ขับรถไถหยอดเมล็ดข้าวโพดหลังนา-แปลงใหญ่บ้านปละ

เริ่มกันตั้งแต่เช้าที่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บ้านปละ ตำบลสะพุง อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ โดยกลุ่มนี้มี นายศรชัย สารทอง เป็นประธานแปลงใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 90 ราย พื้นที่ปลูก 753 ไร่ กล่าวว่า หลังจากทางกลุ่มฯ ได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ก็ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตจากนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ได้รับสนับสนุนจากโครงการ เช่น รถเกี่ยว โดรน ลานตาก และมีการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์

เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ทำให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตไม่มีคุณภาพและได้ราคาที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากอดีตกลุ่มไม่มีรถเกี่ยวเป็นของกลุ่มเอง ทำให้สมาชิกต้องรีบเกี่ยวถึงแม้ยังไม่ครบอายุการเก็บเกี่ยวและความชื้นยังสูง เนื่องจากรถเกี่ยวมีน้อย ถ้าหากไม่รีบเกี่ยว จะไม่มีรถเกี่ยวให้ใช้งาน

ทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ จึงได้ราคาที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อกลุ่มมีรถเกี่ยวแล้ว ทำให้การเก็บเกี่ยวมีความพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและได้ปริมาณเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการที่กลุ่มมีโดรนที่ใช้ในการฉีดสารเคมีควบคุมศัตรูพืชหรือฮอร์โมน ซึ่งมีประสิทธิภาพกว่าการใช้แรงงานคน ทำให้มีผลผลิตเพิ่มมากยิ่งขึ้น

นายศรชัย กล่าวอีกว่า สำหรับด้านการตลาด กลุ่มได้มีการเชื่อมโยงตลาดร่วมกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทก้าวหน้า ซึ่งบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้มีการเปิดจุดรับซื้อให้กับสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และบริษัทก้าวหน้าก็เป็นอีกบริษัทที่สมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งจะได้สิทธิพิเศษหรือราคารับซื้อที่สูงกว่าเกษตรกรทั่วไป

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังได้มีการแปรรูปข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอาหารสัตว์ เช่น อาหารโค อาหารสุกร อาหารไก่ ซึ่งได้เชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคบ้านจอก บ้านทุ่งสว่าง บ้านสะพุง ตำบลสะพุง และตำบลใกล้เคียง เช่น ตำบลเสื่องข้าว และเกษตรผู้เลี้ยงสุกร ตำบลศรีโนนงาม และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ตำบลศรีแก้ว ซึ่งทางกลุ่มยังมีโลโก้ประจำกลุ่มเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์แบรนด์สินค้าของกลุ่ม รวมทั้งยังมีร้านที่มาร่วมเป็นเครือข่ายในการจำหน่ายอาหารสัตว์ให้กับกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ด้วย คือร้านมีโชคพานิชย์ หมู่ที่ 7 ตำบลสะพุง ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดของกลุ่ม และยังได้มีการพัฒนาช่องทางการตลาดแบบออนไลน์ เพื่อให้สินค้าของกลุ่มสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้นอีกด้วย

อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้ทางกลุ่มยังได้ทำการเปิดป้ายที่ทำการ โดย นายนวนิตย์ พลเคน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นประธานเปิด และยังมี นายภัทรนันท์ บุญมานัด นายอำเภอศรีรัตนะ มาร่วมเป็นเกียรติด้วย และหลังจากนั้นทางประธานแปลงใหญ่ได้เชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และนายอำเภอศรีรัตนะ ชมการสาธิตนำเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นผลผลิตมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์สูตรต่างๆ ตามสูจรของกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีโครงการจะนำออกขายเป็นรายได้ของกลุ่ม พร้อมกันนั้นได้เชิญรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปขับรถไถหยอดเมล็ดข้าวโพดหลังนา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรที่หลายคนบอกว่ายังไม่เคยมีข้าราชการระดับสูงคนไหนขับรถไถนามาช่วยปลูกข้าวโพดเลย

ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นายนวนิตย์ พลเคน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เดินทางไปที่ กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 1 ตำบลผักไหม โดยมี นายไพทูรย์ ฝางคำ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 1 ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ และสมาชิกมาให้การต้อนรับและนำเสนอผลงานของกลุ่ม ซึ่งได้กล่าวว่า ทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในปี 2559 มีสมาชิกจำนวน 56 ราย พื้นที่ 910 ไร่ พร้อมกับได้เข้าร่วมโครงการผลิตข้าวอินทรีย์กับทางศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ในปีเดียวกัน ต่อมาในปี 2560 ได้สมัครเข้าร่วมเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดศรีสะเกษ มีสมาชิก จำนวน 65 ราย พื้นที่ 949 ไร่ มีเป้าการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 475,120 กิโลกรัม

ซึ่งทางกลุ่มได้ร่วมกันดำเนินการในแบบแปลงใหญ่ เพื่อช่วยกันวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีการกำหนดเป้าหมายการผลิตและการดำเนินงานของกลุ่มที่ชัดเจน เพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกร มีการใช้เทคโนโลยีและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่สมาชิกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวทุกขั้นตอน จนถึงการเชื่อมโยงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพและสามารถพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯ ยังได้ส่งเสริมและพัฒนากระบวนการผลิตข้าวให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตข้าวในระบบเกษตรอินทรีย์ จนผลผลิตผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยแลนด์ กลายเป็นต้นแบบองค์กรชุมชนที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ในการพัฒนาข้าวระบบเกษตรอินทรีย์ในระดับแนวหน้าของจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วย

“สิ่งที่เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดนั้น นอกจากเป็นการช่วยพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการผลิตมากขึ้นแล้ว เครื่องจักรกล นวัตกรรม เทคโนโลยี อาคาร ยังเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยช่วยในกระบวนการผลิต ช่วยให้ต้นทุนลดลง ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังยกระดับมาตรฐานการผลิต การแปรรูปเพิ่มมูลค่าและเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้เกิดการพัฒนาอาชีพ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกดีขึ้นและมีความยั่งยืน” นายไพทูรย์ กล่าว

อนึ่ง หลังจากรับฟังผลการดำเนินงานและแนวคิดการพัฒนาของกลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 1 ตำบลผักไหม ได้นำรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรไปดูการปลูกถั่วเหลืองหลังนา ซึ่งถือเป็นพืชเสริมรายได้และยังช่วยปรับสภาพดินก่อนทำนาในฤดูกาลต่อไป โดยตัวแทนจำหน่ายคูโบต้าในจังหวัดศรีสะเกษตรและผู้บริหารของสยามคูโบต้าภาคอิสานมาช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องรถไถนาและรถหยอดเมล็ดถั่วเหลือง พร้อมโชว์การอัดฟางข้าว และในโอกาสนี้รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้ทดลองขับโดรนและขับรถไถนาที่ติดตั้งเครื่องหยอดเมล็ดถั่วเหลือง พร้อมโชว์การไถนาอีกด้วย

วันที่สองของการลงพื้นที่ คณะของ นายนวนิตย์ พลเคน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เดินทางไปที่ กลุ่มแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนคนปลูกข้าวหอมมะลิ (โคเนื้อ หมู่ 5) ตำบลปราสาท อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดย นายนภาสิทธ์ สระทอง ประธานกลุ่ม ได้ให้ข้อมูลว่า กลุ่มของตนเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2559 มีสมาชิกจำนวน 52 ราย พื้นที่ 790 ไร่ จำนวนโค 450 ตัว โดยเป็นแม่พันธุ์ 400 ตัว และตัวผู้ขุน 50 ตัว มีการวางแผนการผลิตโคเนื้อ (โคขุน) และการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน

เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อคุณภาพสูง ซึ่งหลังจากทางกลุ่มได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ทำให้มีเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ที่เหมาะสมในการประกอบอาชีพและเหมาะสมกับพื้นที่ มาใช้ในกระบวนการผลิต สามารถร่วมกันบริหารจัดการกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับมาตรฐานการผลิต และเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้เกิดการพัฒนาอาชีพ พัฒนารายได้ และคุณภาพชีวิตของสมาชิกเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

โดยสมาชิกในกลุ่มมีการยกระดับการผลิตด้วยเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ทันสมัยร้อยละ 80 ทำให้สมาชิกสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ร้อยละ 20 เพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 20 และทางกลุ่มยังสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 ซึ่งในอนาคตทางกลุ่มได้วางแผนที่จะขยายผลการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ หรือวัสดุที่ได้จัดซื้อ รวมถึงจัดทำแผนธุรกิจ วางแผนการใช้ประโยชน์และบริหารจัดการเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุด รวมทั้งขยายผลในรูปแบบเครือข่ายให้มากขึ้นเพื่อสร้างพลังในการผลิตและการตลาดต่อไป

นายศราวุธ ทรงโฉม นายอำเภอห้วยทับทัน มาร่วมนายศราวุธ ทรงโฉม นายอำเภอห้วยทับทัน มาร่วมงานด้วย
ในการมาเยี่ยมชมผลการดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่เลี้ยงโคเนื้อครั้งนี้ นอกจากรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว ยังมี นายนัทธ์เวโรจน์ บูชาพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ และ นายศราวุธ ทรงโฉม นายอำเภอห้วยทับทัน ตลอดจนคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) ที่ร่วมเดินทางลงพื้นที่ ทำให้บรรยากาศการเยี่ยมชมคึกคักมาก

ในขณะที่เกษตรกรก็ยิ้มแย้มแจ่มใสยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าอาชีพเลี้ยงโคเป็นอาชีพที่เหมาะกับพวกเขา โดยปัจจุบันหันมาเลี้ยงโคกันมาก แต่ละบ้านจะมีคอกเลี้ยง โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาทำเป็นอาหารตามสูตรของกรมปศุสัตว์ และใช้ฟางข้าวมาเป็นอาหารเสริม ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี และเวลาโคมีปัญหาเรื่องโรคก็ได้ปศุสัตว์เข้ามาดูแล อีกทั้งเข้ามาคอยให้คำปรึกษาในเรื่องการจัดการฟาร์ม และสิ่งสำคัญคือเรื่องการเชื่อมโยงตลาด ราคาของโคที่ขายได้อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ หักต้นทุนกำไรแล้วมีรายได้ดี แถมคุณภาพของเนื้อโคที่เลี้ยงได้ตลาดต้องการสูงไม่พอต่อความต้องการ และเพื่อเป็นการการันตีคุณภาพทางกลุ่มได้นำเนื้อโคมาย่างให้ชิมด้วย

ในตอนท้ายทางรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ ได้ให้สัมภาษณ์ “เกษตรก้าวไกล” ถึงความพยายามของภาครัฐที่ต้องการยกระดับอาชีพเกษตรให้เกิดความมั่นคง ตามรายละเอียดในช่วงท้ายของ LIVE นี้

นายวิศณ์ ประสานพันธ์ หัวหน้าส่วนยุทธศาสตร์การเกษตร สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาภาคการเกษตรเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลายมากตั้งแต่การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ที่ขยายลุกลามไปทั่ว ภาวะฝนแล้ง น้ำท่วม กระทบผลผลิต สินค้าล้นตลาดและขาดรายได้ การดำเนินชีวิตติดขัดยากลำบากแตกต่างกันไป สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษได้รับปัญหาต่างๆจากเกษตรกรและเข้าช่วยเหลือ แก้ปัญหา รวมทั้งหาช่องทางทำการตลาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงอำเภอยางชุมน้อย พื้นที่ปลูกหอมแดงกว่า 250 ไร่ ถูกน้ำจากลำน้ำมูลเอ่อเข้าท่วมเสียหายทั้งหมด ขณะที่การสำรวจแปลงหอมแดงในพื้นที่อำเภอยางชุมน้อย พบพื้นที่เสียหายมากกว่า 2,000 ไร่ เกษตรกรขอความช่วยเหลือมาทางสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ จึงเชิญจังหวัด เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ พาณิชย์จังหวัด

ร่วมปรึกษา รวมทั้ง ‘เชฟเต๋า’ นายสิรพงศ์ สังข์แก้ว วิทยากรชำนาญการ สาขาการประกอบอาหาร ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดศรีสะเกษ ว่าน่าจะแปรรูปเป็นกิมจิได้ จึงทดลองทำกิมจิรอบแรก 4 กิโลกรัม ถือว่าผ่าน รอบที่ 2 ในงานช่วยเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงพื้นที่โดนน้ำท่วม โดยเชิญแกนนำกลุ่มมาเรียนรู้การทำกิมจิแล้วปรับรสชาติ เพิ่มเป็น 40 กิโลกรัม ขายดีขึ้น รอบที่ 3 ทำจำหน่ายในงานตักบาตรของจังหวัด 140 กิโลกรัม จำหน่ายหมดเลย ภายใต้แบรนด์ ‘กิมจิต้นหอมยางชุมน้อย’

นายวิศณ์ กล่าวต่อไปว่า หอมแดงศรีสะเกษนั้นขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ด้วยเทคนิคการเพาะปลูกของคนในท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมายาวนานจึงทำให้หอมแดงศรีสะเกษมีกลิ่นและรสชาติที่โดดเด่นแตกต่างจากแหล่งปลูกพื้นที่อื่น กล่าวคือหอมแดงศรีสะเกษมีเปลือกแห้งมัน สีแดงเข้มปนม่วง หัวมีลักษณะกลม มีกลิ่นฉุน ดินมูลทรายที่เป็นดินตะกอนลุ่มน้ำโบราณลำน้ำมูลและลำน้ำสาขามูลที่ทับถมมานาน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์สูง ประกอบกับเมื่อผสมกับดินโพนหรือดินจอมปลวกจึงทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ กลิ่นหอม อร่อยและเป็นเอกลักษณ์

ทั้งนี้ หอมแดงศรีสะเกษที่นำมาทำกิมจิควรมีอายุ ประมาณ 30-45 วัน เกินกว่านี้จำหน่ายเป็นแบบแห้ง ‘กิมจิต้นหอมยางชุมน้อย’ ใช้เวลาหมัก 2 วัน จำหน่ายหน้างานได้เลย หากเป็นการสั่งซื้อแบบออนไลน์หมัก 1 วันแล้วส่งวันรุ่งขึ้นถึงมือผู้บริโภครสชาติจะพอดีอร่อย ตลาดของ ‘กิมจิต้นหอมยางชุมน้อย’ ตอนนี้รับคำสั่งซื้อในจังหวัดและส่วนหนึ่งจำหน่ายผ่านออนไลน์ไปกรุงเทพฯ

ปริมาณกล่องละ 200 กรัม ราคา 35 บาท 3 กล่อง 100 บาท และ 300 กรัม ราคา 59 บาท 2 กล่อง 100 บาท ไม่รวมค่าส่ง ซึ่งสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษกำลังคิดต่อยอดร่วมกับภาคส่วนพันธมิตรเพราะถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของจังหวัด ซึ่งก่อนหน้านี้หอมแดงศรีสะเกษก็มีปัญหาล้นตลาด ส่งจำหน่ายไม่ได้ด้วยติดสถานการณ์โควิด-19 จึงจะสร้างมาตรฐานและเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรได้จำหน่ายหอมแดงเป็นกล่องที่เพิ่มมูลค่าต่อยอดจากการจำหน่ายเป็นกิโลกรัมหรือเป็นตัน หากสนใจผลิตภัณฑ์ ‘กิมจิต้นหอมยางชุมน้อย’ สามารถสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 08-8714-9714

ขณะที่ ‘กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ไฮเลิง’ เป็นกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรกับสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เป็นกลุ่มเลี้ยงกบพันธุ์บูลฟร็อก ทำหนังสือขอรับความช่วยเหลือเนื่องจากกลุ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ทางบริษัทที่รับซื้อกบไม่สามารถเดินทางมารับกบไปจำหน่ายได้ ทำให้กบตกค้างประมาณ 30 ตัน เกษตรกรแบกรับต้นทุนอาหารกบไม่ไหว สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษจึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรึกษา ‘เชฟเต๋า’ ด้วย ทั้งนี้ เพื่อแนะนำเรื่องการจำหน่าย แปรรูป การตลาด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งการแปรรูปเริ่มแรกทำแล้วทดลองจำหน่ายในกลุ่มเล็กๆต่อมาทำจำหน่ายในจังหวัดปรากฏว่ายอดสั่งซื้อถือว่าดี เสียงตอบรับดี รวมทั้งรับคำสั่งซื้อจากนอกพื้นที่รวมทั้งกรุงเทพฯด้วย

โดย นางสุชาดา หินกล้า ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ไฮเลิง เปิดเผยว่า ได้รับความรู้และการแนะนำจากสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษและ‘เชฟเต๋า’ หลักคือการแปรรูป และจะไม่ทำเหมือนตามตลาดทั่วไปแต่จะแบ่งเป็นชิ้นส่วน มีน่อง ตัว น่องใหญ่ น่องเล็ก กบยัดไส้ กบอั่ว หัวกบทอด อ่อมเครื่องใน และต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็น หนังกบทอดรสจี๊ดจ๊าด รสบาร์บีคิว ขณะที่ขี้กบก็นำไปเลี้ยงหนอนโปรตีนแล้วนำหนอนกลับมาเลี้ยงกบอีกที โดยกบที่นำมาแปรรูปจะมีน้ำหนักประมาณ 3 ขีดกว่าๆ 3-4 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 300 – 400 บาท ถ้าแยกขายเป็นแพ็ค ขากบสด น่องกบสด ราคากิโลกรัมละ 350 บาท, กบสดตัวละ 140 บาท, หนังกบสดกิโลกรัมละ 50 บาท, หนังกบทอดกิโลกรัมละ 250-300 บาท, น่องกบทอด กิโลกรัมละ 300 – 350 บาท ส่งขายซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ งานโอทอป MOBILE พาณิชย์ รวมทั้งรับคำสั่งซื้อแล้วส่งผ่านระบบไปรษณีย์ หากสนใจทดลองรสชาติกบของกลุ่มฯสามารถสั่งซื้อหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ไฮเลิง 08-6277-7055

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะทำงานด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมาได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปัญหา ความต้องการ แนวทางการพัฒนาพืชหลักของเกษตรกรในจังหวัด พบว่าเกษตรกรทำเกษตรกรรมโดยใช้ความรู้ดั้งเดิมขาดการศึกษาถึงปัญหาที่แท้จริงที่ส่งผลต่อผลผลิตและเมื่อผลผลิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็จะปรับเปลี่ยนโดยการเพิ่มปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อบำรุง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ขาดการศึกษาถึงสาเหตุและการแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ

นั่นคือ ดิน สภาพดินที่มีความเป็นกรดจากการที่ใช้สารเคมีที่มากเกินไป สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) และมูลนิธิอุษรินทร์ โดย นายศศิศ มนต์เสรีนุสรณ์ สนับสนุน ทำการศึกษาวิจัย และทดลองพื้นที่การเกษตรด้วยนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต ชนิดแขวนลอย ในแปลงเกษตรกร 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และ นครราชสีมา ผลที่ได้เปอร์เซ็นต์ในไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกษตรกรเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 18 – 28% ภายใต้การทำเกษตรกรรมของเกษตรกรปกติเหมือนเดิมทุกประการ

แคลเซียมคาร์บอเนตที่เป็นเทคโนโลยีนาโน ชนิดแขวนลอย เป็นสารที่มีอนุภาคเป็นบวก บดในส่วนที่เป็นโมเลกุลไม่เกิน 0.5 ไมครอน โดยใช้วิธีการวัดค่าดินเป็นหลัก วิธีการ คือ ผสมน้ำฉีดพ่นที่ดิน ซึ่งจากการทดสอบแล้วเก็บข้อมูลจะตอบสนองเรื่องของผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นกว่า โดยใช้ในปริมาณที่ไม่มาก เช่น ถ้าวัดค่าดินมี PH 5 จะใช้นาโนแคลเซียมคาร์บอเนต ชนิดแขวนลอย ประมาณ 5 ลิตร/ไร่ ต้นทุนการผลิตประมาณ 300 บาท/ไร่ แต่สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 18 – 25% เป็นอย่างต่ำ

ในบางแปลงปลูกหรือบางสายพันธุ์ของข้าวโพดอาจจะสูงถึง 30% ลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ลดต้นทุนการใช้แรงงาน นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เช่น ไก่ไข่ ไข่จะเป็นสีแดงมากขึ้น สุกร เนื้อจะเป็นสีชมพู ซึ่งสารสีธรรมชาติจากข้าวโพดไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้บริโภค ไม่ต้องพึ่งสารเร่งเนื้อแดงซึ่งเป็นอันตราย ผสมน้ำฉีดพ่นที่ใบ จากงานวิจัยของประเทศทางยุโรป และทางกลุ่มตะวันออกกลาง ในพืชปลูกใหม่ อาทิ อะโวคาโด ในแปลงปลูกทะเลทราย เช่น ประเทศอิสราเอล เพื่อลดการคายน้ำในสภาวะแล้ง ซึ่งจะทำให้ทนทานต่อสภาพแล้งได้ยาวนานขึ้น โดยสภาเกษตรกรฯกำลังศึกษาเพิ่มเติมอย่างมีนัยยะเรื่องหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดด้วย

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯยังได้ร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรื่องการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ให้สูงขึ้น ซึ่งในจังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่การปลูกประมาณ 1,600,000 ไร่ เกิดปัญหาไวรัสใบด่างประมาณ 500,000 ไร่ 4 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอโชคชัย เสิงสาง ครบุรี หนองบุญมาก ก่อนเกิดปัญหาผลิตมันสำปะหลังทั้งจังหวัดได้ปริมาณ 3.3 ตัน หลังเกิดปัญหาปริมาณ 2.7 – 2.8 ตัน จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นำนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต ชนิดแขวนลอยไปทดสอบวิจัยทั้งในแปลงเกษตรกรและแปลงในมหาวิทยาลัยปรากฏว่า

ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ เกษตรกรเคยปลูกได้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน กลับเพิ่มขึ้นเท่าตัว เป็น 6 ตัน/ไร่/รอบ/ปี รวมทั้งผลข้างเคียง (Side effect) ที่ไปกระตุ้นให้พืชเกิดสภาพต้านทาน(resistor) สร้างสารโปรตีนขึ้น 2 ชนิด ชนิดแรกจะเป็นตัวทำลายไวรัสใบด่างเก่งมากในเรื่องของเชื้อรา ส่วนชนิดที่ 2 จะส่งผลให้มันสำปะหลังสร้างฮอร์โมนขึ้นมาแล้วไปกระตุ้นกลิ่นที่มีอยู่ในมันสำปะหลังซึ่งแมลงไม่ชอบ ในแปลงที่ฉีดพ่นนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต ชนิดแขวนลอยจะพบแมลงหวี่ขาวน้อยมาก การระบาดของโรคใบด่างก็จะลดลง

“ตอนนี้ประเทศไทยผลิตข้าวโพดได้ 4.7 – 4.8 ล้านตัน แต่ความต้องการอยู่ที่ 8-9 ล้านตัน ตลาดยังมีความต้องการอีกสูงมาก ขณะที่มันสําปะหลังผลิตได้ 30 ล้านตัน แต่ความต้องการอยู่ที่ 40 ล้านตัน เพราะฉะนั้นโอกาสด้านการตลาดยังมีอีกเยอะมากที่จะขยาย ต้องฝากไปยังหน่วยงานของรัฐ ให้เร่งเรื่องของการศึกษาวิจัยต่อยอดในการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆแล้วเร่งรีบสู่การถ่ายทอดให้กับพี่น้องเกษตรกร เพื่อจะได้ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ซึ่งจะสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรในอนาคตต่อไป ขณะที่นโยบายภาครัฐก็จะใช้เรื่องของงบประมาณน้อยลงด้วย” นายเติมศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

เมื่อเวลา​ 12.00 น วันที่ 18 ธันวาคม 2564 ณ​ โรงแรม PULLMAN KINGPOWER​ ย่านรางน้ำ​ ถนนราชเทวี​ กรุงเทพฯ คุณยุวดี​ บุญครอง​ นักธุรกิจหญิงชื่อดัง​ ผู้ใจบุญ​ ได้สั่งซื้อข้าวเพื่อสุขภาพ​จาก ดร.สุขุม​ วงประสิทธิ​ และ คุณเตือนใจ​ วงประสิทธิ​ ผู้บริหารบริษัท​ พรหมชีวา​ จำกัด บริษัทผู้นำด้าน ​SOCIAL​ ENTERPRISE​ ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไผ่หูช้าง ​2​ ซึ่งเป็นองค์กรของชาวนา​

ที่อำเภอบางเลน​ จังหวัดนครปฐม มอบให้เป็นของขวัญแก่เพื่อนร่วมรุ่น​ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร​(ว.ป.อ.) รุ่น ​51​ โดยซื้อข้าวกข​43​ ข้าวไรซ์เบอร์รี่​ เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ​ น้ำตาลต่ำ​ ชะลอวัย ลดความอ้วน​ เหมาะกับผู้สูงอายุ​ ผู้ป่วย​และผู้รักสุขภาพ ซึ่งได้มาตรฐานสากล​ ซึ่งทำนาปลอดภัยแบบครบวงจร​ เป็นผลผลิตจากวิสาหกิจชุมชน​ไผ่หูช้าว​2​ ของดีของฝากจากอำเภอบางเลน​ ​จังหวัดนครปฐม​ ตราข้าวใหม่ปลามัน จุดสำคัญ​ เป็นข้าวที่สีใหม่​ๆ​ ชาวนาสีเอง​ ส่งให้ผู้บริโภคทันที

ดร.สุขุม กล่าวว่า บริษัทพรหมชีวา จำกัด เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise)และสนับสนุนกิจกรรมของทางราชการ มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับชาวนาไทย15ล้านครอบครัวให้เป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ สู่การประกอบกิจการวิสาหกิจชุมชนให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมแบบยั่งยืน หรือ social enterprise ซึ่งบริษัท พรหมชีวา จำกัด ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(Mou)

กับสมาคมชาวนาไทยเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2564 และต่อมาได้ลงบันทึกความร่วมมือกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนาแปลงใหญ่ข้าวไผ่หูช้าง2เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2564 และต่อมาได้ลงนามบันทึกความร่วมมือสามฝ่ายไตรภาคี ประกอบด้วยบริษัทพรหมชีวา จำกัด กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนาแปลงใหญ่ข้าวไผ่หูช้าง2 และบริษัทคำ-วี การเกษตร จำกัด ในวันที่ 12 พ.ย. 2564 ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดัน ที่จะยกระดับเกษตรกรชาวนาสู่ smart farmer สู่การประกอบกิจการวิสาหกิจชุมชนให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมแบบยั่งยืน หรือ social enterprise อย่างแท้จริง

“กล้วยตั้งแต่รากจรดใบทำอะไรได้บ้าง” เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้..

“กล้วยทำประโยชน์ได้ทุกส่วน” คือคำตอบจาก คุณปนิดา มูลนานัด หรือ “คุณเปิ้ล” ประธานวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ผู้ชนะจากโครงการ ‘ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ (Ford Moves Her Business)’

ความเดิมมีอยู่ว่า ฟอร์ดได้จัดประกวดเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ มีผู้มาสมัครประมาณ 61 คน และเข้ารอบสุดท้าย 12 คน แต่ละคนก็มีความสามารถที่แตกต่างกัน 12 รูปแบบ ส่วนคุณเปิ้ลทำงานเกี่ยวกับเรื่องกล้วยนำกล้วยมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ด้วยการใช้นวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ และได้ส่งเสริมการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งนับเป็นการสร้างความยั่งยืนในอาชีพการเกษตร โดยสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นนับเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ตามแนวคิด Bring Others Along the Journey ของ ‘Live The Ranger Life’

“ก็เลยเชิญเพื่อนๆสื่อมวลชนมาเยี่ยมชม มาตามสัญญาที่ให้ไว้..อยากเห็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม อยากมาสนับสนุน และส่งเสริมการตลาดให้ด้วย” คุณกมลชนก ประเสริฐสม หรือ “คุณออม” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว

หลังจากนั้น คุณเปิ้ลได้บอกเล่าเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน เริ่มจากจุดเล็กๆ จากการมองเห็นว่าในชุมชนใกล้เคียงมีการปลูกกล้วยหอมกันมาก แต่บางครั้งก็ประสบปัญหาเรื่องการตลาดก็เลยมีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรจึงจะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้

“จากการศึกษาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนเราพบว่าทุกส่วนของกล้วยนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ทั้งหมด ตั้งแต่รากจรดใบ แต่เราก็จะทำตามที่สามารถทำได้ก่อนไปตามลำดับ อย่างกล้วยหอมที่สุกเราก็จะนำมาทำเป็นกล้วยตากลงทุนสร้างโรงตากพลังงานแสงอาทิตย์ ไปดูงานกล้วยตากที่พิษณุโลกซึ่งเขาใช้กล้วยน้ำว้า แต่ของเราเป็นกล้วยหอม

ปรากฏว่าหมดกล้วยไปเป็นตันกว่าจะทำได้สำเร็จ และที่ทำตอนนี้ยังมีอีกหลายอย่างแต่ที่นำมาโชว์และเป็นที่สนใจกันมากก็คือการนำเส้นใยกล้วยมาถักทอเป็นผืนผ้าและนำมาตัดเย็บเป็นรูปแบบต่างๆ เป็นผลงานที่กลุ่มของเราภาคภูมิใจ อย่างกระเป๋าใบนี้รู้ไหมว่าต้องใช้ต้นกล้วยถึง 25 ต้น ฟังดูอาจะเป็นต้นทุนที่สูง แต่ต้นกล้วยปกติเกษตรกรจะตัดทิ้ง และที่เรากำลังทำตรงกับนโยบายเศรษฐกิจBCGของภาครัฐก็เลยทำให้ได้รับความสนใจและจากที่ฟอร์ดได้คัดเลือกให้เราเป็นเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ก็สามารถต่อยอดได้มาก” คุณเปิ้ล เล่าให้ฟังอย่างมีความสุขกับผลงานที่ทำมากับมือ

ปิดท้ายที่เป็นไฮไลท์ของการมาเยี่ยมชมครั้งนี้ คือการนำกล้วยหอมมาแปรรูปใน 2 เมนู เมนูแรกนั้นทำเป็นเค้กกล้วยหอมที่เป็นสูตรไม่เหมือนใคร โดยใช้แป้งเค้กกล้วยหอม DIY ที่ทำขึ้น และถ้วยกล้วยหอมแทนที่จะเป็นกระดาษก็ใช้กาบหมากมาทำเป็นถ้วย และขนมอีกชนิดหนึ่งคือ ขนมโมเลน โดยใช้กล้วยหอมตากมาหั่นเป็นเส้นๆและห่อด้วยแผ่นแป้ง จากนั้นนำไปทอดเหมือนกล้วยทอด ซึ่งอร่อยมากและเป็นขนมที่กำลังได้รับความสนใจ

ในการ Work Shop ทำขนมจากกล้วยหอมนี้ คณะสื่อมวลชนได้ลงมือทำกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งคุณเปิ้ลบอกว่าสูตรขนมทั้ง 2 อย่างนี้ เปิดเผยเคล็ดลับทุกอย่างตรงไปตรงมา สามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลย และใครที่ได้ดูได้ชมจากการถ่ายทอดสด..เกษตรก้าวไกล LIVE ตามลิงก์นี้ https://fb.watch/9_KEQDdBud/ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

อนึ่ง ในตอนท้ายระหว่างที่ชิมขนมอย่างเอร็ดอร่อย “เกษตรก้าวไกล” ได้มีโอกาสสอบถามคุณออม ว่า ปีหน้าซึ่งเป็นปีเสือทางฟอร์ดมีนโยบายที่จะให้การสนับสนุนเกษตรกรต่อเนื่องหรือไม่อย่างไร ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าทางฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะยกระดับอาชีพเกษตรให้เกิดความยั่งยืน และพร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดธุรกิจในชุมชน สร้างเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ “ฟอร์ดตั้งใจจัดกิจกรรมที่สะท้อนถึงนิยามการใช้ชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ตามแนวคิด ‘Live The Ranger Life สร้างเส้นทางในแบบคุณ’ โดยมีรถฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นตัวช่วยในการเดินทางไปสู่จุดหมาย..” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว และย้ำว่า ฟอร์ดพร้อมสนับสนุนการสร้างเส้นทางในแบบคุณ นั่นหมายถึงว่า ทุกคนต้องมีเส้นทางของตนเอง

ระหว่างวันที่ 15-16 ธันวาคม 2564 – ฟอร์ด ประเทศไทย, นำคณะสื่อมวลชนร่วมเดินทางพิสูจน์สมรรถนะ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์’ พร้อมสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตภายใต้แนวคิด ‘Live The Ranger Life สร้างเส้นทางในแบบคุณ’ ในกิจกรรมส่งมอบกระชังอนุบาลปลาน้ำจืดและปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ ณ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และร่วมทำเวิร์กช็อปแปรรูปกล้วยหอมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร ร่วมกับเกษตรกรหญิงที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการ ‘ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่’ สะท้อนนิยามการใช้ชีวิตที่แตกต่างและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น โดยมีรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นคู่หูที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และการใช้งาน (รายละเอียดข่าวเวิร์กช็อปแปรรูปกล้วย

สำหรับกิจกรรมส่งมอบกระชังอนุบาลลูกปลาฟอร์ดได้ริเริ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์โควิด จึงเพิ่งได้ลงพื้นที่จริง พร้อมนำคณะสื่อมวลชนมาร่วมในครั้งนี้ โดยเริ่มต้นกิจกรรมด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ ร่วมสร้างกระชังอนุบาลปลา และนำไปติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมในพื้นที่ชุมชนรอบเขื่อนแก่งกระจาน จำนวน 6 ชุมชน เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลปลาน้ำจืด

พร้อมปล่อยพันธุ์ปลาร่วมกับหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ รวมทั้งเตรียมอุปกรณ์กิ่งไม้สำหรับทำแนวป้องกันปลาใหญ่ ปกป้องปลาเล็กที่อาศัยอยู่ในบริเวณรอบกระชังปลา นอกจากนี้ การติดตั้งกระชังอนุบาลพันธุ์ปลาเพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำจืดในเขื่อนแก่งกระจานให้มีความอุดมสมบูรณ์ ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพทางการประมงเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย

นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ร่วมทำพิธีปล่อยพันธุ์ปลากับ นายเอกชัย เตชะวันโต หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน ตลอดจนคณะสื่อมวลชน..

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มาเป็นประธานในพิธี ซึ่งได้กล่าวว่า วันนี้เราได้มาร่วมปล่อยปลากับบริษัทฟอร์ด ประเทศไทย ซึ่งบริษัทฟอร์ดให้การสนับสนุนชาวบ้านเลี้ยงปลาในกระชัง ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว ปีต่อไปทางฟอร์ดก็สัญญาว่าจะให้การสนับสนุนต่อไป ที่ผ่านมาทางอำเภอแก่งกระจานได้จัดกิจกรรมการจับปลาบึก ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จับให้ครบ 50 ตัว ถ้าครบ 50 ตัวเมื่อไหร่เราก็เลิกจับ แล้วจัดกิจกรรมปล่อยปลาคืนสู่ธรรมชาติ..

“ปีนี้เราจับได้น้ำหนักมากที่สุด 182 กิโลกรัม กิจกรรมของเราชาวบ้านสัญญากันไว้ว่า เราจะไม่จับปลาบึกนอกฤดูกาล เราจะใช้เวลาจับแค่ 2 เดือน โดยทางประมงอำเภอแก่งกระจาน ร่วมกับหน่วยป้องกันและปราบปรามฯและชาวบ้าน ร่วมกันทำงาน และเราได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านอย่างดีเยี่ยม เราได้รับความร่วมมือจากบริษัทฟอร์ด ประเทศไทย สนับสนุนพันธุ์ปลา และสร้างกระชังปลาให้กับชาวบ้าน 6 ชุมชน นอกจากนี้เรายังได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการรีสอร์ทในพื้นที่อีกด้วย ซึ่งทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างดี”

ด้าน นายเอกชัย เตชะวันโต หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณบริษัทฟอร์ด ที่สนับสนุนเรื่องงบประมาณในการจัดกิจกรรมสร้างกระชังปลาให้กับชาวบ้านในครั้งนี้

ที่ผ่านมาเราได้รับความร่วมมือจากชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี สมัครเล่นคาสิโน และเราจะใช้กระชังปลาที่ได้รับที่ได้รับสนับสนุนจากฟอร์ดมาอนุบาลกระชังปลาทุกปี ที่ผ่านมาเรามีตัวชี้วัดว่าชาวประมงหันมาทำประมงอย่างถูกวิธีไม่กระทำผิดกฎหมายอีก นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ถ้าเป็นไปได้เราอยากได้งบประมาณในการขยายกระชังปลาเพิ่มขึ้นอีก