ของผมใช้วิธีให้ปุ๋ยมะพร้าว ไม้ผลในสวนก็หว่านให้ไม้แดงไปด้วย

ที่ 4 ต้นจะพุ่งสูงขึ้น คราวนี้กลายเป็นแข่งกันพุ่งขึ้นที่สูง เขาจะหนีต้นมะพร้าวในสวนยอดจะพุ่งสูงกว่าไม้อื่นๆ ในส่วนช่วงนี้สูงราว 10 เมตรกว่าแล้ว คุณนนท์ ยังบอกด้วยว่า การจะให้ต้นไม้แดงพุ่งสูงขึ้น และลำต้นใหญ่ขึ้นจะต้องมีเทคนิคกันบ้าง กล่าวคือ ช่วงปีที่ 3 ต้นฝนจะต้องกรีดเปลือกที่ลำต้นออก การกรีดเปลือกก็ใช้มีดคมๆ กรีดที่เปลือกให้เป็นทางยาวจากที่สูงลงด้านล่าง กรีดเปลือก 3 – 4 แนวรอบต้น แนวหนึ่งกว้างประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร จะช่วยให้ต้นขยายออกจากเปลือก

ปีต่อไปต้นจะเบ่งเนื้อไม้ออกจากรอยกรีดที่เปลือก ทำให้ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างขึ้น ในทางธรรมชาติเปลือกไม้แดงจะแตกออกจากลำต้นเอง เพื่อขยายเนื้อไม้ให้กว้างออกแต่จะช้ามาก สู้เราช่วยกรีดเปลือกให้ไม่ได้ ต้นจะโตเร็วมากในปีต่อ ๆ ไป

ไม้แดงอายุ 7 ปี ได้ขนาดหน้า 6 หน้า 7 แล้ว ไม้แดงอายุ 6 ปี สามารถตัดมาทำเสา ทำตอหม้อสะพานได้ แต่ถ้าให้ดีควรปลูกให้ได้อายุ 15 ปี จะได้ไม้หน้า 9 – 10 นิ้ว

“ที่สวนผมอายุ 7 ปี ได้หน้ากว้าง 82 เซนติเมตรแล้ว ที่บ้านผมเป็นสวนป่า นกมาอยู่อาศัยมากมาย ถือว่าที่นี่เป็นแหล่งออกซิเจนของตำบลก็ว่าได้ ปลูกต้นไม้ไว้ 5 พันกว่าต้น ทั้งไม้ป่ายืนต้นและไม้ผล มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์แท้มีประมาณ 3 พันกว่าต้น ความหวานหอมหายห่วง ส่งประกวดได้รางวัลชนะเลิศระดับจังหวัดและระดับภาค”

การปลูกไม้แดงเสริมในพื้นที่สวนเหมาะมาก เพียงแค่ลงมือปลูก ไม่นานโตทันใจ ใช้เวลาปลูก 7 ปี ตัดขายได้ ไม้แผ่นยาว 4 วา หน้า 20 นิ้ว ราคา 2 – 3 หมื่นบาท อีก 10 ปีข้างหน้า ราคาไม้กระดานไม้ปลูกบ้านหลังหนึ่งราคาเป็นล้านบาท หากลงทุนปลูกไม้เองวันนี้ กว่าจะตัดเราก็ได้ประโยชน์จากธรรมชาติมหาศาล

คุณนนท์ บอกอีกว่า ไม้แดงในพื้นที่ดอนปลูกได้ดีแต่พื้นที่นาต้องทำคันยกร่องจะดีกว่า อย่าให้ไม้แช่น้ำแฉะเกินไป เชื่อว่า หลายคนคุ้นเคยกับชื่อ “ กำยาน ” เครื่องหอมชั้นดีที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมสปา อุตสาหกรรมยาสมุนไพรทั่วโลก ‘กำยาน’ มาจากภาษามลายูว่า ‘Kamyan’ คนไทยเรียกชื่อต้นกำยานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น สะด่าน, สาดสมิง, เขว้ เป็นต้น

กำยานที่ซื้อขายในตลาดแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ กำยานสุมาตรา (Sumatra Benzoin) มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย และ กำยานญวน (Siam Benzoin)สมัยโบราณ กำยานชนิดนี้ ราชอาณาจักรสยามเป็นผู้ส่งออกไปขายตลาดโลก จนเรียกกันติดปากว่า “ Siam Benzoin ” นั่นเอง กำยานชนิดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกำยานคุณภาพดีที่สุดในโลก กำยานญวนมีถิ่นกำเนิดบริเวณอ่าวตังเกี๋ยของเวียดนาม หรือบางครั้งเรียกว่า กำยานหลวงพระบาง เนื่องจากผลิตกำยานอย่างแพร่หลายในแขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว

กำยาน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง อยู่ในวงศ์ STYRACACEAE สูงประมาณ 20-25 เมตร ลำต้นตรง เปลือกสีเทา ใบ เป็นใบเดี่ยว ขึ้นเรียงสลับตามกิ่ง รูปทรงรี แกมรูปหอก ใบกว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 6-15 เซนติเมตร โคนสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบ 7-9 คู่

ดอก ออกเป็นดอกช่อ ตามซอกใบและที่ปลายกิ่งขนาดเล็ก ช่อดอกยาว 6-0 เซนติเมตร เวลาบานสีขาว มีกลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายดอกหยัก มี 5 กลีบ ยาวราว 1 เซนติเมตร มีเกสรตวผู้ 10 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน

ผล ทรงกลมออกแป้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร เปลือกจะมีขนสีขาว ผลจะแห้งและแตกเป็น 3 ส่วน ด้านในมีเมล็ดกลม 1 เมล็ด นิยมการขยายพันธุ์กำยานด้วยวิธีเพาะเมล็ด ต้นกำยานเติบโตดีในสภาพดินร่วน ที่มีความชื้นมาก

ต้นกำยาน ถือกันเป็นพันธุ์ไม้ที่แปลก เพราะสามารถเจริญเติบโตได้ในภาวะสิ่งแวดล้อมที่ไม่น่าจะขึ้นได้ ต้นกำยานจะเริ่มออกยางเมื่ออายุราว 8-10 ปี การเก็บยางทำกัน 2-3 ครั้ง ต่อปี ครั้งหลังสุดจะเป็นยางที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะมีอัตรา terpene, sesquiterpene และ diterpene ที่สูงขึ้น ทำให้หอมแรงขึ้น โดยทั่วไปแล้วยางยิ่งมีสีขุ่นเท่าไหร่ จะมีคุณภาพดีขึ้นเท่านั้น

ในช่วงที่มีลมแรง และมีฝนตกร้อยละ 10-20 ของพื้นที่แบบนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะผลทุเรียน มักพบการเข้าทำลายในช่วงที่ต้นทุเรียนอยู่ในระยะติดผล

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนในระยะนี้ จะพบการเข้าทำลายตั้งแต่ผลทุเรียนยังเล็กอายุประมาณ 2 เดือน จนกระทั่งผลโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว ทำให้ผลทุเรียนเป็นแผล ผลอาจเน่าและร่วงเนื่องจากเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ หากหนอนเจาะกินเข้าไปจนถึงเนื้อผล จะทำให้บริเวณนั้นเน่าเมื่อผลสุก โดยจะสังเกตเห็นมูลและรังของหนอนได้อย่างชัดเจนที่บริเวณเปลือกผลทุเรียน เมื่อผลทุเรียนใกล้แก่จะมีน้ำไหลเยิ้ม หนอนจะเข้าทำลายผลทุเรียนที่อยู่ชิดติดกันมากกว่าผลที่อยู่เดี่ยวๆ เพราะผีเสื้อตัวเต็มวัยชอบวางไข่ในบริเวณรอยสัมผัสนี้ ถ้าผลทุเรียนที่มีรอยแมลงทำลาย จะส่งผลทำให้ผลผลิตทุเรียนขายไม่ได้ราคา

เกษตรกรควรหมั่นสังเกตตรวจดูผลทุเรียนภายในสวน หากพบรอยทำลายของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้ใช้ไม้หรือลวดแข็งเขี่ยตัวหนอนออกมาทำลายทิ้ง จากนั้น ให้ตัดแต่งผลทุเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะผลที่อยู่ติดกัน เกษตรกรควรใช้กิ่งไม้หรือกาบมะพร้าวคั่นระหว่างผล เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยวางไข่หรือตัวหนอนเข้าหลบอาศัย และควรเริ่มห่อผลทุเรียนตั้งแต่มีอายุ 6 สัปดาห์เป็นต้นไปด้วยถุงมุ้งไนล่อน ถุงรีเมย์ หรือถุงพลาสติกสีขาวขุ่นที่เจาะรูบริเวณขอบล่าง เพื่อให้น้ำระบายออกมาได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของผลทุเรียนได้

หากพบการระบาดรุนแรงของหนอนเจาะผลทุเรียน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ คือ สารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะส่วนผลทุเรียนที่พบการทำลายของหนอนเจาะผล สำหรับในแหล่งที่มีการระบาด ให้พ่นหลังจากทุเรียนติดผลแล้ว 1 เดือน โดยพ่น 3-4 ครั้ง ทุก 20 วัน

สับปะรด เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งการส่งออกสับปะรดกระป๋องแปรรูปปีละกว่า 2 ล้านตัน ซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่มีผลผลิตสับปะรดกระป๋องมากที่สุดในโลก ในขณะเดียวกัน การบริโภคสับปะรดสดก็มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตสับปะรดเพื่อการบริโภคสดได้ปีละกว่า 3 แสนตัน และยังสามารถเติบโตได้มากขึ้นไปอีก

สับปะรดในประเทศไทยมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์และปลูกได้ทั่วประเทศ แต่ผลผลิตสับปะรดกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศได้มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนได้ชื่อว่าสับปะรดที่อร่อยที่สุดในโลกนั้นต้องมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จากการวิจัยที่ผ่านมา พบว่า คนไทยยังบริโภคสับปะรดกันน้อย เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องรสชาติที่เปรี้ยวจนบางคนอาจจะไม่ชอบ การปอกเปลือกสับปะรดที่ลำบาก จึงนำไปสู่ความตั้งใจของบริษัท ทิปโก้ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ที่ต้องการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีรสชาติถูกปากคนไทย รับประทานได้ง่าย ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เพิ่มขึ้น และสามารถปลูกได้ในพืนที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต้นกำเนิดของบริษัทฯ ได้

เอกลักษณ์เด่นของสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ คือ มีเนื้อสีเหลืองทอง รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม มีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ไม่กัดปาก มีเปลือกบางทำให้ปอกง่าย และมีวิตามินซีสูงกว่าสับปะรดพันธุ์อื่น จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นสับปะรดที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ เป็นการช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งเป็นพันธกิจที่บริษัททิปโก้มุ่งมั่นมาตลอด

จุดเริ่มต้นของการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดทิปโก้ หอมสุวรรณ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ในศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพทางพืชของทิปโก้ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และใช้เวลาจนถึง พ.ศ. 2551 กว่าที่จะได้สายพันธุ์สับปะรดที่ได้รสชาติและคุณภาพตามที่ต้องการ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ศูนย์วิจัยแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่ค้นคว้าพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนการเพาะปลูกสับปะรดพันธุ์ทิปโก้ หอมสุวรรณ จำเป็นต้องได้รับการพิถีพิถันเป็นพิเศษภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรที่มีประสบการณ์ บนพื้นที่การเพาะปลูก 25 แปลง ขนาด 5,600 ไร่ ซึ่งครอบคลุมอาณาเขต 3 ตำบล ได้แก่ ต.คลองวาฬ ต.เกาะหลัก และต.ห้วยทราย โดยเริ่มจากการเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อ ซึ่งศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้สามารถเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อได้กว่า 2 ล้านต้นต่อปี การขยายพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงจะย้ายมาปลูกในแปลงได้ และต้องใช้เวลาอีกราว 2 ปีครึ่งถึงจะได้สับปะรดที่สมบูรณ์ โดยสับปะรดพันธุ์ดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือนนับจากออกดอก จนได้ผลที่สุกพอดี

การดูแลสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างสูงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด โดยเฉพาะการที่เปลือกสับปะรดพันธุ์นี้มีความบางมากกว่าพันธุ์อื่นจึงต้องดูแลมากเป็นพิเศษ สิ่งนี้ทำให้ทีมวิจัยนอกจากจะพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีแล้ว ยังต้องคิดค้นนวัตกรรมเพื่อการเพาะปลูกและการดูแลผลผลิตสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้สับปะรดคุณภาพดีที่สุดอีกด้วย

เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินเพื่อการปลูกซึ่งไม่ใช่การเผา แต่ใช้การปั่นซากผลผลิตเก่าแล้วไถกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ปรับพื้นที่ ทำระบบระบายน้ำไม่ให้น้ำขัง การปูแผ่นพลาสติกบนดินนับเป็นนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของการปลูกสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ ซึ่งไม่มีในการปลูกที่อื่น คิดค้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกสับปะรดของทิปโก้ โดยการปูแผ่นพลาสติกที่สั่งทำพิเศษนี้จะช่วยให้ดินกักเก็บความชุ่มชื้นได้ตลอด เนื่องจากน้ำจะระเหยขึ้นมาเป็นไอน้ำจากดิน เมื่อกระทบกับแผ่นพลาสติกก็จะจับตัวเป็นหยดน้ำ ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น สามารถรักษาคุณภาพของดินไว้ได้นาน ช่วยประหยัดน้ำ ป้องกันวัชพืข และทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีมาก เป็นการลงทุนสูงแต่ช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และรักษาคุณภาพของดินไว้ได้นาน

นวัตกรรมอีกอย่างหนึ่งที่คิดค้นและออกแบบมาเพื่อสับปะรดพันธุ์นี้โดยเฉพาะที่เดียวในประเทศไทยคือ การคลุมผลสับปะรด หรือเรียกกันในกลุ่มผู้เพาะปลูกว่า “ใส่หมวกให้สับปะรด” เมื่อสับปะรดออกผลได้อายุ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน เพื่อป้องกันแสงแดดมาสัมผัสผิวของสับปะรดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีความเสียหายได้ เนื่องจากผิวของเปลือกสับปะรดพันธุ์นี้มีความบางมากจึงต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ โดย “หมวก” ที่นำมาใส่ให้ผลสับปะรดนั้นทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

นอกจากนั้น การเก็บผลผลิตเองยังต้องพิถีพิถันเช่นกัน โดยมีการเทียบสีเปลือกตามมาตรฐาน (Shell Color Standard) ซึ่งต้องปรับสีเปลือกตามฤดูกาล โดยฤดูฝนจะต้องเก็บสับปะรดที่มีสีเปลือกในโทนสีที่ต่ำกว่า ในขณะที่ฤดูหนาวและร้อนจะเก็บสับปะรดที่มีสีเปลือกโทนสีที่สูงขึ้น เพื่อให้สับปะรดสุกได้ระดับพอดี มีการใช้รางสายพานนำผลผลิตจากแปลงสับปะรดมาสู่รถ ทำให้ใช้แรงงานคนน้อย และรักษาผลสับปะรดไม่ให้กระทบกระเทือนได้มาก สับปะรดที่เก็บได้จะนำมาผ่านขั้นตอนการทำความสะอาด การป้องกันเชื้อรา และนำมาคัดคุณภาพและขนาดของสับปะรดโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนขนส่งไปให้ผู้บริโภค

แม้ว่าสับปะรดพันธุ์ทิปโก้หอมสุวรรณจะออกแบบมาเพื่อถูกปากคนไทย แต่คุณภาพของสับปะรดพันธุ์ดังกล่าวได้รับการยกย่องในเวทีโลก โดยเป็นสับปะรดไทยพันธุ์เดียวที่ได้รับรางวัล Superior Taste Award ระดับ 3 ดาว จากสถาบันรับรองรสชาติเครื่องดื่มและอาหารนานาชาติ (iTQi) จากประเทศเบลเยียม

สับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีตั้งแต่วางจำหน่าย รวมไปถึงการได้รับรางวัลในระดับนานาขาติแสดงถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณในระดับโลกเช่นกัน สับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ จึงเป็นสินค้าส่งออกไปขายหลายประเทศในปัจจุบัน รวมทั้งวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และร้านหอมสุวรรณ พิน่า พิน่า ชั้น G ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในวัยทำงานเราไม่เคยนึกถึง เรามักทุ่มเทหามรุ่งหามค่ำไปกับงานหรือความบันเทิงเพื่อผ่อนคลายจนลืมเวลาพักผ่อน อาหารอะไรๆ ก็เอามาใส่ปาก คำนึงเพียงแค่ความสะดวกสบายและความอร่อย จนย่างเข้าอายุ 40 ปัญหาสุขภาพก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งตอนนี้เงินที่สะสมไว้ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีให้เราได้ ไม่เหมือนรถที่สามารถฟิตเครื่องและเปลี่ยนอะไหล่ได้

มนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่น่าสงสารสุด เพราะใช้เวลาในการไปกลับและเวลา 8 ชั่วโมงที่ทำงานจนเหลือเวลาให้ตัวเองและครอบครัวเพียงน้อยนิด ด้วยความที่ยังมีภาระอยู่ จึงจำเป็นต้องทำ และจากในวัยเรียนถูกปลูกฝังให้รังเกียจอาชีพเกษตรกรรมเพราะเป็นงานหนักที่เหนื่อยและไม่มีวันหยุด ไม่เหมือนอาชีพในเมืองที่แต่งตัวโก้และมีวันหยุดทุกๆ สัปดาห์ จนได้มาสัมผัสในวันนี้ก็พบว่าชีวิตค่อนข้างหลักลอย ไม่รู้จะถูกจ้างออกเมื่อไร สำหรับบางคนก็สายไปเสียแล้ว

มีเพียงไม่กี่คนนักที่ความฝันเป็นจริง คุณสุชีพ บุญวีระ เจ้าของไร่บุญฉลวย เล่าให้ฟังว่า “ชื่อไร่บุญฉลวย นำมาจากคุณพ่อบุญและคุณแม่ฉลวย ไร่บุญฉลวยเกิดจากการอยากปลูกผักกินเอง เพราะคุณแม่แฟนป่วยเป็นมะเร็งได้รับการรักษาจนหาย แต่ก็ต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน พืชผักในตลาดไม่สามารถรับรองได้ว่าปลอดจากสารเคมีจริงๆ จึงมีแนวคิดที่จะปลูกผักเพื่อกินกันเองในครอบครัว เพราะมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็ก จึงค่อยปรับพื้นที่ 37 ไร่ ซึ่งมีหินค่อนข้างมาก ต้องใช้รถแบ๊กโฮ รถไถ เพื่อปรับที่ เดิมที่ดินผืนนี้ก่อนหน้านี้ได้ให้เช่าทำไร่ข้าวโพดและมันสำปะหลัง หลังจากปรับที่ให้เหมาะสมแล้ว ต่อมาจึงมาปลูกบ้านหลังเล็กๆ เพื่ออยู่อาศัยและเพื่อปลูกผักไว้กินเอง ในคราวแรกๆ ก็หาความรู้จากมหาวิทยาลัย หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตามสื่อต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรปลอดภัย”

ผักที่เริ่มปลูกก็คือผักที่มักนำมาทำอาหารในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป และส่วนหนึ่งเป็นผักที่คนปลูกชอบ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักชี มะนาว กล้วย ผลผลิตที่ได้มีจำนวนมากเนื่องจากปลูกเกือบเต็มพื้นที่ นอกเหนือจากที่บริโภคในบ้านและญาติพี่น้อง ก็แจกไปบ้าง มีคนมาขอซื้อบ้าง จากกรณีนี้ทำให้เห็นว่าของสดที่ปลูกหากไม่มีตลาดรองรับจะเสียหายได้ง่าย จึงคิดเปลี่ยนบางพื้นที่เป็นปลูกสมุนไพร เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างพื้น สบู่ แต่ผลผลิตที่ได้ก็ได้เปิดขายทางออนไลน์ในพื้นที่ปากช่องและโคราช มีบางส่วนมารับเองที่ไร่

ต่อมาเป็นที่รู้จักของผู้ที่นิยมพืชผักอินทรีย์จึงมีร้านค้าในห้างโมเดิลเทรดเข้ามาติดต่อขอซื้อเอาพืชผักไปใช้ในร้านอาหารสุขภาพสม่ำเสมอโดยร้านค้าดังกล่าวจะออเดอร์พืชผักต่างๆ ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ที่ไร่ปลูกส่งตามฤดูกาลต่างๆ สมุนไพรที่ปลูกก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งทางไร่บุญฉลวยเห็นว่ามีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือสังคมทางการเกษตรโดยให้ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงที่คิดอยากจะปลูกพืชแบบไร้สารเคมีซึ่งจะมีประโยชน์กับเขาโดยการปลูกพืชแบบอินทรีย์สามารถลดค่าใช้จ่ายและปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่ชาวบ้านไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์เลย จึงได้จัดอบรมมา 5 รุ่นแล้ว

ภาพที่อบรมคราวนี้เป็นการอบรมรุ่นที่ 5 ในวันที่ 21-23 ตุลาคม จำนวนผู้เข้ารับการอบรมประมาณ 60 ท่าน โดยทางไร่เป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งในรุ่นก่อนหน้านี้บางคนได้นำความรู้ไปปลูกเพื่อบริโภคในครอบครัว แต่บางคนสามารถต่อยอดนำไปจำหน่ายเป็นพืชปลอดภัยได้และส่วนหนึ่งได้นำมาฝากขายที่ไร่บุญฉลวย

การทำเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่จะเน้นการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ต่างๆ มาใส่บำรุงดิน แต่ที่ไร่บุญฉลวยไม่เน้นที่มูลสัตว์แต่จะเน้นเรื่องการใช้ปุ๋ยพืชสดซึ่งเป็นวัชพืชในแปลงพร้อมกับใช้ฟางข้าวมาปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ อาจารย์น้ำ หรือ อาจารย์สุวิทย์ มากรุด นักเกษตรกรรมธรรมชาติที่ดูแลไร่บุญฉลวยอยู่ ปลูกพืชผักด้วยศาสตร์การเลี้ยงดิน ด้วยการห่มดินของศาสตร์ของพระราชา

“เชื่อว่าหลายท่านน่าจะเคยได้ยินคำนี้ “เลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช” แต่เอ เราเลี้ยงดินได้ด้วยหรือ ถ้าเลี้ยงดินได้ก็แปลว่าดินมันมีชีวิตนะสิ แล้วเราจะต้องเลี้ยงมันอย่างไรต้องใช้อะไรบ้าง แล้วทำยากไหม คำถามเหล่านี้จะได้รับคำตอบหรือไม่อยู่ที่ผู้อ่านแล้วละครับ ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ก่อนว่า ดินที่ดินนั้นเป็นอย่างไรและสังเกตได้จากอะไรบ้าง”

อาจารย์น้ำเล่าให้ฟังต่อว่า ดินที่ดีในธรรมชาติประกอบด้วยกัน 5 ส่วน คือ

อินทรียวัตถุ คือเศษซากพืชซากสัตว์ มูลสัตว์ที่ย่อยสลายแล้วมีอยู่ประมาณ 3-5%
ความชื้น ก็คือน้ำ ซึ่งน้ำเป็นหัวใจสำคัญของทุกชีวิต แน่นอนว่าถ้าพื้นที่ใดไม่มีน้ำหรือไม่มีความชื้นอยู่เลย ก็จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเติบโตอยู่ได้เช่นกัน ซึ่งความชื้นมีอยู่ในดิน 25%
อากาศ บางท่านอาจจะสงสัยว่า ดินต้องมีอากาศด้วยหรือ เล่าย้อนไปในช่วงที่ผมเรียนอยู่ประถมศึกษา ในการทดลองวิทยาศาสตร์ คุณครูให้นำดินมาโรยลงไปในน้ำและสังเกตการเปลี่ยนแปลง ผมจำได้แม่นเลยว่าพยายามสังเกตหลายอย่างมากแต่ก็ตอบไม่ถูกสักที สุดท้ายคุณครูเฉลยว่า เราจะเห็นฟองอากาศลอยขึ้นมา เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนมาก นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งที่บ่งบอกว่าในดินก็มีอากาศอยู่ด้วยจำนวน 25%

สารอาหาร ต้องบอกก่อนว่าดินเป็นเพียงโครงสร้างที่เอาไว้ยึดเกาะ แต่ไม่ได้ทำให้ต้นไม้โต สิ่งที่จะทำให้ต้นไม้โตได้นั้นก็คือสารอาหาร ซึ่งมันก็มาจากอินทรียวัตถุ ปุ๋ย และจุลินทรีย์ ตัวอย่างเช่น การปลูกผักไฮโดรโปนิก ต้นผักจะลอยอยู่ในน้ำโดยใช้โครงสร้างพลาสติกในการยึดเกาะและเติบโตด้วยสารอาหารจากปุ๋ยที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยที่ไม่ต้องใช้ดินแม้แต่น้อย สารอาหารนี้มีอยู่ 45%

สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น จุลินทรีย์ เชื้อรา ไส้เดือน แมงมุม และมด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะคอยเกื้อกูลผลประโยชน์ให้กับพืชโดย ไส้เดือนในธรรมชาติช่วยย่อยเศษขยะให้กลายเป็นปุ๋ย รวมถึงพรวนดินให้มีความร่วนซุยด้วย แมงมุมคอยดับจับแมลง หนอน และเพลี้ยอ่อน ที่จะเข้ามาทำลายพืช จุลินทรีย์ช่วยย่อยมูลสัตว์ให้กลายเป็นอาหารพืช สิ่งเหล่านี้มีอยู่ 1-2% ถ้าดินของเรามีครบ 5 อย่าง นั่นแปลว่าดินของเราเป็นดินที่ดีและมีชีวิตแล้ว

ธรรมชาติมีกฎระเบียบอยู่ในตัว พวกเรามีชีวิตในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้น การใช้ชีวิตตามกฎแห่งธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ เกษตรธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่วิธีการผลิต ผลผลิตทางการเกษตรที่จะช่วยให้มีอาหารซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและสุขภาพของพวกเรา แต่ยังเป็นงานสำคัญซึ่งเป็นรากฐาน ในการช่วยค้ำจุนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์ อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นและประเทศ โดยมีหลักพื้นฐานอยู่ที่ “การเคารพและคล้อยตามธรรมชาติ” โดยถือว่าทั้งดินและพืชต่างก็มีชีวิต หากเราให้ความรัก พืชก็จะสนองตอบด้วยการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ และควรสำนึกขอบคุณต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรธรรมชาติและความปราณีของธรรมชาติ ในเวลาเดียวกันก็ปรารถนาที่อยากจะให้ร่วมมือกันส่งเสริม “การผลิตและบริโภคในพื้นที่” ซึ่งจะทำให้วิถีชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติเป็นจริงขึ้นในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

หลักของเกษตรธรรมชาติ 1. ดิน คือการทำให้ดินแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ดินที่ดีต้องมีแร่ธาตุครบถ้วน 2. สิ่งแปลกปลอม การรักษาดินให้สะอาดอย่างถึงที่สุด โดยไม่ใส่สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ อย่างเช่น ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นจากมนุษย์ ดินก็จะไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ทำให้ดินแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างแท้จริง 3. การเคารพธรรมชาติ หลักการพื้นฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติคือ การเคารพธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติจะสอนให้เราเข้าใจสิ่งนั้น

การหมักปุ๋ยสำหรับที่ไร่บุญฉลวยเน้นที่ใช้วัชพืช ใบไม้สด และเศษพืชที่เหลือ นำมาหมักรวมกับใบไม้แห้งและฟางข้าวเป็นชั้นๆ แล้วนำดินในไร่มากลบอีกที ราดด้วยจุลินทรีย์ที่หมักไว้ เพื่อให้ย่อยสลายได้เร็ว โดยไม่ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์เลย ไร่บุญฉลวยตั้งอยู่ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา สนใจมาสัมผัสบรรยากาศสบายๆ มีอาหารที่ทำจากพืชผักอินทรีย์ 100% ติดต่อได้ที่ คุณพา นภาพร รักสุจริต และ คุณสุชีพ บุญวีระ

ปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในการทำการเกษตร เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดในการปลูกพืช ถ้าพืชขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน อันเนื่องมาจากขาดแคลนน้ำหรือฝนทิ้งช่วง จะทำให้พืชเกิดอาการเหี่ยวเฉาถาวรและตายในที่สุด เกษตรกรจะไม่ได้รับผลผลิตและขาดรายได้

การป้องกันและแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ต้องวางแผนป้องกันทั้งระยะสั้นและระยะยาว และหาทางแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไขประกอบด้วย

1.การจัดการดิน เพื่อรักษาความชื้นในดินไม่ให้เกิดการสูญเสียน้ำหรือขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน โดย ไถพรวนดิน ตัดขวางทางเดินของน้ำใต้ดินลดการคายน้ำ และไถพรวนดินทำแนวกันไฟ และไม่เผาตอซังและคลุมดินด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ฟางข้าว แกลบ ขี้เถ้าแกลบ ขี้เลื่อย หรือพลาสติกคลุมดิน ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน แล้วสับกลบให้ย่อยเป็นอินทรีย์จะช่วยดูดซับน้ำในดินไว้ได้นาน เช่น นาข้าว หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตควรไถกลบหรือตัดตอซัง และใช้ฟางข้าวคลุมดิน หรือใส่แกลบคลุมดิน ปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบ

พืชไร่ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อกำจัดวัชพืชแล้วทิ้งให้เศษวัชพืชไว้ในแปลง หรือใช้ฟางและพลาสติกคลุมดิน ไม้ผล คลุมโคนต้นด้วยฟาง เปลือกถั่ว เศษใบไม้ใบหญ้า ปลูกพืชตระกูลถั่วรอบบริเวณโคนต้น โดยเริ่มคลุมในช่วงปลายฝนหรือช่วงหน้าแล้ง พืชผัก คลุมด้วยฟางข้าว แกลบสด พลาสติก

2.การจัดการน้ำ ให้เหมาะสมและเพียงพอตลอดฤดูการการเพาะปลูก โดยการขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ปลูกพืช การให้น้ำพืชแบบประหยัด เช่น การให้น้ำระบบหยดน้ำหยดในปริมาณที่เหมาะสม

3.การจัดการพืช สมัคร Sa Gaming โดยพิจารณาเลือกปลูกพืชที่มีอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว เช่นถั่วเขียว ถั่วเหลือง และผักชนิดต่างๆเกษตรกรสามารถปลูกและเก็บผลผลิตได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายเนื่องจากขาดน้ำ

ถ้าถามเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเชิงพาณิชย์ทั่วไปว่า มะม่วงพันธุ์ไหนขายได้ราคาดีที่สุดเราจะได้คำตอบว่ามะม่วงพันธุ์ “น้ำดอกไม้” โดยเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพราะเป็นที่นิยมทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศมีการส่งเสริมด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง นัยว่าถ้าพูดถึงมะม่วงไทยก็ต้องน้ำดอกไม้เท่านั้น

กลุ่มสระแก้วผลิตทั้งน้ำดอกไม้และเขียวเสวยส่งออก ซึ่งมี คุณเจริญ เขื่อนข่ายแก้ว เจ้าของสวนรุ่งเจริญ เลขที่ 21 หมู่ที่ 17 บ้านชัยมงคล ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว โทร. 086-162-1835 กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเกือบทุกรายจะเน้นแต่มะม่วงน้ำดอกไม้เพียงอย่างเดียวเพราะส่งออกได้ราคาดีกว่ามะม่วงพันธุ์อื่น แต่มองว่าเราน่าจะทำมะม่วงเขียวเสวยด้วย เพราะในเขต จ.สระแก้ว มีพื้นที่ปลูกมะม่วงเขียวเสวยเป็นจำนวนมาก อีกอย่าง คือ ขณะนี้มะม่วงเขียวเสวยสามารถส่งขายต่างประเทศได้จึงทำให้มีราคาที่สูงกว่าเมื่อก่อน

“สวนรุ่งเจริญ” มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 500 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้และเขียวเสวยเป็นหลัก โดยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้มากกว่าเขียวเสวยอยู่เล็กน้อย คุณเจริญ บอกว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมปลูกเขียวเสวยเพราะคิดว่าราคาขายสู้น้ำดอกไม้ไม่ได้ แต่คุณเจริญกลับมองว่า ถ้าเราเปรียบเทียบกันจริงๆ รายได้จะไม่ต่างกันนัก ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมาขายมะม่วงน้ำดอกไม้เกรดเอส่งออกขายได้ราคากิโลกรัมละ 80-90 บาท เกรดรองขายให้แม่ค้าในจังหวัดระยองและตลาดสี่มุมเมือง ได้ราคากิโลกรัมละ 60-65 บาท ส่วนที่เหลือ (ผิวไม่สวย)

ขายเข้าโรงงาน “ฟรีซดาย” ที่ จ.จันทบุรี ได้ราคากิโลกรัมละ 22 บาท ถ้าเราจัดการกับผลผลิตได้แบบนี้ก็จะมีกำไรสูง แต่บางครั้งเกษตรกรไม่สามารถหาตลาดส่งออกได้หรือเมื่อคัดมะม่วงเกรดเอส่งออก แล้วส่วนที่เหลือไม่สามารถหาตลาดมารองรับได้ เกษตรกรก็จะมีกำไรน้อย เนื่องจากการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้มีขั้นตอนในการผลิตหลายขั้นเริ่มตั้งแต่จะต้องดูแลผิวให้สวย ต้องห่อผล พอเก็บก็ต้องมาแกะถุง