ขณะที่การนำเข้าเดือนมิ.ย. มีมูลค่า 20,201 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขยายตัว 10% เกินดุลการค้า 1,579 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ครึ่งปีแรกการนำเข้ามีมูลค่า 121,356 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15.6 การค้าเกินดุล 1,877 ล้านเหรียญสหรัฐ “ไทยไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แต่ได้รับอานิสงส์จากภาวะดังกล่าว เนื่องจากไทยสามารถส่งออกไปตลาดสหรัฐสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถือว่าประเทศไทยสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ อย่างไรก็ตาม กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามไม่ให้มีการทำผิดกฎระเบียบด้านการค้า และยืนยันประเทศไทยทำการค้าโดยคำนึงถึงกฎระเบียบทางการค้า และหวังว่าสหรัฐจะไม่จับตาการค้าของไทย” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

ส่วนแนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังคาดการณ์จะเป็นไปตามเป้าหมาย 8% โดยในวันที่ 7 ส.ค.นี้ รมว.พาณิชย์ จะเชิญภาคเอกชนรายใหญ่ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเข้ามาหารือเพื่อประเมินตัวเลขการส่งออกทั้งปีร่วมกันอีกครั้ง ทั้งนี้ หากการส่งออกขยายตัวได้ 9% ในช่วง 6 เดือนที่เหลือจะต้องผลักดันการส่งออกให้ได้ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากการส่งออกมีโอกาสขยายตัวได้ 10% จะต้องผลักดันการส่งออกในช่วงที่เหลือให้ได้ไม่น้อยเดือนละ 22,414 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกจะขยายตัวได้ดีแต่ยังมีความกังวลเพราะประเทศผู้ซื้อหลักเริ่มมีสัญญาณชะลอคำสั่งซื้อสินค้าเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเอง ทั้งจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ประกอบกับการมีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ดังนั้น ไทยจะต้องเร่งผลักดันการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง

มาร้านเดียวได้ครบทุกรสชาติ ที่ บ้านจรัญฯ ย่านฝั่งธนฯ กรุงเทพฯ แหล่งรวมอาหารไทย- ซีฟู้ด-อาหารฝรั่ง แม้จะเปิดได้ไม่นาน แต่ด้วยฝีมือ บวกกับความใส่ใจของเจ้าของร้านแล้วรับประกันความอร่อย

คุณอนุชา สิทธิวิไล หรือ คุณปุ้ย และ คุณญาณวัฒนา มนูกุล หรือ คุณนก แฟนสาว บอกว่า ก่อนหน้านี้มีพื้นฐานมาจากการช่วยทำร้านท่าเรือ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ของพี่ชาย แล้วจึงมาเปิดร้านบ้านจรัญฯ ที่นี่ ก็เหมือนส่วนครัวที่ขยายออกมาจากบ้านเรา

ถ้าวันนี้คุณมานั่งอยู่ที่นี้ ไม่ว่าจะมาเป็นครอบครัวหรือมากับคนรัก อยากให้คิดว่า กำลังนั่งรับประทานข้าวอยู่ที่บ้านของตัวเอง

คุณปุ้ย บอกว่า เราคัดสรรและปรุงด้วยความใส่ใจในรายละเอียด เพราะเป้าหมายคือ “ส่งผ่านความอบอุ่นและประทับใจที่สม่ำเสมอ ผ่านคุณภาพอาหารและการบริการ หวังว่าความตั้งใจของเราจะเข้าถึงทุกๆ คนที่มากินที่ ร้านเรา”

เมื่อมา ร้านบ้านจรัญฯ ขอแนะนำ ขนมปังอบชีส เป็นเมนูกินเล่น ตามสูตรที่คิดเอง ใช้ชีส 4 ชิ้น นำไปราดขนมปังถึง 2 ครั้ง และย่างไฟ ให้ตัวชีสแทรกเข้าไปในเนื้อขนมปัง

ส่วนเมนูอาหารไทย มีปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ใช้ปลาเนื้ออ่อนสดๆ ตัวไม่ใหญ่เกินไป นำไปทอดให้เหลือง ราดด้วยกระเทียม กรอบอร่อยกินได้ทั้งตัว เนื้อปูผัดพริกขี้หนูสวน เนื้อปูเป็นก้อนผัดกับพริกขี้หนูสวน รสชาติออกเผ็ดแต่ไม่มาก หรือผัดฉ่าลูกชิ้นปลากราย ที่ถึงเครื่องเครา ใช้ลูกชิ้นปลากรายแท้ๆ เหนียวหนึบ กินกับข้าวสวยร้อนๆ

ข้าวผัดปู ที่ผัดออกมาแล้วข้าวเรียงเป็นเม็ดและไม่แข็ง กับเนื้อปูก้อน และให้ดีต้องกินกับใบเหลียงผัดไข่ และซดเมนูร้อนๆ ด้วยเย็นตาโฟหม้อไฟที่อัดแน่นไปด้วยลูกชิ้นปลา เกี๊ยวปลา ลูกชิ้นกุ้ง ปลาเส้น หมึกกรอบ ไม่มีกลิ่นคาว เสิร์ฟมาในหม้อไฟรสชาติกำลังดีไม่เผ็ดมาก

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเมนูที่แนะนำให้ลอง เช่น ซี่โครงหมูตุ๋น แกงส้มชะอมกระเฉดกุ้งสด ขาหมูทอดเยอรมัน สปาเกตตีผัดพริกแห้งเบคอน สปาเกตตีผัดพริกแห้งไส้กรอกรมควัน คาโบนาร่า อกไก่ยัดไส้แฮมชีส สเต๊กเนื้อสันใน ที่ใช้เนื้ออย่างดี ที่ไม่น่าพลาด

ส่วนของหวานที่เด็กๆ ชอบ เป็น Flourless Chocolate Cake หรือเค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง กินคู่กับไอศกรีม วานิลลา ช็อกโกแลต กรีนที ได้อย่างลงตัว ผู้ใหญ่เห็นยังอดใจไม่ไหวเลย

สำหรับเส้นทางมา ร้านบ้านจรัญฯ เริ่มจากเส้นทาง ถนนราชพฤกษ์ มุ่งหน้าซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 เข้าแยกบางแวก จากนั้นเลี้ยวขวา เข้าถนนบางแวก วิ่งเข้ามาไม่ไกลร้านอยู่ใกล้ซอยบางแวก 40 จะเห็นป้ายร้านบ้านจรัญฯ อยู่ขวามือ

ที่จอดรถสะดวก มีทางลาดเดินสำหรับผู้สูงอายุ ด้านในตัวร้านโปร่งโล่งดูสะอาดตา แต่งเรียบง่าย มีมุมน่ารักไว้ให้คนชอบถ่ายรูปด้วย สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสวดมนต์ในพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถวายพระราชกุศล และถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2561 ณ พระลานพระราชวังดุสิต ในวันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2561 เวลา 18.00 น. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อัญเชิญพระพุทธมณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตน้อย มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพิธี พร้อมพระราชทานหนังสือสวดมนต์ ชื่อ “บทเจริญพระพุทธมนต์” 21 กรกฎาคม 2561 โดยทรงออกแบบปก มีข้อความว่า อานุภาพแห่งการร่วมกันคิดดี ทำดี พูดดี จะเป็นพลังปกป้อง รักษา ความสุข ความเจริญ อย่างมั่งคง วัฒนาถาวรของประเทศชาติ ที่เรารักและหวงแหนตลอดไป ร่วมกันสร้างสุขให้สังคมไทย “เราทำความดีด้วยหัวใจ” สืบสานพระราชปณิธาน “ธรรมราชินี”

กลางวันอากาศร้อน กลางคืนอากาศเย็น และมีฝนตกในบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกชาโยเต้ (ฟักแม้ว หรือ มะระหวาน) ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง และโรคราแป้ง ที่สามารถพบได้ในระยะให้ผลผลิต สำหรับโรคราน้ำค้าง มักพบอาการของโรคบนใบที่อยู่บริเวณด้านล่างของต้นก่อน ต่อมาขยายลุกลามไปยังใบที่อยู่ด้านบน เริ่มแรกพบแผลเหลี่ยมเล็กฉ่ำน้ำตามกรอบของเส้นใบย่อย ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กรณีที่มีความชื้นสูงในตอนเช้า จะพบเส้นใยเชื้อราเป็นขุยสีขาวเทาตรงแผลใต้ใบ จากนั้นแผลจะขยายใหญ่ติดต่อกัน และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ หากอาการรุนแรง ทำให้ใบเหลืองและแห้งตายทั้งต้น พืชที่เป็นโรคจะติดผลน้อย ผลมีขนาดเล็ก กรณีเป็นโรคในระยะผลอ่อน จะทำให้ผลลีบเล็ก และบิดเบี้ยว

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคเริ่มระบาด ให้ตัดใบที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก จากนั้นให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+ฟามอกซาโดน 30%+22.5% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10-20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน โดยเกษตรกรควรกำจัดจับด้วงเต่าแตงที่เป็นพาหนะเชื้อราสาเหตุโรคมาทำลาย หรือพ่นสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วนโรคราแป้ง จะพบเชื้อราคล้ายผงแป้งสีขาวเป็นหย่อมๆ บนใบส่วนล่างของต้นก่อน กรณีสภาพแวดล้อมเหมาะสม โรคจะกระจายทั่วทั้งใบและลุกลามขึ้นไปยังใบส่วนบนของต้น โดยเห็นเชื้อราคล้ายผงแป้งสีขาวปกคลุมใบเกือบทั้งต้น ต่อมาใบจะซีดเหลืองและแห้ง หากรุนแรง จะลุกลามไปยังทุกส่วนของพืช ทำให้ต้นแห้งตายในที่สุด ถ้าพืชเป็นโรคในระยะติดผลอ่อน ผลแกร็น บิดเบี้ยว ผิวขรุขระเป็นตุ่ม หรือมีแผลที่เปลือก เกษตรกรต้องหมั่นดูแลและบำรุงรักษาต้นให้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ และตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรพิเนบ 70% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเพนทิโอไพแรด 20% เอสซี อัตรา 10-20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5-7 วัน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยด้วยความกังวลว่า จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงสถิติการส่งออกข้าวช่วงระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปตลาดต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย ร้อยละ 25 ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมด มีบางปีที่สัดส่วนขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ 30 โดยตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิ อันดับ 1 ของไทย ตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบันคือ สหรัฐอเมริกา แต่ตามข้อมูลมีแนวโน้มลดลง ตั้งแต่ ปี 2557 จากเดิมมูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิปีละราว 50,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงทุกปี ต้องเรียนให้ผู้บริหารเรื่องข้าวของประเทศพิจารณาและเตือนไปยังพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิเตรียมปรับตัว

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของการส่งออกข้าวหอมมะลิที่ลดลง เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิ อันดับ 1 ของไทย ตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน ปีละราว 10,000 ล้านบาทนั้น ได้ปรับปรุงพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ ถึง 3 สายพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัสพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน “Aroma17” คุณสมบัติมีกลิ่นหอมทัดเทียมข้าวหอมมะลิของไทย

ให้ผลผลิตสูง 7,740 ปอนด์/เอเคอร์ (1,388 กก./ไร่) มีอัตราการแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร เฉลี่ยที่ระดับ 71%, มหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน “CLJ 01” คุณสมบัติมีกลิ่นหอมทัดเทียมข้าวหอมมะลิของไทย เมล็ดข้าวสวย มีท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ข้าวหอมที่มหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาพัฒนาก่อนหน้า 30% (ข้าว Jazzman) โดยให้ผลผลิตสูง 1,645 กก./ไร่, และมูลนิธิวิจัยข้าวแคลิฟอร์เนียพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน “Calaroma 201” คุณสมบัติมีกลิ่นหอมแต่น้อยกว่าจัสมิน ARoma17 มีปริมาณอมิโลสน้อย (Low amylose) และเป็นแป้งชนิดที่มีความคงตัวของแป้งสุกอ่อน (Low gel type)

เมื่อหุงต้มจะได้ข้าวที่มีความอ่อนนุ่มสูงและให้ผลผลิตสูง 9,450 ปอนด์/เอเคอร์ (1,695 กก./ไร่) ซึ่งพันธุ์จัสมิน Aroma17 ของมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัสได้วิจัยและทดลองในแปลงเสร็จสิ้นแล้ว และจะเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 เป็นต้นไป หากเป็นดังกล่าวน่าห่วงใยเกษตรกรไทยมากเพราะนอกจากคู่แข่งส่งออกข้าวหอมมะลิเดิมของไทย คือ อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม บังกลาเทศ เมียนมา กัมพูชา ที่ล้วนมีข้าวหอมพันธุ์ดีแข่งขันกันอยู่ในตลาดโลกแล้ว หากมีคู่แข่งเพิ่มคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ก็จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยแน่นอน

“การที่เกษตรกรไทยปลูกข้าวเพื่อขายและประเทศไทยต้องค้าขายข้าวไปต่างประเทศ ถ้าไม่รู้ข้อมูลของคู่แข่ง/คู่ค้า ถือว่าอันตรายมาก แต่เมื่อรู้ข้อมูลนี้ด้วยความห่วงใยต้องขอฝากผู้รับผิดชอบทั้งด้านการผลิตข้าว และการค้าข้าวต้องช่วยกันค้นหาข้อมูลและเตรียมการตั้งรับ เตรียมการแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยรีบด่วน” นายประพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า “ประเทศไทยโดยผู้เกี่ยวข้องควรวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อจะหนีจากคู่แข่งและเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านข้าวหอมของโลกไว้ให้ได้ หากปล่อยไปจนประเทศไทยสูญเสียตลาดส่วนนี้มีผลกระทบต่อชาวนาอย่างมากแน่นอน สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงเตือนไปยังชาวนาด้วยความห่วงใยนอกจากจะหวังพึ่งพาภาครัฐแล้ว พี่น้องชาวนาต้องสนใจใฝ่ศึกษาข้อมูลเหล่านี้ เพื่อจะได้นำไปปรับตัวในการผลิตและต้องเป็นทั้งผู้บริหารเรื่องข้าวและควรศึกษาร่วมกับการระแวดระวังภัยพร้อมปรับตัวไม่ให้คู่แข่ง/คู่ค้าแซงหน้า อันจะทำให้มีผลกระทบต่อชาวนาและตลาดข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งท้ายสุด เกษตรกรคือ ผู้รับผลกระทบหนักที่สุด”

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เผยว่า ทีเส็บในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมการจัดประชุม งานแสดงสินค้า และการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล หรืออุตสาหกรรมไมซ์ มุ่งหวังที่จะส่งเสริมและพัฒนาแหล่งศึกษาดูงานใหม่ๆ ในประเทศ และเล็งเห็นว่าชุมชนสหกรณ์มีศักยภาพที่จะทำได้ ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกหลักอันหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ สร้างรายได้เพิ่ม ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะในเมืองรองและชุมชนรายย่อย

สำหรับโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” ทีเส็บได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดขึ้น โดยจะคัดเลือกชุมชนสหกรณ์ที่มีศักยภาพเพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นจุดหมายใหม่สำหรับธุรกิจไมซ์ รองรับการจัดประชุม ศึกษาดูงาน และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พร้อมกับใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกผลักดันให้เกิดการจับคู่ธุรกิจสินค้าในชุมชนกับองค์กรธุรกิจต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม

ปัจจุบัน มีสหกรณ์ชุมชนนำร่องที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศแล้ว 37 แห่ง โดยการดำเนินงานจะจัดทำเป็นคู่มือสถานที่จัดงานไมซ์เพื่อชุมชน กำหนดเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ และจะจัดทำแคมเปญสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมทั้งองค์กรธุรกิจ สถาบันต่างๆ และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า “นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับสหกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในด้านการผลิตสินค้าและบริการ จะได้เปิดพื้นที่ต้อนรับตัวแทนของภาคเอกชนซึ่งเป็นคณะผู้เข้าร่วมประชุมกับทางทีเส็บได้เข้ามาศึกษาดูงาน และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้ด้านธุรกิจระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนต่อยอดธุรกิจให้กับสหกรณ์ ทั้งทางช่องการตลาด การพัฒนาดีไซน์รูปแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การแบ่งปันความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมาชิกสหกรณ์เกิดความเข้าใจและพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน อันจะส่งผลทำให้สมาชิกสหกรณ์มีโอกาสในการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น และยกระดับความเข้มแข็งของชุมชนให้เกิดความยั่งยืนในที่สุด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

เป็ดพะโล้นั้นมีมากมายหลายที่ แต่ละร้านต่างก็หารสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับตัวเอง

จึงทำให้บางร้านมีรสชาติออกหวาน บางร้านรสออกเค็ม อีกทั้งเป็ดพะโล้บางที่นั้นเวลากินเข้าไปมีรสชาติออกคาว ไม่มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศเท่าไร ส่วนขนาดตัวของเป็ดพะโล้ในแต่ละร้านนั้นมีขนาดตัวไม่เท่ากัน บางร้านตัวเล็ก บางร้านตัวใหญ่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาของเป็ดพะโล้ในแต่ละร้านราคาไม่เท่ากัน

ดังนั้น ทางเทคโนโลยีชาวบ้าน จึงขอนำเสนอร้าน เป็ดพะโล้พระราม 5 ได้รับความกรุณาจาก คุณยงยุทธ์ แฟงแย้ม เจ้าของกิจการ คุณยงยุทธ์ สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เขาลองถูกลองผิดกับหลายอาชีพ สุดท้ายมาลงตัวที่ขายเป็ดพะโล้ โดยขายมาแล้ว 8 ปี เฉลี่ยวันหนึ่งขายได้ 20 ตัว ตัวละ 360-380 บาท

เจ้าของเล่าว่า เป็ดที่ทางร้านใช้นั้นเป็นเป็ดของ DUCK KLING พันธุ์เชอร์รี่ เป็นเป็ดที่ดีมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ส่วนเครื่องปรุงที่ใช้ส่วนใหญ่นั้นจะมีทั้งเกลือเม็ดใหญ่ ข่า อบเชย ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ รากผักซี น้ำตาล พริกไทย โป๊ยกั้ก เหล้าขาว สับปะรด ชวงเจีย (พริกหอม) นำมาต้มด้วยไฟอ่อนๆ เป็นเวลา 2 ชั่วโมง แล้วนำเป็ดใส่ลงไป รอเวลาที่เป็ดจะสุกสัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้เครื่องปรุง น้ำซุปซึมเข้าไปในเนื้อเป็ด

พอเป็ดสุกได้ที่แล้วก็นำขึ้นมาจากหม้อต้ม นำมาผึ่งลมให้หายร้อนเพราะถ้านำมาสับขณะที่มันร้อนอยู่นั่นจะทำให้เป็ดเปื่อยเกินไป จึงต้องผึ่งลมให้หายร้อนก่อน ส่วนน้ำจิ้มนั้นก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญ…เป็นสูตรที่ทางร้านคิดขึ้นมาเอง รสชาติจะออกไปทางเปรี้ยว เผ็ดและออกหวานหน่อยๆ เพื่อให้ตัดกับความเค็มของน้ำพะโล้ที่จะมีรสชาติออกเค็มๆ หวานๆ ยิ่งกินกับข้าวจะอร่อยมาก

เมนูที่น่าสนใจ ประกอบด้วย ปากเป็ด ขาเป็ด ปีกเป็ดตุ๋น และไส้ แต่ว่าไม่ได้มีแค่นี้ยังมีก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้อนๆ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดของทางร้านนั้นมีทั้ง 2 แบบ คือน้ำและแห้ง

แบบน้ำเจ้าของร้านบอกมาว่าต้องกินกับเส้นเล็ก ส่วนแบบแห้งนั้นต้องกินเส้นหมี่หรือไม่ก็บะหมี่

หลังจากได้ชิมเส้นเล็กน้ำแล้ว บอกเลยว่าอร่อย เป็ดนั้นไม่มีกลิ่นคาว น้ำซุปออกรสเค็มๆ มีกลิ่นหอมเครื่องเทศ ทำให้กลิ่นคาวไม่มีเลย ส่วนบะหมี่แห้งนั้นเป็ดก็ไม่มีกลิ่นเหมือนกัน เพราะน้ำพะโล้ที่ราดมาด้วยบนบะหมี่แห้งนั้นดับกลิ่นให้หายไป ทางร้านยังมีมะระดิบ ถั่วงอกดิบ ใบโหระพาให้ได้เติมฟรี ส่วนใครที่ไม่อยากกินก๋วยเตี๋ยวเป็ดทางร้านมีข้าวหน้าเป็ดพะโล้ที่หัวใจหลักอยู่ที่น้ำราด น้ำราดนั้นจะมีกลิ่นที่หอมพริกไทยที่ใส่ลงไปนิดๆ รสชาติจะไม่หวานหรือเผ็ดเกินไปจนเด็กกินไม่ได้

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ทางร้านได้มีแกงเผ็ดเป็ดย่างที่หากินยากไว้ขายด้วย รวมไปถึงข้าวหน้าเป็ดย่าง บะหมี่แห้งเป็ดย่าง หรือใครไม่อยากกินเป็ดที่ร้านก็ขายขนมจีนแกงเขียวหวาน มีส้มตำขาย ไม่ว่าจะเป็นส้มตำไข่เค็ม ส้มตำไทย ให้ได้กินอีกด้วย บอกเลยว่าอร่อยทุกเมนู

หากใครสนใจที่จะมาร้านเป็ดพะโล้พระราม 5 นั้นพอลงมาจากสะพานพระราม 5 ให้วิ่งเส้นนอกและตรงมาร้านจะอยู่เลยฮอนด้ามาหน่อยก็จะเห็นป้ายร้านเป็ดพะโล้พระราม 5 เบอร์โทร. (091) 475-0847 เวลาเปิดร้าน 08.30-17.00 น. ส่วนเป็ดพะโล้พระราม 5 สาขา 2 นั้นจะตั้งอยู่ถนนราชพฤกษ์-นนทบุรี (ริมถนน) ปิดเวลา 21.00 น. ทั้ง 2 ร้านจะหยุดทุกวันที่ 25 ของเดือน

จระเข้โผล่ 2 ครั้งที่หาดกะรนช่วงรุ่งสาง จนท.ชุดไกรทองฯ เข้าประกบระยะ 20 เมตร แต่ไม่ทัน สะบัดหางหนีก่อนหายตัว คาดมุ่งหน้าไปหาดป่าตอง
ไล่จับจระเข้ / ความคืบหน้าการติดตามจระเข้ ที่จ.ภูเก็ต หลังช่วงเช้า วันที่ 21 ก.ค. พนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งพบเห็นว่าจระเข้ได้อกมานอนผึ่งแดดบริเวณชายหาดกะตะน้อย ต.กะรน ก่อนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยถึงแม้เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายจะพยายามค้นหาติดตามตัวตลอดทั้งวัน

วันที่ 22 ก.ค. เจ้าหน้าที่รายงานว่าพบเห็นจระเข้ ขึ้นบริเวณชายหาดจุดใกล้โรงเเรมห้าดาวหาดกะรน รอยต่อพื้นที่เทศบาลเมืองป่าตอง จึงประสานจนท.ชุดไกรทองลุ่มน้ำตาปี เข้าตรวจสอบ เมื่อจนท.ชุดไกรทองลุ่มน้ำตาปี เดินทางมาถึง และทำการเข้าจับ เจ้าหน้าที่สามารถเข้าใกล้ตัวจระเข้ในระยะ 20 เมตร ก่อนที่จระเข้จะไหวตัวทันเเละพยายามสะบัดหางก่อนวิ่งหลบหนี

เจ้าหน้าที่พยายามวิ่งติดตามไป แต่ไม่ทันเนื่องจากจระเข้มีความว่องไวทำให้สามารถหลบหนีไปได้ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องพบว่าจระเข้ขึ้นมาพักบนชายหาดอีกหนึ่งครั้ง เเต่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ก่อนหายตัวไปในช่วงเช้า

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่เชื่อว่าจระเข้ตัวดังกล่าวจะว่ายน้ำต่อไปตามโขดหินเเละแนวชายหาด ซึ่งคาดว่าขณะนี้จะเดินทางออกจากพื้นที่ ต.กะรน มุ่งหน้าไปยัง หาดฟรีดอม หาดพาราไดซ์ ต่อเนื่องไปถึงหาดป่าตอง อ.กะทู้ จึงประสานให้พื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระมัดระวังแล้ว

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 นายสำราญ เศษกระโทก ผู้ใหญ่บ้านทุ่งตะเคียน หมู่ 10 ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายกรณีช้างป่าบุกทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านในพื้นที่มานานเกือบ 1 สัปดาห์จนได้รับความเสียหายจำนวนมาก เบื้องต้นพบพื้นที่เกษตร อาทิ ไร่แตงกวา ไร่ถั่วฝักยาว และ สวนกล้วย ได้รับความเสียหายกว่า 10 แปลง มีสภาพถูกช้างป่าเกือบ 10 ตัวจากอุทยานแห่งชาติทับลาน เขต อ.ครบุรี บุกเหยียบย่ำกัดกินผลผลิตเสียหายนับสิบไร่ ทำให้เกษตรกรต้องระดมกำลังมานอนเฝ้าไร่สวนตลอดทั้งวันทั้งคืน

ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เตรียมขอความร่วมมืออาสาสมัครชาวบ้านในชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ระดมกำลังช่วยกันเฝ้าระวัง และผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่เกษตรเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้ผลผลิตของชาวบ้านอาจถูกทำลายเสียหายมากไปกว่านี้

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2561 (เม.ย.-มิ.ย.) พบว่า ขยายตัว 6.2% โดยสาขาพืช มีการขยายตัว 8.4% สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 0.3% สาขาประมง ขยายตัว 0.4% สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 5.6% สาขาป่าไม้ ขยายตัว 1.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร มีการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการกระจายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการดำเนินนโยบายที่สำคัญ อาทิ การตลาดนำการผลิต การส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรตลอดทั้งปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 3-4% โดยทุกสาขาการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 จากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร การดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเกษตรกรและประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณดีขึ้น ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย