ขณะนี้มียอดจำหน่ายข้าวสารสหกรณ์ ซึ่งได้เริ่มเปิดจุดจำหน่าย

ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นมา มียอดจำหน่ายรวม 3,583.442 ตัน มูลค่า 114,697,850 บาท ส่วนใหญ่จะเน้นจำหน่ายข้าวหอมมะลิ ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงสุด ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ให้ความสนใจซื้อข้าวเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้อง ข้าวหอมนิล ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวลืมผัว โดยสหกรณ์ต่าง ๆ ได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกผลิตข้าวเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน และในช่วงใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรข้าวสารชนิดต่าง ๆ ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคมาจัดลงกระเช้าของขวัญเนื่องในเทศกาล ปีใหม่ หากประชาชนหรือหน่วยงานใดสนใจจะสั่งซื้อกระเช้าของขวัญข้าวสารสหกรณ์ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ หรือโทร.02280 7506,02281 3095 ต่อ 157 และ 062-6107842 ดูรายละเอียดได้ที่ www.cpd.go.th

เมื่อเร็วๆ นี้ พ.อ. ฐกัด หลอดศิริ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ผบ.ฉก.) ทัพพระยาเสือ พ.อ. พงศ์พัฒน์ ห้องสินหลาก รองผบ.ฉก.ทัพพระยาเสือ ร่วมกับ นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ นายอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ รวม 5 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านสวนผึ้งวิทยา โรงเรียนบ้านคาวิทยา โรงเรียนอนุบาลบ้านคา โรงเรียนบ้านวังปลา และโรงเรียนบ้านพุม่วงราษฎร์รังสฤษฎ์ ได้นำนักเรียนและชาวบ้าน ประมาณ 400 คน ร่วมกิจกรรมเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิตของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี หลังจากที่ทางหน่วยได้ปลูกข้าวพันธุ์หอมปทุม 1 ด้วยวิธีการปักดำในแปลงนาสาธิตแห่งนี้ เมื่อ วันที่ 2 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา

พ.อ. ฐกัด เผยว่า หน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ ได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งด้านหลังของหน่วยจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงขึ้นโดยมีการจัดระบบเป็นสัดส่วน ทำเป็นแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นตัวอย่างแห่งศึกษาเกษตรทฤษฎีใหม่ให้แก่ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และสถานศึกษาตามแนวชายแดนได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ได้อีกแห่งหนึ่ง ในการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้เสริมภายในหมู่บ้านคู่ขนาน

โดยมีการจัดกำลังพลเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่เด็กๆ ตามฐานการเรียนรู้ต่างๆ เช่น การเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงไก่ เป็ด การติดตาทาบกิ่งพันธุ์ไม้ต่างๆ ในต้นไม้เพียงต้นเดียวที่สามารถมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดที่ให้ผลเก็บรับประทานได้ เช่น การติดตาทาบกิ่งต้นมะเขือพวง มะเขือจาน มะเขือขื่น มะเขือเปราะ การปลูกผักไม้เลื้อยแบบผสมผสานทำเป็นซุ้มคล้ายอุโมงค์ การนำจักรยานปั่นน้ำรดพืชผัก การทำปุ๋ยหมัก แปลงสาธิตการปลูกพืชสวนครัว และสระเก็บกักน้ำที่นำมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่

“ในศูนย์แห่งนี้มีการบริหารจัดการแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ เช่น การจัดการน้ำ ประมาณ 30% บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ มีน้ำประมาณ 3 ไร่ พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว มีพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่ได้ใช้สารเคมีแต่อย่างใด แต่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการบำรุงพันธุ์ข้าวหอมปทุม 1 ที่ได้ให้นักเรียนร่วมกับชาวบ้านเกี่ยว เพื่อจะนำไปเป็นเมล็ดพันธุ์แจกจ่ายแก่ราษฎรในพื้นที่นำไปปลูกขยายพันธุ์ในที่ดินของตัวเอง

“โดยศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ ได้กลายเป็นแหล่งศึกษาแห่งใหม่ในพื้นที่แนวชายแดน ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาเรียนรู้ เพื่อนำกลับมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเองบนความพอเพียง”

ผบ.ฉก. ทัพพระยาเสือ ระบุว่า ทั้งนี้ ทางหน่วยยังได้นำป้ายข้อความพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ที่ว่า “พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่า พอ ก็พอเพียงนี้ก็แค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซึ่งตรงไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น” มาติดไว้ในฐานเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนได้ทราบ และน้อมนำเอาไปปฏิบัติใช้ด้วย

“ที่ผ่านมาประชาชน นักเรียน และนักศึกษา บริเวณแนวชายแดนได้นำความรู้จากแหล่งศึกษาตรงนี้ ไปประยุกต์พัฒนาพื้นที่ มีการจัดการน้ำ ดิน แบ่งเป็นสัดส่วน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนเกิดประโยชน์ในที่ดินของตัวเอง และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” พ.อ. ฐกัด กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 กยท. ร่วมกับ ผู้นำเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานปกครองใน จ.พัทลุง รุดลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ บรรเทาความเดือดร้อน แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง จ.พัทลุง ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม ในเบื้องต้น มีเกษตรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ประมาณ 17,000 ราย ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่สวนยางที่ได้รับความเสียหายประมาณ 105,944 ไร่ ครอบคลุม 11 อำเภอใน จ.พัทลุง

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า จังหวัดพัทลุงเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกยาง ประมาณ 900,000 แสนกว่าไร่ และมีครอบครัวชาวสวนยาง ประมาณกว่า 60,000 ครัวเรือน ซึ่งในปีนี้จังหวัดพัทลุงได้รับผลกระทบจากการที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง และประสบอุทกภัยครั้งนี้มากที่สุด ในเบื้องต้นมีสวนยางได้รับความเสียหายครอบคลุม พื้นที่ 12 ตำบล ใน 11 อำเภอ และบางจุดมีน้ำท่วมสูงสุดประมาณ 2 เมตร ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น ประมาณ 17,000 ราย คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 105,944 ไร่ จนถึงขณะนี้มีเกษตรชาวสวนยางหลายครอบครัวที่ไม่สามารถกรีดยางได้มาเป็นเวลา 15 วัน

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย เร่งลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่พี่น้องชาวสวนยางในเบื้องต้น 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ควนขนุน อ.เขาชัยสน และ อ.ปากพยูน ประมาณ 500 ครัวเรือนที่ได้รับการช่วยเหลือในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น กยท. มีมาตรการในการช่วยเหลือ โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ช่วง สำหรับช่วงระยะเร่งด่วนขณะนี้ได้สั่งการให้ กยท. จังหวัดเข้าช่วยบรรเทาความเดือนร้อนแก่เกษตรกรชาวสวนยางโดยการแจกถุงยังชีพ จากนั้นในระยะหลังจากที่น้ำลดลงแล้ว กยท. จะเข้าไปในพื้นที่เพื่อประเมินและตรวจสอบความเสียหาย โดยใช้เงินกองทุนของการยางแห่งประเทศไทยเพื่อช่วยเหลือเยียวยาให้เร็วที่สุด ส่วนในระยะยาวนั้น กยท. จังหวัดในทุกพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยจะเข้าร่วมวางแผนเพื่อรับมือกับอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การยางแห่งประเทศไทยได้มีการประสานงานกับเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและชาวบ้านในพื้นที่โดยวางแนวทางแก้ไขและรับมือกับการเกิดอุทกภัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ถุงยังชีพอาจเป็นเพียงน้ำใจเล็กน้อยจากพนักงาน กยท. ที่ร่วมใจกันเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ กยท. ในฐานะเป็นองค์กรที่ดูแลเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือที่กำลังประสบภัยหนาวหรือภาคใต้ที่กำลังประสบอุทกภัย กยท.จะพยายามเร่งดำเนินการทั้งในเชิงนโยบายเพื่อให้ความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ที่ได้กำหนดไว้ และในทางปฏิบัติ กยท.ได้ดำเนินการลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนในเบื้องต้น ซึ่งต้องขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางทุกท่านมีความเข้มแข็งและนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตงทางภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังโรคราน้ำค้างระบาด เนื่องจากช่วงนี้อากาศหนาว มีหมอกและน้ำค้างลงในช่วงเช้า อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการระบาดอยู่ระหว่าง ๑๖ – ๒๗ องศาเซลเซียส และความชื้นสูงเหมาะต่อการเจริญของเชื้อรา สาเหตุของโรคจะขยายลุกลามได้รวดเร็ว ในเมล่อน แคนตาลูป หรือแตงโมอาจทำให้ความหวานลดลง ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ โรคราน้ำค้างจัดว่าเป็นโรคที่สำคัญของพืชตระกูลแตงทุกชนิด เช่น แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะระ ฯลฯ ส่วนพวกตำลึง บวบ ฟักทอง ฟักข้าวไม่ค่อยพบโรคนี้ระบาด สปอร์ของเชื้อสาเหตุสามารถปลิวไปตามน้ำ ลม ติดไปกับแมลง สัตว์ เครื่องมือการเกษตรและมนุษย์ เช่น ด้วงเต่าแตง ลักษณะอาการในระยะแรก จะพบกลุ่มราสีขาวหรือสีเทาบนใบพืช ต่อมาสังเกตเห็นหลังใบเป็นสีเหลืองอ่อนแผลค่อนข้างเป็นเหลี่ยมแล้วพัฒนาเป็น สีน้ำตาลอ่อน ไปจนเข้มประปรายทั่วใบ อาการรุนแรงจะทำให้ใบแห้งและเหี่ยว อาการจะปรากฏบนใบแก่โคนเถาก่อน โรคระบาดรวดเร็วมากจะทำให้เถาแตงเหี่ยวตายหมดทั้งเถาได้ในเวลาที่อากาศชื้นในตอนเช้าจะสังเกตเห็นกลุ่มสปอร์เชื้อราที่ด้านท้องใบคล้ายผงแป้งได้เด่นชัดกว่าเวลาอื่นๆ โรคนี้ มักจะระบาดรุนแรงและรวดเร็วเมื่อแตงกำลังให้ผล ทำให้เถาแตงตายไปก่อนที่แตงจะสุกแก่พร้อมเก็บเกี่ยว

๔. ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช เอพรอน อัตรา ๗ กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ ๑ กิโลกรัม

๕. ถ้ามีหมอกและน้ำค้างจัดในช่วงเช้า ควรพ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ริโดมิลเอ็มแซด อาลิเอท ดาโคนิล หรือ วามีนเอส พ่นสลับกันเพื่อป้องกันเชื้อต้านทานสารเคมี อัตราส่วนตามคำแนะนำในฉลาก

๖. พ่นน้ำล้างใบในช่วงเช้าพร้อมการให้น้ำ แล้วพ่นน้ำส้มควันไม้อัตรา ๑๐๐ ซีซี ต่อน้ำ ๑๒ ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่มทุก ๗ – ๑๐ วัน

ทั้งนี้เกษตรกรสามารถแจ้งการระบาดและขอคำปรึกษาในการป้องกันกำจัดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังน้ำลดชาวบ้านริมฝั่งโขง ได้อาศัยที่ดินว่างเปล่าปลูกพืชผักนานาชนิด ส่วนหนึ่งปลูกเพื่อนำผลิตผลมาบริโภคในครัวเรือน มีจำนวนไม่น้อยที่ปลูกเพื่อการค้า เช่นแถบจังหวัดนครพนมปลูกมะเขือเทศส่งโรงงาน

ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อคือแก่ง “สามพันโบก” พบว่ามีชาวบ้านลงมือปลูกถั่วลิสง ข้าวโพด และมันเทศ พืชที่ปลูกใช้ระยะเวลา 3-4 เดือนก็เก็บผลผลิตแล้ว โดยที่การดูแลรักษาไม่มีอะไรมาก อย่างการให้น้ำ อาศัยความชื้นจากน้ำค้าง ส่วนปุ๋ยไม่จำเป็นต้องให้เลย เพราะตะกอนดินเกิดจากการพัดพาปุ๋ยธรรมชาติมากองทับถมเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้นักท่องเที่ยวเริ่มเข้าไปชมแก่งหินสามพันโบกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ทำให้ริมแม่น้ำโขงบริเวณนั้นคึกคัก มีตลาดซื้อขายอาหาร ผัก และผลไม้ รวมทั้งคนท้องถิ่น บริการรถและเรือนำเที่ยว

แก่งหินสามพันโบกเป็นกลุ่มหินทรายที่ถูกกระแสน้ำธรรมชาติ กัดเซาะผ่านกาลเวลามานานหลายพันปี จนเกิดเป็นร่องหินขนาดใหญ่สูง 3-7 เมตร กว้างเป็นสิบเมตร กลายเป็นโบกงามๆ แปลกตาจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายอยู่บนพื้นผิวของลานหินในละแวกนี้ กินพื้นที่เลียบริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและลาว ทอดตัวยาวไกลตั่งแต่บ้านโป่งเป้าไปจนถึงบ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร และรวมเป็นพื้นที่ถึงกว่า 30 ตารางกิโลเมตร

นายประเสริฐ สรรเพชุดาญาณ ปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ ได้แจ้งเตือนให้เกษตรกรระมัดระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาดในสัตว์เลี้ยงโค-กระบือ ในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ว่าให้เกษตรกรทำความสะอาดเล้า คอก โรงเรือนอยู่เสมอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เร่งออกฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่แล้ว หากเกษตรกรรายใดยังไม่ได้นำโค-กระบือ มาฉีดวัคซีน ให้เร่งนำมารับการฉีดวัคซีนโดยเร่งด่วน หรือหากพบว่าโค-กระบือมีอาการป่วยผิดปกติ ยืนซึม น้ำลายฟูมปาก มีแผลบริเวณปาก และกีบเท้า ให้สงสัยว่าป่วยเป็นโรคปากเท้าเปื่อย ต้องรีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอ หรือจังหวัด เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบควบคุมโรคโดยเร็ว ที่สำคัญอย่าได้นำสัตว์ที่ซื้อหรือแลกเปลี่ยนมาจากพ่อค้าตามตลาดนัดโค-กระบือ ที่ไม่ผ่านการตรวจโรคจากเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ไปเลี้ยงรวมกับฝูงจนกว่าจะได้รับการตรวจ หรือแน่ใจว่าสัตว์ดังกล่าวที่นำมานั้นปลอดจากโรคหรือไม่ หากสัตว์ดังกล่าวมีอาการป่วย หรือติดเชื้ออาจจะนำไปแพร่ระบาดสู่สัตว์ตัวอื่น สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงได้

นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ส่วนโรคระบาดในสัตว์ปีก หลังจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวและมีฝนตกในบางพื้นที่ จากสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด อ่อนแอ และภูมิคุ้มกันโรคลดลง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดได้ เกษตรกรควรให้วัคซีนป้องกันโรค เช่น วัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิลและหลอดลมอักเสบ อหิวาต์สัตว์ปีก ฝีดาษ เป็นต้น

ถั่วลิสง เป็นพืชอาหารชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมบริโภคค่อนข้างมาก ทั้งใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหวานคาวต่างๆ และผลิตภัณฑ์แปรรูป มีบางส่วนนำไปสกัดน้ำมันและกากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ด้วย

ปัจจุบัน การผลิตถั่วลิสงของไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีน อินเดีย พม่า เวียดนาม รวมถึง สปป. ลาว แต่ละปีมีปริมาณกว่า 30,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 1,000 ล้านบาท

แต่อย่างไรก็ตาม ถั่วลิสง เป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงการปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะถั่วลิสงที่มีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวไม่ดี มีโอกาสที่จะเกิดเชื้อราและมีอะฟลาทอกซินปนเปื้อนสูง

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จึงเร่งจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง เมล็ดถั่วลิสง : ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซิน (มกษ. 4702-2557) และประกาศใช้เป็นมาตรฐานบังคับของประเทศ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่ วันที่ 7 มกราคม 2560 เพื่อควบคุมคุณภาพเมล็ดถั่วลิสงนำเข้า และช่วยปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคของไทยด้วย

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า เนื่องจากแต่ละปีประเทศไทยมีการนำเข้าถั่วลิสงจาก สปป. ลาว ค่อนข้างสูง มกอช. จึงร่วมกับกรมวิชาการเกษตรเร่งสนับสนุนการจัดทำระบบตรวจสอบและรับรองถั่วลิสงส่งออกให้แก่กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ของ สปป. ลาว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ สปป. ลาว สามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน มกษ. 4702-2557 ได้รองรับมาตรฐานบังคับถั่วลิสงของไทยที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2560 นี้ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า ทำให้การส่งออกถั่วลิสงจาก สปป. ลาว มายังไทยเกิดความคล่องตัว ที่สำคัญไทยยังจะได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยสูงขึ้น ส่งผลดีและได้ประโยชน์ทั้งไทยและ สปป. ลาว

ภายหลังมาตรฐานฯ เมล็ดถั่วลิสงมีผลบังคับใช้ การส่งออกเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกจากทุกประเทศมายังไทย จะต้องแนบใบรับรองสถานที่ผลิตและเอกสารแสดงผลตรวจสอบเมล็ดถั่วลิสงล็อตที่ส่งออกมาด้วย โดยค่าปริมาณอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงต้องไม่เกิน 20 พีพีบี (ppb) หรือ 0.02 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม จากห้องปฏิบัติการที่ไทยยอมรับ เพื่อให้มั่นใจว่าเมล็ดถั่วลิสงที่ส่งออกมาจากแหล่งผลิตที่มีมาตรการควบคุมสอดคล้องกับมาตรฐานบังคับฉบับนี้ ทั้งกระบวนการคัดแยกเมล็ด การสุ่มตรวจอะฟลาทอกซิน และการเก็บบันทึกข้อมูลไว้ตรวจประเมิน เป็นต้น

ด้าน คุณคำตัน ธาดาวงษ์ รองอธิบดีกรมปลูกฝัง กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สปป. ลาว กล่าวว่า แหล่งผลิตถั่วลิสง หรือ “บักถั่วดิน” ของ สปป. ลาว กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตอนใต้ เช่น แขวงจำปาสัก สาละวัน และสะหวันนะเขต แต่ละปีพื้นที่เพาะปลูกไม่มีความแน่นอน เพิ่ม-ลด ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตและความต้องการของตลาด หากราคาดีเกษตรกรจะหันมาปลูกถั่วลิสงมาก แต่ถ้าราคาต่ำเกษตรกรจะเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน เช่น มันสำปะหลังหรือมันต้น

โดยเฉพาะปีนี้พื้นที่ปลูกถั่วลิสงใน สปป. ลาว ลดลงค่อนข้างมาก เพราะเกษตรกรหันไปปลูกมันต้นที่มีราคาดีกว่า เช่น แขวงจำปาสัก พื้นที่ปลูกถั่วลิสงลดลงเหลือ ประมาณ 3,000 เฮกตาร์ หรือ 18,750 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 2.3 ตัน ต่อเฮกตาร์ ที่ได้ผลผลิตต่ำเพราะเกษตรกรของ สปป. ลาว ยังใช้พันธุ์ถั่วลิสงพื้นบ้านดั้งเดิม มีการปลูกแบบวิถีชาวบ้านอาศัยธรรมชาติ และไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี

ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2559 สปป. ลาว ส่งออกถั่วลิสงผ่านด่านแขวงจำปาสักมายังไทย ในรูปแบบคอนแทรกฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) แล้ว ประมาณ 553.60 ตัน คิดเป็นมูลค่า 171,080 เหรียญสหรัฐ ซึ่งปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย เพราะเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น และหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งด้วย

สำหรับการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานสินค้าถั่วลิสงเพื่อส่งออก สปป. ลาว จะเร่งพัฒนาตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการส่งออก โดยจะเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจขั้นตอนวิธีการผลิตถั่วลิสงให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตามเงื่อนไขการนำเข้าของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงกะเทาะเปลือกถั่วลิสงทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ เป็นจุดสำคัญที่จะต้องพัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดการ การคัดแยกเมล็ด และเก็บรักษาคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ถือเป็นเรื่องท้าท้ายที่ประเทศผู้ส่งออกต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับเงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพมาตรฐานสินค้ามากขึ้น

ขณะนี้ สปป. ลาว อยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายป้องกันพืช yourme.net ซึ่งจะนำเข้าสู่วาระประชุมสภาแห่งชาติให้พิจารณารับรองในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเป็นกฎหมายพื้นฐาน ทั้งยังเร่งสร้างดำรัสว่าด้วยยาปราบศัตรูพืช ซึ่งจะควบคุมการใช้ยาปราบศัตรูพืชให้มีความปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างในผลผลิต และเร่งเตรียมความพร้อมในการส่งออกถั่วลิสงให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของไทย โดยเร่งพัฒนาและถ่ายทอดบทเรียนที่ได้รับจาก มกอช. และกรมวิชาการเกษตร ให้กับเจ้าหน้าที่ สปป. ลาว เพิ่มขึ้น เช่น เทคนิคการตรวจสอบอะฟลาทอกซินในเมล็ดถั่วลิสงที่จะส่งออก พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรห้องปฏิบัติการให้มีความรู้ ความสามารถ และมุ่งพัฒนาห้องปฏิบัติการของสำนักงานเกษตรและป่าไม้แขวง (PAFO) จำปาสัก ให้เป็นต้นแบบและเป็นศูนย์กลางการตรวจสอบรับรองถั่วลิสงเพื่อการส่งออกให้มีความเข้มแข็ง เพื่อกวดขันไม่ให้มีปัญหาอะฟลาทอกซินปนเปื้อนสินค้าส่งออก และสร้างความมั่นใจให้กับไทย

“เกษตรกรที่ปลูกถั่วลิสงใน สปป. ลาว เป็นเกษตรกรรายย่อย ปลูกแบบธรรมชาติโดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ปีละ 2 รอบการผลิต คือช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม และเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ใช้แรงงานในครัวเรือน ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี จึงไม่ต้องกังวลเรื่องสารพิษตกค้างในผลผลิต ในอนาคต สปป. ลาว ได้มุ่งพัฒนามาตรฐานด้านกสิกรรมโดยจะส่งเสริมในพื้นที่ที่เหมาะสม ใช้ตลาดนำการผลิต และเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกร สำหรับถั่วลิสงอาจต้องยกระดับเข้าสู่มาตรฐาน GAP โดยนำมาตรฐาน ASEAN GAP มาปรับใช้ แต่คงต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวและพัฒนาต่อไป เช่นเดียวกับพืชอีกหลายชนิดที่มีศักยภาพและตลาดต้องการ จำเป็นต้องยกระดับการผลิตตามมาตรฐาน ASEAN GAP ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชา ข้าว มันต้น และพืชผักกินใบ” รองอธิบดีกรมปลูกฝัง สปป. ลาว กล่าว

ด้าน คุณเป สีลาวี เจ้าของโรงกะเทาะเปลือกถั่วลิสงบ้านปากท่อ เมืองเหล่างาม แขวงสาละวัน สปป. ลาว กล่าวว่า หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตบักถั่วดินแล้ว เกษตรกรจะตากบักถั่วดิน ประมาณ 3 แดด หรือ 3 วัน ก่อนที่จะนำมาขาย โดยโรงกะเทาะเปลือกจะนำบักถั่วดินเข้าเครื่องสีได้เมล็ดถั่วดิน จากนั้นนำเมล็ดไปชั่งและดูคุณภาพโดยรวมเพื่อตีราคารับซื้อ หากคุณภาพดีจะรับซื้ออยู่ที่ กิโลกรัมละ 8,500 กีบ หรือกว่า 30 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าคุณภาพต่ำหรือมีเมล็ดเน่าเสียมาก ก็จะตัดราคาเหลือ 8,000-8,200 กีบ ต่อกิโลกรัม ในช่วงหน้าฝนที่มีฝนตกชุก เกษตรกรตากบักถั่วดินไม่ดี มีความชื้นสูง เมล็ดบักถั่วดิน 1 ตัน จะมีอัตราสูญเสียมากถึง 50 กิโลกรัม แต่บักถั่วดินที่ส่งเข้าสู่โรงงานกะเทาะรอบที่ 2 คือช่วงปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม จะมีคุณภาพดีกว่า อัตราสูญเสียน้อย และเกษตรกรจะได้ราคาสูงกว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรเครือข่ายไม่น้อยกว่า 2,000 คน

ก่อนส่งออกจะมีการคัดแยกเมล็ดถั่วดินที่ไม่มีคุณภาพหรือเมล็ดที่เน่าเสียออก ค่าจ้างคัดแยก กิโลกรัมละ 100 กีบ ให้เหลือเฉพาะเมล็ดที่มีคุณภาพดีแล้วบรรจุถุงกระสอบส่งออกทันที ครั้งละ 30-40 ตัน จะไม่เก็บค้างไว้ในสต๊อกซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเกิดเชื้อราได้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการส่งออกเมล็ดบักถั่วดินผ่านด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ปีละ 2,000-3,000 ตัน แต่ปีนี้ปริมาณผลผลิตบักถั่วดินในพื้นที่แขวงสาละวันลดลง เพราะเกษตรกรแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไปปลูกมันต้นเพิ่มขึ้น จึงมีบักถั่วดินเข้าสู่โรงงานกะเทาะเปลือกน้อย คาดว่า ปริมาณส่งออกจะลดลงเหลือ ประมาณ 1,500 ตัน เท่านั้น

“แต่ในปีหน้าคาดว่า เกษตรกรจะกลับมาปลูกบักถั่วดินเพิ่มขึ้นอีก และจะมีปริมาณผลผลิตบักถั่วดินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศไทยบังคับใช้มาตรฐานก็จำเป็นต้องพัฒนาและปรับระบบการผลิตถั่วลิสงเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางการค้าในอนาคต” ท้าวเป สีลาวี กล่าวทิ้งท้าย