ขณะที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดกิจกรรมการเปิด

พื้นที่นำร่องให้ชาวนาเครือข่ายขายข้าวตรงสู่ผู้บริโภค โดยในระยะแรกมีเครือข่ายชาวนาจาก จ.ปทุมธานี จ.สุพรรณบุรี และ จ.ลพบุรี นำข้าวมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคเป็นจำนวนกว่า 2 ตัน ในบริเวณพื้นที่ตลาดนัดวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และเตรียมให้นักศึกษาช่วยชาวนาพัฒนาและบริหารการตลาดออนไลน์

“มหาวิทยาลัยรังสิต” ให้ชาวนาที่อยู่ในพื้นที่บริเวณหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี นำข้าวเปลือกมาสีได้ที่โรงสีข้าวหนองสาหร่าย ซึ่งอยู่ในโครงการนวัตกรรมนาข้าว ชาวนาอัจฉริยะ พร้อมเปิดพื้นที่ให้นำข้าวสารมาขายในมหาวิทยาลัย

“ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์” คณบดีคณะกายภาพบำบัด ม.รังสิต หนึ่งในคณะกรรมการช่วยเหลือชาวนา เปิดเผยว่า ม.รังสิตอยู่ระหว่างการจัดทำแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายข้าวออนไลน์ นักศึกษาที่มีปัญหาทางการเงินจากราคาข้าวตกต่ำ มหาวิทยาลัยมีโครงการช่วยเหลือโดยเฉพาะ จะให้นักศึกษาแจ้งความจำนงเข้าร่วมโครงการ โดยจะพิจารณาเป็นรายบุคคล และดูสถานการณ์ที่เกิดกับครอบครัวเป็นหลัก นักศึกษาที่ทางบ้านอยู่ในภาวะวิกฤต ม.รังสิตจะให้ทุนการศึกษา อาจจะเป็นทุนสนับสนุนเต็มจำนวนตลอดระยะเวลาการศึกษา หรือ 1-2 ปี แล้วแต่กรณี

“ส่วนนักศึกษาที่ทางครอบครัวยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จะให้เขานำข้าวมาจ่ายเป็นค่าหน่วยกิต เน้นการนำข้าวมาแปลงเป็นทรัพย์สิน เช่น ให้นำข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสาร หรือมหาวิทยาลัยอาจหาตลาดในการรับซื้อข้าวให้ แล้วนำเงินที่ได้จากการขายข้าวนำมาจ่ายเป็นค่าหน่วยกิต โครงการจะมีผลในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2559 คาดว่าจะมีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ 100-200 ราย”

ด้าน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีโครงการลูกชาวนาถึงเวลาช่วยพ่อ โดยเปิดพื้นที่บริเวณโรงอาหารกลางให้ลูกชาวนาและชาวนามาขายข้าว สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยคัดเลือกลูกชาวนาจาก มก.เป็นอันดับแรก ส่วนชาวนาอื่น ๆ จะคัดเลือกจากฐานข้อมูลที่ มก.รู้จัก อย่างเครือข่ายชาวนาที่มหาวิทยาลัยเคยจัดฝึกอบรมมาก่อน หรือชาวนาจากวิสาหกิจชุมชนที่กรมการข้าวเคยพามาขายข้าวในงานเกษตรแฟร์ โดยจะเปิดบริการรับคำสั่งซื้อข้าวล่วงหน้า และบริการส่งถึงที่ทำงานในมหาวิทยาลัย งานเกษตรแฟร์ปีนี้จะมีโซนสำหรับชาวนามาขายข้าวโดยตรง

เปิดพื้นที่ขายข้าวทั่วประเทศ

“จังหวัดกาญจนบุรี” เปิดตลาดข้าวชาวกาญจน์ในทุกวันพุธ บริเวณลานข้างศาลากลาง และทุกวันเสาร์ที่ร้าน Farm Outlet ตรงข้ามสถานีตำรวจภูธร ส่วน “เทศบาลนครอุดรธานี” ก็ได้จัดพื้นที่ให้เกษตรกรนำข้าวมาขายฟรีบริเวณถนนคนเดินทุกวันศุกร์และวันเสาร์

“จังหวัดเชียงราย” ได้เปิดให้จำหน่ายข้าวสารราคาย่อมเยา ณ ศาลากลางมาแล้ว 2 ครั้ง ปริมาณ 26 ตัน รวมทั้งนำไปขายที่ตลาดเกษตรกรดอยตอง ค่ายเม็งรายมหาราชทุกวันศุกร์ และให้แต่ละอำเภอนำผลผลิตไปวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคในราคาย่อมเยาทั้ง 18 อำเภอ บริษัทในเครือสินธานีกรุ๊ป ได้รับซื้อข้าวจากสหกรณ์การเกษตร 4 แห่งในจังหวัด ในรูปแบบข้าวสารบรรจุถุง ถุงละ 5 กก. ปริมาณ 10 ตัน รวมมูลค่า 330,000 บาท เพื่อนำไปมอบให้กับลูกค้า

“จังหวัดมหาสารคาม” นอกจากการจัดโครงการคนสารคามกินข้าวสารคาม จัดหาพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายในทุกอำเภอแล้ว ภาคธุรกิจยังได้เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำข้าวมาจำหน่ายหรือฝากขายได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ ห้างเสริมไทยคอมเพล็กซ์ ปั๊มน้ำมัน ปตท.อิสาณบริการจำนวน 4 สาขา และหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม ที่ให้นำข้าวมาวางจำหน่ายในตลาดไนท์บาซาร์ทุกวันศุกร์และวันเสาร์

รศ.ดร. ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวตกต่ำอยู่ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย และมีชาวนาอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจาก มทร. ธัญบุรี มีครอบครัวของอาจารย์ บุคลากรมากกว่า 500 ครอบครัว ทั้งยังมีนักศึกษา และชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่จะใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยจัดจำหน่ายข้าวสารให้กับเกษตรกร

“มหาวิทยาลัยจะดูแลเรื่องสถานที่จัดจำหน่าย รวมถึงเรื่องบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบบรรจุถุงสุญญากาศ ตั้งแต่ 1-5 กิโลกรัม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อ และช่วยยืดอายุเวลาการจัดเก็บข้าวสาร ทำให้ผู้สนใจสามารถซื้อข้าวได้เป็นจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีแนวคิดที่จะซื้อข้าวสารจากเกษตรกรเพื่อนำมามอบเป็นของที่ระลึกในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัน เพราะเป็นการขายตรงจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค เกษตรกรที่สนใจติดต่อเข้ามาจำหน่ายข้าวได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ โทร. (02) 549-4990-2 และ (02) 549-4994-5” รศ.ดร. ประเสริฐ กล่าว

อธิการบดี มทร. ธัญบุรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังได้สั่งการให้กองทุนพัฒนานักษศึกษาพิจารณาจัดสรรทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาที่ผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวตกต่ำ ทุนละ 10,000-30,000 บาท ซึ่งการพิจารณาให้ทุนการศึกษาครั้งนี้จะมีความแตกต่างกันตามความเดือดร้อนและรายได้ของแต่ละครอบครัว เช่น หากครอบครัวนั้นๆ มีบุตรหลานวัยศึกษาหลายคน หรือพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ก็จะพิจารณาให้ทุนมากหน่อย หรือจัดเพิ่มให้มากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สำหรับนักศึกษาที่ต้องการหารายได้เสริมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครอง มหาวิทยาลัยพร้อมจัดหางานภายในมหาวิทยาลัยให้ทำด้วย

ชาวบ้านบ้านด่าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดย พลตรี หทัยเทพ กีรติอังกูร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 19 พร้อมกับชาวบ้าน ลงแขกเกี่ยวข้าวในนาข้าว ของนายจิตรวัธ วิสูตร อายุ อายุ 66 ปี นายอำพร พรมพงศ์ อายุ 55 ปี และนายประดิษฐ์ หลวงกินดา อายุ 47 ปี ชาวนาบ้านด่าน หมู่ 5 ตำบลบ้านด่าน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพันธ์ข้าวหอมมะลิ หลังจากปลูกไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และช่วงนี้ต้นเดือน พฤศจิกายนข้าวเริ่มสุกพอดี ซึ่งเป็นครอบครัวชาวนาที่ขาดแคลนแรงงานเกี่ยวข้าว

นายจิตรวัธ วิสูตร อายุ อายุ 66 ปี กล่าวว่า เนื่องจากขาดแคลนแรงงานเกี่ยวข้าว ถ้าไปจ้างแรงงานค่าแรงงานก็ตกวันละ 300 บาท ถ้าไปจ้างรถเกี่ยวข้าวก็ตกไร่ละ 600บาท ค่าแรงงานก็สูง ลูกหลานก็ได้แยกย้ายไปมีครอบครัวหมดแล้ว โชคดีที่มีทหารของประชาชนมาช่วยลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระและลดต้นทุน อีกทั้งยังเป็นการช่วยฟื้นฟูประเพณีการลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นประเพณีที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว

พลตรี หทัยเทพ กีรติอังกูร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 19 กล่าวว่า การนำกำลังพลออกมาช่วยชาวบ้านในครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายของกองทัพบก ประกอบกับในช่วงนี้เป็นช่วงที่ชาวนาในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ได้มีการเก็บเกี่ยวผลผิต และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการว่าจ้างแรงงานคน หรือเครื่องจักรกลในการเกี่ยวข้าว แต่ยังมีชาวบ้านที่ยากจนไม่มีเงินว่าจ้างแรงงาน ทางหน่วยทหาร จึงร่วมกับชุมชน จัดกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ เพื่อออกช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระให้กับชาวนาที่มีฐานะยากจน และไม่มีเงินในการว่าจ้างแรงงานคนและรถเกี่ยวมาเก็บเกี่ยวผลผลิต

ด้านเจ้าของแปลงนา ได้กล่าวขอบคุณทหารและหน่วยงานต่างๆ ที่มาช่วยลงแขกเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ ซึ่งปกติแล้วการเก็บเกี่ยวข้าวแต่ละปี ต้องใช้เวลานานกว่าเดือนจึงจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้หากจะจ้างแรงงานคนและรถเกี่ยว ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเพราะค่าจ้างแพง ประกอบกับผลผลิตในนาข้าวได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง จึงช่วยชาวนาได้อย่างแท้จริง

แม้จะเป็นนักร้องชื่อดัง ที่มีฐานะมั่นคงมาก หากทุกวันนี้ไมค์ ภิรมย์พร หรือ พรภิรมย์ พินทะปะกัง ก็ยังคงใช้ชีวิตติดดิน เหมือนที่เคยเป็นเมื่อแต่ไหนแต่ไรมา ดังจะเห็นได้จากอินสตาแกรม @mike_pirompron ที่ล่าสุดเจ้าตัวได้โพสต์ภาพขณะนั่งกินข้าวเหนียว ส้มตำ ปลาร้า และต่างๆนานาบริเวณริมไร่

ขณะเดียวกันวันก่อนก็ยังโชว์ภาพขณะขับรถไถเพื่อเตรียมดิน พร้อมกับคำบรรยาย ‘เตรียมพร้อม วันนี้ขับรถไถดินเตรียมดินเพื่อปลูกอ้อยครับ ความสุขเล็กๆของลูกชาวไร่ชาวนาครับ’

ซึ่งก็มีเข้าไปแสดงความเห็นว่า ‘นี่แหละที่ทำให้รักไม่เปลี่ยน’

ทั้งนี้นอกจากอ้อยแล้ว ไมค์ ภิรมย์พร ยังปลูกต้นหอม มะนาว มะม่วง และอื่นๆอีกหลายชนิด วันที่ 8 พฤศจิกายน เมื่อเวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรในหลายพื้นที่ยังคงเร่งดำเนินการเตรียมเก็บเกี่ยวข้าวกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อหนีฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างต่อ เพื่อไม่ให้ข้าวที่ยังคงราคาตกต่ำอยู่แล้วนั้น ถูกกดราคาลงไปอีกเนื่องจากความชื้นของข้าวที่สูงขึ้นจากฝน เช่นในพื้นที่ หมู่ 1 ต.หนองนางนวล อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเร่งทำการนำเครื่องสูบน้ำออกจากนาข้าวที่ถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยวได้แล้วแต่ยังต้องรอคิวรถเกี่ยวข้าว ซึ่งตอนนี้ยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้ข้าวที่สามารถเก็บเกี่ยวได้นั้นจมราบลงไปกับน้ำจนหมด ทำให้ต้องเร่งสูบน้ำออกอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ข้าวนั้นเมล็ดดำ

โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หมู่ 1 ต.หนองนางนวล เล่าว่า ข้าวที่ตนปลูกไว้นั้นถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยวได้แล้ว แต่ยังต้องรอคิวรถเกี่ยวเพราะช่วงนี้มีไม่เพียงพอ เนื่องจากส่วนใหญ่จะเดินทางไปเกี่ยวข้าวที่ภาคอีสานกัน ทำให้ต้องร่นเวลาการเก็บเกี่ยวไปซึ่งก็ยังกังวลว่าข้าวนั้นจะกรอบและเมล็ดล่วงจากต้นไปเสียก่อน อีกทั้งตอนนี้ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ข้าวต้องมาจมน้ำซ้ำอีก ต้องเร่งตั้งเครื่องดึงน้ำออกให้หมดเพื่อไม่ให้ข้าวจมน้ำนาน เพราะจะทำให้ความชื้นสูงมากขึ้นกว่าเดิมและมีเมล็ดดำ ซึ่งตนนั้นหวังว่าราคาข้าวที่จะได้รับในครั้งนี้ถึงจะไม่มากขนาดได้กำไร แต่ขออย่าให้ถึงกับขาดทุนที่ลงไป เพราะกลัวว่าช่วงที่ฝนยังคงตกลงมาและข้าวนั้นก็รอเวลาเก็บเกี่ยวไม่ได้แล้วนั้น กลัวว่าจะเหลือแค่ราคา 3,000 – 4,500 บาท ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะไม่ได้แม้ทุนที่ลงไปเลย

“บิ๊กตู่” ทุ่ม 1.8 หมื่นล้านบาท อุ้มข้าวขาว-หอมปทุมฯ เกิน 1 หมื่นบาทต่อตัน “ปลัดฯพาณิชย์” ยันไม่บิดเบือนกลไกตลาด-สร้างปัญหาประเทศ ลั่นระบายข้าวหมดแน่ “อภิรดี” โบ้ย “จำนำข้าว” ต้นเหตุชาวนาไม่มียุ้งฉาง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม นบข.มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2559/60 สำหรับข้าวเปลือกเจ้า 10,500 บาทต่อตัน (ไม่เกิน 90% จากราคาตลาด) แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคาร ธ.ก.ส. จำนวน 7,000 บาท เงินช่วยเหลือค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อตัน และเงินค่ารักษาเก็บเข้ายุ้งฉาง 1,500 บาท สำหรับข้าวหอมปทุมธานี 11,300 บาทต่อตัน แบ่งออกเป็นวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจาก ธ.ก.ส. 7,800 บาท เงินช่วยเหลือค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อตัน และเงินค่ารักษาเก็บเข้ายุ้งฉาง 1,500 บาท ทั้งนี้กรณีเกษตรกรไม่มียุ้งฉางจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อตัน วงเงิน 1.82 หมื่นล้านบาท (งบประมาณโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายฯ 9 พันล้านบาท และงบประมาณช่วยเหลือ ตันละ 2 พันบาท วงเงิน 9.2 พันบาท) ระยะเวลาดำเนินการ 5 เดือน เป้าหมายเกษตรกรภาคกลาง 7 แสนครัวเรือน โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 8 พ.ย.นี้

“วันนี้ภาคกลางมียุ้งฉางน้อยมาก แต่ความช่วยเหลือดังกล่าวให้กับกลุ่มสหกรณ์ด้วย จึงเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยเหลือรัฐบาลในการรวบรวมข้าวจากเกษตรกรได้ เพราะที่ผ่านมาชาวนาไม่มียุ้งฉางเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้ระบุว่ารัฐบาลไหนไปทำโครงการจำนำข้าวซึ่งมีราคาสูงกว่าราคาตลาดซื้อขายข้าว ทำให้ชาวนาไม่เก็บขึ้นยุ้งฉาง วิถีชีวิตจึงเปลี่ยนไป หายไป”

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นตัวเลือกให้กับเกษตรกรในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เป้าหมาย 5 เดือน ชาวนาก็จะมาไถ่ถอนคืน เพราะคาดราคาข้าวไม่จะตกต่ำไม่กว่านี้ลงไปอีก ซึ่งราคาจำนำยุ้งฉางดังกล่าวราคาต่ำกว่าราคาตลาดมาก เชื่อว่าจะสามารถระบายข้าวออกหมดแน่นอน หากชาวนาไม่มาไถ่ถอนคืน ถ้าระบายข้าวไม่หมดจะนำไปส่งออกให้ อย่างไรก็ตามต้องเชื่อมั่นว่าราคาข้าวจะสูงขึ้น เพราะถ้าคนขายไม่เชื่อมั่นจะทำให้ตลาดตกใจ

“การตั้งราคาตามมาตรการดังกล่าวที่ออกมาในวันนี้ ได้พิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยเกษตรกรจะได้รับราคาที่ชาวนาพอใจ เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงราคาแต่คำนึงถึงรายได้เกษตรกร เพราะราคาต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เดินหน้าได้ เราผลิตข้าวเกินกว่าการบริโภคในประเทศ ถ้าเมื่อไรทำราคาสูง เราจะขายไม่ได้ ข้าวก็จะอั้นอยู่ในประเทศ เราจึงต้องทำให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่บิดเบือนกลไกตลาด แต่เกษตรกรต้องมีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว บุตรหลานอย่างดี เพราะถ้าเอาราคาเป็นตัวตั้งจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับประเทศ”

กรมปศุสัตว์ชี้สัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค เลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จากฟาร์มถึงร้านจำหน่าย หนุนผู้ค้าเก็บเนื้อสัตว์ในตู้แช่เย็นช่วยคงคุณภาพสินค้าสร้างความปลอดภัยในอาหารเพิ่มสุขภาวะผู้บริโภค

น.สพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์เร่งดำเนิน “โครงการปศุสัตว์ OK” เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการจำหน่ายเนื้อสัตว์ของไทยที่ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ว่าร้านที่ได้รับตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้จากฟาร์มเลี้ยงที่มีมาตรฐานกรมปศุสัตว์ ผ่านการชำแหละจากโรงฆ่าชำแหละที่ถูกกฎหมายได้รับใบอนุญาต และร้านค้ามีมาตรฐานสะอาดถูกสุขลักษณะ ที่สำคัญปัจจุบันร้านค้าต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บเนื้อสัตว์ระหว่างรอจำหน่ายด้วยตู้แช่เย็น ที่ช่วยคงคุณภาพเนื้อสัตว์ไว้ได้เป็นอย่างดี ดังเช่น ร้านค้าชุมชนเถ้าแก่เล็ก ที่จำหน่ายเนื้อหมูแช่เย็นจากฟาร์มที่มีมาตรฐาน ช่วยส่งเสริมการเข้าถึงอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภคในชุมชนในหมู่บ้านสามารถหาซื้อได้ และยังช่วยสนับสนุนร้านค้าชุมชนด้วย

“กรมฯได้ให้การรับรองและมอบตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK แก่สถานที่จำหน่ายในห้าง Modern trade, Super Store ,ร้านจำหน่ายสินค้า รวมทั้งแผงค้าในตลาดสด รวม 2,760 แห่ง ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายการรับรองให้ได้ 4,000 แห่งภายในปี 2560” น.สพ.สรวิศ กล่าว

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า หลังจากร้านจำหน่ายได้รับรองตราสัญลักษณ์ไปแล้ว กรมฯจะส่ง “สายตรวจปศุสัตว์ OK” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เข้าตรวจสอบมาตรฐานโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า โดยตรวจทั้งสถานที่ ผู้จำหน่าย และสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์มาตรวจสอบ สารปฏิชีวนะตกค้าง ฮอร์โมน หรือสารเบตา-อะโกนิสต์ ฯลฯ เพื่อให้ร้านจำหน่ายรักษามาตรฐานไว้อย่างต่อเนื่อง แต่หากพบว่าไม่ได้มาตรฐาน จะทำการแจ้งเตือน พักใช้ หรือเพิกถอนการรับรอง ขึ้นกับฐานความผิด

การตรวจประเมินสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์เพื่อรับรองมาตรฐาน “ปศุสัตว์ OK” นั้นคณะกรรมการจะตรวจประเมิน ตั้งแต่ต้นทางกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ มาจากระบบฟาร์มเลี้ยงที่ได้รับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) จากกรมปศุสัตว์ ผ่านการฆ่าชำแหละจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาตและมีมาตรฐานสุขอนามัย ที่สำคัญสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ต้องมีมาตรฐาน อุปกรณ์ที่ใช้ในร้านค้าต้องสะอาดถูกสุขลักษณะ ผู้จำหน่ายมีสุขอนามัยที่ดี และมีเอกสารตรวจสอบย้อนกลับถึงฟาร์มเลี้ยง โรงฆ่า และศูนย์กระจายสินค้า ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังส่งเสริมให้ผู้ค้าเก็บเนื้อสัตว์รอการจำหน่ายในตู้แช่เย็น เพื่อรักษาคุณค่าสินค้าให้มีคุณภาพจนถึงมือผู้บริโภค

ผู้ประกอบการและร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ สามารถขอรับการตรวจประเมิน ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อสอบถามที่ส่วนควบคุมโรงฆ่าสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. 02-653-4444 ต่อ 3141

ท่ามกลางวิกฤตราคาสินค้าเกษตรข้าวตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย รัฐบาลงัดสารพัดรูปแบบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ยังมีอีกอาชีพแนวใหม่ที่ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ผลักดันเปิดตลาดให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) รับหน้าที่รับรองมาตรฐานเร่งติวเข้มผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าแปรรูปจิ้งหรีดไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบตลอดห่วงโซ่ ก่อนอียูไฟเขียวเปิดตลาดอย่างเป็นทางการต้นปี”61

“จิ้งหรีด” อาหารโปรตีนที่มีจำกัด ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตร ระบุไว้ว่า อนาคตการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกจะมากถึง 8,000 ล้านคน ในปี 2024 และมากถึง 9,000 ล้านคน ในปี 2050 ได้มีการประเมินว่า “แหล่งอาหารและโปรตีนจะมีอย่างจำกัด” แหล่งอาหารทดแทนจึงเข้ามาแทนที่อาหารหลักเพราะประชากรที่เพิ่มขึ้นอาหารจึงไม่เพียงพอ การเลี้ยงแมลงจึงเป็น Novel Food (อาหารใหม่) ประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตร ระบบนิเวศอันสมบูรณ์ จึงเป็นเป้าหมายของทางเลือกผู้บริโภคทั่วโลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของเกษตรกรไทยรวมถึงผู้ประกอบการสามารถเพิ่มช่องทางตลาดนวัตกรรมอาหารใหม่ ดังนั้น จึงเป็นโจทย์สำคัญของหน่วยงานหลักกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)ในฐานะหน่วยงานกลางต้องจัดทำมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีดเพื่อเตรียมพร้อมส่งออกแมลงไทยไปยังสหภาพยุโรปภายใต้ข้อกำหนดอาหารใหม่ที่จะไฟเขียวนำเข้าก่อนต้นปี2561

เกษตรฯดันจิ้งหรีด “แมลง ศก.”

ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงแมลงเป็นอาชีพเสริมจากทำการเกษตรหลักเช่น ปลูกข้าว ยางพารา ปาล์ม จากที่เกษตรกรเองเลี้ยงเป็นเพียงอาหารพื้นบ้าน (Traditional Food) ต่อมาทั่วโลกต่างสนใจแมลงเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แมลงสามารถผลิตโปรตีนที่ย่อยสลายได้ในปริมาณมาก รวมถึงสารอาหารอื่นได้มากถึง 100 เท่า เปรียบเทียบกับการผลิตเนื้อวัว

นอกจากนั้นยังใช้น้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ในฟาร์มเลี้ยงวัว คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยมีความสนใจมาโดยตลอด ล่าสุด เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป (ESFA) มาให้ความรู้ในกฎระเบียบโนเวลฟู้ดแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ จ.ขอนเเก่น สัปดาห์ที่ผ่านมา

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า thehistoryof.net มกอช.พาคณะผู้แทนสหภาพยุโรปลงพื้นที่เยี่ยมชมงานด้านการเลี้ยงจิ้งหรีด การจัดการมาตรฐานในฟาร์มและการพัฒนาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร ณ หมู่บ้านจิ้งหรีด อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากจิ้งหรีดถือเป็นแมลงเศรษฐกิจของไทยที่มีศักยภาพสูง กำลังการผลิตในระยะ 2-3 ปีหลังนี้ขยายอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท/ปี และยังเป็นอาหารที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ราคาถูก ต้นทุนต่ำ และมีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่วนผสมได้หลากหลายและเพิ่มมูลค่าสินค้า จำพวก Snack Food ด้วยการปรุงเเต่งเป็นรสชาติต่าง ๆ ทั้งรสต้มยำ รสวาซาบิ และจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง นำไปแปรรูปเป็นเค้ก และคุกกี้ ได้อีกด้วย

การที่ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป หรือ ESFA มาให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบโนเวลฟู้ด แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการของไทยให้พร้อม รองรับการบังคับใช้ระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรปที่ปรับกฎระเบียบให้การยอมรับแมลงเป็นโนเวลฟู้ด (Novel Food) หรือกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 รวมถึงการยื่นคำร้องและข้อมูลวิชาการประกอบการพิจารณาอนุญาตเปิดตลาดอาหารใหม่ในสหภาพยุโรปด้วย ขณะเดียวกัน มกอช.ยังผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปตั้งแต่การเพาะเลี้ยงในฟาร์มจนถึงการวางจำหน่ายในตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์แมลงของไทยในสหภาพยุโรปและตลาดโลกได้ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ มกอช.ได้เตรียมจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือ GAP ฟาร์มจิ้งหรีดร่วมกับกรมปศุสัตว์ และ มกอช.ต้องดูในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ “การเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นไม่ยาก ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่เราอาจจะต้องใส่ใจมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ มกอช.เองก็กำลังยกร่างมาตรฐานและได้เตรียมการเก็บข้อมูลทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น”

อียูคุมเข้มความปลอดภัย

นายแพทริค เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประไทย กล่าวว่ากฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับอาหารของสหภาพยุโรปที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มช่องทางใหม่แก่ภาคธุรกิจนวัตกรรมใหม่ด้านอาหารออกสู่ตลาดโลกและยังเป็นการรับรองระดับความปลอดภัยของอาหารแก่ผู้บริโภค

นายแวงซองท์ อองเดร ตัวแทน บ. AETS ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคแมลงในหมู่ผู้บริโภคยุโรปยังเป็นเพียงเทรนด์อาหารเเนวใหม่ แต่อีกกลุ่มผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถรับประทานได้และดีต่อสุขภาพ จึงเริ่มสนใจศึกษาเเละมองว่าอนาคตจะขาดแคลนวัตถุดิบโปรตีน ดังนั้นจากการติดตามพบว่าจิ้งหรีดมีคุณสมบัติทางโภชนาการไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่น ซึ่งปี 2561 ตลาดในสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ จะประกาศให้นำเข้าแมลงอย่างเป็นทางการนับว่าเป็นช่องทางตลาดใหม่ของไทย

“ผมมองว่าน่าสนใจ ขณะที่รูปแบบการบริโภคนั้นคนยุโรปไม่ได้บริโภคเป็นตัว หากแต่เป็นการนำมาเเปรรูปเป็นแป้ง ผง ส่วนผสมอาหารนำไปทำเป็นพาสต้า คุกกี้ และจริง ๆแล้วแมลงก็มีรสชาติคล้ายคลึงกับกุ้ง ปู ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างคนฝรั่งเศสยังบริโภคหอยทากได้ (Novel Food) เพราะฉะนั้น อยู่ที่รสนิยมการบริโภค” แต่ทุกวันนี้ปัญหาหลักคือ 1.คนยังไม่รู้จักอย่างกว้างขวางมากนัก เป็นเพียงเทรนด์ใหม่ 2.เรื่องกฎหมายของสหภาพยุโรป ที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดนำเข้า แต่ปัจจุบันเราก็ได้ติดตามศึกษามาโดยตลอดและเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย จึงต้องมีการปรับเพื่อให้สอดรับกับปัจจุบันเพื่อเปิดตลาดและลดกระบวนการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ให้ง่ายขึ้น จากที่ไม่เคยมีสินค้าเหล่านี้มาก่อนในแถบสหภาพยุโรป

สร้างโอกาสส่งออกไปตลาดอียู

นายเพ็ชร วงศ์ธรรม ผู้เลี้ยง จ.ขอนเเก่น บอกว่า ทั้งหมู่บ้านผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่ จ.ขอนแก่น มีกำลังการผลิต 70 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่า 10 ล้านบาท นับว่าสามารถสร้างรายได้ไม่น้อย และจากเลี้ยงเพื่ออาชีพเสริมได้กลายมาเป็นอาชีพหลักไปแล้ว

ด้าน นายราฟาเอล ซาโมซิโน กรรมการผู้จัดการ บ.อีโค่ ฟาร์มมิ่ง จำกัด ผู้รับซื้อจิ้งหรีดแปรรูปเพื่อการส่งออก เผยว่า โรงงานแปรรูปตั้งอยู่ จ.เชียงใหม่ ได้ผลิตแป้งจิ้งหรีดหรือจิ้งหรีดผง โดยส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเป็นหลักด้วยรูปแบบผง เป็นส่วนผสมอาหาร ขนม พาสต้า อนาคตหากเปิดตลาดมากขึ้น ได้ตั้งเป้าส่งออกแป้งจิ้งหรีดไปยังสหภาพยุโรปราคากิโลกรัมละถึง 1,000 บาท เลยทีเดียว