ขนส่งซาวด์เสียงเอกชนลงทุนสถานีขนส่งสินค้า 17 แห่งทั่วประเทศ

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกมีแผนพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับระบบโลจิสติกส์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งภายในประเทศโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกมีสถานีขนส่งสินค้าที่ดำเนินการอยู่แล้วเพียง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล คลองหลวง และร่มเกล้า ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการขนส่งเข้ามาเช่าใช้เต็มพื้นที่ แต่ยังไม่มีการพัฒนา สถานีขนส่งสินค้าในภูมิภาค

กรมการขนส่งทางบกจึงได้เสนอโครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าภูมิภาคให้ได้รับการบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยปี 2558 – 2565 ประกอบด้วย สถานีขนส่งสินค้าในเมืองชายแดน จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย, ตาก, หนองคาย, มุกดาหาร, สระแก้ว, ตราด, กาญจนบุรี, สงขลา และนราธิวาส และเมืองหลักอีก 8 แห่ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่, พิษณุโลก, นครสวรรค์, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, นครราชสีมา, ปราจีนบุรี และสุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง

โดยในปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกอยู่ในระหว่างการดำเนินโครงการจ้างศึกษาและวิเคราะห์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐโครงการสถานีขนส่งสินค้าภูมิภาคตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ 2556 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการหาแนวทางในการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการสถานีขนส่งสินค้าภูมิภาคที่มีความเหมาะสมมากที่สุด

จึงขอเชิญชวนภาคเอกชนผู้ประกอบการขนส่งสินค้า สถาบันการเงิน และผู้สนใจ เข้าร่วมสัมมนาทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) โครงการสถานีขนส่งสินค้าภูมิภาค และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางการร่วมลงทุนในโครงการสถานีขนส่งสินค้าของภาคเอกชน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2560

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาฝนตกเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดที่ผ่านมา ในช่วงนี้บางพื้นที่น้ำเริ่มลดลงแล้ว โรคที่ประชาชนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ คือโรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรสิส เนื่องจากเชื้อชนิดนี้จะถูกขับออกมากับฉี่หนู และปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมในน้ำหรือที่ชื้นแฉะ ทำให้เชื้อสามารถไชเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยถลอก หรือไชเข้าผิวหนังที่แช่อยู่ในน้ำนานจนอ่อนนุ่ม และสามารถติดเชื้อโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากฉี่หนู

“จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้ฉี่หนู ในปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 พฤษภาคม 2560 พบผู้ป่วย 760 ราย เสียชีวิต 20 ราย ในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตอยู่ในภาคใต้ถึง 13 ราย จังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ นครศรีธรรมราช กระบี่ ศรีสะเกษ ตรัง และพัทลุง ปี 2559 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วย 2,295 ราย และเสียชีวิต 36 ราย ซึ่งพบว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) เป็นอาชีพเกษตรกร รองลงมาเป็นอาชีพรับจ้าง” นพ.เจษฏา กล่าว
นพ.เจษฎา กล่าวต่อว่า อาการของโรคไข้ฉี่หนู คือ มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ บริเวณน่อง โคนขา คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน

ตาแดง มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตัวเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม หากมีอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้การรักษาให้หายเป็นปกติได้ง่าย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งเชื้อเข้าไปสู่อวัยวะที่สำคัญ เช่น ปอด ตับ ไต อาจมีอาการตับวาย ไตวาย และทำให้เสียชีวิต การป้องกันโรคถ้ามีบาดแผล รอยถลอก ขีดข่วนให้ปิดแผล และหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำที่ท่วมขัง หรือพื้นที่ชื้นแฉะ หรือแช่ลงในห้วย หนอง คลอง บึง รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยทันที หากแช่น้ำหรือลงไปย่ำในน้ำ เก็บหรือปกปิดอาหารและน้ำดื่มให้มิดชิด ดื่มน้ำต้มสุก และกินอาหารที่ปรุงใหม่ๆ ด้วยความร้อน รีบล้างมือ ด้วยน้ำและสบู่ ภายหลังการจับต้องเนื้อสัตว์ ซากสัตว์ และสัตว์ทุกชนิด

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอแนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคไข้ฉี่หนู โดยเฉพาะในช่วงน้ำลด ดังนี้ 1.ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนที่ชื้นแฉะนานเกินครั้งละ 2 ชั่วโมง หากจำเป็นต้องเดินลุยควรสวมรองเท้าบู๊ทหรือถุงพลาสติกสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำหรือดินโดยตรง 2.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีแผลที่เท้าและไม่รู้สึกเจ็บ มีโอกาสเสี่ยงติดโรคสูง 3.หากมีบาดแผลที่เท้าหรือที่บริเวณขา ขอให้ใช้ถุงพลาสติกหรือวัสดุที่กันน้ำได้ ห่อหุ้มขาและเท้าเพื่อป้องกันน้ำเปียกแผล 4.หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ อาบน้ำชำระร่างกายทันทีหลังจากเสร็จจากการทำงาน และ 5.การเข้าบ้านหลังน้ำลด ต้องกำจัดขยะในบ้านเรือน สถานที่ทำงานให้สะอาด ปกปิดอาหารและน้ำดื่มให้มิดชิดโดยเฉพาะเศษอาหาร เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนูได้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

กรณีที่สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ช่วยเหลือลิงแสมตัวหนึ่งมาจากบริเวณจุดชมวิวถนนเลียบวงแหวนใต้ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากลิงตัวดังกล่าวมีสภาพอ้วนมาก เคลื่อนไหวตัวลำบาก ได้แต่นั่งนิ่งๆ รอรับอาหารจากผู้คนที่ผ่านไปมา โดยครั้งแรกที่รับลิงแสมตัวดังกล่าวมาดูแลนั้น พบว่ามีน้ำหนักตัวถึง 27 กิโลกรัม มีหน้าท้องขนาดใหญ่ประมาณ 35-40 เซนติเมตร ซึ่งโดยปกติแล้วลิงแสมโดยทั่วไปจะมีน้ำหนักประมาณ 10-15 กก.เท่านั้น

วันที่ 3 มิถุนายน น.ส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าในการรักษาอาการป่วยด้วยโรคอ้วนของลิงแสมตัวนี้ว่า ล่าสุดนั้นชั่งน้ำหนักพบว่าลิงสามารถลดน้ำหนักได้แล้วเกือบ 1 กก. หลังจากเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์สัตว์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติฯครบ 1 เดือนพอดี สุขภาพโดยทั่วไปพบว่าดีขึ้นทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ไม่มีการร้องข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดูแลให้อาหารเหมือนก่อนหน้านี้ แววตาก็สดใจกว่าเดิมมาก

นายสัตวแพทย์(นสพ.)ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์สัตว์ป่าประจำกรมอุทยานฯกล่าวว่า สัตวแพทย์ได้ปรับอาหาร ปรับพฤติกรรม ให้ลิงได้ออกกำลังกายมากขึ้น โดยได้ทำชิงช้าไว้ให้ลิงห้อยโหน ปีนป่าย นำอาหารไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ให้ไกลตัวมากขึ้น เช่น วางเอาไว้บนที่สูงๆ เพื่อให้ลิงได้ใช้แรง ให้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น โดยเวลานี้ได้ขยายกรงออกไปเพิ่มอีก 1 กรง ให้ลิงได้มีพื้นที่สำหรับการเคลื่อนไหว สำหรับอาหารให้กินผักประเภทผักกาดและถั่วฝักยาว ส่วนผลไม้ให้กินกล้วยกับมะละกอ

“วิเคราะห์แล้ว พบว่าสาเหตุที่ลิงอ้วนมาจากการกินน้ำตาลจากอาหารของคนมากเกินไป จะต้องลดส่วนนี้อย่างเร่งด่วน แต่ที่ยังให้มะละกอกับกล้วยอยู่เพราะผลไม้ทั้งสองนี้มีน้ำตาลฟรักโทส ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที และยังทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่เครียดเกินไปอีกด้วย โดยภาพรวมหมอค่อนข้างพอใจกับสุขภาพของลิงอ้วนตัวนี้” นสพ.ภัทรพลกล่าว และว่า อยากจะเน้นกับทุกคนอีกครั้งว่า การให้อาหารกับสัตว์ป่านั้นไม่ใช่การแสดงความเมตตาอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์ป่า ส่งผลกับการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าในอนาคตอย่างเห็นได้ชัด

ยุคที่โลกออนไลน์ก้าวเข้ามาควบคุมเกือบทุกอย่างบนโลกนี้ ภาคเกษตรที่ดูเหมือนไม่ได้มีความจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะยังสามารถดำเนินต่อไปในภาคเกษตรได้ โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยี แต่สำหรับยุคนี้ น่าจะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้อีกแล้ว

ผลผลิตในภาคการเกษตร ถูกนำส่งในรูปของสินค้าสดและแปรรูป การแปรรูปมีเกษตรกรหลายกลุ่มดีดตัวเองขึ้นไปอยู่ระดับแถวหน้าของประเทศ ภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล ยังมีอีกมากที่ยังไร้ทิศทาง ทั้งที่มีของดีอยู่ในมือ ซึ่งส่วนใหญ่ตอบมาชัดว่า เพราะขาดเงินทุน

เมื่อได้ยินการส่งเสริมให้สินเชื่อประชารัฐ เพื่อ Micro SME หรือเรียกง่ายๆ ว่า กลุ่มเล็กๆ ที่เริ่มทำธุรกิจ ซึ่งอาจจะยังไม่ถึงขั้นที่เรียกตัวเองว่า ธุรกิจ ทำได้เพียงการผลิตแล้วขาย ก็จัดอยู่ในกลุ่ม Micro SME นี้เช่นกัน

จึงต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรก่อนว่า SME ไม่ได้หมายถึงเฉพาะกลุ่มภาคธุรกิจ แต่รวมถึงภาคเกษตรที่รวมกลุ่มกันซื้อขายเป็น SME ไปด้วย สั้นๆ ง่ายๆ คือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีวงเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมอบให้ สสว. นำมาปล่อยกู้ให้กับ Micro SME และวิสาหกิจชุมชน รายละไม่เกิน 200,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกันและไม่คิดดอกเบี้ย เป็นเงินกู้ระยะยาว 10 ปี ไม่ต้องชำระคืนเงินต้นใน 3 ปีแรก เพื่อให้กิจการรายย่อย นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือปรับปรุงกิจการ

และโครงการหนึ่งที่ สสว. ดำเนินไปแล้ว ในปี 2559 แต่ขอนำมากล่าวในที่นี้อีกครั้ง เพื่อตอกย้ำให้ถึงภาคเกษตรกรที่มีองค์ความรู้อยู่แล้ว ได้รับทราบ เป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางให้กับเกษตรกร คือ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Start Up)

คุณวชิระ แก้วกอ ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สสว. บอกว่า เป็นการผลักดันและช่วยผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตเข้มแข็ง

ในระดับการอบรมความรู้พื้นฐานเบื้องต้น เป้าหมาย 10,000 ราย ผลที่ได้ ณ ปัจจุบัน 10,797 ราย เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่มีฐานเริ่มต้นมาจากเกษตรกรโดยแท้ เพียงร้อยละ 7 หรือ จำนวน 720 ราย เท่านั้น

ส่วนระดับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพร้อมจัดทำแผนธุรกิจ เป้าหมาย 5,000 ราย ผลที่ได้ ณ ปัจจุบัน 5,415 ราย เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่มีฐานเริ่มต้นมาจากเกษตรกรโดยแท้ เพียงร้อยละ 6 หรือจำนวน 363 รายเท่านั้น

ลองดูตัวอย่างของประเภทธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Start Up) ที่ผ่านมา อย่างน้อยก็เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรมีพลังใจในการลุกขึ้นสู้ เพราะแต่ละธุรกิจที่เปิดโอกาสให้รัฐเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน ก็เป็นธุรกิจหรือกลุ่มสินค้าที่ไม่ไกลตัวเลย

ธุรกิจด้านผลิต อาทิ การผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง การแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก การผลิตขนมไทยและขนมพื้นเมือง การผลิตเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์

ธุรกิจด้านการบริหาร อาทิ การบริการอาหารในภัตตาคารหรือร้านอาหาร กิจกรรมสปาและการนวด กิจกรรมการจัดนำเที่ยว การบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ โรงแรมและรีสอร์ท

ธุรกิจด้านการเกษตรแปรรูป อาทิ การแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก เช่น ข้าวบด เครื่องแกง แปรรูปตาลโตนด น้ำผักพร้อมดื่ม การถนอมผลไม้และผักโดยทำให้แห้ง ทำเค็ม แช่ในน้ำมันหรือส้มสายชู เช่น ผลไม้อบแห้ง ทุเรียนทอด มะม่วงแช่อิ่ม การทำฟาร์มผสมผสาน การผลิตน้ำมันมะพร้าว เช่น โลชั่น เซรั่มบำรุงผม สมุนไพรต่างๆ การสีข้าว

ธุรกิจด้านอาหาร อาทิ การแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก เช่น แหนมซี่โครงหมู แปรรูปเนื้อไก่ ไส้กรอก ลูกชิ้นทรงเครื่องสมุนไพร การถนอมผลไม้และผัก ทำให้แห้ง ทำเค็ม แช่ในน้ำมันหรือน้ำส้มสายชู เช่น ไตปลาแห้ง กุ้งแห้ง ปลาแห้ง กะปิ กุ้งอบแห้ง การทำฟาร์มผสมผสานเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร การผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป เช่น การผลิตปลาเส้นปรุงรส ปลาอบปรุงรส ปลาอบกรอบ การสีข้าว

ธุรกิจด้านเฟอร์นิเจอร์ อาทิ การผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางและวัสดุถักสาน การผลิตภาชนะบรรจุที่ทำจากไม้ การผลิตเครื่องใช้ในบ้านที่ทำจากไม้และไม้ก๊อก การผลิตผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างและประกอบอาคาร

ธุรกิจด้านเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาทิ การผลิตเสื้อผ้า ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า การผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม วิชาชีพ นักเรียน และนักศึกษา การผลิตหมวกและเครื่องสวมศีรษะ การผลิตสิ่งทอประเภทการผลิตป้าย ผ้าแถบเครื่องหมาย หากสังเกตให้ดี หลายผลิตภัณฑ์ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือของเกษตรกร จึงอยากให้เกษตรกรมีความมั่นใจ จัดกระบวนการองค์ความรู้ที่มี แล้วคว้าโอกาสที่เข้ามา เพื่อความก้าวหน้าของเกษตรกรอย่างเราๆ

ณ ที่ทำการกลุ่มธนาคารโค กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ บ้านเพีย-โพนก่อ ต.หนองบัวสิม อ.คำตากล้า จ.สกลนคร น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์สกลนคร เป็นประธานพิธีมอบกระบือ ในโครงการธนาคารโค กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ โดยมี นางสาว จิราพร เบิกบานดี นายอำเภอคำตากล้า ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยปศุสัตว์สกลนครได้รับกระบือเพศเมีย จำนวน 165 ตัว จากโครงการธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่บ้านเพีย หมู่ 6 และบ้านโพนก่อ หมู่ 7 ต.หนองบัวสิม จำนวน 65 ราย และกลุ่มธนาคาร โค กระบือ บ้านไทยเจริญ หมู่ 10 ต.นาแต้ จำนวน 100 ราย ซึ่งเป็นกระบือยืมเลี้ยงเพื่อการผลิต

โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อลูกกระบือตัวแรกมีอายุครบ 18 เดือน ให้ส่งลูกกระบือตัวที่เกิดถัดไป และแม่กระบือที่ยืมเลี้ยงครบ 5 ปี แล้วจะมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกรผู้ยืม ก่อนที่จะมอบกระบือแก่เกษตรกร ได้กล่าวคำสัตย์ปฏิญาน ว่าจะไม่ขายไม่ฆ่ากระบือ หากผิดสัญญาขอให้มีอันเป็นไป จากนั้น ได้มอบเครื่องอัดฟาง จำนวน 2 เครื่อง มอบโรงปุ๋ยอินทรีย์ ชมการสาธิตหมักหัวอาหารสัตว์ การฝึกควายไถนา เป็นต้น
น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์สกลนคร เปิดเผยว่า เกษตรกรที่ได้รับกระบือตามพระราชดำริไป เขาดีใจมากเพราะนี่คือความหวัง คือโอกาสในการพลิกผันชีวิต ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการเลี้ยงปศุสัตว์ ควบคู่กับการทำการเกษตรอย่างอื่น ที่ไม่ใช้สารเคมีมาช่วยในการผลิต ส่วนกระบือ ก็มีความเป็นห่วงประชากรกระบือมาก เพราะ จากข้อมูลการสำรวจขณะนี้ ทั้งประเทศไทยเรา มีประชากรกระบือไม่ถึง 1 ล้านตัว ดังนั้น ควรเร่งขยายพันธุ์กระบือไปยังเกษตรกรเพื่อการขยายพันธุ์ เพราะหากไม่รีบเร่งดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ หวั่นจะเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคตได้

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะอ่าน จะฟัง หรือจะดู สื่อมวลชนทุกชนิดก็ล้วนแต่พูดถึง 4.0 กันทั้งนั้น ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีมาถึงขอทานที่ข้างถนน ถ้าใครไม่เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงใน 4.0 ก็จะเป็นคนเชย ไม่ทันสมัย ถ้าเป็นข้าราชการก็อาจจะสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าตนอยู่ตรงไหนของไทยแลนด์ 4.0 และ 4.0 จริง ๆ คืออะไร

สำหรับคนเดินดินกินอาหารข้างถนน ที่รัฐบาลเขาจัดระเบียบสังคมหมดไปแล้ว ถ้าจะหารับประทานต้องไปที่ตรงไหนก็ไม่ทราบ ที่ถนนสุขุมวิทกับถนนข้าวสาร มิฉะนั้นก็ต้องเข้าไปรับประทานในร้านห้องแถว ซึ่งเมื่อก่อนถูกหาบเร่แผงลอยกั้นเอาไว้ขายของ เพื่อซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน แต่ถ้าจะรับประทานอาหารข้างถนนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาหารข้างถนนที่ดีที่สุดในโลก ก็ต้องเดินฝ่าเข้าไปนั่งในร้านห้องแถว ที่พนักงานแจกจานเหมือนกับแจกไพ่ ที่คนไม่สังเกตก็คือ น้ำล้างจานใช้น้ำเพียงถังสองถัง ถังหนึ่งเป็นน้ำยาล้างจาน อีกถังหนึ่งเป็นน้ำเปล่า ล้างสองถังแล้วใช้ผ้าเช็ดเล็กน้อยเป็นอันใช้ได้ ต่อไปจะทำอย่างนี้ไม่ได้เพราะเราจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 กันแล้ว

เถ้าแก่เจ้าของร้านเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่คนจีนเสียแล้ว กลายเป็นคนอีสาน โดยมีลูกน้องเป็นคนพม่า เขมร หรือลาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนใหญ่คนขายบะหมี่ที่มีไม้เคาะเก๊าะ ๆ ถีบซาเล้งขายตามซอย ถามดูแล้วเป็นชาวพม่า เชื้อสายไทยใหญ่เสียส่วนใหญ่ แม่ค้าแม่ขายในตลาดสดก็เป็นไทยใหญ่เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพวกที่เป็นเชื้อสายมอญ นิยมอยู่ที่ชุมพร นครและปักษ์ใต้ ส่วนพวกพม่านิยมเป็นแรงงาน ทำงานในโรงงาน อยู่ข้างนอกไม่ได้ จะโดนพวกไทยใหญ่กับพวกมอญตีเอา ต้องอยู่ที่มีกันแต่พม่า ผสมกับพวกอื่นไม่ได้

สำหรับแรงงานไทยระดับล่างมีสภาพเป็นอย่างนี้แล้ว แต่สำหรับตลาดแรงงานระดับกลาง อันได้แก่ ภาคสินค้าเกษตรกรรม ซึ่งบัดนี้คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนฐานะเป็นนายทุนเกษตรกรเสียแล้ว เพราะตัวเองเรียนสูงและนิยมเข้าเมืองไปรับราชการ หรือไม่ก็ทำการค้าขายเป็นพ่อค้ารายเล็กแทนพ่อค้าคนจีน ซึ่งได้เลื่อนฐานะเป็นพ่อค้ารายใหญ่ไปแล้ว

แรงงานในภาคเกษตรก็เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ ส่วนมากก็เลื่อนมาเป็นผู้จ้างแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว เขมร และมอญในกรณีภาคใต้ มาทำงานในไร่นาและสวนยางแทน เพราะเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ได้กลายเป็นผู้มีรายได้ปานกลางไปแล้ว ชาวนารุ่นที่ยังทำนาทำไร่ก็มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ไม่สามารถใช้แรงงานในการทำนาได้ ต้องใช้เครื่องจักรหรือไม่ก็จ้างคนอื่นไถหว่าน เกี่ยวและสีทั้งหมด

การจะเลื่อนฐานะจากประเทศไปเป็นประเทศไทย 4.0 ซึ่งแปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ โดยที่รัฐบาลเอาภาษีอากรไปอุดหนุนภาคเกษตรที่ล้าหลัง ใช้แรงงานทำงานถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของแรงงานทั้งหมด แต่ผลิตเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวม แทนที่จะยอมให้ชาวนาออกจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นที่ขาดแคลนแรงงาน ต้องนำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงาน เอาเหตุผลการถูกเอารัดเอาเปรียบของแรงงานจำนวนน้อยที่เป็นข้อยกเว้นมาเป็นเหตุผลทั้งหมด

สินเชื่อนอกระบบซึ่งไม่มีใครทราบว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งน่าจะเป็นข้อยกเว้น เพราะสินเชื่อครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อในระบบ ระบบสินเชื่อเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรของประเทศไทย กองทุนหมู่บ้านและกองทุนอื่นๆ อีกหลากหลายที่ลงไปช่วยชาวนาในชนบท ได้รับการยกย่องโดยองค์การอาหารและการเกษตร หรือ FAO ว่าเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในโลก ชนบทของเราก็น่าจะเป็นชนบท 4.0 ไปแล้ว

สำหรับภาคบริการซึ่งได้แก่ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง baseball-intellect.com การขนส่ง การสื่อสาร การธนาคาร การเงิน ธุรกิจนายหน้า ซึ่งมีสัดส่วนทั้งผลิตภัณฑ์และการจ้างงานมากที่สุด กล่าวคือกว่าร้อยละ 50 อยู่ในภาคบริการนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เรือกสวนไร่นา โดยรถมอเตอร์ไซค์ รถตุ๊กตุ๊ก รถปิกอัพ รถ 6 ล้อ รถ 10 ล้อ รถลากคอนเทนเนอร์ มีทุกระดับ สุดแล้วแต่อะไรจะสะดวก อะไรมีต้นทุนเฉลี่ยถูกที่สุด เพราะทำได้ทุกอย่าง เป็นรถนั่งสำหรับครอบครัวด้วย รวมทั้งเป็นเครื่องเชิดหน้าชูตาแสดงฐานะของครัวเรือน (status symbol) ด้วย และเมื่อเวลาผ่านไปเศรษฐกิจเจริญขึ้น เครื่องใช้อุปโภคบริโภคก็เลื่อนขึ้นด้วยตามลำดับ จนถึงอาคารชุดราคาแพงๆ

สำหรับเรื่อง 4.0 ซึ่งมีอยู่ประเทศเดียวในโลกที่ใช้คำนี้ ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร ฟังๆ ดูคงจะหมายถึงการใช้เครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่ในภาคบันเทิงและสื่อสาร อาจจะบางส่วนในโรงงานอุตสาหกรรม สมัยใหม่ซึ่งเมื่อก่อนเราเรียกระบบอัตโนมัติ หรือเครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆ ที่ทนความร้อนความเย็นที่ไม่มีออกซิเจนได้ ซึ่งสมัยนี้สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ใครจะอ่านข่าว ดูภาพยนตร์ อ่านนวนิยาย เขียนหนังสือ ก็ไม่ใช้กระดาษกันแล้ว แค่เปิดดูทางจอโทรศัพท์แสนรู้ หรือ smartphone เครื่องมือเครื่องใช้ทุกอย่างเป็นเครื่องมือแสนรู้ รวมทั้งกุญแจบ้าน กุญแจรถยนต์ หม้อข้าวหม้อแกงก็แสนรู้ไปหมด คนไม่ต้องทำอะไร แม้แต่เงินก็เป็นเงินดิจิทัลหรือบิตคอยน์

เคยไปลอกเปลี่ยนกระจกตาที่ขุ่นฝ้าเพราะอายุ แพทย์ทำการตรวจและพูดคุยกับคนไข้ แล้ววางแผนทำการลอกด้วยเครื่อง เจาะเข้าไปในลูกตาแล้วสอดใส่แคปซูลแล้วดึงกระตุกให้แผ่ออกเป็นเลนส์เทียม โดยหมอคอยนั่งดูว่าเครื่องคอมพิวเตอร์สั่งงานถูกต้องหรือไม่เท่านั้น นอกนั้นไม่ต้องทำอะไรแต่ความจริงแล้ว คอมพิวเตอร์จะทำงานได้ เครื่องไม้เครื่องมือจะทำงานได้ ก็ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งงานทั้งก่อนระหว่างและหลังคอมพิวเตอร์ดิจิทัลจะทำงานทั้งนั้น เพียงแต่วิธีทำงานจะแตกต่างออกไป พนักงานต้องได้รับการศึกษาอบรมก่อน

การศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานจะช่วยให้การฝึกอบรมเร็วขึ้น แต่ก็ไม่ใช่จะฝึกอบรมไม่ได้ คนไทยจะออกเสียงภาษาอังกฤษเป็นประโยคไม่ได้ แต่จะออกเสียงภาษาอังกฤษเป็นคำๆ โดยเปลี่ยนให้เป็นคำไทยๆ ฟังกันออกเฉพาะคนไทย คนชาติอื่นจะฟังไม่ออกก็พอไปกันได้ เคยใช้แขกจากบังคาลอร์กว่า 20 คน มาทำงานเมื่อตอนเปิดโรงงาน หลังจากนั้น 6 เดือนคนไทยทำแทนได้หมด และถ่ายทอดกันมาเรื่อย ๆ กว่า 20 ปีแล้วก็ยังใช้ได้

ดังนั้นโครงการดิจิทัล หรือจะเรียก 4.0 นั้น รัฐบาลไม่มีทางตามเขาทันหรอก เสียเงินเสียงบประมาณเปล่า ๆ เพียงแต่อย่าไปขัดขวาง ปล่อยให้เขาทำเสรี ใครทำผิดก็ค่อยติดตามนำมาลงโทษ กล่าวคือไม่ควร pre audit ควรเป็น post audit ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ป้องกันไม่ได้หรอก มาตรการป้องกันนั้นเองจะเป็นมาตรการกีดกันขัดขวางความก้าวหน้าในการค้นคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ การป้องกันขัดขวางการรั่วไหลของข้อมูลข่าวสาร ถ้าไม่อยากให้มีการเสนอข่าวก็มีวิธีเดียวคือการไม่มีข่าว การไม่ให้มีควันก็อย่าจุดไฟ การไม่อยากให้มีศพช้าง ก็ไม่ควรฆ่าช้างเท่านั้นเอง