ขนาดต้นพันธุ์ต้องเหมาะกับอายุของต้นยางในสวนพันธุ์ที่ดี

เป็นที่รู้กันว่าการปลูกไผ่เป็นพืชแซมเรื่องการรับแสงจะด้อยกว่าปกติ เนื่องจากมีต้นยางปลูกอยู่ก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น เพื่อให้ไผ่เติบโตได้เร็ว ควรเตรียมต้นพันธุ์ให้สมบูรณ์เต็มที่ ควรเป็นต้นพันธุ์ที่อนุบาลไว้อย่างน้อย 60 วัน ให้ต้นไผ่แข็งแรงที่สุด ไผ่ที่แตกหน่อในถุงหลังจากปลูกต้นไผ่จะตั้งลำได้เร็วมากกว่า

การดูความเหมาะสมของอายุและขนาดต้นยาง โดยเราจะสามารถปลูกไผ่แซมในช่วงยางอายุกี่ปีก็ได้ แต่หัวใจสำคัญคือ การจัดการแสง โดยการจัดการขนาดและความสูงของกอไผ่ให้เหมาะกับขนาดของต้นยาง ถ้าปลูกตอนต้นยางเล็กให้คุมความสูงของลำไผ่ไม่เกิน 3 เมตร เว้นลำไม่เกิน 3 ลำ ถ้ายางโตแล้ว 8 ปีขึ้นไป ให้คุมความสูงลำไผ่ 4-5 เมตร เว้นลำกอละ 4-5 ลำ ที่สวนไผ่อาบูปลูกไผ่เป็นพืชแซมตอนที่ยางมีอายุ 8 ปี ซึ่งเป็นยางที่เพิ่งเริ่มกรีดน้ำยาง

ระยะห่างระหว่างกอไผ่ การเว้นระยะกอไผ่ให้คำนึงถึงระยะต้นยางเป็นหลัก หากยางปลูก 9×9 เมตร สามารถปลูกไผ่ระยะห่าง 3-4 เมตร ถ้าผู้ปลูกวางแผนจะปลูกพืชอื่นแซมเพิ่มอีก เช่น ตะเคียน พะยูง มะฮอกกานี ให้ปลูกไผ่ระยะ 6 เมตร เพื่อต่อไปจะได้ปลูกพืชแซมระหว่างไผ่เพิ่มเติมได้อีก

หลุมที่ขุดสำหรับปลูกต้นไผ่ใช้กว้างยาวลึก 30 เซนติเมตรเท่ากัน รองก้นหลุมด้วยมูลสัตว์พอประมาณ โดยให้ปลูกหันทรงพุ่งของต้นพันธุ์ไปทางทิศตะวันออกเพื่อรับแสงช่วงเช้า ฤดูกาลที่เหมาะสมปลูกไผ่คือ ปลายฝนและหน้าหนาว เพราะไผ่จะพักตัวในช่วงแรกเพื่อสะสมอาหาร เมื่อเข้าต้นฤดูฝนปีถัดไป ไผ่จะตั้งกอได้เร็ว ไม่ต้องกลัวเรื่องติดแล้ง เพราะการปลูกไผ่เป็นพืชแซม ไผ่จะไม่ได้รับแดดโดยตรงคือแสงค่อนข้างรำไร ต้นพันธุ์จึงผ่านแล้งได้ หากผู้ปลูกไม่มีเวลาเอาใจใส่ดูแลจริงๆ ให้ปลูกช่วงต้นฤดูฝน เพราะไผ่จะได้แข็งแรงก่อนเข้าแล้ง การดูแล ช่วงที่ต้นไผ่ยังเล็กอยู่ ให้ดูแลเรื่องวัชพืชรอบโคนต้นและควรใส่ปุ๋ยบำรุงบ้างตามสมควร ช่วงแรกเน้นสูตรเสมอ 15-15-15 มีมูลไก่หรือมูลสัตว์อื่นสามารถใส่ได้บ่อยครั้ง

เจ้าของสวนไผ่อาบูเล่าว่า “ตอนที่ยางพาราคาตกก็เลิกใส่ปุ๋ยให้ต้นยาง เพราะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย ก็หันมาเอาใจใส่ไผ่มากกว่า และในสวนยังมีผักอีกหลายชนิด เช่น ผักเหมียง ต้นส้มป่อย พลูกินกับหมากซึ่งขายเป็นรายได้เสริมได้ทุกสัปดาห์ จากการปลูกไผ่ในสวนแล้วนำเศษใบไผ่ใบไม้มากองไว้เป็นกองในสวนแล้วใส่จุลินทรีย์ พด.1 หมักเป็นกองปุ๋ยตามธรรมชาติ วิธีนี้ทำให้สภาพดินดี ดินชุมชื้นขึ้น ปริมาณน้ำยางก็อยู่ในเกณฑ์ดี และยังสังเกตเห็นว่าสวนยางแปลงอื่นเมื่อเข้าหน้าแล้งยางจะผลัดใบหมดทั้งสวน แต่ที่นี่ต้นยางจะค่อยๆ ผลัดใบ เพราะในดินมีความชื้นจากกอไผ่ช่วยค่อนข้างมาก”

สำหรับเกษตรรุ่นใหม่

สำหรับข้อแนะนำนี้ คุณบุญชู กล่าวว่า คนที่ทำงานมีเงินเดือนประจำอยู่แล้วที่คิดจะมาทำเกษตร ที่เขาเจอจะมีอยู่ด้วยกันสองกลุ่มด้วยกัน

แบบแรก คือ คนที่มีเงินเป็นทุนเดิม ที่คิดว่าจะเปลี่ยนวิถีชีวิตจากวิถีคนเมืองเป็นแบบสโลว์ไลฟ์ มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย คนกลุ่มนี้เขาจะเริ่มต้นทำยังไงก็ได้เพราะเขามีเงิน เมื่อล้มเหลวหรือเกิดความผิดพลาดก็เอาเงินมาลงใหม่ ซึ่งการทำลักษณะนี้ผมไม่แนะนำ เพราะผู้ทำจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

แบบที่สอง คือ กลุ่มคนที่อยากทำเกษตรจริงๆ แม้จะไม่มีความรู้เรื่องเกษตร แม้จะมีเงินทุนจำกัดก็สามารถทำได้ แต่เขาจะต้องเรียนรู้ให้มาก ควรเริ่มต้นจากการค้นหาคนต้นแบบที่สามารถจะขอคำแนะนำจากเขาได้ ลองทำในเวลาว่างควบคู่กับการทำงานปกติไปสักระยะ ทำไปเรียนรู้ไป จากความรู้ที่มีและจากการลงมือทำบ่อยๆ จะเกิดเป็นประสบการณ์ ทำไปเรื่อยๆ จนมั่นใจว่างานเกษตรเป็นเรื่องที่เราทำได้ ทำแล้วมีรายได้จริง จึงค่อยก้าวออกมาเต็มตัว

ผมไม่แนะนำให้ใครที่กำลังจะผันตัวเองมาทำเกษตร กระโจนเข้ามาทำโดยความอยากเพียงอย่างเดียว เพราะมันอาจล้มเหลวได้ง่ายๆ การจะทำเกษตรให้สำเร็จผู้ทำต้องมีความรู้และความตั้งใจจริงๆ รู้จักตัวเอง รู้จักสิ่งที่กำลังจะทำ เมื่อรู้แล้วก็ลงมือได้เลย”

ผู้เขียนนั่งอ่านเฟซบุ๊ก สวนไผ่อาบู มีคนใฝ่ฝันที่จะทำเกษตรจำนวนมากมาขอความรู้มาขอคำแนะนำ ทุกคนล้วนได้รับคำตอบจากคุณบุญชูด้วยความจริงใจเสมอ จากการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการนำประสบการณ์ด้านวิศวกรรมมาปรับใช้เข้าด้วยกัน ทำให้เขาสามารถถ่ายทอดประสบการณ์การทำเกษตรให้ผู้ที่สนใจได้เข้าใจแนวทางการทำเกษตรในแบบวิถีเกษตรที่ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำเกษตรเข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่สวนไผ่อาบูเป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แนะเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา เพราะมีข้อดีหลายอย่าง แม้ปัจจุบันข้าวมีราคาสูงขึ้น แต่ต้องไม่ฝากชีวิตไว้กับการปลูกข้าวอย่างเดียว โดยแต่ละปีตลาดต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 8 ล้านตัน แต่เกษตรกรผลิตได้เพียง 4-5 ล้านตัน จึงยังขาดอีกมาก

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจับมือกับผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐให้สินเชื่อและช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ เกษตรกรจึงจ่ายดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ส่วนผู้ประกอบการที่มาร่วมโครงการจะรับซื้อข้าวโพดในราคาไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 8 บาท” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า

หากเกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ จะมีรายได้มากกว่าการปลูกข้าวถึง 10 เท่า โดยมีกำไร ตันละ 3,000 บาท จึงเป็นทางเลือกของการปลูกพืชที่ดีอีกทางหนึ่ง และไม่ทำให้ปริมาณข้าวล้นตลาด ป้องกันราคาข้าวตกต่ำ

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (30 พ.ย.61) มีเกษตรกรทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการแล้ว 86,621 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 748,467 ไร่ ซึ่งมากกว่าปีที่แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทีมเจ้าหน้าที่เกษตรลงพื้นที่เชิญชวนเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย 33 จังหวัด พร้อมทั้งให้คำแนะนำถึงแนวทางการปฏิบัติดูแลกับผู้ที่เข้าร่วมโครงการแล้วอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อ สนง. เกษตร ทุกแห่งถึง 15 ม.ค. 62

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกสับปะรดไว้ 1 แปลง การเจริญเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี แต่การติดผลทยอยออกไม่พร้อมกัน ผมต้องปฏิบัติอย่างไร ตันสับปะรดของผมจึงจะออกดอกพร้อมกัน และเคยมีข่าวว่า หากใส่ปุ๋ยไม่ถูกวิธี เมื่อนำไปบรรจุกระป๋องจะทำให้เคลือบในกระป๋องมีสีดำคล้ำ ส่งออกไปขายยังต่างประเทศไม่ได้ เราจะมีวิธีป้องกันอย่างไร ขอให้คุณหมอเกษตรไขข้อข้องใจให้ด้วยครับ

ตอบคุณนิวัฒน์ ปทุมวงศาโรจน์

วิธีการบังคับให้สับปะรดออกดอกพร้อมกัน ประการสำคัญต้องบำรุงต้นให้มีน้ำหนัก 2.5-2.8 ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่าง นำขึ้นมาชั่งน้ำหนัก แต่ถ้าหากเกษตรกรที่ปลูกมานานสามารถประมาณการได้ จากนั้นใช้สารที่เรียกว่า เอทธิฟอน 39.5 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 8 มิลลิกรัม และปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยน้ำตาลทรายก็เรียกกัน 300 กรัม ละลายในน้ำสะอาด 1 ปี๊บ คนให้เข้ากันแล้วหยอดหรือราดที่ยอดสับปะรด 2 ครั้ง ทิ้งช่วงห่างกัน 4-7 วัน เวลาที่หยอดสารควรเป็นเวลาเย็นได้ผลดีที่สุด อีก 2-4 สัปดาห์ จะมีดอกปรากฏให้เห็น

ส่วนสาเหตุทำให้เคลือบกระป๋องด้านในมีสีดำ เกิดจากมีไนเตรตตกค้างในเนื้อสับปะรดเกินมาตรฐาน ป้องกันได้โดยงดการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน หลังจากบังคับให้ออกดอกแล้วและห้ามตัดหัวจุกสับปะรดออกจากต้น เพราะหัวจุกเป็นตัวดูดซับเอาปุ๋ยไนโตรเจนส่วนเกินเอาไว้ หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำแล้ว เคลือบกระป๋องด้านในดำจะไม่เกิดขึ้นครับ

ดอกใบกัญชา-เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงความคืบหน้าในส่วนของแพทย์แผนไทยในการดำเนินการใช้กัญชาทางการแพทย์ ว่า ขณะนี้กำลังจะมีการประชุมหารือถึงการใช้ ดอก ใบ ของกัญชา ในทางการแพทย์ รวมทั้งมาตรการในการควบคุมป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านแพทย์แผนไทย ทั้งส่วนกระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยต่างๆ อย่าง ศิริราชพยาบาล ก็มีแพทย์แผนไทยประยุกต์มาพูดคุยว่า จะทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้เป็นการล้อตามจากประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่ระบุว่าสามารถใช้ดอก ใบ กัญชา เพื่อทางการแพทย์ได้ แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องการควบคุม ก็ต้องมีการหารือ คาดว่าน่าจะประมาณช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางออกในการควบคุมป้องกันการใช้ ดอก ใบ จากกัญชา ในทางที่ผิดเบื้องต้นคืออะไร นพ. มรุต กล่าวว่า อาจต้องมีโรงงานในการปลูก ผลิตเอง ซึ่งตรงนี้ขอหารือให้ชัดเจนก่อน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสิทธิบัตรกัญชาที่มีภาคประชาสังคมกังวลนั้น ไม่น่าจะกระทบกับส่วนของแพทย์แผนไทย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มองว่าเรื่องกัญชาทางการแพทย์ต้องเน้นที่ผู้ป่วยเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ด่วนที่สุด ถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีส่งเสริมการเกษตรและอธิบดีที่เกี่ยวข้อง/เกษตรและสหกรณ์จังหวัด/เกษตรจังหวัดและอำเภอทุกพื้นที่โครงการ ว่า

ขอให้ติดตามและประสาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอความกรุณา ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาเป็นประธานคณะติดตามเร่งรัดโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา ให้เป็นไปตามเป้าหมายด้วย

การส่งข้อความดังกล่าวนายกฤษฎาเกิดจากเอกชนได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา ในแต่ละพื้นที่ ดังนี้

FYI : ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ ครับ
ทาง​บริษัท (สงวนชื่อ) และในนามสมาคม​ผู้ผลิต​เมล็ด​พันธุ์​ของ​ไทยมีข้อสังเกต​และข้อเสนอแนะ​ในการขับ​เคลื่อน​โครงการ​ปลูก​ข้าวโพด​หลัง​นา​ซึ่ง​ทำให้ไม่ลื่นไหล​เท่าที่ควร​ แต่ไม่ทราบจะนำเรียน​ใคร​เพราะระดับ​กรมกับปลัดกระทรวง​ก็ยังแก้ไม่ได้ ดังนี้
-​ จังหวัด​ที่​ผู้​ว่าราชการ​จังหวัด​มาเป็น​แม่งานจะขับเคลื่อน​ได้​ดี
– จังหวัด​ที่​ผู้ว่า​ราชการจังหวัดไม่ขับเคลื่อน​ แต่เกษตรหรือสหกรณ์​เข้มแข็ง​ มีแม่งานชัดเจนขับเคลื่อน​ดี
– จังหวัด​ที่​ 5 เสือ​ทำงาน​โดยไม่มีแม่งานนั้นขับเคลื่อน​ช้าเพราะ​หน่วยงาน​ระดับ​จังหวัด​ใหญ่​เท่ากัน​ เลยทำงาน​ย
– จังหวัด​ในเขตชลประทาน​ซึ่ง​น้ำดี​ แต่กลับไม่มีแม่งานที่เข้มแข็ง​ ทำให้​การขยาย​พื้นที่​ปลูก​ในเขตชลประทาน​น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
– ธ.ก.ส. อนุมัติ​กู้ยากมากเนื่องจาก​พิจารณา​ว่า​ เกษตร​กรมีหนี้อยู่เดิม​ ไม่​สนใจ​ว่า​ เป็น​งบประมาณ​ที่ ครม.​อนุมัติ​พิเศษ​ อัตรา​การปล่อยกู้ต่ำ​ ขั้นตอน​ยุ่งยาก​ เกษตร​กรหลายรายถอดใจ​ถอนตัว​ ทั้งที่อยากทำเพราะ​มาตรการ​จูงใจ​ดี
– ขั้นตอน​การจัดหาปัจจัย​การผลิต​และ​การเตรียมแปลงยุ่งยาก​เนื่องจาก​ต้อง​ดำเนินการ​ผ่านสหกรณ์​ ซึ่ง​สหกรณ์​ที่เข้มแข็ง​ดำเนินการ​ได้ดี​ ส่วนสหกรณ์​ที่ไม่เข้มแข็ง​ทำให้​ล่าช้า

เป็น​ข้อมูล​คร่าวๆ​ ที่สมาคม​ผู้ผลิต​เมล็ด​พันธุ์​ต้อง​การนำเรียน​ท่านรัฐมนตรี​กฤษฎา​เพื่อ​ให้ขับเคลื่อน
ขณะนี้​จำนวน​พื้นที่​สมัคร​ 7​ แสนกว่าไร่​ เหลือ​เวลาถึง​ 15​ ม.ค. ถ้าแก้จุดอ่อนเหล่านี้ได้​ คาด​ว่า​ ถึง​ 1 ล้านจะเห็น​ผลสำเร็จ​เป็น​รูป​ธรรม
รายงานข่าวแจ้งว่าผลสำรวจเกษตรกรประสงค์ร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา มีทั้งหมด 1,017,998 ไร่
เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ750,596 ไร่ จำนวนเกษตรกร 86,932 ราย

คุณดิเรก มะหะหมัด อยู่บ้านเลขที่ 10 ไมตรีจิต 7/1 แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ มีอาชีพการเกษตรกรรมหลายอย่าง ทั้งการทำนา รับจ้างทั่วไปทางเกษตร เลี้ยงวัว และเลี้ยงแพะเนื้อหรือแพะขุน

คุณดิเรกชี้ว่า เลี้ยงแพะได้ประโยชน์มากกว่าวัว เพราะมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งการมีลูกเร็ว ลงทุนน้อย ขายได้เร็ว และตลาดยังมีความต้องการตลอดเวลา เพียงแต่การเลี้ยงแพะมีความยุ่งยากกว่า เพราะต้องเลี้ยงหลายตัว ดังนั้น หากเทียบการลงทุนระหว่างเลี้ยงแพะกับวัวด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันแล้วจะพบว่าการเลี้ยงแพะคุ้มค่ากว่า

แนวทางการเลี้ยงแพะเนื้อของชาวบ้านรายนี้จะซื้อแพะที่มีความเด่นของแต่ละสายพันธุ์มาผสมกันเพื่อให้ได้แพะที่ตรงตามความต้องการของตลาด อย่างเช่น ใช้แพะนมผสมกับแพะเนื้อเพื่อต้องการให้ตัวโต มีเนื้อมาก โดยใช้พันธุ์บอร์ผสมกับแพะนม หรือพันธุ์แองโกลนูเบียน โดยมีเจตนาเพื่อให้ลูกที่ออกมาเป็นลูกผสมบอร์ซึ่งจะทำให้ได้น้ำนมมากแล้วช่วยให้ลูกแพะมีนมกินอย่างเพียงพอ พร้อมกับมีขนาดตัวโตและอัตราเนื้อที่ดี

โรงเรือนเลี้ยงแพะของคุณดิเรกมีขนาดยาว 10 เมตร กว้าง 7.50 เมตร สามารถเลี้ยงแพะได้ประมาณ 50 ตัว ไม่แน่นมาก ด้านล่างโปร่ง ด้านบนกั้นเป็นคอกแยกต่างหาก

แพะจะตั้งท้องเป็นเวลา 5 เดือน 20 วัน แล้วให้ลูกปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2-3 ตัว อายุแพะที่เหมาะสมกับการผสมพันธุ์จะเริ่มต้นที่ 1 ปี และไม่ควรต่ำกว่านี้เพราะจะทำให้ลูกแพะไม่สมบูรณ์

อาหารประจำของแพะที่คุณดิเรกใช้เลี้ยงคือกระถิน ที่หาไม่ยากแล้วมีทั่วไป ทั้งนี้ กระถินมีคุณประโยชน์ด้านโภชนาการที่ดีสำหรับแพะ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดพยาธิอันเป็นสาเหตุสำคัญจนทำให้แพะตายได้ แต่ในกรณีที่หากระถินไม่ได้ ก็จะใช้พืชอย่างอื่นที่หาได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นใบกล้วย ใบมะขามเทศ หรือแม้กระทั่งใบมะพร้าว เพราะแพะเป็นสัตว์ที่กินง่าย มีเพียงพืชบางอย่างที่กินไม่ได้ซึ่งโดยธรรมชาติแพะก็ไม่กินอยู่แล้ว ในบางครั้งอาจใช้อาหารเม็ดร่วมกับอาหารทางธรรมชาติ เนื่องจากถ้าต้องการเร่งการเติบโตหรือสร้างเนื้อก็ต้องใช้อาหารเข้าช่วยในบางคราวเพื่อไม่ให้ต้นทุนเพิ่ม

การเลี้ยงแพะขุนสิ่งสำคัญประการหนึ่งคือพ่อพันธุ์ ซึ่งควรต้องคัดคุณลักษณะที่เหมาะสม จะต้องเลือกสายพันธุ์ พร้อมไปกับพิจารณาดูรูปร่างและส่วนสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขา ซึ่งถ้าเป็นแองโกลนูเบียนจะต้องมีเขาสีดำแล้วม้วนเข้าหู แต่ถ้าเป็นพันธุ์นมจะมีเขาเป็นสีขาวล้วน แล้วไม่ควรมีตำหนิเป็นสีดำมากเพราะเป็นแพะที่ถูกผสมต่างพันธุ์ อีกทั้งควรมีหูเล็ก อย่างไรก็ตาม แพะนมบางตัวอาจมีนมน้อยเกินไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องไปหาซื้อแพะนมมาเพิ่มเพื่อไว้ดูดนมเก็บไว้ให้ลูกแพะกิน

สัดส่วนตัวผู้ 1 ตัว ต่อตัวเมียจำนวน 10 ตัว ทั้งนี้ แพะตัวผู้ที่เลี้ยงจะต้องเปลี่ยนตัวที่ใช้ผสมอยู่เสมอเพื่อป้องกันเลือดชิดจนทำให้ลูกที่ออกมามีความอ่อนแอ ขี้โรค ไม่สมบูรณ์ จนราคาตก สำหรับแม่พันธุ์ใช้ผสมได้บ่อยจนกว่าอายุจะมาก แต่มักพบปัญหาลูกที่เกิดในช่วงหลังอาจมีความอ่อนแอมาก ดังนั้น แพะแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เพื่อใช้ผสมให้ได้ลูกที่มีคุณภาพควรให้มีอายุเพียง 3 ปี

ลูกแพะจะเริ่มอดนมแล้วเริ่มกินหญ้าเมื่อมีอายุได้สัก 2 เดือน ซึ่งอาจจะยังไม่หยุดกินนมทันทีเพียงแต่จะกินน้อยลงเพราะกินพืชแทนได้บ้าง แต่พอลูกอายุได้สัก 4 เดือน แม่แพะจะไม่ยอมให้กินนมแล้วจะแสดงอาการด้วยการเตะลูกทุกครั้งที่ลูกเข้าไปดูดนม อีกทั้งแม่แพะกำลังเริ่มจะผสมพันธุ์ในรอบต่อไปด้วย

เจ้าของฟาร์มแพะจะเลี้ยงลูกแพะไว้สักประมาณ 1 ปีจึงนำออกขาย ทั้งนี้ ลูกแพะที่ผ่านการเลี้ยงดูอย่างดีแล้ว ถ้าเป็นพันธุ์ดีด้วยจะให้น้ำหนักได้ถึงตัวละ 40 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ในระหว่างเลี้ยงลูกแพะที่มีอายุครบปีจะต้องแยกคอกตัวผู้-เมีย เพราะมิเช่นนั้นอาจเกิดการผสมพันธุ์ขึ้นในครอกเดียวกันซึ่งส่งผลต่อปัญหาเรื่องเลือดชิด

คุณดิเรกขายแพะได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากความต้องการของลูกค้ามักใช้แพะในเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนา ไม่ว่าในกรณีครอบครัวใดมีบุตรเกิดขึ้นจะต้องใช้แพะทำพิธี หรือใช้สำหรับเทศกาลทางพิธีสำคัญทางศาสนา โดยราคาขายแพะถ้าเป็นช่วงปกติราคาขายอยู่ระหว่าง 120-130 บาท ในบางกรณีลูกค้าต้องการให้ชำแหละด้วยก็คิดราคา 140 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเป็นช่วงพิธีกรรมทางศาสนาจะมีราคาตั้งแต่ 120-150 บาท ต่อกิโลกรัม (18 กันยายน 2560) จึงทำให้ในช่วงดังกล่าวมีรายได้ขั้นต่ำ 6-8 พันบาท ต่อปี สำหรับแพะ 1 ตัว

แพะที่ขายมักเป็นตัวผู้ เพราะมีน้ำหนักดี มีคุณภาพเนื้อดี ส่วนตัวเมียถ้าไม่ได้ต้องการใช้ผสมพันธุ์ก็จะแยกเลี้ยงไว้ แต่ราคาไม่สูงเท่าตัวผู้ เพราะมีเนื้อน้อยกว่า คุณภาพเนื้อด้อยกว่า ซึ่งมีราคาประมาณ 110 บาท ต่อกิโลกรัม มีน้ำหนักประมาณ 27 กิโลกรัม บางครั้งโดนพ่อค้ากดราคาต่ำกว่านี้อีก แต่ชาวบ้านเห็นว่าพอรับได้เลยขายไป

สำหรับลูกค้าของคุณดิเรกจะอยู่ในบริเวณพื้นที่ หรือบางรายอาจอยู่จังหวัดอื่น ทั้งนี้ ส่วนมากลูกค้าที่มาซื้อมักแนะนำกันมาเพราะต่างรู้ถึงคุณภาพของแพะที่ซื้อไปทุกครั้ง ในกรณีที่ลูกค้ารู้ล่วงหน้าว่าจะใช้แพะจำนวนกี่ตัวจะสั่งจองไว้ แล้วทางฟาร์มจะคัดแยกเพื่อนำไปเลี้ยงขุนไว้ต่างหากเพื่อให้มีความสมบูรณ์ ซึ่งวงจรก็เป็นเช่นนี้ จึงทำให้แต่ละปีแพะที่เลี้ยงไม่ค่อยเพียงพอแก่ความต้องการ

คุณดิเรกชี้ว่า การเลี้ยงแพะเพื่อให้มีรายได้ดีควรวางแผนเลี้ยงให้ตรงกับการปล่อยขายในช่วงพิธีทางศาสนา เพราะในช่วงนั้นมีแต่คนที่ต้องการหาซื้อแพะ จึงทำให้ราคาค่อนข้างสูงแล้วทำกำไรได้มาก แล้วหากผู้เลี้ยงรายใดมีแพะตัวผู้มากกว่าตัวเมียยิ่งได้เงินมาก

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงแพะในพื้นที่คลองสามวามีลักษณะเป็นกลุ่ม โดยใช้ชื่อกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะขุน มีสมาชิกและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 50 คน โดยสมาชิกแต่ละรายจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ แนวทางการเลี้ยงแพะอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมาตรฐานเพื่อประโยชน์ทางการค้า

สนใจต้องการหาซื้อแพะ หรือสอบถามรายละเอียดเรื่องแพะ ติดต่อได้ที่ คุณดิเรก มะหะหมัด โทรศัพท์ (085) 919-5117 ซีพีเฟรชมาร์ท ชวนคนไทยปฏิเสธถุงพลาสติก จัดแคมเปญรักษ์โลก “Save The World…Say No to Plastic Bags” ด้วยกิจกรรมหลากหลายเพื่อกระตุ้นเตือนผู้บริโภคร่วมกันลดปัญหาขยะพลาสติก คาดช่วยลดปริมาณถุงพลาสติกปีละกว่า 5 ล้านชิ้น

นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ร้านซีพีเฟรชมาร์ท ร่วมรักษ์โลกด้วยแคมเปญ “Save The World…Say No to Plastic Bags” เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคให้ตระหนักถึงวิกฤติขยะพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาในระดับสากล และให้ความร่วมมือในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการปฏิเสธการรับถุงพลาสติกในการซื้อสินค้า แล้วเปลี่ยนเป็นการใช้ถุงผ้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้แทน เพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยซีพีเฟรชมาร์ทจัดหลากหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับเคมเปญนี้ ทั้งกิจกรรม “ซื้อของน้อย ไม่รับถุง” โดยเชิญชวนลูกค้าที่ซื้อสินค้าในร้านทุกสาขา และไม่รับถุงพลาสติก รับสิทธิ์แลกซื้อกระเป๋าเก็บความเย็นทุกขนาดในราคาพิเศษสุด เพื่อนำไปบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารที่ซื้อในครั้งต่อๆ ไป ขณะเดียวกันในทุกๆ วันพุธ ทุกสาขาร่วมกันแสดงเจตนารมย์งดใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด โดยแจ้งลูกค้าให้จัดเตรียมถุงผ้าหรือบรรจุภัณฑ์อื่นมาด้วยทุกครั้ง ตลอดจนการเชิญชวนผู้บริโภคให้เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นหลอด ถุง ขวดและแก้วน้ำ ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว

“จากการเชิญชวนลูกค้าร่วมกิจกรรม พบว่าได้รับเสียงตอบรับและได้รับความร่วมมือจากทั้งกลุ่มลูกค้าและสมาชิกซีพีเฟรชมาร์ทเป็นอย่างดี ทุกคนต่างยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันรณรงค์ในแคมเปญรักษ์โลกครั้งนี้ เพียงแค่ช่วยกันไม่รับถุงพลาสติก ก็เท่ากับร่วมกันแสดงออกถึงความใส่ใจกับปัญหามลพิษพลาสติกของโลก คาดว่าจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกได้กว่า 25% หรือ 5 ล้านชิ้นต่อปี ตั้งเป้าเลิกใช้ถุงพลาสติกได้ภายใน 3 ปี” นายชัยยุทธ กล่าวและว่า

ซีพีเฟรชมาร์ท ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความมั่นคงของชุมชน ด้วยการเปิดจุดรับขวดพลาสติกและขยะรีไซเคิลที่ร้าน พร้อมประสานการจัดจำหน่าย เพื่อนำเงินรายได้มอบแก่ชุมชน สำหรับการดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ของชาวชุมชนต่อไป โดยเริ่มดำเนินการในร้านซีพีเฟรชมาร์ท 10 สาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นกิจกรรมนำร่อง ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางในการช่วยลดปัญหาขยะและร่วมสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ ธุรกิจอื่นๆ ของซีพีเอฟ ร่วมมือการงดใช้พลาสติก เช่น เชสเตอร์ ผู้นำด้านร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดของไทย มีนโยบายชัดเจนที่จะยังคงให้บริการจานมีดส้อมจริงเสิร์ฟในร้านอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการมาตลอด 30 ปี และงดใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single use plastic) ให้บริการภายในร้าน พร้อมทั้งกำลังศึกษาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อนำมาใช้กับการบริการแบบดีลิเวอรี่ในอนาคตอีกด้วย

นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ร้านซีพีเฟรชมาร์ท ร่วมรักษ์โลกด้วยแคมเปญ “Save The World…Say No to Plastic Bags” เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคให้ตระหนักถึงวิกฤติขยะพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาในระดับสากล และให้ความร่วมมือในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการปฏิเสธการรับถุงพลาสติกในการซื้อสินค้า แล้วเปลี่ยนเป็นการใช้ถุงผ้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้แทน เพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยซีพีเฟรชมาร์ทจัดหลากหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับเคมเปญนี้ ทั้งกิจกรรม “ซื้อของน้อย ไม่รับถุง” โดยเชิญชวนลูกค้าที่ซื้อสินค้าในร้านทุกสาขา และไม่รับถุงพลาสติก รับสิทธิ์แลกซื้อกระเป๋าเก็บความเย็นทุกขนาดในราคาพิเศษสุด เพื่อนำไปบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารที่ซื้อในครั้งต่อๆ ไป ขณะเดียวกันในทุกๆ วันพุธ ทุกสาขาร่วมกันแสดงเจตนารมย์งดใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด โดยแจ้งลูกค้าให้จัดเตรียมถุงผ้าหรือบรรจุภัณฑ์อื่นมาด้วยทุกครั้ง ตลอดจนการเชิญชวนผู้บริโภคให้เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นหลอด ถุง ขวดและแก้วน้ำ ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว

“จากการเชิญชวนลูกค้าร่วมกิจกรรม พบว่าได้รับเสียงตอบรับและได้รับความร่วมมือจากทั้งกลุ่มลูกค้าและสมาชิกซีพีเฟรชมาร์ทเป็นอย่างดี ทุกคนต่างยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันรณรงค์ในแคมเปญรักษ์โลกครั้งนี้ เพียงแค่ช่วยกันไม่รับถุงพลาสติก ก็เท่ากับร่วมกันแสดงออกถึงความใส่ใจกับปัญหามลพิษพลาสติกของโลก คาดว่าจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกได้กว่า 25% หรือ 5 ล้านชิ้นต่อปี ตั้งเป้าเลิกใช้ถุงพลาสติกได้ภายใน 3 ปี” นายชัยยุทธ กล่าวและว่า

ซีพีเฟรชมาร์ท ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความมั่นคงของชุมชน ด้วยการเปิดจุดรับขวดพลาสติกและขยะรีไซเคิลที่ร้าน พร้อมประสานการจัดจำหน่าย เพื่อนำเงินรายได้มอบแก่ชุมชน สำหรับการดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ของชาวชุมชนต่อไป โดยเริ่มดำเนินการในร้านซีพีเฟรชมาร์ท 10 สาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นกิจกรรมนำร่อง ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางในการช่วยลดปัญหาขยะและร่วมสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ ธุรกิจอื่นๆ ของซีพีเอฟ ร่วมมือการงดใช้พลาสติก เช่น เชสเตอร์ ผู้นำด้านร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดของไทย มีนโยบายชัดเจนที่จะยังคงให้บริการจานมีดส้อมจริงเสิร์ฟในร้านอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการมาตลอด 30 ปี และงดใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single use plastic) ให้บริการภายในร้าน พร้อมทั้งกำลังศึกษาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อนำมาใช้กับการบริการแบบดีลิเวอรี่ในอนาคตอีกด้วย

กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมชงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงให้สอดคล้องกับกฎหมายสหกรณ์แก้ไขเพิ่มเติมฉบับใหม่ ภายหลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเห็นชอบการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. …เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ 148 เสียง จากนี้จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายภายใน 60 วัน หลังลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ลงมติในวาระที่ 3 เห็นชอบในการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 148 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง งดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เห็นชอบร่าง พรบ.สหกรณ์แล้ว หลังจากนี้จะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารับรองและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้หลังจากที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา 60 วัน

ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับใหม่ที่จะเพิ่มเติมและแตกต่างจากพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ที่ได้ถือใช้มาถึงปัจจุบันนั้น อาทิ การกำหนดประเภท ลักษณะของสหกรณ์ และวัตถุประสงค์ขอบเขตการดำเนินกิจการสหกรณ์แต่ละประเภท การปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับสมาชิกสมทบสหกรณ์ การแก้ไขเพี่มเติมเกี่ยวกับบทบัญญัติผู้ตรวจสอบกิจการ งบการเงินและการสอบบัญชี การแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอำนาจกระทำการของสหกรณ์กรณีเรื่องการรับฝากเงินจากนิติบุคคล การกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนและการแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนสหกรณ์เกี่ยวกับการกำหนดระบบบัญชี การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอประกาศใช้กฎหมายสหกรณ์ฉบับใหม่ กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมพิจารณารายละเอียดที่จะต้องออกเป็นกฎกระทรวงและระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ตามที่ พรบ.สหกรณ์ฉบับใหม่กำหนดไว้ ซึ่งจะประกอบด้วย กฎกระทรวง 13 เรื่อง และระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ 3 เรื่อง ทั้งหมดจะต้องออกบังคับใช้ภายใน 2 ปี ตามที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล

ซึ่งจะออกประกาศเป็นช่วงๆ จนครบตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะสาระสำคัญในมาตรา 89/2 เรื่องของการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ต้องมีกฎกระทรวงออกมาทั้งหมด 12 ฉบับ ซึ่งกรมจะเร่งรัดดำเนินการ เบื้องต้นได้มีการเสนอร่างกฎกระทรวงและระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ในที่ประชุมกรรมาธิการได้พิจารณาในเบื้องต้นแล้ว แต่อาจจะต้องมีการปรับปรุงในรายละเอียดบางส่วนเพื่อให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ฉบับใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้