ขณะเดียวกัน ทั้งประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกมีเป้าหมาย

ในการเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศตนเองมากขึ้น จะเห็นได้ว่า ด้านมาเลเซียนำร่องเป็นประเทศผู้ผลิตที่นำร่องแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมากขึ้น จนเป็นผู้นำด้านการส่งออกถุงมือยางของโลก และทางรัฐบาลไทยมีนโยบายเร่งเร่งส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนให้มีการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ มีหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐที่ตอบรับนำยางพาราไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ถนนยางพารา สนามกีฬา บล็อกปูพื้น ปูสระน้ำ รวมถึงที่นอน และหมอนจากยางพารา เป็นต้น ตั้งเป้าการใช้ยางของหน่วยงานรัฐประมาณ 200,000 ตัน ในปี 2561 นี้

“ระหว่างการจำกัดลดส่งออกยาง ใน 3 เดือนนั้น (ม.ค.-มี.ค. 2561) มีมาตรการออกมาผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการในมาตรการต่างๆ อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ เป้าหมาย 2 แสนตัน โดยมาตรการต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้เกิดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น ย้ำว่าบริษัทใดได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ขอให้แจ้งมาที่รัฐมนตรีได้โดยตรง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะประสานกระทรวงพาณิชย์เข้าไปตรวจสอบปริมาณยางในสต๊อก พร้อมทั้งหาราคาต้นทุนที่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่รับผลกระทบจากนโยบายลดการส่งออกด้วยทุกราย” นายกฤษฎา กล่าว

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดกลางยางพาราของ กยท. ทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ตลาดกลางยางพาราจังหวัดหนองคาย ตลาดกลางยางพาราจังหวัดบุรีรัมย์ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดนครศรีธรรมราช ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา และตลาดกลางยางพาราจังหวัดยะลา มีระเบียบมาตรฐานในการกำหนดราคากลาง หากมีการประมูลยางราคาต่ำกว่าราคากลาง 2 บาท จะไม่มีการซื้อขายในวันนั้นและหากราคาสูงกว่าราคากลางที่ประกาศ ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหัวหน้าตลาดนั้นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์และส่งผลดีแก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดย กยท. จะประกาศราคากลางประจำวัน ณ ตลาดกลางยางพาราทุกแห่ง และบนหน้าเว็บไซต์ กยท. (www.raot.co.th) ในทุกวันทำการที่มีการซื้อขาย

“หากตลาดกลางไม่มีการกำหนดราคากลางในการซื้อขาย เกษตรกรจะต้องขายยางตามราคาที่มีการประมูล ซึ่งเกษตรกร ผู้ขายยาง และผู้ประมูลซื้อยางจะไม่มีราคาอ้างอิงในการตัดสินใจซื้อ หรือขาย และราคาที่มีการประมูลอาจจะต่ำกว่าราคาท้องตลาด และอาจเกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมขึ้นได้ ดังนั้น การกำหนดราคากลางประจำวันในการซื้อขายยางผ่านตลาดกลางของ กยท. จะช่วยสร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน” นายสุนันท์ กล่าวย้ำ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดอยภูชี้ฟ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงรายที่มีคนรู้จักไปทั่วประเทศแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาสัมผัสหนาวนับแสนคนตลอดเส้นทางการเดินทางของนักท่องเที่ยวบนถนนเชื่อมเส้นทางระหว่างบ้านร่มโพธิ์ทอง ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย ไปยัง อ.ภูซาง จ.พะเยา จะได้พบกับไร่สตรอเบอรี่ที่มีชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นชาวม้งทำการปลูกไว้เพื่อจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ทำให้เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวจำนวนมากเมื่อพบเห็นต่างหยุดรถเพื่อลงมาถ่ายภาพเซลฟี่เป็นที่ระลึกรวมไปถึงลิ้มรสสตรอเบอรี่สดจากสวนก่อนจะอุดหนุนติดไม้ติดมือกลับไปทานและเป็นของฝากสร้างรายได้ให้กับชาวไร่

นายกิติตนันท์ แซ่ฟ่า(นันท์) อายุ 28 ปี ชาวบ้านบ้านร่มโพธิ์ทองซึ่งเป็นชาวม้ง กล่าวว่า หลังจากฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวตนเองและญาติพี่น้องจะช่วยกันนำพื้นที่ปลูกข้าวไร่(ข้าวดอย)มาแปรสภาพมาปลูกสตรอเบอรี่แทนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและหารายได้ ตนเองปลูกไว้ 2 ไร่ ต้นทุนส่วนใหญ่จะลงไปกับไหลหรือต้นพันธุ์ของสตรอเบอรี่ ฮอร์โมน ปุ๋ยหรืออาหารพืชเป็นปุ๋ยชีวะภาพที่ทำเองจึงทำให้ปลอดจากสารเคมีนักท่องเที่ยวสามารถหยิบทานสดๆได้เลย ส่วนราคาขายเราจะแบ่งเป็นเกรด กล่องละครึ่งกิโลกรัม เกรด B (ขนาดกลาง) 150-200 บาท ส่วนเกรด A (จัมโบ้) ราคา 400 บาท การปลูกสามารถปลูกได้ปีละครั้งหักค่าใช้จ่ายจะเหลือไว้ใช้จ่าย 30,000-40,000 บาท

เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา น.ส.รติมา ครุวรรณเจริญ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการหน่วยวิจัยความหลายหลายในทะเล สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ได้พาสื่อมวลชนได้เข้าชมการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ และการโชว์ชีวิตความเป็นอยู่ของม้าน้ำ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ประชาชนได้ให้ความสนใจกรณีที่นำม้าน้ำมาย่างขายตัวละ 150 บาท ซึ่งหลายคนมีความเชื่อกันว่า สามารถรักษาโรคได้หลายชนิด อาทิ โรคหอบหืด เส้นโลหิตแดงตีบ ภาวะหย่อนสมรภาพทางเพศ แต่ยังไม่มีผลงานการวิจัยถึงการรักษาโรคดังกล่าว สำหรับสถาบันวิทยาทางทะเลของมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งในปี 2561 ได้รับงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อทำการศึกษาวิจัยม้าน้ำในพื้นที่ อ.ศรีราชา อ.เมืองชลบุรี เพื่อสรุปจำนวนประชากรม้าน้ำในพื้นที่ชายทะเลดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพาทราบว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จมาเปิดสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลในปี 2527 ช่วงนั้นได้มีการศึกษาวิจัยการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ พระองค์ได้ให้ความสนใจพร้อมทั้งตรัสว่า ม้าน้ำในต่างประเทศมีราคากิโลกรัมละ 3,000 บาท หากเพาะเลี้ยงได้ผลจะส่งเสริมให้เกษตรกรของไทยจะมีรายได้ดี ซึ่งทางสถาบันฯ ได้น้อมรับพระราชดำริ และได้มีการศึกษาวิจัยมาตลอด ถึงชีวิตม้าน้ำ ความเป็นอยู่ รวมทั้งโรคของม้าน้ำ แต่บางครั้งยอมรับว่าขาดงบประมาณในการวิจัย จึงไม่ได้มีการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง โชคดีที่ วช.ได้สนับสนุนงบประมาณการวิจัยเกี่ยวกับม้าน้ำในปี 2561 นี้ ก็จะเกิดผลดีจะได้ทำการศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของม้าน้ำ ซึ่งจะเกิดผลดีในอนาคต

เกษตรฯ เดินหน้าผลิตปาล์มน้ำมัน-น้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ยกระดับมาตรฐานลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม รองรับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เสริมแกร่งสินค้าอาเซียน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดโลกมีความต้องการน้ำมันปาล์มที่ผลิตอย่างมีคุณภาพมาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ทั้งการใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร พลังงานทดแทนและต่อยอดการผลิตในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์จากธรรมชาติ (โอลิโอเคมิคอล) ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก จึงมีการดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ และคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติต้องการผลักดันให้ไทยมีมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันที่เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับน้ำมันปาล์มของไทยในเวทีการค้าโลกและป้องกันปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมอบหมายให้ มกอช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง “หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนของประเทศไทย” เพื่อเป็นแนวทางยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐาน

พร้อมพัฒนาระบบการจัดการที่ยั่งยืนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคเอกชนในหลายประเทศได้รวมตัวสร้างมาตรฐาน Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) เพื่อใช้รองรับการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ขณะนี้มีสมาชิกเข้าร่วมแล้วกว่า 3,045 แห่งทั่วโลก และผู้ซื้อรายใหญ่ต่างใช้มาตรฐาน RSPO นี้ เป็นเงื่อนไขการรับซื้อน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ด้วย
ขณะเดียวกันอินโดนีเซียและมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก ก็ได้กำหนดมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนของตนเอง คือ มาตรฐาน Indonesian Sustainable Palm Oil (ISPO) และมาตรฐาน Malaysian Sustainable Palm Oil (MSPO) และอาเซียนก็มีแนวโน้มที่จะจัดทำ ASEAN Palm Oil เพื่อรองรับความต้องการของผู้ซื้อน้ำมันปาล์มในตลาดโลก

“ความยั่งยืนในมิติของมาตรฐานฉบับนี้ มุ่งเน้นการผลิตอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคมซึ่งครอบคลุมถึง สวัสดิภาพแรงงาน ความเสมอภาคชายหญิง และสิ่งแวดล้อมตามวัตถุประสงค์ของ พรบ. ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ในการจัดทำมาตรฐานฯ มกอช. ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างมาตรฐานฯ ดังกล่าวจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย อาทิ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

สมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และผู้ผลิตไบโอดีเซล ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งปรับปรุงแก้ไขร่างมาตรฐานฯ ให้มีความสมบูรณ์ เป็นที่ยอมรับ และสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง ก่อนเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรพิจารณารับรองและประกาศใช้เป็นมาตรฐานของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ และต่อไปประเทศไทยก็จะมี Thailand Sustainable Palm Oil (TSPO) ที่สอดคล้องกับสากล” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

​นางสาวเสริมสุขกล่าวอีกว่า ปี 2560 นี้ กระทรวงเกษตรฯ ประมาณการมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันให้ผลผลิต ประมาณ 4.83 ล้านไร่ ได้ผลผลิต ประมาณ 12 ล้านตัน สกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ไม่น้อยกว่า 2 ล้านตัน นำมาใช้เพื่ออุปโภค-บริโภคภายในประเทศ ประมาณ 929,000 ตัน เพื่อผลิตไบโอดีเซล 854,000 ตัน และเพื่อการส่งออก 70,000 ตัน เมื่อรวมกับอินโดนีเซียที่มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากถึง 47 ล้านไร่และมาเลเซีย 29 ล้านไร่ ถือว่าอาเซียนเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบที่สำคัญของโลก เพราะมีสัดส่วนการผลิตรวมกันมากกว่า 90% ของปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบของโลก โดยอินโดนีเซียผลิตได้ 55% รองลงมา คือ มาเลเซีย ผลิตได้ 34% และไทย 4%

“อนาคตหากไทยประกาศใช้มาตรฐานหลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนของประเทศอย่างเป็นทางการ คาดว่า จะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับน้ำมันปาล์มของไทยในตลาดโลก และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า ที่สำคัญยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนด้วย” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบายวิจัย
และนวัตกรรมแห่งชาติ มีภารกิจในการเสนอแนะนโยบายยุทธศาสตร์มาตรการและแนวทางการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน ติดตามและประเมินผลการวิจัยของประเทศ รวมทั้งกำหนดส่งเสริมและกำกับมาตรฐานการวิจัย ตลอดจนพัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการวิจัยเพื่อให้เกิดผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

วช. ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรในการสร้างอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับประชาชน โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้กล่องอนุบาลนางพญาผึ้ง และเครื่องเก็บพิษผึ้ง เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ วช.สนับสนุนทุนให้กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมี ดร.อุไรวรรณ อินต๊ะถา แห่งสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และคณะเป็นผู้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าว เนื่องจากพบว่า เกษตรกรมีการเพาะพันธุ์ผึ้งนางพญาเพื่อขยายจำนวนรังผึ้งยังประสบปัญหาในการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัย

หลังจากเพาะพันธุ์ผึ้งนางพญาแล้วยังคงมีการอนุบาลผึ้งต่อเนื่องในกล่องผึ้งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของผึ้งในการขยายจำนวนรังได้ช้าและมีอัตราความสำเร็จที่ต่ำ และยังพบว่าในท้องตลาดมีการผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เช่น เกสรผึ้ง ไขผึ้ง นมผึ้ง ฯลฯ มาประยุกต์ใช้ในเครื่องสำอางและเสริมอาหารเพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้ในภาวะที่ไม่แน่นอน และเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งส่วนใหญ่มักจะเก็บผลิตผลจากผึ้งส่งขายสู่พ่อค้าคนกลางโดยตรงเพื่อลดปัญหาทางการตลาด เพราะขาดความรู้ในการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ จึงได้มุ่งเน้นนำองค์ความรู้จากการวิจัยถ่ายทอดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและผู้ประกอบการได้รับความรู้ และทักษะการเลี้ยงผึ้งสมัยใหม่ และวิธีการเก็บพิษผึ้งจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นการเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณชน

วช. จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่อง การใช้กล่องอนุบาลนางพญาผึ้ง และเครื่องเก็บพิษผึ้ง ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๐ ณ ห้องคำมอกหลวง ชั้น ๕ อาคารเอ็มสแควร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผู้สนใจลงทะเบียนและสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

นายทรงวุฒิ กิจวรวุฒิ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย สำนักงานชลประทานที่ 6 เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวายฯ ได้เริ่มการระบายน้ำผ่านคลองฝั่งซ้าย และคลองฝั่งขวา เพื่อให้เกษตรกรได้นำน้ำไปใช้ในการปลูกข้าวนาปรัง และใช้ในการทำการเกษตร

“ล่าสุดกำลังวางแผนการจัดการระบายน้ำเพื่อทำนาปรัง เพราะเกษตรกรใน จ.ขอนแก่น ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา คาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก ในขณะนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ต่างปรับพื้นที่ในการทำนาปรังแล้ว คาดว่าจะเริ่มทำนาปรังเต็มพื้นที่ประมาณสิ้นเดือนมกราคมนี้ เพื่อใช้ในการทำนาปรัง และภาคอุตสาหกรรมตลอดระยะเวลา 4 เดือน จากนั้นจะงดการระบายน้ำ เนื่องจากจะต้องกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป” นายทรงวุฒิกล่าว

อ.ส.ค. ตั้งเป้าปี 2561 กวาดรายได้ขายนมเกือบ 9,000 ล้าน เล็งส่งออกประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มอีก 10% “ณรงค์ฤทธิ์” ยอมรับยอดขายไตรมาส 1 พลาดเป้า เหตุเจอโรคปากและเท้าเปื่อยระบาดหนัก

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แผนการดำเนินงานในปี 2561 (ต.ค. 2560-ก.ย. 2561) ตั้งเป้าหมายรายได้เกือบ 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เนื่องจากปริมาณผลผลิตน้ำนมดิบของเกษตรกรเพิ่มขึ้นเช่นกัน แยกเป็น รายได้จากนมโรงเรียน 1,000 ล้านบาท การส่งออกผลิตภัณฑ์นมไปประเทศเพื่อนบ้าน 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ที่เหลือ 6,000 กว่าล้านบาท เป็นการขายนมเชิงพาณิชย์ในประเทศปี 2561 อ.ส.ค.รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรทั่วประเทศเฉลี่ยวันละ 650 ตัน

แต่ในไตรมาสแรก (ต.ค. 2560-ธ.ค. 2560) ตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 2,000 ล้านบาท แต่ทำรายได้เพียง 80% เนื่องจากโรคปากและเท้าเปื่อยระบาดหนักในช่วงเดือน ส.ค. 2560 เป็นต้นมา ทำให้ อ.ส.ค.รับซื้อน้ำนมดิบลดลงไปมาก เหลือวันละประมาณ 500 กว่าตัน น้ำนมดิบหายไปวันละประมาณ 100 ตัน แต่ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้น รับซื้อได้วันละเกือบ 600 ตันแล้ว คาดว่าเดือน พ.ค.นี้จะรับซื้อน้ำนมดิบได้สูงสุดวันละ 700 ตัน
นายณรงค์ฤทธิ์กล่าวต่อว่า ปัญหาของเกษตรกรในขณะนี้ คือ ประกาศของกรมสรรพากร ในการจัดเก็บภาษีรายได้ส่วนบุคคลสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมขนาดเล็ก เสียภาษีครอบครัวละหนึ่งหมื่นบาทขึ้นไป ขนาดกลาง เสียภาษีต่อปีหนึ่งแสนบาทขึ้นไป เพราะกรมให้ใช้ต้นทุนการเลี้ยงที่ 60% ส่วนที่เหลือต้องนำมาคิดภาษี จากเดิมให้ใช้ต้นทุนการผลิตหรือเลี้ยงที่ 85% ส่วนที่เหลือ 15% นำมาคำนวณภาษี

ล่าสุด ในการเจรจากับกรมสรรพากร ยอมให้ใช้ต้นทุนการเลี้ยงจริงที่ 82-85% แต่เกษตรกรต้องมีใบเสร็จสั่งซื้อปัจจัยการผลิตมาแสดงด้วย

ต่อประเด็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำล่าสุดนั้น ผอ.อ.ส.ค.กล่าวว่า ที่ผ่านมาทายาทที่จะสืบทอดอาชีพเลี้ยงโคนมลดลง ทำให้ขาดแคลนแรงงาน ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน การขาดแคลนจึงยังพอจัดการได้ โดย อ.ส.ค.เข้าไปช่วยเหลือฝึกอบรมแรงงานในการเลี้ยงเป็นกลุ่มมากขึ้นในสหกรณ์ที่ เป็นสมาชิกส่งน้ำนมดิบให้

อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 30 ม.ค.-5 ก.พ. 2561 อ.ส.ค.จะจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ชูแนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอดโคนมอาชีพพระราชทาน สู่โคนมไทย 4.0” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรไทย ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ซึ่งในวันที่ 30 ม.ค. 2561 ชาวโคนมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงานด้วย

พ่อค้าจีนบุกไทย ตั้งล้งรับซื้อยางเหนือจรดใต้ ส่งทีมเจรจาตรง สหกรณ์ ตัดพ่อค้าคนกลาง ชี้ปี61-62 จีนต้องการใช้ยาง 5 ล้านตัน ชสยท.-คยปท. หนุนสุดตัว เผยสถาบันเกษตรกรใต้ลงขันกับนักลงทุนจีนตั้งบริษัทร่วมทุน

นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมชาวสวนยางกระบี่ และที่ปรึกษาสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ระบบการซื้อขายยางพาราภายในประเทศมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากพ่อค้า นักลงทุนจีนซึ่งช่วงแรกเข้ามาติดต่อซื้อขายยางจากเกษตรกรโดยตรง เฉพาะในภาคเหนือและอีสาน เริ่มเข้าไปเจรจาซื้อขายยางกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในภาคใต้มากขึ้น แม้ไม่ถึงกับตั้งโต๊ะหรือมีโกดังซื้อขายมากเหมือนการซื้อขายผลไม้ในภาคตะวัน ออกและภาคเหนือ แต่ดำเนินการในลักษณะเป็นล้งจีนคล้าย ๆ กัน

ล้งยางจีนบุกเหนือจดใต้

โดยพ่อค้าจีนเจรจาขอให้สถาบันเกษตรกรทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ขายยางให้โดยตรง จากนั้นจะรวบรวมส่งออกเอง อ้างว่าที่ผ่านมายางที่รับซื้อจากพ่อค้า ผู้ส่งออกไทยมักมีปัญหาเรื่องคุณภาพ และราคาซื้อขาย เบื้องต้นเน้นเฉพาะสหกรณ์ หรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางขนาดใหญ่ก่อน กรณีดังกล่าวมองได้ 2 ด้าน ในทางบวกถือเป็นทางเลือกใหม่ เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่จะรับซื้อยางจากเกษตรกร แต่หากมองทางลบ หากชาวสวนยางขายผลผลิตให้พ่อค้าจีนไปนาน ๆ โดยไม่ได้ติดต่อกับพ่อค้าคนไทย เวลาถูกกดราคารับซื้อต้องไปขายยางให้พ่อค้าไทยจะลำบาก จึงต้องจับตามองเพราะยังเป็นดาบสองคม ที่สำคัญราคายางยังไม่ขยับขึ้น วันที่ 22 ม.ค. 2561 ยางแผ่นดิบ ชั้น 3 อยู่ที่ 45-47 บาท/กก. ยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ที่ 48 บาท/กก.

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผยว่า เท่าที่ทราบขณะนี้พ่อค้าจีนส่งคนกระจายลงพื้นที่ทุกจังหวัดภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา ฯลฯ ซึ่งตนมองว่าจีนจะได้ยางคุณภาพตามที่ต้องการ และทำให้สถาบันเกษตรกรยางพาราจะได้ใช้โอกาสนี้พัฒนาศักยภาพการผลิต

อย่างไรก็ตาม สถาบันเกษตรกรยางพารายังมีอุปสรรคสำคัญ คือ 1.ขาดงบประมาณ และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน 2.ไม่มีโกดังเก็บยาง 3.ขาดโรงงานยางอัดก้อน ทางออกทางหนึ่งคือร่วมกันหารือถึงแนวทางจับมือกับนักลงทุนจีนจัดตั้งบริษัท ร่วมทุนซื้อขายยางโดยตรง ซึ่งเครือข่ายสถาบันเกษตรกรกับนักลงทุนจีนได้ร่วมลงทุนบางส่วนแล้ว

ชสยท.หนุนจีนซื้อตรง

นาย ชำนาญ เมฆตรง ประธานกรรมการ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.) ในฐานะประธานกรรมการ ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางพาราจังหวัดสตูล จำกัด กล่าวว่า ตนได้รับการประสานงานจากกลุ่มนักลงทุนจีนว่าจะเข้ามาลงทุนรับซื้อยางจาก สถาบันเกษตรกรเช่นเดียวกัน และมองว่าเป็นเรื่องดีที่ตัดคนกลางออกไป แต่ต้องคุยในรายละเอียด ข้อตกลงทั้งเรื่องปริมาณ คุณภาพ การส่งมอบ และราคา

สำหรับ ชสยท.มีเครือข่ายเป็นชุมนุมสหกรณ์ยางพาราอยู่ทั่วประเทศ และแต่ละจังหวัดมีเครือข่ายจำนวนมาก จึงมีปริมาณยางเพียงพอส่งมอบให้จีน แต่หากขายลอตใหญ่ 300-1,000 ตัน จะเสี่ยงสูง

นายสมพงศ์ ราชสุวรรณ รองประธานเครือข่ายยาง การยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง เปิดเผยในทำนองเดียวกันว่า ประเด็นล้งจีน หรือพ่อค้านักลงทุนจากจีนจะเข้ามาซื้อยางจากสถาบันเกษตรกร เช่น กลุ่มยาง วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ยางพารา ทุกคนต่างเห็นด้วย เพราะการซื้อขายไม่ผ่านคนกลางจะได้ราคาส่วนต่างดีขึ้น มีการแข่งขัน และมีทางเลือกเพิ่มขึ้น

ชี้จีนต้องการใช้ยาง 5 ล้านตัน

ขณะที่นายจรินทร์ ธรรมดี รองประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเหนือและอีสานมีการแข่งขันรับซื้อยางมากขึ้น บริษัทส่งออกยางขนาดใหญ่ตั้งจุดรับซื้อรวบรวมยางทุกจุดใกล้พื้นที่ชุมชน ยางพารา และซื้อทั้งหมดไม่กำหนดชั้น ขณะที่พ่อค้าจีนที่เข้ามารับซื้อก็ดำเนินการเองทั้งหมด เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ค่าภาษี และอื่น ๆ

“แนวทางนี้ผู้ซื้อจะ ซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรถึงบ้าน และซื้อตามกลไกตลาด น่าจะดีกว่าซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้วยังถูกกดราคา”

แหล่งข่าวจากสถาบันเกษตรกรยางพาราภาคใต้ เปิดเผยว่า พ่อค้า นักลงทุนจีนที่เข้าเจรจาซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรยางทางภาคใต้ขณะนี้แต่ละทีม จะมี 3 คน ประกอบด้วย ผู้เจรจา พนักงานขับรถ และล่าม โดยระบุว่าจีนต้องการรับซื้อไม่จำกัดปริมาณ เนื่องจากปี 2561-2562 ต้องการใช้ยางเพิ่ม 5 แสนตัน จากเดิมที่ใช้ 4.5 ล้านตัน/ปี ขณะที่ไทยผลิตยางได้ปีละ 4.2 ล้านตัน

เตือนชาวสวนยางอย่าประมาท

ด้านนายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการกลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ จ.ยะลา ผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของภาคใต้ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าพ่อค้าจีนที่มาติดต่อมาจากไหน และเป็นกลุ่มไหน จึงขอให้ศึกษากลยุทธ์พ่อค้าจีนไว้ เพราะที่ผ่านมาจีนซื้อพืชทุกชนิด การที่บุกมาภาคใต้น่าจะเป็นเพราะภาคอีสานหยุดกรีดยางแล้ว ที่น่าสังเกตคือขณะนี้โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยางในจีน ต่างชะลอรับซื้อ ส่วนในมาเลเซีย ทุกโรงงานยังมียางเต็มสต๊อก เพราะช่วงตรุษจีนจะหยุดยาวกว่า 20 วัน ประเมินว่าอีก 3 เดือน ก็ยังมีวัตถุดิบเพียงพอต่อการผลิต

สำหรับทิศทางยางในปี 2561 น่าจะทรงตัว ถ้าสะวิงก็ไม่มาก เพราะปี 2560 ผลผลิตยางน้อยมาก เหลือแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะชาวสวนยางกรีดได้ไม่ถึง 100 วัน จากปกติกว่า 200 วัน/ปี เฉพาะในกลุ่มของตนจากที่เคยซื้อยาง 1 แสนตัน/เดือน ลดเหลือ 2 หมื่นตัน/เดือน แต่ราคายังไม่ขยับเท่าที่ควร ครึ่งปี 2561 คาดว่าปริมาณยางจะลดลงเหมือนปีก่อน