ขณะที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเกาะกูด

เกาะหมาก เพิ่มขึ้นประมาณ 15% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ และคาดว่าปลายปีนี้จะมีอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่น และนักเรียนนักศึกษาปิดเทอม ซึ่งบริษัทได้ลงทุนเพิ่มอีกกว่า 100 ล้านบาท ซื้อเรือเร็วขนาด 300 ที่นั่ง จำนวน 1 ลำ เพื่อที่จะเปิดให้บริการในปี 2561 พร้อมทั้งเพิ่มรถบัส วี.ไอ.พี. ขนาด 40 ที่นั่ง และ 50 ที่นั่งอีก 2 คัน ให้บริการในเดือนพฤศจิกายนนี้ รวมทั้งได้เตรียมขยายเส้นทางเชื่อม 3 เกาะ ทั้งเกาะกูด เกาะหมาก และเกาะช้าง รองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

“ชาวต่างประเทศนิยมที่ใช้บริการรถยนต์เพราะเดินทางมาสะดวก ให้บริการเป็นแบบวันสต็อปเซอร์วิส ค่าบริการเที่ยวละ 850 บาท/คน มาถึงท่าเรือ หรือมาใช้บริการเรือเร็วไปโรงแรมรีสอร์ตราคา 500 บาท โดยมีรถรับ-ส่งถึงโรงแรมรีสอร์ต นอกจากนี้ยังมีบริการรถตู้ วี.ไอ.พี. ขนาด 10 ที่นั่ง และ 13 ที่นั่งให้เช่า ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวหรือเช่าไปสนามบินอย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเรือยังต้องเช่าท่าเทียบเรือของเอกชนซึ่งมีสภาพคับแคบ ไม่สะดวกในการขึ้น-ลง จึงต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนท่าเทียบเรือที่ได้มาตรฐาน เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของนักท่องเที่ยว”

วอนรัฐผุดท่าเทียบเรือมาตรฐาน

นายสุบิน บุญแดง ประธาน บริษัท เกาะกูด เอ๊กซ์เพรส จำกัด เปิดเผยว่า เรือเร็วเกาะกูดเอ๊กซ์เพรสให้บริการเส้นทางแหลมศอก-เกาะกูด ถ้าขับรถยนต์มาเองจะมีลานจอดรถบริการรับฝาก จากนั้นเมื่อลงเรือไปถึงท่าเทียบเรือเกาะกูด จะมีบริการรถรับ-ส่งไปถึงโรงแรม/รีสอร์ต ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในค่าโดยสารเรือคนละ 350 บาท/เที่ยว หากเป็นเรือสปีดโบ๊ตจะมีบริการไปรับที่หน้ารีสอร์ต

สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 2560-2561 คาดว่าจะเติบโตขึ้นเพราะมีฐานลูกค้าเดิมกลุ่มยุโรป สแกนดิเนเวีย และรัสเซียเริ่มกลับมาแล้ว ซึ่งบริษัทมีเรือโดยสารขนาด 180 ที่นั่ง 1 ลำ และสปีดโบ๊ตขนาด 30 ที่นั่ง และ 55 ที่นั่ง ให้บริการจำนวน 5 ลำ และเตรียมซ่อมบำรุงเรือเร็วขนาด 200 ที่นั่ง เพิ่มอีก 1 ลำ

นายสุบินกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้ คือ ผู้ประกอบการเรือเร็วทั้ง 3 บริษัท ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนสร้างท่าเทียบเรือที่ได้มาตรฐาน เพราะการท่องเที่ยวเกาะกูดขยายตัวมาก ลูกค้าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

สอดคล้องกับ นางมโนรส หนูแก้ว เจ้าของเรือเกาะกูดปริ๊นเซส กล่าวว่า ปัญหาการส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเกาะกูด คือ ไม่มีท่าเทียบเรือที่ได้มาตรฐาน ที่ผ่านมาแม้จะมีโครงการก่อสร้าง แต่ไม่สามารถสร้างได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็น ส่วนบริเวณสะพานท่าเทียบเรือแหลมศอกควรมีเขื่อนกันคลื่นลม เพื่อใช้เทียบเรือเข้า-ออกได้สะดวก ไม่เสียเวลา สำหรับฤดูการท่องเที่ยวนี้ได้เตรียมการให้บริการเรือเร็วขนาด 100 ที่นั่ง 2 ลำ และเรือขนาด 300 ที่นั่ง 1 ลำไว้แล้ว

ขณะที่นายจักรพรรดิ ตะเวทิกุล เจ้าของเรือสปีดโบ๊ตปาหนัน ที่ให้บริการเส้นทางแหลมงอบ-เกาะหมาก กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางมาในช่วงเทศกาลและวันหยุด ส่วนในช่วงไฮซีซั่นจะเป็นกลุ่มชาวต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนท้องถิ่นบนเกาะหมากมีเรือเร็ว และสปีดโบ๊ตให้บริการ 4 ราย สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เพียงพอแล้ว

นายสุทธิวงศ์ จันทสูตร เจ้าของเรือสปีดโบ๊ตลีลาวดี กล่าวว่า การให้บริการเรือเร็วสปีดโบ๊ตไปเกาะหมากนั้น อัตราค่าโดยสารเป็นราคาเดียวกัน คือ 450 บาท/เที่ยว/คน และจัดตารางการเดินเรือไม่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อให้สามารถเดินทางไปได้ทั้งวัน โดยเรือเที่ยวสุดท้ายไปเกาะหมาก เวลา 16.00 น. ทั้งนี้ ลูกค้าควรจองตั๋วมาล่วงหน้า 1-2 วัน

ท่าเทียบเรือเกาะกูดติดอีไอเอ

นายอำนาจ สอนหมวก ผู้อำนวยการ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด กล่าวว่า กรมเจ้าท่ามีโครงการสร้างท่าเทียบเรือเกาะกูดซีฟรอนท์ที่อ่าวสลัด บริเวณใกล้เคียงกับที่ผู้ประกอบการเรือทั้ง 3 บริษัทเช่าท่าเรือเอกชนใช้ในขณะนี้ แต่โครงการยังไม่ได้รับการอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งแล้ว ส่วนการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือเกาะกูด ของสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดตราด เคยมีงบประมาณซ่อมสะพานเดิมที่หาดตะเภา (คลองหินดำ) แต่ก็ติดปัญหาที่ดินเอกชน จึงไม่สามารถทำได้

บริษัท เมืองทอง ยูไนเต็ด จำกัด เจ้าของสโมสรฟุตบอล “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” ร่วมลงนามความร่วมมือกับโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โรงเรียนมัธยมต้นแบบที่พร้อมสร้างเด็กไทยสู่การเป็นพลเมืองโลก ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนสำหรับเด็กศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นการร่วมกันพัฒนาเด็กไทย ทั้งทางด้านกีฬา และการศึกษา รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ระยะเวลา 3 ปี

“วิลักษณ์ โหลทอง” ประธานสโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กล่าวว่า ในนามของสโมสรรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ที่มีโอกาสได้เซ็นสัญญาร่วมกับโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ในการพัฒนาคุณภาพของเด็กไทย ทั้งในเรื่องคุณภาพของการศึกษา และด้านการกีฬา ซึ่งทาง เอสซีจี เมืองทอง ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอะคาเดมี่อยู่แล้ว

ซึ่งเราจะให้นักฟุตบอลของอะคาเดมี่สโมสร ได้เรียนหนังสือควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล แน่นอนว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้านการกีฬา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็กไทย ให้ก้าวขึ้นมาเป็นบุคลากรคุณภาพ เพื่อส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

ขณะที่ “สยาม โชคสว่างวงศ์” ผู้ถือใบอนุญาตโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ทางด้านเราเล็งเห็นว่าสโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลชั้นนำของประเทศไทย และประสบความสำเร็จมาอย่างมากมาย ซี่งการตกลงร่วมมือกันจะเป็นการพัฒนาทางกิจกรรม และองค์ความรู้ด้านอาชีพนักกีฬา

ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ การบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม การจัดกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ร่วมกัน เพื่อสอดคล้องกับการพร้อมสร้างเด็กไทยสู่การเป็นพลเมืองโลก ด้วยรูปแบบการสอนสำหรับเด็กศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นเป้าหมายของโรงเรียนเรา

ทั้งนี้ภายในงานยังมีการเปิดฟุตบอลคลินิก ให้กับตัวแทนนักเรียนโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดยทีมงานสต๊าฟโค้ชอะคาเดมี่สโมสรฯ และนักเตะดังประจำทีมทั้ง ธีรศิลป์ แดงดา, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, อดิศักดิ์ ไกรษร, อดิศร พรมรักษ์, ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 กรมทางหลวง (ทล.) จัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการ (การประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3) โครงการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายชลบุรี-หนองคาย ตอนชลบุรี (ท่าเรือแหลมฉบัง)-ปราจีนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 359) ภายใต้โครงการศึกษาจัดทำแผนกลยุทธ์การพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทย

เพื่อนำเสนอผลสรุปการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ทั้งเศรษฐกิจ วิศวกรรม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยมีผู้สนใจทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนตัวแทนภาคประชาชนและสื่อมวลชนในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ปราจีนบุรี

โครงการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจวิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายชลบุรี-หนองคาย ตอน ชลบุรี (ท่าเรือแหลมฉบัง) – ปราจีนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 359) เป็นส่วนหนึ่งของ โครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายชลบุรี-หนองคาย ตามแผนกลยุทธ์การพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทย

ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ ตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ ที่มีความสำคัญสูง ในการรองรับการเดินทางของประชาชนและภาคการขนส่งสินค้า เชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับแนวเส้นทางโครงการมีจุดเริ่มต้น บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และไปสิ้นสุดบริเวณทางหลวงหมายเลข 359 รวมระยะทางประมาณ 125 กม. ครอบคลุมพื้นที่ศึกษาจำนวน 3 จังหวัด 10 อำเภอ
ประกอบด้วย จ.ชลบุรี ได้แก่ อ.บางละมุง อ.ศรีราชา อ.หนองใหญ่ อ.บ้านบึง อ.บ่อทอง และ อ.เกาะจันทร์ จ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ อ.แปลงยาว อ.สนามชัยเขต และ อ.พนมสารคาม และ จ.ปราจีนบุรี ได้แก่ อ.ศรีมหาโพธิ

โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอน 1 ชลบุรี (ท่าเรือแหลมฉบัง) – ทางหลวงหมายเลข 3340 ระยะทางประมาณ 63.4 กิโลเมตร ตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 3340 – ปราจีนบุรี (ทล.359) ระยะทางประมาณ 60.6 กิโลเมตร

สำหรับรูปแบบการก่อสร้างโครงการ ประกอบด้วย รูปแบบทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร (ช่วง กม.66+750 กม.124.065) รูปแบบทางหลวงขนาด 6 ช่องจราจร (ช่วง กม.9+250 ถึง กม.66+750) รูปแบบทางหลวงขนาด 8 ช่องจราจร (ช่วง กม.0+000 ถึง กม.9+250) และรูปแบบทางหลวงยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ช่วง กม.17+900 ถึง กม.29+100) และมีด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำนวน 6 แห่ง อยู่บริเวณทางแยกต่างระดับ ประกอบด้วย ด่านศรีราชา ด่านบ่อวิน ด่านหนองใหญ่ ด่านบ่อทอง ด่านสนามชัยเขต และด่านศรีมหาโพธิ

สำหรับการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม โครงการได้ศึกษาสภาพแวดล้อมในปัจจุบันของพื้นที่ตลอดแนวเส้นทาง เพื่อนำไปวิเคราะห์ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยได้กำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมตลอดระยะก่อสร้าง เช่น การติดตั้งกำแพงกันเสียงชั่วคราวแบบเมทัลชีทในช่วงก่อสร้าง การออกแบบและก่อสร้างสะพานข้ามลำน้ำ โดยไม่ก่อสร้างตอม่อลงในแหล่งน้ำการจัดทำแนวป้องกันน้ำฝน รวมทั้งติดตั้งรั้วดักตะกอนเพื่อป้องกันการชะล้างตะกอนดินลงสู่แหล่งน้ำ กำหนดให้มีการฉีดพรมน้ำอย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง กำหนดให้มีการขุดล้อมต้นไม้เพื่อย้ายไปปลูกบริเวณแขวงการทางชลบุรีที่ 2 กำหนดแผนการจัดจราจรช่วงก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบและก่อสร้างเพื่อลดผลกระทบด้านการแบ่งแยกชุมชน เช่น ทางลอด ทางเชื่อมชุมชน และทางบริการ กำหนดให้มีการจัดประชุมผู้ถูกเวนคืน กำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนตลอดการก่อสร้างโครงการ เป็นต้น ส่วนมาตรการป้องกัน แก้ไขและลดผลกระทบในช่วงดำเนินการ เช่น การติดตั้งกำแพงกันเสียงแบบอคริลิคใส และแผนปฏิบัติการกรณีสารเคมีรั่วไหลเมื่อเปิดดำเนินการ เป็นต้น

ด้านการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจของโครงการพบว่ามีอัตราส่วนผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) เท่ากับร้อยละ 13.4มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 11,902.74 ล้านบาท และค่าอัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) เท่ากับ 1.2 ค่าลงทุนโครงการอยู่ที่ประมาณ 70,854.8 ล้านบาท (ประมาณราคา ณ ปี พ.ศ.2560)

ทั้งนี้ เมื่อการพัฒนาเส้นทางนี้แล้วเสร็จ จะช่วยให้การเดินทางและขนส่งสินค้าตามแนวเส้นทางมีความสะดวก รวดเร็ว ลดอุบัติเหตุ และช่วยบรรเทาปัญหาจราจรคับคั่งบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงทางแยกต่างระดับหนองขาม -ท่าเรือแหลมฉบัง และในแนวทางหลวงหมายเลข 3 (ถ.สุขุมวิท) ช่วงทางแยกต่างระดับแหลมฉบัง-คลองบางละมุง ที่จะมีปริมาณจราจรเพิ่มมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของประเทศในอนาคต

ที่สำคัญยังเป็นเส้นทางที่รองรับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เพื่อเชื่อมต่อการค้าการลงทุนและการเดินทางระหว่างประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังการศึกษาครั้งนี้ กรมทางหลวงจะนำข้อคิดเห็นไปประกอบผลการศึกษาให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ จ.ตรัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เกษตรกรชาวสวนยางพาราประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้ชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลายแปลงเจ้าของสวนตัดสินใจโค่นทิ้งก่อนหมดอายุกรีด เพื่อหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน และทำการเกษตรประเภทอื่นแทน ขณะเดียวกันหลายแปลงลูกจ้างกรีดยางหนีหาย เจ้าของสวนหาคนกรีดใหม่ไม่ได้ ต้องปล่อยทิ้งร้าง

นายชอบ ประจงใจ เจ้าของสวนยางในพื้นที่ ต.ทุ่งต่อ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เนื้อที่กว่า 20 ไร่ กล่าวว่า ขณะนี้พบมีสวนยางพาราหลายแปลงถูกปล่อยทิ้งร้างไม่มีคนกรีด เพราะประสบปัญหาเรื่องคนงานมีรายได้จากการรับจ้างกรีดยางในแต่ละวัน ไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงหยุดกรีด แล้วหันหาอาชีพรับจ้างอย่างอื่นทำแทน ในส่วนของตนเองมีทั้งหมด 3 แปลง ทั้งกรีดเองบ้าง ให้ลูกจ้างกรีดบ้าง ส่วนที่ลูกจ้างกรีดเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ต้องทิ้งร้างหาลูกจ้างใหม่ไม่ได้ และทุกครั้งที่มีปัญหาราคายางตกต่ำ ก็จะเกิดปัญหาลูกจ้างทิ้งสวนยางไม่มีคนกรีดทุกครั้ง

“ส่วนที่ตนเองกรีดเองก็จะกรีดบ้างหยุดบ้าง เพราะราคายางตกต่ำ กรีดก็ได้เงินไม่คุ้มค่าเหนื่อย จึงไม่มีกำลังใจจะกรีด และหันไปทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย และในพื้นที่ ต.ทุ่งต่อ อ.ห้วยยอด ก็มีหลายแปลงที่ถูกทิ้งร้าง อยากให้ผู้บริหารการยางแห่งประเทศไทย และรัฐบาลเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหา เพราะหากปัญหายังอยู่ลักษณะนี้เกษตรกรจะอยู่ต่อไปไม่ได้ เพราะจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ราคายางพาราที่เกษตรกรอยู่ได้จะต้องอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 70 บาท เพราะต้นทุนการผลิตยางพาราอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 66 บาท” นายชอบกล่าว

มีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกจะทะยานสูงถึงหมื่นล้านคนในปี 2593 ซึ่งแน่นอนว่าย่อมกระทบกับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น สิ่งที่โลกต้องการคือ แนวทางระยะยาว และความคิดสร้างสรรค์สำหรับใช้ในการพัฒนาโซลูชั่นให้แก่ผู้ผลิตอาหารรุ่นถัดไปที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการเกษตรระดับโลก

กลุ่มคนที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทคือเยาวชน เพราะเป็นกำลังสำคัญในปัจจุบันที่ต้องเตรียมพร้อมกับความท้าทายดังกล่าวที่จะเกิดในอนาคต อันเป็นเหตุผลที่ไบเออร์ (Bayer) และ 2 สมาคมเยาวชนเกษตรกรในประเทศเบลเยียม ได้แก่ Groene Kring และ Federation des Jeunes Agriculteurs เชิญชวนเยาวชนผู้นำทางความคิดจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมการประชุมสุดยอดยุวชนเกษตรระดับโลก (Global Youth Agriculture Summit) ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ณ ประเทศเบลเยียม

เยาวชนอายุระหว่าง 18-25 ปี ที่สมัครเข้าร่วมโครงการต้องส่งเรียงความเกี่ยวกับสาเหตุของความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร และผลกระทบต่อประชากรโลกที่กำลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคำถามนี้สอดคล้องกับกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals)

ความสามารถในการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมือนใคร และความต้องการอย่างแรงกล้าในการช่วยออกแบบอนาคตเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมการประชุม Youth Ag-Summit จนได้ตัวแทนเยาวชนประมาณ 100 คน จาก 49 ประเทศทั่วโลก ที่จะได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น กับการอภิปรายหนึ่งในคำถามที่ท้าทายมากที่สุดในโลกที่ว่า “เราจะหล่อเลี้ยงโลกที่หิวโหยอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ?”

สำหรับประเทศไทย บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่งผู้แทนเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการประชุม คือ “เชอร์รี่ ภักดิ์ธรรมพร” นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเกษตรเขตร้อน (หลักสูตรนานาชาติ) คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ “พรพิพัฒน์ เกษมทรัพย์” นักศึกษาปริญญาเอก สาขา Horticulture and Agronomy จาก University of California, Davis โดยมี “ดร.เจนจิรา ดวงจิต” อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมเป็นพี่เลี้ยง

“พรพิพัฒน์” ฉายภาพให้ฟังถึงภาพรวมของการประชุมว่า งานมีทั้งหมด 4 วัน และมีกิจกรรม 3 รูปแบบ คือ การฟังบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีความสามารถด้านต่าง ๆ ซึ่งจะมีธีมของการพูดคุยในแต่ละวัน ได้แก่ sustainability, innovation และ leadership

“สปีกเกอร์ในวันแรกจะพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับแนวทางในการเลี้ยงคนอย่างยั่งยืน และทำอย่างไรให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่หยุดนิ่ง แล้วกระจายองค์ความรู้ออกไปยังกลุ่มคนต่าง ๆ ส่วนวันที่สองจะเป็นเรื่องนวัตกรรมการเกษตร และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน ขณะที่วันสุดท้ายเป็นเหมือนการเทรนเยาวชนให้มีความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสามารถสื่อสารไปยังผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ”

ขณะเดียวกันยังมีทัศนศึกษานอกสถานที่ ในการชมนวัตกรรมด้านการเกษตร และเข้าชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งหัวข้ออภิปรายของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน โดยทางผู้จัดงานจะประมวลเนื้อหาจากเรียงความของผู้เข้าร่วมประชุม แล้วแบ่งเป็น 10 ประเด็น ก่อนที่จะจัดกลุ่มเด็กตามความสนใจ ทั้งนั้น ทั้ง 10 ประเด็นจะล้อไปกับเป้าหมาย SDGs

“เชอร์รี่” ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า desktopexchange.net โจทย์ของการอภิปรายคือแนวทางในการแก้ปัญหาความหิวโหย แต่ละกลุ่มจะมีโจทย์ประเทศที่ไม่เหมือนกัน โดยสมาชิกในกลุ่มจะระดมความคิดเห็นเพื่อนำเสนอไอเดียในวันสุดท้ายของการประชุม กระนั้น ด้วยความที่เยาวชนผู้เข้าร่วมมาจากหลายสาขาอาชีพ ดังนั้น พี่เลี้ยงประจำกลุ่มจะเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางการอภิปราย เริ่มจากการให้เยาวชนเข้าใจว่าปัญหาคืออะไร แล้วระดมความคิดเห็น หลังจากนั้น เลือก 1 ไอเดียจากหลากแนวคิดมาเป็นต้นแบบ และทดลองทำ

สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จาก Youth Ag-Summit คือ กลุ่มที่นำเสนอโครงการด้านความเท่าเทียมทางเพศในประเทศกำลังพัฒนา กับการเพิ่มโอกาสสตรีในการมีส่วนร่วมด้านการเกษตร ด้วยแนวคิดที่ว่าให้มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเข้าไปช่วยเหลือสตรี โดยได้รับทุน 10,000 ยูโร เพื่อใช้ในการทำโครงการให้เกิดขึ้นจริง

“โดยส่วนตัว สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ คือ ความผูกพันจากเพื่อนทั่วโลก เป็นคอนเน็กชั่นที่เรารู้สึกว่า หากเราต้องการเริ่มโปรเจ็กต์อะไรสักอย่างก็จะมีคนให้กำลังใจ และสนับสนุนเรา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการเปลี่ยนโลกไม่อาจทำได้คนเดียว จะต้องหาพันธมิตรมาร่วมมือกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น”

ทั้งนั้น ในมุมมองเกี่ยวกับการหล่อเลี้ยงโลกที่หิวโหย “เชอร์รี่” มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โลกไม่มีอาหารที่เพียงพอ เพราะเทคโนโลยีสามารถผลิตอาหารให้ทุกคนได้ทั่วโลก แต่ปัญหาอยู่ที่ food distribution โดยความเสียหายของอาหารจากระบบโลจิสติกส์นับเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังหาทางแก้ไข

ขณะที่ “พรพิพัฒน์” มองว่า หากพิจารณาถึงเป้าหมายของ SDGs แล้ว เป้าหมายที่จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารได้ คงเป็นเรื่องการศึกษา เพราะเป็นการพัฒนาคนที่ยั่งยืน รวมถึงประเด็นการจัดการสภาวะโลกร้อน และความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“จากงานประชุมไม่มีคำตอบชัดเจนว่า ท้ายที่สุดแล้วเราจะหล่อเลี้ยงโลกที่หิวโหยได้อย่างไร เพราะคำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ และแต่ละพื้นที่ต่างมีปัจจัยที่แตกต่างกัน”

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการสรุปที่เห็นเป็นรูปธรรม แต่การประชุม Youth Ag-Summit ช่วยจุดประกายแนวคิดด้านการเกษตรให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นการสร้างคนในระยะยาวตามนโยบายซีเอสอาร์ของไบเออร์ ที่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้สามารถรังสรรค์โลกได้

กทม. – เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ห้องราชเทวี โรงแรมเอเชีย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย และบูรณาการด้านการศึกษากรุงเทพมหานครปีงบประมาณ 2561 โดยมีคณะผู้บริหาร กทม. ผู้บริหารสำนักการศึกษา (สนศ.) และผู้บริหารสถานศึกษา ร่วมประชุม