ก่อนที่อาจารย์เดชาจะเข้าไปถึงเมืองตะนาวศรีทุเรียน

อาจารย์เดชากล่าวว่า ท่านไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตะนาวศรีมีทุเรียนมาก คนไทยแทบไม่มีใครรู้เรื่องนี้ เนื่องด้วย

“เมืองไทยกับตะนาวศรีไม่เคยติดต่อกันมานานแล้วนะครับ ในเอกสารโบราณก็บอกเพียงว่าตะนาวศรีเป็นเมืองท่า ในฐานะเมืองท่าเราก็รู้แค่ว่ามีแต่เรื่องการค้าขาย ไม่มีพูดถึงการเกษตร และที่จริงเมืองตะนาวศรีก็ไม่ใช่เมืองทางการเกษตรเพราะมีที่ราบน้อยมาก ทำได้หลักๆ ก็คือเป็นเมืองท่าค้าขาย พอผมได้ล่องเรือไปตามลำน้ำตะนาวศรี ได้เห็นพื้นที่ราบข้างแม่น้ำก่อนจะถึงเชิงเขา มองไปเห็นสวนหมากตลอดสองฝั่งน้ำ คนตะนาวศรีปลูกหมากเยอะมาก ยุคก่อน-หมากจะเป็นสินค้าสำคัญมาก เพราะนอกจากใช้กินแล้ว หมากยังขายได้ราคาดี หมากคือสินค้าหลักที่คนไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กินกันทั่ว ประเทศไทยปลูกเองไม่พอกิน คนไทยต้องนำเข้าหมากจากเกาะหมาก (ปีนัง) จริงๆ แถวเขตตะนาวศรี มะริด แต่ก่อนก็เป็นเมืองหมากแบบปีนังนี้แหละ

พื้นที่เหมาะสำหรับปลูกหมาก ปลูกแบบโบราณคือปลูกแบบปล่อยให้ร่วงแล้วขึ้นเองเป็นดงหมาก ขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ ลักษณะแบบนี้สมัยใหม่เขาไม่ทำกัน ปัจจุบันต้องตั้งใจปลูก แต่ยุคก่อนเขาจะปลูกให้ลูกมันร่วงกระจายไปเรื่อย หล่นก็งอก หล่นก็งอก ต่อไปเรื่อยๆ ตามเชิงเขาริมฝั่งน้ำตะนาวศรีถึงมีสวนหมากขึ้นเป็นดง เป็นป่าหมากไปเลย ชาวสวนหมากก็ใช้กินด้วย ขายด้วย ถึงตอนนี้คนตะนาวศรีก็ยังขายหมากกันอยู่ สภาพแวดล้อมแบบนี้พืชที่ปลูกแซมในสวนหมากได้จะมีไม่กี่ชนิด หลักๆ คือจำปาดะกับทุเรียน พืช 2 ชนิดนี้เหมาะมาก เพราะจะเข้ากับสภาพที่เป็นสวนหมากได้ดี เนื่องจากรากลึกคนละระดับ รากไม่รบกวนกัน มันอยู่ด้วยกันได้ หมากมีรากตื้นรากฝอย แต่ทุเรียนรากลึกก็ไม่รบกวนกัน อีกอย่างคือหมากต้นเรียว หมากไม่มีกิ่งก้านสาขาไปรบกวนบังทุเรียน ใบหมากก็ไม่ได้บังแสงมากมาย เพราะฉะนั้น แสงก็ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ถ้าโล่งมากเกินไปก็ไม่ดีกับทุเรียน พายุพัดมาทุเรียนต้นหักได้ ทุเรียนต้องมีอะไรมาช่วยบังลม บังแดดบ้างในช่วงแรกๆ ดังนั้น หมากกับทุเรียนจึงไปด้วยกันได้ดี

จำปาดะก็เหมือนกัน มันไม่ต้องการแสงมาก ไม่ต้องการลมแรง ดังนั้น ทุเรียนกับจำปาดะจึงอยู่กับสวนหมากได้ดี ชาวสวนตะนาวศรีเองก็คงคัดชนิดพันธุ์พืชที่จะปลูกกับสวนหมากได้มาแล้วนั้นแหละ เขาถึงปลูกหมากเป็นหลัก หารายได้หลักจากหมาก ส่วนทุเรียนก็ปลูกไว้กิน เหลือแล้วค่อยขาย ที่มองๆ ดูในสวนหมากพืชที่ปลูกแซมอยู่มีทุเรียนเป็นส่วนใหญ่ จำปาดะเห็นบ้าง แต่ต้นมันเล็กไม่ค่อยมีมาก ที่โผล่ๆ พ้นยอดหมากมา เห็นมีแต่ทุเรียนทั้งนั้น ดูสองฝั่งแม่น้ำ ผมเห็นทุเรียนเป็นหมื่นๆ ต้น มองเห็นสุดสายตา จำนวนเยอะมาก บางต้นสูงมากใหญ่มากน่าจะมีอายุอยู่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาล่ะกระมัง และต้นพันธุ์คงจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย

เพราะฉะนั้น ทุเรียนตะนาวศรีชนิดพันธุ์ก็พันธุ์โบราณ ความหลากหลายก็ยิ่งมีมาก เพราะปลูกกันมาแต่เมล็ด ไม่มีการตอนกิ่งใดๆ ทั้งสิ้น แล้วแต่ละพื้นที่ยังต่างกันไปอีก ขนาดเวลาลูกสุกก็ยังสุกไม่พร้อมกันเลย ผมได้กลับเข้าไปสำรวจทุเรียนตะนาวศรีอีกครั้งเมื่อกลางปี พ.ศ. 2561 เราเข้าไปดู แต่ละพื้นที่ต้นพันธุ์ยังต่างกันเลย ถึงจะเป็นทุเรียนพื้นเมืองก็เถอะ เพราะมันต้องปรับให้เข้ากับสถานที่และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ทุเรียนตะนาวศรีจึงยังคงความหลากหลายไว้มากอยู่ ยิ่งพอเข้าไปดูที่มะริด คุณภาพทุเรียนดูจะดีกว่าตะนาวศรีซะอีกด้วย เพราะมะริดเป็นเมืองใหญ่กว่า ปลูกทุเรียนมาก่อน มีการคัดเลือกพันธุ์มากกว่า ตะนาวศรีเมืองมันเล็กทุเรียนแบบไหนก็กินกันได้ ผลผลิตออกมายังไงก็ได้ คุณภาพเลยสู้มะริดไม่ได้ คุณภาพทุเรียนมะริดจึงดีกว่าตะนาวศรี จำปาดะมะริดก็ดีกว่าตะนาวศรี”

อาจารย์เดชา ศิริภัทร ได้ข้ามด่านสิงขรเข้าไปถึงเมืองตะนาวศรีและมะริดอีกครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ได้เดินสำรวจสวนหมาก จำปาดะ ทุเรียน ในหลายพื้นที่ และได้เห็นทุเรียนพันธุ์ดีจากตะนาวศรี ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง น่าที่ชาวสวนเมืองไทย จะได้เข้าไปสืบค้นและเปลี่ยนความรู้จากคนไทยในตะนาวศรี คนปลูกทุเรียนพื้นเมืองที่ได้สั่งสมแม่พันธุ์ผลไม้อีกหลายชนิด อันน่าจะเป็นโอกาสดียิ่งสำหรับเกษตรกรในสองแผ่นดินชายแดนไทย-พม่า สองฟากแม่น้ำและขุนเขาตะนาวศรี

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) จังหวัดชัยนาท ได้ศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top4) ของพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พบว่า สินค้า TOP4 ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ

โดยเกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการผลิต ข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 1,448 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,290 บาท/ไร่

ข้าวนาปรัง พื้นที่มีความเหมาะสมมากและปานกลาง เฉลี่ย 1,007 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม เฉลี่ย 997 บาท/ไร่ ปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและปานกลาง เฉลี่ย 2,089 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม เฉลี่ย 1,955 บาท/ไร่ ส่วนไก่เนื้อ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิ 4.57 บาท/ตัว

หากพิจารณาสินค้าทางเลือกให้แก่เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรแทนการทำนาข้าว พบว่า พื้นที่มีความเหมาะสม (S1/S2) สำหรับปลูกข้าวมีจำนวน 323,679 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) สำหรับปลูกข้าวมีเพียงจำนวน 21,418 ไร่ โดยปัจจุบันเกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลาย อาทิ

กล้วยหอม มีต้นทุนการผลิต 20,363 บาท/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 26,646 บาท/ไร่ ซึ่งกล้วยหอมทองตลาดทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการเป็นอย่างมาก และขณะนี้กล้วยหอมทองปทุมธานี ยังเป็นสินค้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งหากเกษตรกรสามารถสร้างจุดแข็งและขยายผลต่อยอดเพิ่มมูลค่าในการแปรรูปได้

เตยหอม สามารถจำหน่ายได้ 3 แบบ คือ ตัดต้นขาย ขายเฉพาะใบ และขายแขนง (หน่อ) ปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง มีพ่อค้าคนกลาง เข้ามารับซื้อในแหล่งผลิต ต้นทุนการผลิตกรณีตัดต้นขาย มีต้นทุน 16,397 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 15,103 บาท/ไร่

ฝรั่งกิมจู ต้นทุนการผลิต 19,123 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 25,877 บาท/ไร่ มะระจีน เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยมีระยะการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวใช้เวลา 45 วัน มีต้นทุนการผลิต 14,597 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 8,647 บาท/ไร่ การปลูกหญ้าปูสนาม ระยะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 35-40 วัน มีต้นทุนการผลิต 8,325 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 11,460 บาท/ไร่ และการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ต้นทุนการผลิต 90 บาท/ตัว ผลตอบแทนสุทธิ 54 บาท/ตัว

ด้าน นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า ยังมีสินค้าทางเลือกอีกหลายชนิดที่ตลาดต้องการ เช่น การทำเกษตรผสมผสานที่สร้างรายได้และให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และพืชผักปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน กลุ่มแปลงใหญ่ผัก GAP นำไปขายโครงการผักร่วมใจที่ตลาดไท และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแปรรูปปลาน้ำจืดที่ผลิตปลาดุกมีคุณภาพและนำปลาดุกมาแปรรูปหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว ควรส่งเสริมสร้างมูลค่าโดยรวมกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ผลิตข้าวบริโภค ข้าวหอมหรือข้าวนิ่มเพื่อการแปรรูปจำหน่ายในจังหวัด รวมถึงการพัฒนาสินค้า เช่น การแปรรูปเป็นน้ำมันรำข้าว เป็นต้น

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเชื่อมโยงหาช่องทางการตลาดและเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ และร่วมวางแผนการผลิตสินค้าและการตลาดสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคกลาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 โทร. (056) 405-5005-8 หรืออี-เมล zone7@oae.go.th

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มอบใบรับรองระบบมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและพลังงาน (SHE&EN) ที่ผ่านการประเมินจากผู้ตรวจประเมินภายในและผู้ตรวจประเมินอิสระจากภายนอกให้กับ 13 หน่วยงาน ของ ซีพีเอฟ ประกอบด้วย โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ โรงงานอาหารแปรรูป โรงงานอาหารสำเร็จรูป โรงเพาะฟักลูกกุ้ง ฟาร์มเลี้ยงกุ้งระบบปิดร้อยเพชร ศูนย์วิจัยพ่อแม่พันธุ์กุ้งทะเล โรงผลิตอาหารสัตว์น้ำบ้านพรุ ธุรกิจฟาร์มเป็ดพันธุ์ ธุรกิจไก่กระทง และบริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด ตอกย้ำประสิทธิผลการดำเนินงานตามเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัททั้งกิจการในประเทศและกิจการในต่างประเทศ

ทั้งนี้ นายวีรชัย รัตนบานชื่น ประธานคณะกรรมการบริหารซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร SHE&EN และ น.สพ. สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์น้ำ ร่วมแสดงความยินดี ณ อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม กรุงเทพฯ

7 พฤษภาคม 2562 – เอสซีจี โดย นายชนะ ภูมี Vice President-Cement and Construction Solution Business เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และ นายศาณิต เกษสุวรรณ ผู้อำนวยการ-ธุรกิจสัมพันธ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมกับกองทัพบก และเครือข่ายจิตอาสา ส่งมอบถังเก็บน้ำผลิตด้วยวัสดุพอลิเมอร์ “เอลิเซอร์” ของเอสซีจี จำนวน 115 ถัง ให้แก่ นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 50 ถัง และ นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง จำนวน 65 ถัง เพื่อช่วยเหลือเเละบรรเทาภัยแล้งระยะเร่งด่วนแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และลำปาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” ที่ร่วมเฉลิมพระเกียรติเเละถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์ พร้อมเชิญชวนจิตอาสาระดมพลังสร้างฐานติดตั้งถังเก็บน้ำจากวัสดุรีไซเคิลที่เหลือจากการก่อสร้าง ซึ่งออกแบบโดยทีมงานเอสซีจีให้สอดคล้องกับแนวทาง SCG Circular Way หรือการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาในโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.scg.com/volunteerproject

เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นสร้างเครือข่ายจิตอาสาทั่วประเทศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” ผ่านการดำเนิน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” และกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วไทย” เพื่อสร้างพลังที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การผลักดันสังคม และชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เกิดความยั่งยืน และสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

วันนี้ (7 พ.ค. 2562) เครือเบทาโกร โดย นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร และ นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นำคณะผู้บริหารและพนักงานเครือเบทาโกร ร่วมพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ณ อาคารเบทาโกร ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

ณ ชายแดนฝั่งตะวันออก

เกษตรกรรายแรกที่ผมเข้าไปพบและพูดคุยอยู่ทางฟากฝั่งตะวันออกของประเทศคือ คุณอีซา อิสมาแอล อยู่บ้านเลขที่ 6 บ้านเสาสูง ตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว คุณอีซา เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า เลี้ยงวัวฝูงมานานแล้ว และยังเคยเป็นพ่อค้าซื้อขายวัว ควายมาก่อนด้วยก่อนจะมาปักหลักปักฐานอยู่ที่นี่และเริ่มต้นเลี้ยงวัวฝูงใหม่อีกครั้ง ตอนนี้มีวัวอยู่ 20 ตัว มีทั้งวัวลูกผสมบราห์มัน วัวลูกผสมหูยาวและวัวลูกผสมชาโรเล่ส์ที่พยายามรวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นวัวแม่พันธุ์

คุณอีซา เก็บรวบรวมวัวฝูงนี้มาจากคอกของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงในราคาที่แตกต่างตามสายพันธุ์

“ผมจะเข้าไปหาซื้อวัวจากชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ราคาก็มีตั้งแต่กิโลกรัมละ 100-180 บาท ถ้าเป็นวัวจากคอกของชาวบ้านที่อยู่ไกลเมืองก็จะขายให้เราในราคาที่ถูกหน่อย หากเป็นชาวบ้านที่อยู่ใกล้เมืองก็จะขายเราแพงขึ้น อย่างชาโรเล่ส์ตอนนี้ผมมีอยู่ 6 ตัว ซื้อมาแพงกว่าพันธุ์อื่น ราคาตัวละประมาณ 20,000 บาท”

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวคุณอีซาเล่าว่า สำหรับวัวที่เพิ่งซื้อมาเข้าคอกหรือวัวที่ผอม มีโรค มีปัญหาผมจะให้กินอาหารข้น 1 ขันผสมกับรำ 1 ขันวันละ 2 มื้อ เช้าและเย็น ส่วนอาหารหยายผมมีแปลงหญ้าพันธุ์จักรพรรดิ์ปลูกเอาไว้ประมาณ 3 ไร่เพื่อตัดเอามาให้วัวกินโดยจะตัดหญ้าให้วันละ 1 คันรถปิกอัพต่อวัวที่มีอยู่ 20 ตัว มีแรงงานคือลูกชายที่คอยช่วยเลี้ยงวัวและตัดหญ้า บางวันก็จะปล่อยให้วัวออกมาหากินหญ้าธรรมชาติตามข้างคอก นอกจากนั้นก็จะมีเกลือแร่แขวนเอาไว้ให้เลีย ตอนนี้เราเริ่มมีปัญหาเรื่องแปลงหญ้าเพราะเราจะขยายฝูงวัวออกไปอีก ตอนนี้จึงกำลังมองหาพื้นที่ขยายแปลงหญ้าออกไป ถ้าพื้นที่ไม่พออาจจะต้องไปขอเช่าที่ชาวบ้านเอามาปลูกหญ้าให้วัว

ขยายฝูงชาโรเล่ส์เป้าหมายของคุณอีซา คือ ต้องการขยายฝูงวัวที่มีอยู่ให้มากที่สุด“ผมมองดูสถานการณ์วัวในบ้านเราแล้วบอกได้เลยว่า ในอนาคตวัวจะต้องแพงเหมือนกับทองคำแน่ๆ เพราะวัวหมดไปทุกวันๆ พื้นที่เลี้ยงวัวก็ค่อยๆ หมดไปทุกวัน เพราะพืชเศรษฐกิจต่างๆ ราคาดี จึงไม่เหลือพื้นที่เอาไว้ให้เราเลี้ยงวัวอีกแล้ว ในอนาคตคนที่มีวัวก็เหมือนกับมีทอง วัวของผมฝูงนี้ผมตั้งใจจะขยายฝูงเพิ่มจำนวนให้ได้ 100 ตัว รวมทั้งวัวลูกผสมชาโรเล่ส์ด้วยเก็บตัวเมียไว้แล้วขายตัวผู้ออกไป” คุณอีซา คาดการณ์ตามสายตาของคนที่คร่ำหวอดอยู่กับแวดวงวัวมานาน ในส่วนของชาโรเล่ส์คุณอีซา บอกว่า “ที่ผมสะสมวัวลูกผสมชาโรเล่ส์เอาไว้เพราะตั้งใจจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ ขยายฝูงและขายลูกตัวผู้ออกไปให้กับฟาร์มวัวขุน ส่วนตัวผมคงไม่ขุนเองแต่จะทำตัวเป็นต้นน้ำผลิตลูกวัวให้เอาไปขุนต่อ ส่วนการผสมพันธุ์ผมกำลังหาวัวพ่อพันธุ์ลูกผสมชาโรเล่ส์อายุไม่เกิน 5 ปี สักตัว แต่ผมจะไม่ใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพราะจะดุ ในช่วงที่ยังหาพ่อพันธุ์ไม่ได้ก็ใช้วิธีผสมเทียม ใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ชาโรเล่ส์มาผสม”

ณ ชายแดนฝั่งตะวันตก

เกษตรกรรายย่อยอีกรายที่ผมไปพูดคุยคือ คุณสุวรรณี พิริยะก่อพงษ์ อยู่บ้านเลขที่ 190 หมู่ที่ 9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

คุณสุวรรณี เริ่มต้นเล่าให้เราฟังว่า วัวที่เลี้ยงอยู่ตอนนี้มีทั้งหมด 5 ตัว เป็นวัวลูกผสมชาโรเล่ส์ทั้งหมด โดยตอนแรกที่เริ่มต้นเลี้ยงวัวเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เลี้ยงแม่พันธุ์ลูกผสมชาโรเล่ส์เอาไว้แค่ตัวเดียวแล้วก็เกิดลูก เกิดหลานออกมาเป็นตัวเมียอีก 3 ตัว ซื้อตัวเมียเข้ามาเพิ่มอีก 1 ตัว ซึ่งตัวนี้ซื้อได้ในราคาที่ถูกมาก

คุณสุวรรณี บอกว่า เพราะชอบวัวพันธุ์ลูกผสมชาโรเล่ส์ จึงเลี้ยงอยู่พันธุ์เดียว 4-5 ปีที่แล้ว วัวยังไม่แพงเหมือนตอนนี้ เราก็เลี้ยงมาเรื่อยๆ เพราะชอบวัวชาโรเล่ส์จึงเลี้ยงขยายฝูงมาเรื่อยๆ ไม่คิดว่าชาโรเล่ส์จะแพงขึ้นมาได้ขนาดนี้

เลี้ยงเล่ส์หัวกระไดไม่แห้ง

ในเรื่องการผสมพันธุ์วัวที่มีอยู่คุณสุวรรณี บอกว่า ที่ผ่านมาเราใช้วิธีการผสมเทียมมาตลอด แต่ตอนนี้ก็พยายามมองหาพ่อพันธุ์ชาโรเล่ส์เลือดสูงมาเป็นพ่อพันธุ์คุมฝูง เพราะคิดว่าน่าจะสะดวกในเรื่องการจับสัด แต่ก็หาซื้อวัวพ่อพันธุ์ได้ยาก คงต้องใช้การผสมเทียมไปก่อน

เมื่อวัวราคาแพงและวัวลูกผสมชาโรเล่ส์ยิ่งแพงขึ้นไปอีก วัวฝูงนี้ของคุณสุวรรณีจึงมีคนมาหมายปองตลอดเวลา

“มีคนมาขอซื้ออยู่ตลอด ให้ราคาเราตัวละเป็น 20,000-30,000 บาท เราก็ไม่อยากจะขาย มีอยู่รายหนึ่งมาขอซื้อยกฝูง ในราคา 150,000 บาท แต่เราก็ไม่ขาย เพราะชอบและอยากจะเลี้ยงขยายฝูงไปเรื่อยๆ ที่ผ่านมาก็โชคดีได้ลูกวัวตัวเมียทั้งหมดจึงอยากเก็บเอาไว้ทำพันธุ์ขยายฝูงให้มีจำนวนมากกว่านี้”

เตรียมสร้างแปลงหญ้า

ในเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวคุณสุวรรณี บอกว่า เลี้ยงด้วยหญ้าอย่างเดียวอาจจะมีฟางบ้างในช่วงหน้าแล้ง แต่หลักๆ คือ หญ้าที่มีในธรรมชาติ ทุกวันสามีจะเป็นคนออกไปเกี่ยวหญ้าสดมาเลี้ยงวัว วันละ 9-10 มัด มัดละประมาณ 50 กิโลกรัม เราโชคดีที่มีพื้นที่เยอะทั้งของตัวเองและของญาติๆ รวมกันประมาณ 40 ไร่ ที่ใช้ปลูกพืชไร่พวกมัน ข้าวโพด ก็จะมีหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่ไปตัดมาเลี้ยงวัวได้สบายๆ นอกจากนั้น ก็จะปล่อยให้วัวออกมาหาเล็มหญ้าข้างคอกบ้าง

“ไหนๆ ก็คิดจะเลี้ยงวัวอยู่แล้ว เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวคุณสุวรรณีจึงเตรียมสร้างแปลงหญ้าขึ้นมา เตรียมสร้างแปลงหญ้าอาหารสัตว์สำหรับวัวที่มีอยู่ คิดไว้ว่าน่าจะเป็นหญ้าแพงโกล่า ตอนนี้กำลังหาพันธุ์อยู่”

วัวขุนรายย่อย ต้องเลี้ยงต้อยชาโรเล่ส์

เกษตรกรรายย่อยอีกคน อีกจังหวัดที่ผมจะพาท่านไปรู้จักคือ คุณทรงพล เลือดแดง ที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 3 บ้านพุใหญ่ ตำบลสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณทรงพล เล่าให้ฟังว่า ทำวัวขุนมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ทำแบบรายย่อย ทุนน้อย ขุนครั้งละ 5-6 ตัว เท่านั้น “ผมจะเลือกซื้อวัวที่มีในพื้นที่มาเข้าคอกขุน เพราะจะประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง ส่วนเรื่องพันธุ์หากเลือกได้ผมจะเลือกวัวลูกผสมบราห์มันหรือลูกผสมชาโรเล่ส์ก่อน แต่หากเลือกไม่ได้อย่างในช่วงนี้วัวพันธุ์ไหนเราก็เอา แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเป็นวัวหูยาวต้องเป็นวัวแก่ที่ผลัดฟันแล้วเพราะจะขุนให้น้ำหนักขึ้นได้ดีกว่าวัวหนุ่ม ช่วงนี้วัวมีราคาแพงมาก แถมหาซื้อยาก อย่างวัวลูกผสมบราห์มันสีขาวที่มีอยู่ตอนนี้ผมซื้อมาราคาตัวละ 36,000 บาท กำลังเตรียมจะเอาเข้าขุนเร็วๆ นี้ เพราะยังต้องรอหาซื้อวัวมาเพิ่มอีก 3-4 ตัว”

เมื่อวัวมีราคาแพงมาก ก็ต้องหาช่องทางแก้ไขปัญหา คุณทรงพล บอกว่า เมื่อวัวราคาแพงขนาดนี้ จึงต้องใช้วิธีเลี้ยงต้อยวัวลูกผสมชาโรเล่ส์ อย่างวัวลูกผสมเล่ส์ชุดนี้ตระเวนไปหาซื้อมาเก็บไว้ตอนที่มันอายุได้ประมาณ 7 เดือน ซื้อมาในราคาตัวละ 10,000 บาท มีอยู่ 3-4 ตัว ซึ่งต้องเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 2 ปี จึงจะปล่อยออกไปได้ ตอนนี้ก็ต้องเลี้ยงให้โครงสร้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ให้พอจะเข้าขุนได้

ส่วนหลักการเลือกซื้อวัวลูกผสมชาโรเล่ส์ผมจะเลือกลูกวัวที่มีเลือดไม่สูงมากนัก ประมาณ 50-60% มีกระดูกใหญ่ แข้งขาใหญ่ หลักกว้างและยาวเห็นได้ชัด วัวที่มีลักษณะนี้จะเลี้ยงให้อ้วนได้เร็ว

สร้างฝูงแม่พันธุ์ ย้ำวัวขุนรายย่อยอยู่ได้แม้ต้นทุนสูง

เมื่อจริงจังกับการทำวัวขุนคุณทรงพลจึงคิดที่จะสร้างฝูงแม่พันธุ์ขึ้นมาเป็นของตัวเอง“ผมพยายามรวบรวมแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีมาเลี้ยงไว้ ตอนนี้มีอยู่ 4 แม่ มีทั้งลูกผสมบราห์มันและลูกผสมชาโรเล่ส์ผสมพันธุ์เพิ่มจำนวนสร้างฝูงแม่พันธุ์ไปเรื่อยๆ” คุณทรงพลเล่า

คุณทรงพล บอกด้วยว่า เมื่อวันนี้วัวมีราคาแพงจนหาซื้อได้ยาก ฝูงแม่พันธุ์ที่มีก็สร้างประโยชน์ให้ไม่น้อย แม่พันธุ์ที่มีผมใช้การผสมตามธรรมชาติควบคู่กับการผสมเทียมด้วย ฝากน้ำเชื้อไว้กับหมอผสมหลายหลอด ส่วนลูกวัวที่ได้จากแม่พันธุ์ที่เก็บไว้ หากลูกเป็นตัวเมียที่มีลักษณะดีก็จะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ในฝูงต่อไป แต่หากเป็นแม่พันธุ์ที่ไม่สวย มีตำหนิ ให้ลูกห่างและลักษณะไม่ดีก็จะปล่อยออกไป แต่หากลูกออกมาเป็นตัวผู้ก็จะเลี้ยงไว้ใช้ขุนในคอกของเราเอง

เรื่องความอยู่รอดของเกษตรรายย่อยที่ทำวัวขุนนั้น คุณทรงพล บอกกับเราว่า วัวขุนรายย่อยไม่มีปัญหามากนัก อย่างเรื่องอาหารข้นก็มีเจ้าประจำที่มีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่ อาหารหยาบอย่างเปลือกสับปะรดบดแม้ว่าเราจะสั่งในปริมาณน้อย แต่เราสั่งเป็นประจำก็ไม่มีปัญหา ทางโรงงานก็เต็มใจขายให้ เพราะซื้อขายกันเป็นประจำ ส่วนเรื่องการตลาดเมื่อวัวของเราขุนได้น้ำหนักก็จะมีพ่อค้ามาซื้อ ก็เลือกพ่อค้าที่ให้ราคาเราสูงที่สุด ไม่มีพ่อค้าประจำ เน้นคนที่ให้ราคาเราสูงที่สุดเป็นพอ ยืนยันว่าวัวขุนรายย่อยยังอยู่ได้

ฝากข้อคิดให้มือใหม่ที่สนใจเลี้ยงวัว

ก่อนจะจากกันมีข้อคิดดีสำหรับชาวโคบาลทั้งมือใหม่มือเก่า“คำแนะนำเรื่องการเลี้ยงวัวสำหรับมือใหม่ที่อยากเลี้ยง ผมบอกได้เลยว่าเรื่องแรกคือ ถามตัวเองว่ารักวัว รักการเลี้ยงวัวจริงหรือเปล่า ถ้าตอบตัวเองได้ว่ารักจริงๆ จึงค่อยเลี้ยงวัว เรื่องเงินเป็นอีกเรื่องที่สำคัญเพราะช่วงนี้วัวราคาแพงต้องใช้ทุนมาก จึงต้องระวังให้มาก” ส่วนคุณสุวรรณี ฝากบอกว่า “ที่เลี้ยงวัวเพราะใจรักจริงๆ จึงเลี้ยงมาได้เรื่อยๆ มีคนมาซื้อก็ไม่ขาย คนที่คิดจะเริ่มเลี้ยงคงต้องใช้ใจรักมากๆ เป็นสำคัญ” คุณอีซา กล่าว

“ผมทำวัวขุนมานานผ่านช่วงเวลาที่ราคาวัวถูกจนถึงราคาวัวดีจนน่าตกใจแต่ผมก็ไม่เคยคิดขยายขนาดคอก ไม่คิดเพิ่มจำนวนวัวเพราะผมมีแรงงานน้อย มีทุนน้อยก็ทำไปเท่าที่มี ทำเป็นรายได้เสริมที่ไม่กระทบกับงานประจำของเรามากนัก หากจะให้ผมแนะนำเกษตรกรรายใหม่ๆ ที่ต้องการทำวัวขุนก็ต้องบอกว่าใครคิดจะทำวัวขุนจะต้องมีทุนเริ่มต้นพอสมควร มีแหล่งอาหารข้น อาหารหยาบในพื้นที่ จึงจะทำให้ต้นทุนการขุนวัวต่ำลงและทำกำไรให้เราได้หากมองดูรอบตัวแล้วเรายังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งทำวัวขุนเลยครับจะได้ไม่ต้องเหนื่อยและเจ็บตัว” คำแนะนำจากคุณทรงพล

แต่ละท้องถิ่นของไทย มีพืชแปลกๆ ให้ได้พบเห็น เดิมทีอาจจะซ่อนลึกอยู่ในหลืบ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนนำมาปัดฝุ่น ประกอบกับการสื่อสารทันสมัย คนจึงรู้จัก พร้อมทั้งพัฒนา จนมีค่า มีราคาดี

มะไฟกา ของ คุณโอสถ นราพงค์ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ของการเก็บสิ่งที่มีอยู่มารักษาไว้ ต่อมากลายเป็นสิ่งมีคุณค่า ปัจจุบัน คุณโอสถ อยู่บ้านเลขที่ 385 หมู่ที่ 1 ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช