ขณะเดียวกันช่วงที่ราคาตกชาวไร่สับปะรดตัดสับปะรด

ที่ไม่ได้คุณภาพมาขายให้โรงงานเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาลงทุกวันหากมีการตรึงราคารับซื้อไว้ชาวไร่จะได้ไม่ตัดสับปะรดไม่ได้คุณภาพ คืออายุต่ำกว่า 5 เดือนหลังจากวันบังคับออกลูกมาขาย และหลังจากกลางเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม สับปะรดจะออกสู่ตลาดมากขึ้น จากผลผลิตที่ออกตามธรรมชาติ และจากการบังคับออกลูกออกสู่ตลาดพร้อมกัน

“ตั้งแต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ต่อเนื่องมาถึงเทศกาลตรุษจีน ผลผลิตสับปะรดออกสู่ตลาดมากขึ้น โรงงานจึงถือโอกาสลดราคารับซื้อลงตลอด ส่วนฝนที่ตกลงมาหนักก่อนหน้านี้ สับปะรดได้รับความเสียหายตั้งแต่ใต้อำเภอเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ลงไปบ้างแต่ไม่มาก เพราะส่วนใหญ่ปลูกบนพื้นที่ดอน กลับเป็นผลดีต่อการเติบโตของสับปะรด โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกตั้งแต่เขตอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ขึ้นมาถึงอำเภอหัวหิน หลังจากประสบภัยแล้งมาหลายปี”

ส่วนพื้นที่ปลูกสับปะรดภาคเหนือ เช่น พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ต้องขายในราคาต่ำกว่าต้นทุนเพียง กก.ละ 4 บาท เพราะต้องขนส่งมาขายที่โรงงานในเขตประจวบคีรีขันธ์หรือภาคตะวันออก ในขณะที่มีต้นทุนผลิต กก.ละ 5 บาท อีกทั้งผลผลิตสมบูรณ์ไม่เต็มแปลง ต้องขายผลผลิตลูกไม่ได้ขนาด กก.ละ 2 บาทมากขึ้น

ในส่วนการทำสัญญาซื้อขายสับปะรดล่วงหน้าของเกษตรกรกับโรงงานนั้น ซึ่งจะต้องมีการแจ้งแปลงผลิตและวันที่บังคับออกลูก ส่วนใหญ่เกษตรกรจะทำสัญญากับโรงงานใหญ่ โดยโรงงานมีการเพิ่มราคาจูงใจอีก กก.ละ 5-10 สตางค์ แต่โรงงานขนาดกลางจะรับซื้อหน้าโรงงานเท่านั้น โซนปลูกฝั่งตะวันตก คือ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เพชรบุรี จึงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไม่เกิน 40% ในขณะที่โซนภาคตะวันออกกลับมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโรงงานมากถึง 70-80%

รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สับปะรดที่ผลิตทั่วโลกในปี 2559 ว่า ลดลงจากปี 2558 ที่มีผลผลิต 22 ล้านตันเหลือ 21 ล้านตัน และเมื่อเทียบกับปี 2555 ที่มีผลผลิต 24.16 ล้านตัน ถือว่าลดต่ำลงมาก เนื่องจากประเทศผู้ผลิตสำคัญได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ในส่วนของไทยปี 2559 มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 4.65 แสนไร่ ผลผลิต 1.79 ล้านตัน และผลผลิตต่อไร่ 4.09 ตัน เนื้อที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 4.03 และร้อยละ 1.24 ตามลำดับ เนื่องจากราคาสับปะรดโรงงานที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้นตั้งแต่ปี 2557 และปี 2558 อย่างต่อเนื่อง จูงใจให้เกษตรกรขยายการปลูกในพื้นที่ว่างแซมสวนยางที่ปลูกใหม่และปลูกแทนพืชไร่

ทางด้านราคาส่งออกสับปะรดกระป๋องปี2559ตันละ 1,130 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าปี 2555 ที่ราคาตันละ 941 เหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.83 ราคาส่งออกน้ำสับปะรดตันละ 1,430 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าปี 2555 ที่ราคาตันละ 1,090 เหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.97 ขณะที่เกษตรกรขายผลผลิตสับปะรดโรงงานได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.48 ต่อปีคือ เพิ่มจาก กก.ละ 3.3 บาทในปี 2555 เป็น กก.ละ 10.37 บาทในปี 2559 จากปัญหาภัยแล้ง

จากกรณีชาวนาอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ยื่นหนังสือขอให้ทางจังหวัดเชียงใหม่แก้ปัญหาการใช้น้ำของชาวนา เพราะสวนส้มไปแย่งน้ำและไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบผู้ใช้น้ำ ด้าน นายสมศักดิ์ ฐิติชยาภรณ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก กล่าวว่า ทางชาวสวนส้มละเมิดใช้ท่อต่อน้ำเกินกว่า 2 นิ้ว มีจำนวนมากถึง 100 ท่อ และส่วนมากจะเป็น 4-6 นิ้ว ทำให้น้ำปลายห้วยไม่ไหล หรือไหลไม่พอเพียงกับการใช้การเกษตรปลูกข้าว ขอให้มาทำหนังสือแจ้งการใช้น้ำในลำห้วยแม่สาว, ลำห้วยแม่กึม, ลำห้วยแม่อาย และอนุญาตให้ใช้ได้ไม่เกิน 2 นิ้ว เท่านั้น จะอนุญาตให้สำหรับผู้ที่มายื่นเรื่องเอกสารเท่านั้น และให้เวลา 3 เดือน ในการสำรวจและจะยกท่อออกทั้งหมดทั้งที่ละเมิดไม่ยกเว้น

นายวีรโชติ จูดิษฐ์ประเสริฐ ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวถึงการที่ชลประทานทำเหมืองฝายและอ่างน้ำเก็บให้เพื่อการเกษตรนั้น ทุกคนที่จะใช้น้ำจะต้องยึดหลักกฎหมายการใช้น้ำของกลุ่มที่ได้แบ่งน้ำเพื่อให้ได้ใช้เท่าถึงกัน ไม่มากกว่าหรือน้อยกว่า และยังจะเข้าสำรวจเพื่อจับคนที่ได้เจาะทำลายรางส่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสวนส้มหรือชาวนา

ทาง นายมนัส ขันใส ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า ขอให้สวนส้มแต่งตั้งกลุ่มให้แล้วในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ และทางชาวนาก็ตั้งกลุ่มขึ้นมา แล้วให้ทางอำเภอแม่อายส่วนราชการตั้งกลุ่มขึ้นมา แล้วให้ทางอำเภอแม่อายส่วนราชการตั้งกลุ่มขึ้นมามีทั้ง อบต., เทศบาล, อำเภอ, ทหาร, ตำรวจ, ป่าไม้, อุทยาน, ชลประทานร่วมอีกกลุ่มเพื่อออกมานั่งคุยกันและแก้ปัญหาร่วมกัน

“ท่อตั้ง 100 กว่าท่อ แต่ละท่อกว้าง 4-6 นิ้ว ดักน้ำ ถ้าคิดเป็นคิวบิกเมตรต่อนาทีก็ไม่น้อยเหมือนกัน ตั้งกลุ่มทั้งสามกลุ่มชาวนา, ชาวสวนส้ม, ส่วนราชการ ให้มีความจริงใจร่วมกันแก้ปัญหาให้ได้ใน 3 เดือนนี้ เมษาฯ นี้คงจะแก้ได้”

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานว่า ภาคเหนืออากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 13-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-36 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-10 องศาเซลเซียส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะที่บนยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ อุณหภูมิลดลง 3 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดน้ำค้างแข็งหรือเหมยขาบบนยอดหญ้าอีกครั้ง โดยนายวุฒิพงศ์ ดงคำฟู ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า อุณหภูมิวานนี้ 8 องศาเซลเซียส เมื่อมวลความเย็นมาปะทะอุณหภูมิยอดหญ้าลดลงเหลือ 1.8 องศาเซลเซียส จึงทำให้เกิดเหมยขาบ อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิทั่วไปถือว่าเย็นจัดเฉลี่ยอยู่ที่ 5-9 องศาเซลเซียส และคาดว่าจะหนาวเย็นต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์นี้

วันที่ 9 ก.พ. 60 ภัยแล้งเริ่มลุกลามพบว่าชาวนาในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลจระเข้ร้อง อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ได้รวมกลุ่มกันตั้งเครื่องสูบน้ำร่วม10เครื่องสูบน้ำจากคลองชลประทานสู่คลอง ส่งน้ำ 11 ซ้ายชัยนาท-อยุธยา เพื่อส่งน้ำไปตามลำคลองระยะทาง 2 กิโลเมตร เพื่อหล่อเลี้ยงต้นข้าวในพื้นที่นาหมู่ 2ตำบลจระเข้ร้อง ด้านนางบุญสม นิลประดิษฐ์ อายุ 66 ปี บ้านเลขที่ 29 หมู่ 6 ตำบลจระเข้ร้อง กล่าวว่า ตนเองทำนาจำนวน 25 ไร่ ในช่วงนี้ข้างเริ่มตั้งท้องและน้ำในคลองชลประทานเริ่มแห้งต่ำกว่าคลอง ส่งน้ำ 11 ซ้ายชัยนาท-อยุธยา จำต้องตังเครื่องสูบน้ำไปยังเพื่อที่เพื่อให้ได้การเก็บเกี่ยวผลผลิต

ด้านแม่น้ำน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านจังหวัดอ่างทองลดลงอย่างต่อเนื่องพบเห็นสันดอนทรายชัดเจน โดยที่บริเวณกลางแม่นำเจ้าพระยาช่วง ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง มองเห็น สันดอนกลางแม่น้ำโผล่ชัดเจนมองเห็นเด่นชัดหลายแห่งส่วนเหล็กรอที่ใช้ปักชะลอน้ำกลางแม่น้ำเจ้าพระยา มีโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำมองเห็นเป็นทิวแถวได้อย่างชัดเจน ส่วนคลองชลประทานหลายแห่ง พบว่ามีน้ำแห้งขอดคลอง ล่าสุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสถานีโทรมาตร C7A หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง ระดับน้ำ อยู่ที่ 0.83 เมตร จากระดับตลิ่ง 9.32 เมตร๙งอยู่ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา

นายธเนศ บุญสุข ผู้อำนวยการส่งน้ำและบำรุงรักษายามมณี กล่าวว่า ชลประทานอ่างทองได้รับการจัดสันน้ำในการทำนาปรังประมาณ 25,400 ไร่ แต่ยอดการทำนาของเกษตรกรอ่างทอง ตอนนี้ทะลุหลังแสนไร่ไปแล้ว จึงมีปัญหาในการจัดส่งน้ำ เนื่องจากระดับน้ำเหนือประตูระบายน้ำ ยางมณีอยู่ในระดับต่ำ และทางเกษตรกรได้ตกลงกันในการจ่ายน้ำสลับกันทำให้หลายคลองเริ่มแห้ง แต่ทางชลประทานได้เตรียมประสานขอเครื่องสูบน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 13 นิ้ว จากชลประทานที่12 แล้วเพื่อนำมาสูบน้ำให้เกษตรกรได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตและฝากเตือนถึงประชาชนที่ได้เก็บเกี่ยวไปแล้วอย่างเพิ่งลงมือทำนาเนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะแล้งขาดแคลนน้ำต่อไป

กลับมาอีกครั้งสำหรับ “งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2560” งานมหกรรมยางพาราอันดับ 1 ของประเทศไทย จัดขึ้นที่จังหวัดบึงกาฬ เมืองหลวงของยางพาราภาคอีสานต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ภายใต้แนวคิด “บึงกาฬศูนย์กลางยางพารา การท่องเที่ยวก้าวหน้า การค้าก้าวไกล”

การจัดงานในปีนี้นอกจากจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สอดรับกับสถานการณ์ราคายางพาราที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเต็มไปด้วยสาระความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะยกระดับสู่การเป็น “บึงกาฬ 4.0” ตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

พิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ บอกว่า การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬปีนี้ มีการเชื่อมโยงที่สำคัญจากทุกฝ่าย ซึ่งสามารถพัฒนารายได้และนวัตกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ ไปสู่ประเทศไทย 4.0 ถ้างานวันนี้สำเร็จ นอกจากจะสร้างไฮไลต์ในการเป็นศูนย์กลางยางพาราแล้ว จะยกระดับเป็นยางพาราบึงกาฬ 4.0 ในอนาคตด้วย

ขณะที่ พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เเละประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ผู้ผลักดันและสนับสนุนการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ ยืนยันชัดเจนว่า งานยางพาราบึงกาฬปีนี้จะเป็นบึงกาฬ 4.0 แน่นอน เพราะจะมีนวัตกรรมล้ำสมัยมากมาย รวมถึงไฮไลต์สำคัญอย่าง “เครื่องกรีดยางอัตโนมัติ” รุ่นล่าสุดจากประเทศจีน ที่สามารถตอบสนองนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีในการสร้างรายได้ ยิ่งในช่วงที่เเรงงานหายไป

“ปีนี้ทางประเทศจีนจะนำเครื่องกรีดยางอัตโนมัติมาจัดแสดงที่งาน 9 เครื่อง เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ได้น้ำยางสม่ำเสมออยู่ในระดับมาตรฐานของสากล กรีดแล้วมันไม่เข้าเนื้อยางมากจนเกินไป ไม่ทำให้ต้นยางเสียหายหรือเป็นแผล เวลาฝนตกก็สามารถกรีดยางได้โดยที่หน้ายางไม่เปียกน้ำ แล้วยังช่วยประหยัดเวลาและกำลังคนด้วย ซึ่งเกษตรกรให้ความสนใจอยากได้เครื่องกรีดยางจำนวนมากเนื่องจากวันนี้เขาหาแรงงานกรีดยางไม่ได้ โดยราคาผมกำลังพยายามเจรจาจะไม่ให้เกิน 4,000 บาท/เครื่อง แต่มีความคุ้มค่าแน่นอน สามารถคืนทุนได้ในเวลาไม่เกิน 2 ปี” พินิจอธิบาย

นอกจากนวัตกรรมที่จะขับเคลื่อน จ.บึงกาฬ สู่การเป็นบึงกาฬ 4.0 แล้ว งานวันยางพาราในปีนี้ยังยกระดับสู่ความเป็นสากลมากขึ้น โดยมีตัวแทนผู้เกี่ยวข้องด้านยางพาราจากประเทศต่างๆ เข้าร่วม

พินิจบอกว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งบทบาทงานวันยางพาราจึงมีผลต่อตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดประเทศจีนที่เป็นผู้ใช้ยางพารามากที่สุดในโลก ซึ่งงานในปีนี้จะมีเนื้อหาที่เข้มข้นและมีการพัฒนาสู่ความเป็นนานาชาติโดยมีผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพาราจากประเทศต่างๆ เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็น สปป.ลาว มาเลเซีย กัมพูชา อินเดีย และจีนเข้าร่วมด้วย จึงนับเป็นความสำเร็จอย่างมากที่งานระดับภูมิภาคสามารถดึงดูดต่างประเทศเข้าร่วมได้มากแบบนี้ งานวันยางพาราบึงกาฬยังขยายผลต่อเนื่อง ถึงเรื่องการค้า การลงทุน ตลอดจนความร่วมมืออีกมากมาย

อีกตัวอย่างความสำเร็จที่มีจุดเริ่มต้นจากความร่วมมือต่อเนื่องในงานวันยางพาราบึงกาฬ สำหรับโรงงานหมอนและที่นอนยางพารา ที่มีการผลักดันโดย นิพนธ์ คนขยัน นายก อบจ.บึงกาฬ

“ถ้าไม่มีงานวันยางพาราบึงกาฬ คงไม่มีวันนี้ โรงงานหมอนยางพาราก็คงไม่เกิด”

เป็นความในใจของนายก อบจ.บึงกาฬ ที่ปีแรกปฏิเสธเสียงแข็งไม่อยากจัดงานนี้และมองไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อย่างไร แต่วันนี้ นิพนธ์เป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนการจัดงานอย่างเต็มที่

“งานวันยางพาราบึงกาฬเป็นเวทีสำคัญของพี่น้องเกษตรกร ไฮไลต์ของปีนี้คือความสามัคคีของการรวมกลุ่มชาวบึงกาฬในนามชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางฯ จำกัด สร้างโรงงานหมอนและที่นอนจากยางพารา ส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของคนบึงกาฬในการพึ่งพาตัวเองให้ความฝันของชาวสวนยางจะเป็นจริง เมื่อเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตของเกษตรกรก็จะดีตามไปด้วย” นิพนธ์ทิ้งท้าย

“งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2560” คงจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

อย่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไม่พลาดมาร่วมงานพร้อมกับการจัดนิทรรศการพิเศษเพื่อให้ความรู้ โดยเน้นเรื่องนวัตกรรมจากการแปรรูปยางพารา เป็นผลิตภัณฑ์จากยางพารา เชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ระบุว่า งานวันยางพาราบึงกาฬเป็นงานที่มีความสำคัญ กยท.มีส่วนร่วมในการดูเเลส่งเสริมการบริหารจัดการยางพาราอย่างครบวงจร โดยจะเข้าไปให้ความรู้กับเกษตรกรภาคอีสานในเรื่องทิศทาง แนวทางของ กยท.ในปี 2560 โดยจะเน้นเรื่องการแปรรูป เพิ่มมูลค่า และเรื่องงานวิชาการ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา เช่น หมอนยางพารา ที่นอน และแผ่นยางปูพื้น

“นอกจาก กยท.แล้วในงานนี้ยังมีหน่วยงานที่ทำงานด้านวิจัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย หรือสถาบันที่มีงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารามานำเสนอ ผมว่าวันนี้เรื่องการพัฒนาโดยเฉพาะเรื่องงานวิจัยเพิ่มมากขึ้น นอกจาก กยท.จะมีมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน หรือนักวิชาการอิสระ จะทำให้งานยางพาราบึงกาฬ เป็นงานสำคัญของประเทศไม่ใช่เฉพาะคนบึงกาฬ หรือคนภาคอีสานเท่านั้น เป็นงานที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรทั่วประเทศมามองหาแนวทางยางพาราร่วมกัน” นายเชาว์กล่าว

อีกหนึ่งพันธมิตรที่สำคัญจากประเทศจีนอย่าง “บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด” ผู้ให้การสนับสนุนและร่วมงานยางพาราบึงกาฬเป็นประจำทุกปี เฉิน หู้เซิง (โทนี่ เฉิน) ผู้อำนวยการ ฝ่ายประเทศไทย บอกว่า งานยางพาราและกาชาดบึงกาฬเป็นเหมือนวันตรุษจีนยางพารา เป็นงานที่ บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัทผู้ประกอบการจากประเทศจีนพลาดไม่ได้ สำหรับปีนี้ได้เชิญชาวจีนจากหลายบริษัท ปีนี้ยังมีโครงการใหม่เป็นการเปิดอีคอมเมิร์ซเพื่อซื้อขายยางพาราผ่านระบบออนไลน์ เป็นอาลีบาบารับเบอร์ ที่สามารถซื้อขายเเละส่งข้อมูลเรื่องราคาระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ยางพาราในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

และเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือมติชน พานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ไม่พลาดนำสิ่งดีที่สุดมาร่วมจัดแสดงในงาน ผ่านการจัดเสวนาและนิทรรศการ เพื่อมุ่งหวังพัฒนาเข้าสู่การเกษตร 4.0

“เรามีเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต ทั้งการนำเสนอเครื่องจักรกลที่ลดต้นทุนการผลิต และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากที่สุด ยังมีเรื่องของการแปรรูป และการต่อยอดการแปรรูป เรื่องของการปลูกพืชเสริมในสวนยางพารา ปีนี้มีมานำเสนอมากกว่า 20 ชนิดมาเล่าให้เข้าใจง่ายตามสไตล์เทคโนโลยีชาวบ้านด้วย”

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาร่วมให้ข้อมูลกับเกษตรกรด้วย

พีระพงศ์ คำชื่น ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ธ.ก.ส. ระบุว่า ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ธ.ก.ส.ในปีที่ผ่านมา เรามีทิศทางในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและยกระดับผู้ผลิต ผู้เพาะปลูก ให้เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับงานวันยางพาราบึงกาฬ ดังนั้นในงานนี้ ธ.ก.ส.จะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับการเพิ่มมูลค่า รวมถึงนำตัวผู้ประกอบการมาพูดคุยกันในบูธนิทรรศการของธนาคาร

“ยังมีที่ปรึกษาเรื่องการให้สินเชื่อเอสเอ็มอีการเกษตร ที่เกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ มาให้ความรู้ด้วย หากใครที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีการเกษตร รวมถึงเรื่องการเพิ่มมูลค่ายางพารา สามารถมาพูดคุยกันได้ที่บูธ ธ.ก.ส. ในงานวันยางพาราบึงกาฬได้ทุกวัน” พีระพงศ์อธิบาย

เพื่อให้ จ.บึงกาฬก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยางพาราของภาคอีสาน พร้อมมุ่งสู่การเป็นแหล่งศึกษาพัฒนานวัตกรรมยางพาราระดับประเทศ ปีนี้มีหน่วยงานต่างๆ มาให้ความรู้ด้วย

ผศ.ดร.ระพีพันธ์ แดงตันกี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอาจารย์ประจำ บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน (TGGS) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) บอกว่า เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่ มจพ.ได้ร่วมงานวันยางพาราบึงกาฬ สำหรับปีนี้ มจพ.มีนวัตกรรม

ตามแนว Industry 4.0 มานำเสนอ 2 ส่วน คือ นวัตกรรมเพื่อความก้าวหน้า ซึ่งที่บูธ มจพ.ปีนี้จัดเต็มในส่วนของนวัตกรรม ทั้งถนนยางพารา ถนนกันลื่น ถนนเรืองแสง บล็อกปูถนนจากยางพารา และ นวัตกรรมที่เป็นการแก้ไขปัญหา โดยใช้โจทย์จากชาวบ้าน

“ตัวอย่างเช่น โจทย์จากชาวบ้านคือ เวลากรีดยางพาราแล้วฝนตก มีความสูญเสียเกิดขึ้นเยอะมาก เวลาน้ำยางพาราโดนฝน เป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ปีนี้มีทางออกให้ดูในงานวันยางพาราครั้งแรกเลยว่า น้ำยางโดนน้ำฝนแล้วจะทำอย่างไร? ยังมีไฮไลต์เด่นที่ มจพ.ร่วมกับจังหวัดจัดทำถนนยางพาราต้นแบบที่บึงกาฬ” ผศ.ดร.ระพีพันธ์ทิ้งท้าย

ขณะที่อุทยานการเรียนรู้ยางพารา “รับเบอร์แลนด์ (RubberLand)” ก็มาเปิดอาณาจักรยางพาราที่งานนี้ด้วย

ฐวัฒน์ สมมะโนพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดพี.พี.สยามลาเท็กซ์ ระบุว่า รับเบอร์แลนด์เป็นพิพิธภัณฑ์ยางพาราแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย

เราต้องการให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วยางพาราไม่ได้น่าเบื่อ โดยจะย่อยความรู้ให้เป็นแหล่งบันเทิง โดยในงานยางพาราบึงกาฬปีนี้ รับเบอร์แลนด์จะยกพิพิธภัณฑ์ยางพาราแบบย่อมๆ ไปจัดแสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วยางพาราใช้ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

“เราอยากจะเป็นจุดเล็กๆ ที่จุดประกายให้นักออกแบบ นักเรียนและนักศึกษาได้เห็นว่าเขาสามารถใช้ทรัพยากรที่มีค่านี้พัฒนาสร้างนวัตกรรมที่เป็นของไทย โดยในงานจะมีกิจกรรมเวิร์กช็อปให้ร่วม ต้องติดตามกันว่าจะเป็นกิจกรรมอะไร” ฐวัฒน์ทิ้งท้าย

เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นใน “งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2560” งานเดียวที่ครบครันทั้งความรู้และความบันเทิง ตลอด 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 16-22 กุมภาพันธ์นี้ ห้ามพลาด แล้วพบกันที่จังหวัดบึงกาฬ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 นายฤาชัย จำปานิล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับฤดูแล้ง 2559/2560 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวได้บริหารจัดการน้ำในระบบการมีส่วนร่วมโดยคณะกรรมการจัดการจีเอ็มซี และในการประชุมก็ได้มีมติว่าจะเริ่มส่งน้ำวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ซึ่งที่ผ่านมาทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวได้ส่งน้ำเพื่อการเกษตรมาแล้วตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2559 โดยส่งน้ำผ่านคลองสายใหญ่ฝั่งขวา และผ่านคลองสายใหญ่ฝั่งซ้ายรวมแล้ว 162.69 ล้าน ลบ.ม. และปัจจุบันยังคงส่งน้ำให้กับเกษตรกรและรักษาระบบนิเวศเฉลี่ยวันละ 4.26 ล้าน ลบ.ม.และจะหยุดส่งน้ำในวันที่ 30 เมษายน 2560

นายฤาชัย กล่าวต่อว่า sbobetsix.com ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาวปัจจุบันมีอยู่ 883.60 ล้าน ลบ.ม.จากความจุระดับกักเก็บ 1,980 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 44.63 % โดยมีน้ำใช้การได้ประมาณ 700 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจากการประเมินและติดตามสถานการณ์การใช้น้ำแล้ว ปริมาณน้ำของเขื่อนลำปาวจะมีเพียงพอในการอุปโภค บริโภค ซึ่งทางคณะกรรมการได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 รองมาคือการรักษาระบบนิเวศ และน้ำเตรียมไว้เพื่อทำการเกษตร อย่างไรก็ตามปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ 4 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย และอ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ที่อยู่ในเขตชลประทานเขื่อนลำปาวนั้นได้ทำการเกษตรปลูกพืชหน้าแล้งปี 2559/2560 ไปแล้วทั้งหมด 260,517 ไร่ คิดเป็น 84.87 % โดยแบ่งเป็นการปลูกข้าวนาปรัง 254,926 ไร่ พืชไร่ 450 ไร่ พืชผัก 646 ไร่ บ่อปลา 1,573 ไร่ บ่อกุ้ง 2,922 ไร่

ทั้งนี้ นายฤาชัยกล่าวว่า แม้ปริมาณน้ำของเขื่อนลำปาวจะเพียงพอในช่วงหน้าแล้งไปจนถึงหน้าฝน แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยทางโครงการฯได้มีแผนสำรองน้ำไว้รองรับสถานการณ์หากฝนทิ้งช่วงไว้ 100 ล้านลบ.ม. ซึ่งประชาชนและเกษตรกรต้องช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุดด้วย

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มเติมจากมติครม. วันที่ 24 มกราคม 2560 ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้แก่เกษตรกร รายละไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 3 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ วงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องยื่นขอสินเชื่อภายใน 3 เดือนนับถัดจากเดือนที่เกิดภัยพิบัติ, โครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูการผลิตรายละไม่เกิน 300,000 บาท ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 10 ปี โดยปีที่ 1 – 4 คิดอัตราดอกเบี้ยจากเกษตรกร 2% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MRR วงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560

นายกฤษฎา กล่าวว่า ธนาคารออมสินออกโครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน เพื่อเป็นเงินทุนหรือเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ รายละไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 5 ปี ปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ปีที่ 2 – 5 คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน วงเงินสินเชื่อรวม 4,000 ล้านบาท และสามารถใช้บุคคลค้ำประกันหรือค้ำประกันโดย บสย. ได้ เปิดให้ยื่นขอสินเชื่อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560, โครงการสินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในอัตรา 10% ของวงเงินกู้สินเชื่อเดิม สูงสุดรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 5 ปี ปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ย เอ็มแอลอาร์ลบ2 ต่อปี ปีต่อไปคิดดอกเบี้ย เอ็มแอลอาร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6.5% ต่อปี วงเงินสินเชื่อรวม 2,500 ล้านบาท ยื่นขอสินเชื่อภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้

นายกฤษฎา กล่าวว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) จัดทำโครงการสินเชื่อฟื้นฟู SMEs จากอุทกภัยภาคใต้ ปี 2560 เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 7 ปี ปีที่1-3 คิดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ปีที่4-7 เป็นไปตามอัตราดอกเบี้ยที่ธพว.กำหนด สามารถยื่นขอสินเชื่อภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ครม.มีมติ หรือจนกว่าจะเต็มวงเงิน