ขณะนี้เตรียมเรียกประชุม คณะกรรมการนโยบายและมาตรการ

ช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อพิจารณามาตรการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดยเบื้องต้นจะเสนอขออนุมัติวงเงินจาก คชก. เพื่อพิจารณาให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เข้าไปรับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกร หากเกิดปัญหาราคาผลปาล์มตกต่ำ และแนวทางที่ 2 จะขอความร่วมมือกระทรวงพลังงานให้เพิ่มการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล จากบี 5 เป็นบี 7 หรือมากกว่านั้น เพื่อเพิ่มปริมาณความต้องการใช้ช่วยดูดซับผลผลิตปาล์มปี 2560/2561 ที่คาดว่าจะมี 11.7 ล้านตัน

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการรับซื้อผลปาล์ม โดยขออนุมัติวงเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2,950 ล้านบาท จาก คชก. เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 เพื่อให้ อคส. รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบในปี 2559/2560 ปริมาณ 1 แสนตัน จากโรงสกัดน้ำมันปาล์มที่เข้าร่วมโครงการ ในราคาไม่ต่ำกว่า 26.20 บาท ต่อกิโลกรัม เพื่อให้โรงสกัดรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 4.20 บาท ต่อกิโลกรัม ในอัตราน้ำมัน 17 % โดยระยะเวลาในการรับซื้อตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 และสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2560

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในการประชุมแนวทางจัดการสินค้าปาล์มน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ร่วมกับตัวแทนหน่วยงานราชการทั้งกะทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมใช้ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 กำหนดให้โรงสกัดรับซื้อผลปาล์มสดจากเกษตรกรในเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% เพราะหลังจากสำรวจพื้นที่ปลูกปาล์มแล้วพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มส่วนใหญ่สามารถผลิตปาล์มในเปอร์เซ็นต์น้ำมันได้ตั้งแต่ 18-20% แต่ที่ผ่านมามีการรับซื้อผลปาล์มในเปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำกว่า 18% เนื่องจากมีการเร่งตัดปาล์มก่อนกำหนด (ปาล์มดิบ) ส่งผลให้ขายได้ราคาที่ต่ำเกินกว่าความเป็นจริง

“ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาประกาศราคาแนะนำรับซื้อผลปาล์มสดไว้ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% แต่ไม่ใช่มาตรการบังคับ หากจะออกมาตรการบังคับต้องใช้ความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำหนดให้โรงงานรับซื้อเปอร์เซ็นต์น้ำมันดังกล่าว” นางนันทวัลย์ กล่าว

พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ กำหนดมาตรฐานของลานเทห้ามแยกผลปาล์มทะลายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และกระทรวงพาณิชย์จะทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่และชุมพรให้แจ้งเกษตรกรตัดผลปาล์มสุกเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 17% เพิ่มเป็น 20% จะช่วยให้ได้ราคาสูงขึ้น กิโลกรัมละ 90 สตางค์ เกษตรกรทั้งระบบจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 10,500 ล้านบาท ซึ่งตามเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ปาล์ม 20 ปี มุ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์ปาล์มน้ำมันให้ได้ 22% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันไทย

ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ มอบเงิน 10 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (ประมาณ 6.88 ล้านบาท) สนับสนุนโครงการพัฒนาภาคเกษตรในฟิลิปปินส์ของ ฯพณฯ ประธานาธิบดีดูแตร์เต แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนภาคการเกษตรฟิลิปปินส์สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืน

นายสกล ชีวะโกเศรษฐ รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ฟูดส์ ฟิลิปปินส์ คอร์ปอร์เรชั่น (ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ซีพีเอฟได้มอบเงินช่วยเหลือ 10 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อนำไปใช้ในโครงการพัฒนาภาคเกษตรกรรมในฟิลิปปินส์ของท่านประธานาธิบดี โรดดีโก โรอา ดูแตร์เต นั้นเป็นไปตาม หลัก “ปรัชญา 3 ประโยชน์” ในการทำธุรกิจของซีพีเอฟที่จะต้องทำให้ประเทศชาติ และประชาชนในประเทศที่ซีพีเอฟเข้าไปลงทุนได้รับประโยชน์ก่อน และสอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาความก้าวหน้าในการผลิตสินค้าเกษตร และร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรประเทศในภูมิภาคอาเซียน

โครงการพัฒนาเกษตรกรรมของท่านประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงการเกษตรฟิลิปปินส์นั้น มีเป้าหมายที่จะพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรฟิลิปปินส์ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงในระยะยาว โดยร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อถ่ายทอดความรู้การเกษตรสมัยใหม่แก่เกษตรกร การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรทันสมัยเพิ่มมูลค่าสินค้าที่ตรงตามความต้องการตลาดสามารถแข่งขันได้ ตลอดจนการพัฒนาสาธารณูปโภคการขนส่งลดต้นทุนการผลิตรวมถึงลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กัน

นายสกลกล่าวย้ำว่า แนวทางการทำธุรกิจของซีพีเอฟฟิลิปปินส์ จะดำเนินการควบคู่กับการช่วยเหลือสังคมและประชาชนชาวฟิลิปปินส์ ไปพร้อมๆ กัน โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรและความรู้ด้านวิชาการสู่องค์กร และเกษตรกรชาวฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของภาคปศุสัตว์ของฟิลิปปินส์ เป็นการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศฟิลิปปินส์ได้เข้าถึงอาหารโปรตีนคุณภาพดีอย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม

ซีพีเอฟได้เข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่อบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ฟูดส์ ฟิลิปปินส์ คอร์เปอเรชั่น (Charoen Pokphand Foods Phillipines Corporation) ปัจจุบันธุรกิจของซีพีเอฟในฟิลิปปินส์ ประกอบด้วย การผลิตอาหารสัตว์บก และสัตว์น้ำ ฟาร์มไก่ และฟาร์มสุกร ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ และร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์

นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันกำลังออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก และเริ่มส่งผลกระทบเนื่องจากว่าราคาเริ่มตกลงเหลือ 4.30 บาท จากที่เคยขึ้นสูงถึง 6.00 บาท ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ควบคุมการกำหนดราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันคือเปอร์เซ็นต์น้ำมันจากทะลายปาล์ม ซึ่งขึ้นอยู่กับความสุกของทะลายปาล์ม เป็นปัจจัยที่เกษตรกรสามารถควบคุมได้

“ทะลายปาล์มสุกจะให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง เมื่อนำไปสกัดให้ได้น้ำมันปาล์มดิบต่อ 1 กิโลกรัม จะใช้ในปริมาณน้ำหนักที่น้อยกว่าทะลายปาล์มที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำกว่า ฝากเตือนชาวสวนปาล์ม ขอให้เลือกเก็บเกี่ยวเฉพาะทะลายปาล์มที่สุกเท่านั้น จะไม่ทำให้สูญเสียเงินโดยไม่รู้ตัว ผลปาล์มที่สุกเต็มที่จะมีสีแดงส้ม ผลปาล์มรอบนอกจะหลุดร่วงจากทะลายประมาณ 10 ผล เป็นทะลายปาล์มสุกพร้อมเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงความสมบูรณ์ของทะลายคือ มีผลปาล์มเต็มทะลาย ไม่แยกลูกร่วง ไม่ตัดให้ก้านทะลายยาวเกิน 2 นิ้ว ทะลายต้องสด ไม่บอบช้ำ ไม่มีร่องรอยสัตว์กัดกินผลปาล์ม ไม่มีโรค แมลงสิ่งเจือปน ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานทางการค้าของผลปาล์มทะลาย”

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 10 เมษายน ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว หมู่ 7 ตำบล เทพกระษัตรี อำเภอ ถลาง เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพกู้ภัยเทศบาลตำบลศรีสุนทร นำตัวเห่าช้างขนาดใหญ่ นำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม มอบให้นายปิยวัฒน์ สุคนธ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว เพื่อนำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบในเบื้องต้น ก่อนทำการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติทันทีเนื่องจากเห่าช้างตัวดังกล่าวไม่มีอาการบาดเจ็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เห่าช้างตัวดังกล่าว เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ-กู้ภัยเทศบาลตำบลศรีสุนทรจับได้ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง หลังจากเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น.ได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.ถลาง ว่าพบเห่าช้างพยายามปีนกำแพงอยู่ และขอให้ไปตรวจสอบ ซึ่งเมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่คิดว่าเป็นตัว แลน หรือตะกวด จึงเข้าไปใช้บ่วงคล้องในระยะใกล้ แต่พบว่ามีความดุกว่าปกติ และเมื่อสังเกตุอย่างละเอียดก็พบว่า ที่บริเวณคอด้านหลังคล้ายเกล็ดเล็กๆ และลำคอแผ่ออกกว้างพร้อมส่งเสียงขู่สู้และพยายามพุ่งเข้ากัด เมื่อไม่ยอมให้จับตัวง่าย เจ้าหน้าที่ต้องใช้ไม้ยาวพร้อมบ่วงเข้าล้อมจับกว่า 20 นาที จึงสามารถคล้องตัวได้ ก่อนประสานมายัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทวเพื่อนำมาปล่อยคืนสู่ป่า

สำหรับ เห่าช้าง หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Roughneck monitor lizard ชื่อวิทยาศาสตร์ Varanus rudicollis เป็นสัตว์เลื้อยคลานในวงศ์เหี้ย (Varanidae) และ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยตัวจะเล็กกว่าเหี้ย (V. salvator) มีความยาวประมาณ 1.3 เมตร มีสีดำเข้ม มีลายเลือน ๆ ขวางลำตัว ปากแหลมและเกล็ดบนสั้น เกล็ดบนคอใหญ่เป็นแหลม ๆ คล้ายหนามทุเรียน เฉพาะช่วงคอเกล็ดจะย้อนไปหาส่วนหัว อาศัยอยู่ในป่าทึบและเดินหากินบนพื้นดิน แต่ก็ปีนต้นไม้เก่ง พบในป่าประเภทป่าดิบชื้นและป่าชายเลนในภาคใต้ของประเทศไทยและพม่า, หมู่เกาะสุมาตรา, บอร์เนียว, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ แต่ก็มีรายงานพบที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาด้วย อาหารคือ ไก่, นก, ปลา, กบ, เขียด กินได้ทั้งของสด และของเน่า ซึ่งเห่าช้างนั้นจะมีนิสัย ดุร้ายกว่าเหี้ยชนิดอื่น ๆ เมื่อเข้าใกล้จะขู่ การเลี้ยงในสภาพที่เลี้ยงทำได้ยาก เนื่องจากเป็นสัตว์ขี้อาย สำหรับภาคใต้พบมีอาศัยอยู่ในธรรมชาติจำนวนมาก อดีตเคยมีคนเชื่อว่าเป็นสัตว์มีพิษผู้ถูกกัดอาจทำให้ถึงตาย แต่ก็มีนักวิชาการออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วว่าเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษแต่อย่างใด

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ผลโครงการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ปี 2559/60 ช่วยเกษตรกรผลิตข้าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้เมล็ดพันธุ์ลง เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจคุ้มค่ากับการลงทุน พร้อมเดินหน้า ปีการผลิต 2560/61 สนับสนุนโครงการเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีคุณภาพ อย่างต่อเนื่อง กระจายให้ทั่วถึงทุกชุมชนต่อไป

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ปี 2559/60 ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2559/60 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิในเขตพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพ ส่งเสริมให้ชาวนามีความรู้และสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีไว้ใช้เองในพื้นที่ 21 จังหวัด ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ มีระยะเวลาโครงการตั้งแต่เมษายน 2559 – มกราคม 2560 ใช้งบประมาณโครงการ 204 ล้านบาท

จากการติดตามประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ พบว่า มีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 7,857 ตัน เกษตรกร 71,727 ราย ได้ผลผลิตเฉลี่ย 372 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 5 กิโลกรัมต่อไร่ (ปีการผลิต 2558/59 ได้ผลผลิต 367 กิโลกรัมต่อไร่) นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้ข้าวที่มีคุณภาพที่ดีกว่า โดยร้อยละ 33 ของปริมาณผลผลิต นำไปจำหน่ายได้ราคาเฉลี่ย 10,700 บาทต่อตัน สูงกว่านอกโครงการซึ่งได้ราคาเฉลี่ย 9,242 บาทต่อตัน (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2559) และเกษตรกรร้อยละ 95 ของผู้ร่วมโครงการ เก็บผลผลิตไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ใช้ในฤดูกาลถัดไปประมาณ 409 กิโลกรัมต่อครัวเรือน ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 27,729 ตัน คิดเป็นมูลค่า 623.90 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพสำหรับปลูกข้าวในฤดูกาลต่อไป

ทั้งนี้ โครงการได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 278.17 ล้านบาท จากมูลค่าของผลผลิต ที่เพิ่มขึ้นจากก่อนมีโครงการ เพราะมีการลดการใช้เมล็ดพันธุ์ลง รวมทั้งจากส่วนเพิ่มราคาเมล็ดพันธุ์ดี และส่วนเพิ่มราคาข้าวคุณภาพดี โดยเกษตรกรร้อยละ 96 มีความพึงพอใจต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับในระดับ “มาก” เพราะเห็นว่า คุณภาพดีมาก อัตราการงอกสูง ต้นข้าวเจริญเติบโตดี สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ในปีการผลิต 2560/61 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้การสนับสนุนโครงการเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีคุณภาพ ต่อเนื่องและกระจายให้ทั่วถึงทุกชุมชนต่อไปอีก

11 เมษายน 2560 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 3 เรื่อง “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 12 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2560)”

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ในช่วงวันที่ 12 – 15 เมษายน 2560 ประเทศไทยตอนบนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าผ่า ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกได้บางพื้นที่ และอากาศจะคลายความร้อนลง ซึ่งสภาวะอากาศดังกล่าวจะเกิดขึ้นตามภาคต่างๆ ดังนี้

ในวันที่ 12-13 เมษายน 2560 พายุฤดูร้อนจะเกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี

ในช่วงวันที่ 14-15 เมษายน 2560 พายุฤดูร้อนจะเกิดเพิ่มมากขึ้นครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง

ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง และระวังอันตรายที่เกิดจากลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก ไว้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจาก ในช่วงวันที่ 12 – 15 เมษายน 2560 บริเวณความกดอากาศสูงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยพายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าผ่า ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกได้บางพื้นที่ ในระยะนี้ ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ใน วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น. “เมื่อเช้า(วันที่ 10 เมษายน) เจ้าหน้าที่ของเรายังเจอบุปผาตัวเป็นๆอยู่เลย เธอสบายดี ท่าทางยังแข็งแรงสง่างามสมที่เป็นผู้เฒ่าแห่งห้วยขาแข้ง”
ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการสัตว์ป่า สำนักสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าว น้ำเสียงยินดี

พร้อมทั้งบอกด้วยว่า เมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้ แคมเมรา แทปส์ ก็ถ่ายรูปขณะที่บุปผากำลังกินซากกวางได้อีกด้วย เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า แม่ย่านางแห่งห้วยขาแข้งตัวนี้ แม้จะอยู่ในช่วงปัจฉิมวัยแห่งพยัคฆ์ไพรแล้ว แต่เขี้ยวเล็บยังแพรวพราวร้ายกาจ ไม่ยอมแพ้ต่อกาลเวลาง่ายๆ
บุปผา เกิดที่ห้วยขาแข้ง ปัจจุบันนี้อายุราวๆ 15 ปี หรือหากเทียบกับคน บุปผาก็จะอายุราวๆ 80 ปี ถือเป็นเสือโคร่งที่อายุมากที่สุด นับแต่มีการทำวิจัยบันทึกข้อมูลเสือในป่าของประเทศไทย บุปผา ถือเป็นเสือตัวเดียวในโลก ที่นักวิจัยได้สัมผัสกับชีวิตของเธอตั้งแต่เกิด จนถึงเวลาใกล้วาระสุดท้ายของชีวิต” ศักดิ์สิทธิ์ บอก

บุปผาเกิดเมื่อปี 2545 เป็นลูกของ แม่เสือรตยา ซึ่งนักวิจัยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียติให้กับ อ.รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบ นาคเสถียร ที่ได้รับสมญานามว่า นางสิงห์เฝ้าป่า

นักวิจัยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ นำโดย ศักดิ์สิทธิ์ และสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ สามารถถ่ายภาพเจ้าบุปผา โดยกล้องแคมแมร่าแท็ป ที่เอาไปติดบนต้นไม้บริเวณทางผ่านของเสือแม่ลูก ได้เมื่อตอนบุปผา อายุได้ 1 ปีเศษ หรือราวปี 2547 “เราเห็นวิวัฒนาการของบุปผามาตลอด ตั้งแต่เป็นเสือน้อย จนเข้าสู่วัยรุ่น และเป็นตัวเต็มวัย เป็นแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์แบบ จากภาพถ่ายพบว่า นับแต่ปี 2550-2552 นั้น บุปผาตั้งท้องทุกปี โดยแม่เสือจะตั้งท้อง ราว 3-4 เดือน ออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว แต่ประสบความสำเร็จจริงๆในการเลี้ยงลูกจนเติบโต และหากินได้ด้วยตัวเองเพียง 2 คลอก เท่านั้น คลอกหนึ่ง 2 ตัว คือ เจ้าเอื้อง กับน้องเอม และอีกคลอกคือ สมหญิง ชมพู่ และต้นน้ำ ทั้งหมด อยู่ในสายตาของนักวิจัยในเขานางรำทั้งหมด จากวิทยุติดตามตัว” ศักดิ์สิทธิ์ บอก

วันนี้บุปผา อาจจะแก่เกินไปสำหรับการมีลูกแล้ว แต่ทว่า เธอยังสามารถล่าเหยื่อเลี้ยงชีวิตตัวเองได้ตามปกติ และนักวิจัยยังคงติดตามชีวิตของบุปผาต่อไปจนกว่าเธอจะหมดลมหายใจ

สำหรับเสือตัวอื่นๆ ที่ มติชน ออนไลน์ เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ เช่น ข้าวจี่ แม่เสือสาวสะพรั่ง วัย 3 ปี ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ป่าตะวันตกในเวลานี้ โดยเดิมทีข้าวจี่อาศัย อยู่ในพื้นที่ห้วยขาแข้ง เมื่อโตจนต้องออกไปหาพื้นที่หากินเป็นของตัวเอง ข้าวจี่ท่องเที่ยวไปหลายที่ เธอออกเดินจากป่าห้วยขาแข้ง เข้าไปในเขตป่าของประเทศเมียนมาร์ แล้วย้อนกลับมาอยู่ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

“จากสัญญาณวิทยุ ที่พบว่า เธอวนเวียนไปกลับที่เดิมบ่อยครั้ง ทำให้เราตั้งข้อสงสัยว่า ตอนนี้ข้าวจี่อาจจะกำลังมีลูกก็เป็นไปได้ แต่เรายังไม่เห็นกับตา ว่ามีจริงๆหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป” ศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

ในช่วงเดือน มิถุนายน 2559 – กุมภาพันธ์ 2560 กรมอุทยานฯ networkwiththem.org สามารถบันทึกภาพเสือโคร่ง ได้จำนวน 18 ตัว แบ่งเป็นเพศผู้ 5 ตัว เพศเมีย 7 ตัว และลูกเสือโคร่ง 6 ตัว ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในพื้นที่มรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ รวมทั้งประสิทธิภาพในการลาดตระเวนป้องกันรักษาพื้นที่ จึงทำให้เสือโคร่งสามารถดำรงชีวิตและมีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ หลังจากครั้งสุดท้ายในปี 2545 ที่เคยบันทึกภาพเสือโคร่งได้บริเวณหน่วยพิทักษ์ฯ (คลองอีเฒ่า) อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยกล้องดักถ่ายภาพของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) และมูลนิธิ WildAid ประเทศไทย

การสำรวจครั้งนี้เริ่มต้นในปี 2559 กรมอุทยานแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิฟรีแลนด์ และมูลนิธิ Panthera ทำการสำรวจประชากรเสือโคร่งในพื้นที่มรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดยการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า จำนวน 158 ตัว ไว้ในบริเวณที่เป็นถิ่นอาศัยและแหล่งอาหารที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น มูลนิธิ Panthera ซึ่งได้ทำงานอนุรักษ์เพื่อปกป้องพันธุ์สัตว์ประเภทเสือภายใต้โครงการ Tiger Forever ประเมินว่าเมื่อพื้นที่กลุ่มป่า ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ได้รับการคุ้มครองดูแลให้มีความอุดมสมบูรณ์ จะสามารถรองรับประชากรเสือโคร่งได้มากกว่าในปัจจุบันอีกหลายเท่า

เสือโคร่งถูกจัดอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ (Endanger species) เนื่องจากประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติทั่วโลกมีจำนวนลดลงในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จากประมาณ 100,000 ตัว เหลืออยู่ไม่ถึง 4,000 ตัว โดยป่าที่ยังมีรายงานพบเสือโคร่งในธรรมชาติมากสุดที่กลุ่มป่าตะวันตกมากกว่า 150-200 ตัว

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดโครงการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาด้านการบริหารและการจัดการเรียนการสอนเกษตรสมัยใหม่ในกลุ่มวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วก.) 47 แห่ง และวิทยาลัยประมง 4 แห่ง ร่วมกับ ภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านการเกษตรตามโครงการประชารัฐ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อยกระดับผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรฯ และวิทยาลัยประมงให้มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะในการบริหารและการจัดการเรียนการสอนการเกษตรสมัยใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม หากผลิตนักศึกษาให้เข้าสู่ตลาดแรงงานการเกษตรได้มากขึ้นก็จะส่งผลการยกระดับเศรษฐกิจประเทศไทยด้านการเกษตรได้เป็นอย่างดี โดยผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรฯ จะได้รับการต่อยอดองค์ความรู้การเกษตรรูปแบบใหม่ ปรับวิสัยทัศน์การบริหารงาน

นอกจากการพัฒนาผู้บริหารแล้วจะเกิดโครงการโรงเรียนในโรงงานขึ้น ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี โดยวิทยาลัยแต่ละแห่งจะผลิตโครงการที่ทำแล้วเกิดความยั่งยืน 164 โครงการ ซึ่งเริ่มในระยะแรกก่อน 5 โครงการ คือ โครงการเถ้าแก่น้อย (ธุรกิจครบวงจรตลาดชุมชน) วก.นครราชสีมา โครงการเลี้ยงกุ้งขาวอินทรีย์แบบพอเพียง วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ โครงการเทคโนโลยีอาหารปลอดภัย วก.สุพรรณบุรี โครงการเลี้ยงไก่เนื้อระบบปิด วก.พิจิตร และโครงการผลิตและจำหน่ายนมพาสเจอไรซ์เพื่อการศึกษาและการค้า วก.ลพบุรี ทั้งนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับด้วยว่าการผลิตโครงการเพื่อให้เกิดโรงเรียนในงานนั้นจะต้องเห็นผลสำเร็จให้ได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

โครงการนี้เหมือนเป็นการรีแบนด์วิทยาลัยเกษตรฯ และวิทยาลัยประมงทั้งหมด เพื่อสร้างภาพลักษณ์และยกระดับให้เป็นวิทยาลัยที่มีคุณภาพบริหารจัดการเกษตรตอบสนองการผลิตคนด้านการเกษตรของประเทศในอนาคต และเชื่อว่าจะทำให้เพิ่มผู้เรียนวิชาชีพในวิทยาลัยเกษตรฯ ด้วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มาจากสายทหารนั้น เรื่องดังกล่าวอย่าเพิ่งมาถามช่วงนี้ ไปเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ให้สนุกก่อน แล้วถึงค่อยกลับมาคุยกัน