ก.เกษตรฯจับมือกลุ่มมิตรผล ต่อยอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์

นำร่อง3โครงการ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีการเกษตรตามแนวทางเกษตรยั่งยืน ระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กับ บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ว่า เป็นการร่วมมือแบบประชารัฐเน้นการปรับเปลี่ยนเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ สภาพอากาศ สภาพสังคม โดยที่ผ่านมางบประมาณด้านการวิจัยพัฒนาน้อยมากๆเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว จำเป็นต้องร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีความพร้อม โดยเฉพาะต้องใช้เครื่องจักรกล และเทคโนโลยี เป็นการทำงานในลักษณะประชารัฐ กระทรวงเกษตรฯคาดหวังว่าจะเป็นแบบอย่างให้กับงานอื่นๆในอนาคตด้วย

สำหรับโครงการวิจัยภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ช่วงแรกระยะ 5 ปี ในงานวิจัย 3 โครงการ คือ 1. โครงการวิจัยการปลูกพืชหลังนาเพื่อเป็นพืชหมุนเวียน และ บำรุงรักษาดิน งบ 5.4 ล้านบาท พืชที่เลือกใช้ คือ ถั่วเหลือง เพราะตลาดต้องการสูง แต่ผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีความต้องการถั่วเหลืองปีละ 2 ล้านตัน ไทยผลิตได้ปีละ 50,000 ตันที่เหลือต้องนำเข้า ทั้งนี้ เป็นการทดลองปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 และ สจ.5 นำร่องในพื้นที่ 150 ไร่ ของ อ.ชุมแพ และ อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น

2. โครงการวิจัยการป้องกันศัตรูพืชด้วยสารควบคุมศัตรูพืชที่ได้จากธรรมชาติ เป็นการส่งเสริมการทำการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะต้องไม่ใช้สารเคมีทำการเกษตร จึงต้องการวิจัยพัฒนาการป้องกันควบคุมแมลงศัตรูพืชที่ไม่ใช้สารเคมี โดยใช้วิธีธรรมชาติ และ นวัตกรรมอื่นๆ ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับจะส่งผลให้มีสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย และลดการนำเข้าสารเคมี

3. โครงการปรับปรุงคุณสมบัติของดิน เป็นการศึกษาวิธีการปรับปรุงคุณสมบัติของดิน ให้เหมาะสมกับการทำการเกษตรในพื้นที่มีผลผลิตต่ำ โดยเน้นเป็นพื้นที่เฉพาะบริเวณ รวมทั้งการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่อีกด้วย ผลที่คาดว่าจะได้รับ สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ย และ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ กรมการข้าว และ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโครงการ KUBOTA Farmer Academy 2017 ขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Real Smart Farmer” ลงมือจริง บนพื้นที่จริง กับเกษตรกรตัวจริง สานต่อความสำเร็จจากการจัดโครงการในปีแรก ซึ่งมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก โดยปีนี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วมเรียนรู้การทำนาที่มีประสิทธิภาพแบบเข้มข้นครบวงจร และลงแปลงนาปฏิบัติการเพาะปลูกจริงทุกกระบวนการ พร้อมบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสัมผัสวิถีชีวิตชาวนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ “ลุงบุญมี” เกษตรกรตัวจริง ผู้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2554 ในวันที่ 20 – 24 กรกฎาคม 2017 ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-เกษตรทิพย์ จ.ศรีสะเกษ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Smart Farmer อย่างเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิผล พร้อมกับขยายฐานการสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำนาแบบถูกวิธีที่จะต่อยอดให้กลายเป็นชาวนายุคใหม่ได้ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนให้ภาคเกษตรเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0

ในปีนี้ บริษัทจึงได้จัดโครงการ KUBOTA Farmer Academy 2017 ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Real Smart Farmer : ลงมือจริง บนพื้นที่จริง กับเกษตรกรตัวจริง” เรียนจากผู้รู้จริง สร้างประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำ เสริมสร้างความสัมพันธ์ แบ่งปันความรู้จากเพื่อนเครือข่าย ตลอดจนการเพิ่มพูนองค์ความรู้ในการหาช่องทางการจัดจำหน่าย อันจะต่อยอดธุรกิจในอนาคต”

โครงการ KUBOTA Farmer Academy 2017 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 24 กรกฎาคม 2017 รวมระยะเวลาการเข้าร่วมทำกิจกรรม 5 วัน 4 คืน ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุข สยามคูโบต้า-เกษตรทิพย์ จ.ศรีสะเกษ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้พบกับกิจกรรมต่างๆ อาทิ เรียนรู้ของการทำนาแบบครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว สอดแทรกด้วยวิธีการ KUBOTA (Agri) Solutions ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต อย่างมีประสิทธิผล พร้อมร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากมนุษย์เงินเดือนผู้ที่พลิกชีวิตมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างเต็มตัวจนประสบความสำเร็จ

พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตชาวนาหลักสูตรการทำนาแบบยุคใหม่จากลุงบุญมี สุระโครต เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2554 และเรียนรู้เรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ข้าว ตลอดจนการบริหารจัดการการตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย อย่างครบครัน
บริษัท ฯ จึงขอเชิญชวน คนรุ่นใหม่ วัยทำงาน ที่มีอายุระหว่าง 25 – 45 ปี และมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมกิจกรรมตลอดโครงการ ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 มิถุนายน 2560 ข้อมูลเพิ่มเติม Facebook: KubotaFarmerAcademy หรือโทร. 063-204-1340 ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น รับจำนวนจำกัด 30 ท่านเท่านั้น

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะประธานภาคีเครือข่ายกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินการฟื้นฟูและบำรุงรักษาทะเลกรุงเทพฯ เป็นประธานเปิด “โครงการปลูกป่าในใจคน ตามศาสตร์พระราชา” และเปิดเส้นทางศึกษาและชมธรรมชาติป่าชายเลนชายทะเลบางขุนเทียน พร้อมนำคณะผู้บริหาร กทม. ภาคีเครือข่าย ประชาชน และสื่อมวลชน ร่วมปลูกป่าชายเลนบนพื้นที่นำร่อง 10 ไร่

พล.ต.อ.อัศวินเปิดเผยว่า กทม.ได้เริ่มปลูกป่าชายเลนและปักไม้ไผ่เพื่อทำหลักกันคลื่นลมทะเลกัดเซาะมาเป็นระยะเวลา 5 เดือนแล้ว โดยปักไม้ไผ่ในลักษณะสลับสับหว่างคล้ายฟันปลา เพื่อให้น้ำทะเลพัดทรายเข้าไปอยู่ในแนวไม้ไผ่ ตามวิธีการที่เรียกว่า “ที-กรอยน์ธรรมชาติ” ต่อมาพบว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน บริเวณดังกล่าวมีพื้นดินหรือทรายสูงขึ้นประมาณ 30 เซนติเมตร (ซม.) และเชื่อว่าในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า จะมีพื้นดินเพิ่มขึ้นอีก 50 ซม. และในส่วนของการปลูกป่าชายเลนก็จะขยายบริเวณการปลูกต้นไม้ให้ได้ 1,000 ไร่ ในปีนี้

“ที่ผ่านมา ได้รับบริจาคต้นไม้จากทุกภาคส่วน ทั้งภาคีเครือข่ายรัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ซึ่ง กทม.ไม่ได้บังคับว่าต้องบริจาคเป็นจำนวนมาก เพียงคนละ 2-3 ต้นก็ได้ และต่อมาในเรื่องของเงินบริจาค กทม.ได้ตั้งคณะกรรมการ 5 คน เป็นตัวแทนจากชุมชน 2 คน ที่เหลือคือ อาจารย์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน และหัวหน้าฝ่ายรายได้ของเขต เพื่อทำให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างโปร่งใส” พล.ต.อ.อัศวินกล่าว และว่า โครงการนี้ นอกจากช่วยให้ กทม.ได้พื้นดินเพิ่มแล้ว ในกระบวนการการอนุรักษ์ยังเป็นการสร้างอาชีพเสริมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย โดย กทม.จะจ้างงานปลูกต้นไม้ สร้างแนวไม้ไผ่กันน้ำทะเลกัดเซาะ ขูดเพรียงที่กัดกินต้นไม้ ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ยังสามารถเรียกคืนระบบนิเวศกลับมา ห่วงโซ่อาหารในชายทะเลบางขุนเทียนสมบูรณ์ขึ้นด้วย

พล.ต.อ.อัศวินกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของเส้นทางธรรมชาติ กทม.มีแผนให้ก่อสร้างเส้นทางขึ้นมาอีกหนึ่งเส้น เพื่อกำหนดให้เป็นทางเข้าแบบวันเวย์ ซึ่งในส่วนนี้จะขอความร่วมมือไปยังภาคเอกชนต่างๆ ให้ร่วมช่วยกันสร้าง เชื่อว่าในอนาคตอีก 1-2 ปีนับจากนี้ บางขุนเทียนจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน พบว่า ในทุกปีจะเสียผืนดินจากการถูกน้ำทะเลกัดเซาะปีละ 10 เมตร จากข้อมูลปี 2518-2556 พื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนถูกกัดเซาะมีความยาวรวม 4.7 กิโลเมตร สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนว่าแนวฝั่งเริ่มหายไปตามแรงคลื่นลมทะเลคือ บริเวณหลักเขตกรุงเทพมหานคร หลักที่ 28 ที่แบ่งพื้นที่ระหว่างเขตบางขุนเทียน กทม.กับ จ.สมุทรปราการ และหลักเขตที่ 29 ที่แบ่งพื้นที่ระหว่างเขตบางขุนเทียน กทม. กับ จ.สมุทรสาคร ทั้งนี้ พื้นที่ที่ถูกชายทะเลกัดเซาะอดีตเคยเป็นบ่อกุ้งของชาวบ้าน ประชาชนบางส่วนเปิดเป็นร้านอาหาร และประตูระบายน้ำของเขตบางขุนเทียน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ระบุ แรงงานเกษตรพื้นที่ภาคกลาง ส่วนใหญ่เกษตรกรที่ปลูกข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีการวางแผน และนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทน จึงไม่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานคน โดยอัตราค่าจ้างทั้งส่วนของแรงงานคนและเครื่องจักร ระหว่างปี 58 และ 59 ยังไม่แตกต่างกันมากนัก

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่เก็บข้อมูลงานวิจัย “ความต้องการแรงงานของครัวเรือนภาคการเกษตร ตามชนิดสินค้าและขนาดฟาร์ม” ซึ่งเป็นงานบูรณาการร่วมกันของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 – 12 โดยศึกษาถึงสถานการณ์และประสิทธิภาพของแรงงานแต่ละประเภทการผลิตแยกตามขนาดฟาร์ม และเชื่อมโยงถึงความต้องการแรงงานภาคการเกษตรตามประเภทและขนาดฟาร์ม

จากการลงพื้นที่ ได้ทำการศึกษาเกษตรกรสาขาพืช ประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน และลำไย ตามขนาดฟาร์ม ในแต่ละกิจกรรมและกระบวนการผลิต ในการนี้ ขอยกตัวอย่างการศึกษาในส่วนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) ซึ่งทำการศึกษาเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ภาคกลางของแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ดำเนินการเก็บข้อมูลในจังหวัดลพบุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ส่วนมันสำปะหลังโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เก็บข้อมูลในจังหวัดลพบุรี ชัยนาท สระบุรี สุพรรณบุรี

ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า แรงงานภาคเกษตรในพื้นที่ภาคกลางไม่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากเกษตรกรนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานคน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษา จนถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งมีทั้งส่วนที่ว่าจ้าง และจัดหาเครื่องจักรมาไว้เป็นของตนเอง ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพื้นที่มากๆ ซึ่งนอกจากจะใช้สำหรับในฟาร์มของตนเองแล้ว ยังนำไปรับจ้างให้บริการเกษตรกรรายอื่นด้วย

สำหรับการจ้าง เกษตรกรจะมีการวางแผนการเพาะปลูก และนัดหมายล่วงหน้ากับผู้ว่าจ้างไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ตรงกับรายอื่นๆ โดยค่าจ้างจะคิดเหมาเป็นไร่ และอัตราค่าจ้างจะมีตั้งแต่ไร่ละ 200 – 600 บาท ในส่วนของแรงงานคน ส่วนใหญ่จะทำการว่าจ้างสำหรับงานด้านการดูแลรักษา ซึ่งค่าจ้างจะคิดใน 2 แบบ คือ เป็นรายวัน วันละ 300 บาท หรือเหมาเป็นไร่ อยู่ที่ไร่ละ 50 – 60 บาท

อย่างไรก็ตาม พบว่า แรงงานภาคเกษตรทั้งของข้าว มันสำปะหลังโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานชั่วคราว มีทั้งเกษตรกรที่ว่างจากการทำการเกษตรของตนแล้วมารับจ้าง และที่เป็นแรงงานรับจ้างทางการเกษตรโดยเฉพาะ ทั้งในรูปแบบทำเองคนเดียว และทำเป็นทีมงาน และหากกรณีผลผลิตเกษตรกรไม่ดี เสียหายจากภัยธรรมชาติ ผู้รับจ้างจะปรับลดค่าจ้างเครื่องจักรลง เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ค่าจ้างแรงงานคนค่อนข้างคงที่ไม่ปรับลด

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบอัตราค่าจ้างช่วงปี 2559 และ ปี 2558 พบว่า อัตราค่าจ้างทั้งส่วนของแรงงานคน และเครื่องจักรของทั้งสองปีไม่แตกต่างกันมากนัก โดยเกษตรกรและท่านที่สนใจสามารถสอบถามผลการศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท โทร. 056 405 005 – 6 หรือ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นำเทคโนโลยี Big Data วางแผนเศรษฐกิจการเกษตร บูรณาการร่วมหน่วยงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลทะเบียนเกษตรกร และเศรษฐกิจการเกษตรทุกด้าน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะ หรือ Big Data Analytics ให้อยู่ในระบบฐานข้อมูลแบบเรียลไทม์ มั่นใจ ช่วยการวางแผนการผลิตทางการเกษตรได้มีประสิทธิภาพ ทุกหน่วยงานนำไปใช้ได้ทันที

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การวางแผนการผลิตด้านการเกษตร จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่หลากหลายมาใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ได้ดำเนินจัดทำโครงการพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในปี 2559 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) ร่วมกับสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (EGA) ซึ่งให้ความร่วมมือทางโครงสร้างพื้นฐานทางระบบคอมพิวเตอร์ มีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้คำแนะนำในการตรวจสอบชำระข้อมูลทะเบียนเกษตรกร จากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลเกษตรกรกลางที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รับผิดชอบในการนำข้อมูลจากฐานข้อมูลเกษตรกรกลางดังกล่าวมาใช้ร่วมกับคลังข้อมูลสถิติการเกษตรและการวิเคราะห์นำเสนอด้วยระบบ Business Intelligence ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วในปี ที่ผ่านมา และในปี 2560 ได้ขยายฐานข้อมูลด้วยการนำข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น ข้อมูลเกษตรกรจากกรมหม่อนไหม กรมการข้าว และกรมอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมทุกสาขาการเกษตร ซึ่งจะได้ฐานข้อมูลเกษตรกรกลางที่สมบูรณ์ นำมาจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะ (Big Data Analytics) ซึ่งจะทำให้การวางแผนการผลิตทางการเกษตรได้มีประสิทธิภาพ มีข้อมูลที่หลากหลายเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและนำมาใช้ในเชิงนโยบายด้านการเกษตร ทำให้การคาดการณ์ล่วงหน้าและการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร การเชื่อมโยงข้อมูล ทั้งฐานข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร สถิติการเกษตร ฐานข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กยท. ร่วมกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทย ลุยขยายตลาดยางในต่างประเทศ จับมือบริษัทผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ของจีนลงนามในบันทึกข้อตกลง เตรียมซื้อขายยางแท่ง STR 20 จากไทย

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง และตัวแทนสถาบันเกษตรกรสวนยาง เข้าร่วมงานนิทรรศการ China International Rubber Tire & Auto Accessory Exhibition ครั้งที่ 8 ณ เมืองกว่างเล่า ระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2560

ในโอกาสนี้ ได้ลงนามในบันทึกความสนใจสั่งซื้อยางแท่ง STR 20 กับกลุ่มบริษัท เหินฟง ผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ของประเทศจีน ที่มีกำลังผลิตกว่า 30 ล้านเส้นต่อปี โดย กยท. จะดำเนินการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรงเพื่อนำมาผลิตตามปริมาณ และคุณภาพที่ผู้ซื้อกำหนด

“โดยในปีนี้ กยท. จะเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงาน 4, 5 และ 6 ทางภาคอีสาน อีกเท่าตัว เพื่อให้เพิ่มสัดส่วนทางการตลาด และเจาะตลาดใหม่ของจีนที่ยังมีความต้องการใช้ยางในพื้นที่กว่า 1.5 ล้านตันต่อปี” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ประธานสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ว่ามีเห็บน้ำระบาดหนักในทะเลสาบสงขลา อันเนื่องมาจากน้ำในทะเลสาบสงขลาจืดกว่าปกติ เพราะมีน้ำจืดจากฝนตกน้ำท่วมไหลลงทะเลสาบปริมาณมาก ทำให้เห็บน้ำเติบโตได้ดีและเกาะกินเลือดปลากะพงขาวที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ในกระชังริมทะเลสาบ พื้นที่ตำบลปากรอ และป่าขาด อำเภอสิงหนคร ทำให้ปลากะพงขาวตายกว่า 100 กระชัง เกษตรกรขาดทุน

“การแก้ปัญหาทำได้ยาก เนื่องจากเป็นการเลี้ยงปลาในระบบเปิด การจะนำสารเคมีฆ่าเห็บน้ำจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ จึงต้องรอธรรมชาติช่วยเหลือ โดยให้น้ำเค็มเข้ามาตามสภาวะปกติ จะทำให้เห็บน้ำตายไป แต่ปัญหาคือเกษตรกรไม่มีเงินลงทุนรอบใหม่ จึงอยากให้ทางการช่วยเหลือ สมาพันธ์อยู่ระหว่างตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเพื่อยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดขอความช่วยเหลือ” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายเดชาธร ไทยสนธิ แกนนำวิสาหกิจชุมชนเดชาธรผลิตมะพร้าว อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า เมื่อหลายปีก่อนตนผู้บุกเบิกตลาดมะพร้าวน้ำหอมและน้ำหวานในประเทศจีนเป็นรายแรก ยอมรับว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในประเทศสูงขึ้น มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น ทำให้เมื่อ 5 ปีก่อน มี “ล้ง” มะพร้าวส่งออกเกิดขึ้นจำนวนมากในจังหวัดราชบุรี แต่ปัจจุบันมี “ล้ง” เหลือเพียง 50 รายเท่านั้น ส่วนใหญ่เปลี่ยนตลาดไปสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย โดยส่งออกเฉพาะน้ำมะพร้าว ขณะที่ในอดีตเคยส่งไปจำหน่ายทั้งผลเดือนละมากกว่า 1 แสนผล ต่อมาตลาดส่งออกมีปัญหา เนื่องจากพ่อค้าจีนส่งตัวแทนเข้ามาบุกตลาดในประเทศไทย เพื่อนำสินค้าไปจำหน่ายเองทั้งระบบ เหมือนการเข้ามาแทรกแซงตลาดทุเรียนและลำไย โดยรับซื้อผลผลิตถึงสวนทำให้ราคามะพร้าวลดลงในช่วงแรก

“ก่อนหน้านี้มะพร้าวน้ำหอมมีราคาผลละประมาณ 21 บาท นำไปขายในจีนราคาผลละ 70 บาท ซึ่งชาวจีนจะนิยมกินน้ำกะทิสด ขณะนี้ราคารับซื้อในสวน พ่อค้าจีนจะซื้อผลละ 15 บาท จากนั้นนำไปใส่กล่องจำหน่าย 9 ผล ต่อกล่อง ราคากล่องละ 60 หยวน ดังนั้น หน่วยงานราชการควรให้ความสนใจการประกอบกิจการของล้งเถื่อนจากจีน โดยควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน GAP สำหรับความนิยมในจีนตลาดส่วนใหญ่ยังยอมรับผลผลิตจากไทย ทำให้แต่ละเดือนมียอดการส่งออกกว่า 1 แสนผล และมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ดังนั้น การปลูกมะพร้าวน้ำหอมและน้ำหวานในประเทศยังมีอนาคตที่ดีจากการบริโภคเพื่อสุขภาพ ขณะที่มะพร้าวจากประเทศเวียดนามยังเป็นคู่แข่งสำคัญ” นายเดชาธร กล่าว

โรคไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี เป็นปัญหาของทั่วโลกมาเป็นเวลานาน

ล่าสุด ผศ.นพ. ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ weareorganizedchaos.com อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ใหญ่ ร้อยละ 3 แต่ในช่วง 30 ปีก่อนนี้ มีการให้วัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวในเด็กไทยทุกคนทำให้อัตราการติดเชื้อในเด็กลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 0.20 โดยรวมแล้ว ปัจจุบันมีผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ประมาณ 3 ล้านคน ส่วนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีนั้น มีอยู่ประมาณร้อยละ 2 หรือ 800,000-900,000 คน อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ พบว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้ ไม่รู้ตัวเอง ทำให้ไม่ได้เข้าสู่ระบบติดตามรักษา

ผศ.นพ. ปิยะวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้มีการติดตามมานานจนรู้ว่า ไวรัสเหล่านี้เข้าไปแบ่งเซลล์อย่างไรบ้างในเนื้อตับ ทำให้มีการผลิตยาออกมารักษา ยับยั้งการแบ่งเซลล์ของเชื้อไวรัส ทั้งนี้ล่าสุดมีการพัฒนายากินรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาดได้ ร้อยละ 90-100 โดยกินวันละ 1-2 เม็ด ต่อเนื่อง 3 เดือน แต่ยังไม่ได้อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ ซึ่งอยู่ที่นโยบายรัฐบาลว่าจะบรรจุเข้าไว้ในชุดสิทธิประโยชน์หรือไม่ ทั้งนี้ อาจจะต้องดูความคุ้มค่า ความจำเป็นของผู้ป่วย ส่วนไวรัสตับอักเสบบีนั้น เบื้องต้นมียาฉีด ยากิน ที่ช่วยให้ลดปริมาณไวรัสลงจนไม่ก่อปัญหาต่อเนื้อตับ แต่ก็ต้องกินยาว 5-10 ปี หรือตลอดชีวิต ยังไม่ถือเป็นที่พอใจของแพทย์และผู้ป่วย ดังนั้น จึงมีการพัฒนายาใหม่เช่นกัน คาดว่า 5-10 ปีนี้ จะเริ่มมียาตัวใหม่ออกมา ดังนั้น ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์เหล่านี้องค์การอนามัยโลกจึงประกาศกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี ให้หมดไปจากโลกได้ภายในปี 2030 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้คนที่ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ รู้ตัวเองให้ได้

“เชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีนั้น จะติดต่อผ่านทางเลือด เช่น มีการเจาะหู ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนที่มีเชื้อ และมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน แต่การติดต่อจากแม่สู่ลูกระหว่างคลอดนั้น มีเพียงไวรัสตับอักเสบบีเท่านั้นไม่ติดต่อทางน้ำลาย การกินอาหารร่วมกัน ส่วนการสัมผัสกันนั้น ยืนยันว่าไม่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อเมื่อโต 100 คน จะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันทั้งหมด แต่ 99 คน หายได้เองและมีภูมิคุ้มกันโรคขึ้นมา มี 1 คน ที่มีเชื้อต่อเนื่องในร่างกายที่ต้องรับการตรวจและรักษาจากแพทย์” ผศ.นพ. ปิยะวัฒน์ กล่าวและว่า ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ รพ.จุฬาฯ จะจัดเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ ตั้งแต่เวลา 07.00-16.30 น. ที่หอประชุมจุฬาฯ ค่าลงทะเบียน คนละ 300 บาท