมีฝนตกเป็นระยะๆ ทำให้มีความชื้นอากาศสูง ทำให้เกิดโรคและการระบาดของเชื้อราได้ง่าย โดยมีสำหรับสาเหตุหลักมาจากเชื้อรา Phomopsis sp. ถ้าไม่มีการดูแลที่ดีอาจทำให้ผลผลิตลองกองเสียหายทั้งช่อทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย ถ้าพบการระบาดเกษตรกรควรป้องกันดังนี้

1.หากพบการระบาดควรเก็บผลที่เป็นโรคไปทำลาย หรือถ้ามีการร่วงหล่นอยู่ใต้ต้นให้เก็บไปทิ้งบริเวณนอกสวน

2.ควรหมั่นตัดแต่งทรงพุ่ม ต้นลองกองให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและแสงแดดส่องได้ ตลอดจนตัดแต่งช่อผลลองกอง ปลิดผลด้อยคุณภาพออก เพื่อให้ผลที่เหลือมีขนาดใหญ่ ได้ช่อสวย ขนาดใหญ่ ขายได้ราคาดี ซึ่งสอดคล้องตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผลคุณภาพดี และระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรตั้งแต่ต้นฤดูกาลแล้ว

3.ทำการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชไม้ผล พวกผีเสื้อมวนหวาน แมลงวันผลไม้ และแมลงหวี่ ที่เป็นตัวทำลายผลลองกองให้เกิดแผล ส่งผลให้เชื้อราระบาดได้ง่าย โดยใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล ไธเบนดาโซล ฉีดพ่นตามอัตราที่ฉลากแนะนำ

และเมื่อเก็บเกี่ยวลองกองจากต้นแล้ว ควรจัดเรียงผลผลิตลองกองวางลงในภาชนะ เช่น ตะกร้า เข่ง ให้เป็นระเบียบไม่อัดแน่นจนเกินไป และควรจัดหาวัสดุรองก้นภาชนะเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนในการขนย้ายเพราะถ้าหากช้ำอาจจะทำให้เสียหายทั้งช่อ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ภาคภูมิใจ CPF, CP ALL และ TRUE ได้รับเลือกเป็นสมาชิกกลุ่มดัชนีความยั่งยืนระดับโลกดาวโจนส์(DJSI)ประจำปี 2561 ตอกย้ำบทบาทองค์กรผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลงแห่งการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความภูมิใจที่บริษัทหลักของเครือเจริญโภคภัณฑ์ทั้ง 3 บริษัท ได้แก่บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) บริษัทหลักในกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร บมจ.ซีพี ออลล์(CP ALL)บริษัทหลักในกลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บริษัทหลักในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดาวโจนส์ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ดัชนีชี้วัดความยั่งยืนระดับโลก ประจำปี 2561

โดยซีพีเอฟได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกประเภทตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ส่วนซีพีออลล์ได้รับคัดเลือกในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และในปีนี้ยังได้รับคัดเลือกในกลุ่ม World Index เป็นครั้งแรกอีกด้วย

สำหรับทรูได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกประเภทตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทั้งหมดนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการก้าวสู่ความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งมีเจตนาแน่วแน่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชนและสังคมทั่วทุกแห่งที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ภายใต้หลักปรัชญา 3 ประโยชน์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศ สังคม และองค์กร ตามเป้าหมายของเครือฯ ที่จะเป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแห่งการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 16 บริษัทจาก 104 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทั่วโลก (FOA Food Products) ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI โดยมีคะแนนสูงสุดจากผลการประเมิน DJSI ประจำปี 2561 ในหมวดสุขภาพและโภชนาการ กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านน้ำ

การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลด้านสังคม ขณะที่หัวข้อที่มีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายและระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและกลยุทธ์ด้านภาษี ซึ่งตอกย้ำประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนระดับโลก

สำหรับ ซีพี ออลล์ เป็นบริษัทหนึ่งเดียวของประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรม Food & Staples Retailing ที่ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ในระดับโลก หรือ DJSI 2018 กลุ่ม World Index เป็นปีแรก และกลุ่ม Emerging Markets Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (2017-2018)

ถือเป็นความสำเร็จจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และการร่วมแรงร่วมใจของพนักงาน ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาองค์กรและดำเนินการเพื่อก้าวไปสู่ความยั่งยืน โดย ”ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ส่วน ทรู คอร์ปอเรชั่น ใด้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกกลุ่มดัชนีความความยั่งยืนดาวโจนส์ ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยทรูเป็นองค์กรธุรกิจเดียวของไทยที่สามารถพิชิตคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในประเภทตลาดเกิดใหม่ Emerging Markets หมวดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมได้ภายในเวลา 2 ปี จากผลงานที่พัฒนาขึ้นอย่างโดดเด่น ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินงานขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของบริษัทอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

กรมประมง ระดมจิตอาสากว่า 150 คนจัดกิจกรรม “เย็บอวนประมงที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อเป็นถุงใส่ขยะในทะเลสำหรับเรือประมง” ตั้งเป้าอย่างน้อย 1,000 ถุง ส่งมอบให้กับเรือประมง และภาคีเครือข่าย 13 องค์กร

จากปัญหา “ขยะทะเล” ที่เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และสัตว์น้ำ ดังเห็นได้จากข่าวการตายของสัตว์ทะเลที่กลืนกินถุงพลาสติกบ้าง หลอดน้ำบ้าง ฯลฯ เพราะเข้าใจว่าเป็นอาหาร ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ขยะพลาสติก ที่มีน้ำหนักเบา ย่อยสลายได้ยาก ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกในทะเล เกิดขึ้นจากกิจกรรมบนฝั่ง ดังนั้น การแก้ปัญหาขยะทะเล จึงต้องเริ่มต้นจากมนุษย์ที่ต้องช่วยกันลดปริมาณการเกิดขยะทะเล

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ชาวประมง ผู้ประกอบการธุรกิจประมง สถาบันการศึกษา จัดทำ “โครงการกำจัดขยะทะเล” ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาปริมาณขยะทะเลที่มีอย่างมหาศาลอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การรณรงค์ไม่สร้างขยะทะเลเพิ่มขึ้น และการเก็บขยะในทะเลขึ้นมาบนฝั่ง โดยทุกภาคส่วนได้มีการดำเนินการกิจกรรมต่างๆ มากมาย

สำหรับกิจกรรม “เย็บอวนประมงที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อเป็นถุงใส่ขยะในทะเลสำหรับเรือประมง” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ได้พัฒนาต่อยอดมาจากการที่มีชาวประมงบางกลุ่มได้ใช้อวนประมงที่ไม่ใช้แล้วเก็บขยะในทะเลขึ้นมาบนฝั่ง เพื่อที่จะให้มีการกำจัดได้อย่างถูกวิธี ซึ่งต้องขอแสดงความชื่นชมในความคิดริเริ่มดังกล่าว

สำหรับอวนที่นำมาเย็บในครั้งนี้ ได้มาจากอวนประมงที่ไม่ใช้แล้ว และนำมาดัดแปลงเย็บให้มีลักษณะเป็นถุง เพื่อที่จะให้ชาวประมงนำไปใส่ขยะที่เก็บได้จากท้องทะเล หรือที่ติดมาจากเครื่องมือในการทำประมง ซึ่งกรมประมง เชื่อมั่นว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวประมงได้มากขึ้น

กรมประมงตั้งเป้าไว้ว่าจะเย็บถุงขยะจากอวนประมง ให้ได้อย่างน้อย 1,000 ถุง และนำไปส่งต่อให้กับเรือประมงที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 ลำ ซึ่งคาดว่าในแต่ละวันจะสามารถกำจัดขยะทะเลได้จำนวนมาก นอกจากนี้ กรมประมงจะได้ประสานงานกับภาคเอกชนในการที่จะนำขยะเหล่านี้ ไปแปรสภาพนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้

“กรมประมง เชื่อมั่นว่าจากความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของทุกภาคส่วนในการที่ช่วยการกำจัดขยะให้หมดไปจากทะเล ในวันข้างหน้าท้องทะเลของเราจะกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม” รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในที่สุด

เฝ้าระวังสวนองุ่นในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกัน สลับกับมีอากาศร้อน สภาพอากาศเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคสแคปหรือโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นแตกใบอ่อนและเริ่มติดผลอ่อน

สำหรับโรคสแคปที่พบได้ในช่วงนี้ อาการของโรคบนใบและกิ่งก้านในระยะแรกจะคล้ายกับอาการของโรคแอนแทรคโนส แต่จะเห็นอาการของโรคแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนที่ผล อาการบนใบ พบอาการบนใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ

ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน อาการบนเถา กิ่ง ก้าน และมือเกาะ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีน้ำตาล กรณีโรคระบาดรุนแรง แผลขยายตัวขนาดใหญ่ติดต่อกัน แผลกลมสีน้ำตาล ค่อนข้างแห้ง ขอบแผลนูนแข็ง หากเกิดโรคบนกิ่งบริเวณส่วนยอด จะทำให้ยอดบิดเบี้ยว อาการที่ผล เกิดแผลจุดสีดำยุบตัวลง ขอบแผลนูนขึ้นเห็นได้ชัดเจน หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล และแผลค่อนข้างแห้ง

หากพบการระบาดมากของโรคสแคปในช่วงแตกใบอ่อน ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป อีกทั้งควรตัดและเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคลนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ให้พ่นทุก 5-7 วัน

ในระยะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูเพาะปลูกข้าวโพดฝักสด กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดฝักสด อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง มักพบแสดงอาการในระยะที่เริ่มเพาะปลูกถึงระยะที่ต้นข้าวโพดมีอายุประมาณ 30 วัน

ซึ่งในระยะนี้ต้นข้าวโพดจะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก โดยอาการของโรคจะพบได้ตั้งแต่ข้าวโพดเริ่มงอก เริ่มแรกจะพบจุดเล็กๆ สีเขียวฉ่ำน้ำ บนใบอ่อน ต่อมาใบข้าวโพดบริเวณยอดมีสีเหลืองซีด หรือใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่ ในเวลาเช้าที่มีอากาศค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง ด้านใต้ใบมักพบส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราเป็นผงสีขาวจำนวนมาก

บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝักหรือมีฝักขนาดเล็ก ก้านฝักมีความยาวมากหรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่ฝักจะไม่สมบูรณ์ เช่น มีจำนวนเมล็ดน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย

สำหรับแหล่งที่เคยมีการระบาดของโรค หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ มีอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นในอากาศสูง เมื่อข้าวโพดมีอายุ 5-7 วัน เกษตรกรควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน และพ่นติดต่อกัน 3-4 ครั้ง

นอกจากนี้ ในฤดูเพาะปลูกข้าวโพดฝักสดถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานโรค และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารเมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตร ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

หลีกเลี่ยงการเพาะปลูกข้าวโพดในฤดูฝนที่มีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการระบาดของโรครุนแรง กรณีพบเริ่มระบาด ให้ถอนต้นกล้าข้าวโพดที่แสดงลักษณะอาการของโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรค สามารถเข้าทำลายต้นข้าวโพดได้ตั้งแต่ในระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอก ซึ่งการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชหลังจากต้นข้าวโพดอายุ 20 วัน ขึ้นไป จะไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้

สภาพอากาศแปรปรวนในช่วงฤดูฝน มักส่งผลให้สัตว์เกิดความเครียด ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย ดังนั้น เกษตรกรจึงควรจัดเตรียม น้ำ อาหาร และวิตามิน ให้สัตว์กินเสริม และทำวัคซีนป้องกันโรคไว้อย่างสม่ำเสมอ

โรคปากและเท้าเปื่อย ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่สำคัญในโค กระบือ แพะ แกะ และสุกร ที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส สามารถติดต่อและแพร่กระจายได้โดยการกินหรือสัมผัสกับสัตว์ป่วยโดยตรง หรือเชื้อที่ปนเปื้อนจากคน ยานพาหนะ เป็นต้น เพราะเชื้อไวรัสจะถูกขับออกมาจากสัตว์ป่วยทางน้ำมูก น้ำลาย น้ำนม มูล ลมหายใจ และบาดแผลสัตว์ป่วยจะมีอาการซึม มีไข้ เบื่ออาหาร มีเม็ดตุ่มพองเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก ช่องปากและไรกีบ ทำให้น้ำลายไหล กินอาหารไม่ได้ และเดินกะเผลก เนื่องจากโรคปากและเท้าเปื่อย เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่มียารักษา แต่จะใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาม่วงลดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเท่านั้น

ส่วนโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย จะทำให้สัตว์มีอาการคอหรือหน้าบวมแข็ง หายใจเสียงดังหรือหอบ ยืดคอไปข้างหน้า ส่วนใหญ่มักมีอาการแบบเฉียบพลันคือ ไข้สูง น้ำลายฟูมปาก หยุดกินอาหาร และตายภายในไม่กี่ชั่วโมง

เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคคอบวม สามารถอยู่ในระบบทางเดินหายใจสัตว์ปกติได้โดยไม่แสดงอาการป่วย แต่เมื่อสัตว์อยู่ในภาวะเครียดจากการเคลื่อนย้าย ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง การอดอาหาร หรือการใช้แรงงานมากเกินไป ทำให้ร่างกายสัตว์อ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันลดต่ำลง สัตว์จะแสดงอาการป่วยและขับเชื้อออกสู่สิ่งแวดล้อมปนเปื้อนอาหารและน้ำ

กรมปศุสัตว์ แนะนำแนวทางป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ ให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ มีหลังคาป้องกันฝน ลม ได้เป็นอย่างดี มีวัสดุปูรองคอกเลี้ยงสัตว์ จัดเตรียมน้ำสะอาด อาหารสัตว์หรือพืชอาหารสัตว์ และเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น วิตามิน ให้เพียงพอ และ ควรทำความสะอาดโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงสัตว์ และพ่นทำลายเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม โรคระบาดดังกล่าวสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนให้กับสัตว์ที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป กรมปศุสัตว์แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยให้กับโค กระบือ แพะ แกะ ปีละ 2 ครั้ง และฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมียให้กับกระบือและโคปีละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ โค กระบือ แพะ แกะ มักมีปัญหาเรื่องท้องอืด ท้องเสีย จากการกินหญ้าอ่อนที่เพิ่งแตกยอดเมื่อได้รับน้ำฝนเข้าไปเป็นจำนวนมาก เพราะสัตว์จะกินแต่ฟาง หรือหญ้าแห้งตลอดในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังมีโรคหวัด โรคปอดบวม โรคคอบวม โรคปากและเท้าเปื่อย

ส่วน สุกร ต้องระวังโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคพีอาร์อาร์เอส โดยจะแสดงอาการผิดปกติที่เกษตรกรสามารถสังเกตได้คือ ซึม เบื่ออาหาร หากเป็น โค-กระบือ จะมีขี้ตา หายใจลำบาก มีขี้มูก ไอหรือจาม หรือท้องเสีย และอาจมีการแท้งลูกได้

สำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องในเบื้องต้นมักจะไม่มีการเคี้ยวเอื้อง จมูกเปียกแฉะหรือแห้งผิดปกติ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม หนังไม่สั่นไล่แมลง ส่วนสัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ เป็นต้น กรมปศุสัตว์มีข้อแนะนำเพิ่มเติมถึงโรคที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ โรคไข้หวัดนก และโรคหลอดลมอักเสบติดต่อ ที่อาจสร้างความสูญเสียให้กับสัตว์ปีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ปีกโดยตรง ทำให้อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง อาการที่พบได้ คือ คอตก คอบิด หายใจเสียงดัง หรืออาจมีน้ำมูกไหลได้