ขั้นตอนการทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เหยือกน้ำพลาสติกมีขีด

วิธีทำ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
คั้นกะทิ โดยผสมน้ำต่อมะพร้าวขูด ในอัตรา 1 : 1
นำน้ำกะทิที่ได้ใส่ในตู้เย็น หรือช่องทำน้ำแข็ง หรือแช่ในถังน้ำแข็ง เพื่อให้กะทิแยกชั้นชัดเจน
แยกเอาชั้นครีมชั้นบนของกะทิมาใส่โถหมัก
ปิดโถด้วยผ้าขาวสะอาด ตั้งไว้ 36-48 ชั่วโมง ในที่สะอาด อากาศโปร่ง จะสังเกตเห็นชั้นน้ำมัน เมื่อครบ 24 ชั่วโมง ตั้งไว้จนน้ำมันแยกชั้นสมบูรณ์
ตักน้ำมันออกมากรองด้วยผ้าขาวบางที่พับไว้หลายชั้น
ไล่น้ำออกไปจากน้ำมันที่กรองได้ ด้วยหม้อต้ม 2 ชั้น สังเกตว่าไม่มีฟองปุดขึ้นมาแล้ว จึงได้ใช้
ตั้งทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้น้ำมันใสและตะกอนต่างๆ จะตกไปที่ก้นภาชนะ
บรรจุขวด จำหน่ายปลีกและส่ง

คำแนะนำในการผลิต
ผ่ามะพร้าว แล้วล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำมาขูด
ไม่ใช้มะพร้าวงอกและมะพร้าวที่มีตาชื้นแฉะ เพราะหากมีจุลินทรีย์ปะปนจะได้น้ำมันที่มีกลิ่นแรง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
มะพร้าวขูดต้องนำมาคั้นกะทิทันที ไม่ทิ้งไว้หรือแช่ตู้เย็น เพราะหากมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ทำให้ไม่เกิดการแยกชั้นน้ำมัน
หากคั้นกะทิด้วยมือ ควรคั้นนานๆ เพื่อให้ได้กะทิที่มีความมันมาก
ควรใช้ภาชนะพลาสติกใสเป็นโถหมัก เพื่อสังเกตการแยกชั้นน้ำมันได้ง่าย
ไม่ตั้งโถหมักในห้องครัว เพราะจะมีเชื้อราขึ้นที่ผิวกะทิ

ประโยชน์และวิธีใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
1. ถนอมรักษาให้เส้นผมดกดำ เป็นเงางาม ช่วยขจัดรังแคและเชื้อรา รักษาอาการผมร่วง

วิธีการใช้ ชโลมผมด้วยน้ำมัน นวดคลึงศีรษะ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นโพกศีรษะไว้ 30 นาที ก่อนสระผม 2. ปกป้องผิวจากแสงแดดให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ลดริ้วรอยฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า
วิธีการใช้ ทาน้ำมันและนวดก่อนออกไปกลางแจ้ง หรือก่อนลงว่ายน้ำ หรืออาบแดด

3. บำรุงผิวหน้า ปรับสภาพผิวให้นุ่มนวล เต่งตึง มีสุขภาพดี ลดการเกิดสิว และการสะสมของสารเคมีบนใบหน้า
วิธีการใช้ ใช้สำลีชุบน้ำมันแล้วเช็ดทำความสะอาด และใช้ทา นวดผิวหน้าหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน

4. ลดอาการผื่นแพ้ แสบคันตามผิวหนัง และรักษาเท้าเปื่อยเนื่องจากเชื้อราและแบคทีเรีย
วิธีการใช้ ทาบริเวณผิวหนังที่บาดเจ็บ อักเสบและแสบคันจากการติดเชื้อ

5. ปรับสภาพผิวหนังด้าน และส้นเท้าแตก
วิธีการใช้ ทาน้ำมันมะพร้าวและนวดคลึงบริเวณส้นเท้า ก่อนนอน จะทำให้ฝ่าเท้านุ่มนวล

6. กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท รักษากระดูกกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ
วิธีการใช้ ใช้นวดตัว เพื่อผ่อนคลาย และบำรุงผิวพรรณ

หากใครสนใจทำน้ำมันมะพร้าว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 077-556-073, 077-556-194 คนไทยคุ้นเคยกับการใช้น้ำมันมะพร้าวในชีวิตประจำวันมานานแล้ว แต่สมัยก่อนเป็นแค่น้ำมะพร้าวจากการคั้นกะทิสดๆ แล้วนำไปเคี่ยว ความจริงมะพร้าวมีประโยชน์มากกว่านั้น หากนำมาแปรรูปด้วยวิธีการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สามารถนำมาทาบำรุงผิวพรรณ นำไปแปรรูปเป็นสบู่ ครีมทากันส้นเท้าแตกได้

หลายคนนิยมใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นตัวช่วยด้านสุขภาพ เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสามารถบริโภคได้ มีประโยชน์ต่อระบบหล่อลื่นในลำไส้ให้ทำงานได้ดีมาก ในช่วงเช้าและก่อนนอนหากรับประทานน้ำมันมะพร้าวได้สัก 1 ช้อนชา จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น โมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวค่อนข้างสั้น เมื่อเคลื่อนย้ายเข้าไปในร่างกาย จะเดินทางเร็ว ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายได้เร็ว ไม่เหมือนไขมันที่ไม่อิ่มตัวซึ่งมีโมเลกุลยาวมาก เมื่อโมเลกุลยาวโอกาสที่คาร์บอนจับตัวจึงง่ายมาก

ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร แนะนำกรรมวิธีทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น เพื่อเป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวและผู้สนใจ โดยทั่วไป มะพร้าว 6-7 ลูก จะสามารถผลิตน้ำมันมะพร้าวได้ 1 ลิตร ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ก็ไม่ยุ่งยากอะไร สามารถใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ หม้อตุ๋น ขวดโหลแก้ว และเครื่องครัวที่ล้วนมีอยู่ประจำบ้านทุกบ้าน

ขั้นตอนการทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
อุปกรณ์ที่ใช้
1. ตาชั่ง
2. เหยือกน้ำพลาสติก มีขีดบอกระดับน้ำ ใช้ตวงน้ำ
3. โถพลาสติก หรือโถแก้วใส
4. ผ้าขาวบาง 2 ผืน ใช้กรองกะทิ และน้ำมัน
5. กระบวย หรือทัพพี สำหรับตักน้ำมัน
6. กะละมังสำหรับคั้นกะทิ
7. หม้อเคลือบสำหรับระเหยน้ำออกจากน้ำมัน
8. เตาแก๊สปิกนิก
9. ตู้เย็น หรือถังน้ำแข็ง
10. ขวดบรรจุน้ำมันเพื่อจำหน่าย

วิธีทำ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
คั้นกะทิ โดยผสมน้ำต่อมะพร้าวขูด ในอัตรา 1 : 1
นำน้ำกะทิที่ได้ใส่ในตู้เย็น หรือช่องทำน้ำแข็ง หรือแช่ในถังน้ำแข็ง เพื่อให้กะทิแยกชั้นชัดเจน
แยกเอาชั้นครีมชั้นบนของกะทิมาใส่โถหมัก
ปิดโถด้วยผ้าขาวสะอาด ตั้งไว้ 36-48 ชั่วโมง ในที่สะอาด อากาศโปร่ง จะสังเกตเห็นชั้นน้ำมัน เมื่อครบ 24 ชั่วโมง ตั้งไว้จนน้ำมันแยกชั้นสมบูรณ์
ตักน้ำมันออกมากรองด้วยผ้าขาวบางที่พับไว้หลายชั้น
ไล่น้ำออกไปจากน้ำมันที่กรองได้ ด้วยหม้อต้ม 2 ชั้น สังเกตว่าไม่มีฟองปุดขึ้นมาแล้ว จึงได้ใช้
ตั้งทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้น้ำมันใสและตะกอนต่างๆ จะตกไปที่ก้นภาชนะ
บรรจุขวด จำหน่ายปลีกและส่ง

คำแนะนำในการผลิต
ผ่ามะพร้าว แล้วล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำมาขูด
ไม่ใช้มะพร้าวงอกและมะพร้าวที่มีตาชื้นแฉะ เพราะหากมีจุลินทรีย์ปะปนจะได้น้ำมันที่มีกลิ่นแรง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
มะพร้าวขูดต้องนำมาคั้นกะทิทันที ไม่ทิ้งไว้หรือแช่ตู้เย็น เพราะหากมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ทำให้ไม่เกิดการแยกชั้นน้ำมัน
หากคั้นกะทิด้วยมือ ควรคั้นนานๆ เพื่อให้ได้กะทิที่มีความมันมาก
ควรใช้ภาชนะพลาสติกใสเป็นโถหมัก เพื่อสังเกตการแยกชั้นน้ำมันได้ง่าย
ไม่ตั้งโถหมักในห้องครัว เพราะจะมีเชื้อราขึ้นที่ผิวกะทิ

ประโยชน์และวิธีใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
1. ถนอมรักษาให้เส้นผมดกดำ เป็นเงางาม ช่วยขจัดรังแคและเชื้อรา รักษาอาการผมร่วง

วิธีการใช้ ชโลมผมด้วยน้ำมัน นวดคลึงศีรษะ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นโพกศีรษะไว้ 30 นาที ก่อนสระผม 2. ปกป้องผิวจากแสงแดดให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ลดริ้วรอยฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า
วิธีการใช้ ทาน้ำมันและนวดก่อนออกไปกลางแจ้ง หรือก่อนลงว่ายน้ำ หรืออาบแดด

3. บำรุงผิวหน้า ปรับสภาพผิวให้นุ่มนวล เต่งตึง มีสุขภาพดี ลดการเกิดสิว และการสะสมของสารเคมีบนใบหน้า
วิธีการใช้ ใช้สำลีชุบน้ำมันแล้วเช็ดทำความสะอาด และใช้ทา นวดผิวหน้าหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน

4. ลดอาการผื่นแพ้ แสบคันตามผิวหนัง และรักษาเท้าเปื่อยเนื่องจากเชื้อราและแบคทีเรีย
วิธีการใช้ ทาบริเวณผิวหนังที่บาดเจ็บ อักเสบและแสบคันจากการติดเชื้อ

5. ปรับสภาพผิวหนังด้าน และส้นเท้าแตก
วิธีการใช้ ทาน้ำมันมะพร้าวและนวดคลึงบริเวณส้นเท้า ก่อนนอน จะทำให้ฝ่าเท้านุ่มนวล

6. กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท รักษากระดูกกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ
วิธีการใช้ ใช้นวดตัว เพื่อผ่อนคลาย และบำรุงผิวพรรณ

หากใครสนใจทำน้ำมันมะพร้าว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 077-556-073, 077-556-194 ในเมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะเดินหน้าไปต่ออย่างไรให้มีคุณภาพและมีความสุข ฉบับนี้ผู้เขียนจึงไม่พลาดที่จะสรรหาและหยิบยกนำเรื่องราวการทำเกษตรดีๆ มาถ่ายทอดเป็นตัวอย่างให้กับทุกท่านที่กำลังท้อแท้กับชีวิตให้กลับมาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

คุณคำภา ไชยมาตย์ อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 2 ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เกษตรกรยุคโควิด-19 และถือเป็นการใช้โอกาสในช่วงเกิดวิกฤตกลับมาทำในสิ่งที่ตนเองรัก แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ นั่นก็คือการเป็นเกษตรกร กลับมาเนรมิตที่ดินจำนวน 2 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา ทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ พร้อมเปิดเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านทุ่ง ให้คนในชุมชนได้เข้ามาเลือกซื้อวัตถุดิบไปประกอบอาหารได้อย่างปลอดภัย ราคาย่อมเยา รวมถึงมีการแบ่งปัน ลด แลก แจก แถม เพื่อช่วยพี่น้องให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันโหดร้ายนี้ไปให้ได้

คุณคำภา เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ก่อนหน้านี้ตนเองทำงานรับเหมาตัดเย็บกระเป๋าผ้าพื้นเมืองมาก่อน แต่ด้วยเหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบทำให้งานตัดเย็บที่เคยทำก็ไม่มีให้ทำ แต่เงินจำเป็นต้องใช้ทุกวัน จึงได้ลองหันกลับมามองอาชีพเกษตรที่เป็นอาชีพที่ตนเองรักและใฝ่ฝันอยากจะทำมานานแล้ว โดยนำความรู้ที่มีจากตอนที่เคยทำนามาปัดฝุ่นใหม่ ผสมผสานกับแนวคิดที่ได้เรียนรู้จากทั้งในอินเตอร์เน็ตและจากผู้เชี่ยวชาญที่แวะเวียนเข้ามาให้คำปรึกษา นำมาประยุกต์ทำเป็นสวนผสมผสาน บนความตั้งใจแรกที่อยากจะทำแค่ให้พอมีกินในครอบครัว เพื่อลดรายจ่าย เหลือจึงค่อยนำไปแจกจ่ายพี่น้องและคนใกล้ชิด แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนในละแวกใกล้เคียงเข้ามาขอซื้อผลผลิตภายในสวน หลังจากนั้นมาจึงได้ตัดสินใจขยายพื้นที่ทำเกษตรเพิ่มและเปิดจำหน่ายให้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งจากวันที่เริ่มต้นทำเกษตรในวันที่ 8 มกราคม 2564 นับเป็นเวลาไม่ถึง 1 ปี ถือว่าตนเองเดินมาไกลมากจากจุดเริ่มต้น จึงอยากที่จะมาเผยแพร่แนวคิดการทำเกษตรผสมผสานทำอย่างไรให้มีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัวทุกวัน

พื้นที่ 2 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา
จัดสรรอย่างไร ให้ดูแลทั่วถึง
เจ้าของอธิบายถึงระบบการจัดการพื้นที่ภายในสวนให้ฟังว่า ภายในพื้นที่ 2 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา เป็นการนำความรู้ที่ได้ศึกษามาจากยูทูปและจากผู้เชี่ยวชาญที่คอยเข้ามาแวะเวียนแลกเปลี่ยนความรู้ ให้คำแนะนำ ซึ่งตนเองได้นำเอาแนวความรู้ต่างๆ ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในสวนให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนได้สวนผสมผสานแห่งนี้ขึ้นมา ด้วยการจัดสรรพื้นที่ ดังนี้

แน่นอนว่าการทำเกษตรแหล่งน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ตนเองจึงได้วางแผนขุดสระไว้กักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็นจำนวน 1 สระ โดยสระมีขนาดความกว้าง 16 เมตร ยาว 20 เมตร ลึก 3 เมตร

ขุดสระใหญ่ไว้เลี้ยงปลาบ่อรวม ไว้จำนวน 1 สระ ประกอบไปด้วย ปลานิล ปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน และปลาหมอ
แบ่งพื้นที่ทำนาข้าวอินทรีย์ไว้จำนวน 1 งาน

ทำบ่อเลี้ยงปลาหมอแยกจากบ่อรวมไว้อีก จำนวน 2 บ่อ เพื่อให้มีปลาหมอไว้ขายตลอดทั้งปี โดยขนาดของบ่อกว้าง 10 เมตร ยาว 14 เมตร ลึก 1.60 เมตร
ทำบ่อเลี้ยงปลานิลแยกจากบ่อรวมไว้อีก จำนวน 1 บ่อ โดยขนาดของบ่อกว้าง 9 เมตร ยาว 3 เมตร ลึก 1.60 เมตร
ออกแบบขุดคลองไส้ไก่ในแบบฉบับของตนเอง เพื่อให้น้ำกระจายเต็มพื้นที่เพิ่มความชุ่มชื้น และสามารถใช้น้ำส่วนนี้มารดพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้ได้ และอีกส่วนหนึ่งจะมีการจัดสรรแบ่งทำบ่อเลี้ยงปลาดุกอุยขนาดย่อม โดยขุดบ่อกว้าง 3 เมตร ยาว 30 เมตร ลึก 1.50 เมตร
พื้นที่สำหรับทำบ่อเลี้ยงกบ โดยที่สวนอื่นๆ จะนิยมทำเป็นบ่อปูน แล้วเลี้ยงในกระชัง แต่ที่บ่อของตนเองไม่ได้ทำแบบนั้น แต่จะใช้วิธีการเลี้ยงและการทำบ่อแบบอ้างอิงธรรมชาติ คือมีการขุดหลุมลึกประมาณ 40 เซนติเมตร ไว้ตรงกลางบ่อกบเพื่อปลูกข้าวล้อมรอบด้วยกระเบื้อง มีขนาดความกว้างของบ่อ 7 เมตร ยาว 15 เมตร ซึ่งเลี้ยงแล้วได้ผลดี ลูกค้าที่เคยมาซื้อกบจากที่นี่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากบเนื้อแน่น เอาไปทำอาหารอร่อย จนทำให้มีลูกค้าที่อยู่ห่างออกไปจากที่สวนกว่า 20 กิโลเมตร ต้องกลับมาซื้อซ้ำ

พื้นที่สำหรับปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกพริก แตงกวา ข่า ตะไคร้ แตงโม มะม่วง มะนาว และพืชผักชนิดอื่นๆ อีกมากมายตามฤดูกาล
ซึ่งวิธีการจัดสรรพื้นที่แบบนี้จะช่วยเอื้อประโยชน์ให้กันได้เป็นทอดๆ เช่น การเลี้ยงกบในบ่อใหญ่ น้ำเสียของกบจะผันไปลงนาข้าว ในนาข้าวจะมีปลานิล ปลาหมอ ที่ปล่อยไว้ในนาข้าวอยู่แล้ว และภายในบ่อกบจะปล่อยหอยขมลงไปด้วย ทำให้ในตอนที่ให้อาหารกบ ถ้ากบกินไม่หมด หอยขมก็ได้กินต่อ

หลายท่านอาจสงสัยว่าในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง ใช้เลี้ยงทั้งสัตว์และปลูกพืชไปพร้อมๆ กันแบบนี้ มีวิธีการดูแลจัดการให้ทั่วถึงได้อย่างไร ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ยากหากมีการวางแผนที่ดี อย่างตนเองที่เริ่มต้นทำช่วงแรกๆ ก็ถือว่าเป็นงานที่หนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสบการณ์ต่างๆ ที่เจอในแต่วันจะช่วยทำให้เราสามารถจัดการกระบวนการคิดและวางแผนให้ทำได้ง่ายขึ้น

“ภารกิจที่ผมทำในแต่ละวัน คือตื่นเช้ามาเป็นการนำเอาอาหารมาให้ลูกอ๊อดที่เกิดใหม่ได้ 3-5 วัน ด้วยการปั้นอาหารเป็นก้อนเล็กๆ ไปวางไว้ตามจุด และต่อด้วยการให้หัวอาหารกบใหญ่ จากนั้นเดินไปรดน้ำดูแลพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้ พอตกสายแดดจัดก็จะเข้าบ้านมาทำอาหารก้อนไว้ให้ปลากิน ที่ประกอบไปด้วย รำอ่อน ใบผงชูรส นำมาสับๆ แล้วผสมหัวอาหารปลาดุกลงไปนิดหน่อยเพื่อประหยัดต้นทุน ทำเสร็จก็นำเอาไปโยนให้ปลาบ่อรวมกิน จากนั้นก็ไปตัดผักบุ้งที่ขึ้นอยู่ตามคลองไส้ไก่มาบดโยนให้ปลากินพืช เช่น ปลาหมอ ปลาตะเพียน ปลานิล โดยให้อาหารวันละ 2 ครั้ง รวมๆ แล้วใน 1 วัน จะใช้อาหารเลี้ยงสัตว์ประมาณ 6 กิโลกรัมต่อวัน คิดเป็นต้นทุนค่าอาหารตกวันละ 20 กว่าบาทเท่านั้นเอง โดยปลาแต่ละชนิดจะมีเวลาการเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน เช่น ปลาหมอใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 4 เดือน ปลานิล 3-4 เดือน ปลาดุกใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 3 เดือน เนื่องจากคนในชุมชนจะไม่ชอบปลาที่ไซซ์ใหญ่เกินไป จะชอบไซซ์ 8-10 ตัวโล”

สร้างรายได้ 1,000-2,000 บาท ต่อวัน
เด่นที่การขาย ตามใจลูกค้า
คุณคำภา บอกว่า รายได้ในแต่ละวันที่ได้ไม่เท่ากัน บางวันมีรายได้เข้ามาเกือบ 2,000 บาท แต่หากเฉลี่ยรายได้ออกมาแล้วจะมีรายได้ตกประมาณวันละ 1,000 บาท ถือว่าพอใจกับรายได้ตรงนี้มากๆ เพราะไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าน้ำมันรถออกไปขายข้างนอก มีคนเข้ามาซื้อถึงในสวน แต่กว่าจะเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ต้องมีจุดเริ่มต้นมาก่อน ซึ่งจุดเริ่มต้นของการเปิดสวนทำเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านทุ่ง มีที่มาเกิดจากตอนที่ตนเองเริ่มทำเกษตรแรกๆ ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก ก็จะใช้วิธีการนำเอาพืชผัก ผลไม้ รวมถึงปลาและกบ ของที่สวนใส่รถไปขายตามชุมชนใกล้เคียงก่อน และในระหว่างการขายก็จะมีการโฆษณาบอกกับลูกค้าไปด้วยว่าสวนของตนเองอยู่ที่ไหน หากวันไหนตนเองไม่มาขาย

ก็สามารถเข้าไปหาซื้อที่สวนได้เลย ก็ทำแบบนี้ไปสักพักจนช่วงหลังๆ มาไม่ต้องออกไปขายเองเลย มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาซื้อถึงในสวนตลอด เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาต่างติดใจในคุณภาพและได้สินค้าตามความต้องการ ด้วยกลยุทธ์การขายแบบตามใจลูกค้า ถ้าลูกค้าเข้ามาในสวนแล้วอยากได้ผักอะไร จำนวนเท่าไร จะมากจะน้อยก็สามารถเก็บให้ได้ รวมถึงหากต้องการปลาและกบนำไปประกอบอาหาร หากได้อายุพร้อมขายก็สามารถจับขายให้ได้เลย และสามารถเลือกได้ด้วยว่าจะเอาตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ตามใจคนซื้อ และที่นอกเหนือไปจากนี้แล้วคือการแบ่งปันหากใครที่เข้ามาสวนแห่งนี้ก็จะได้ผักติดไม้ติดมือกับไปกินโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน เพราะถือเป็นปณิธานที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าอยากปลูกเพื่อกิน และเพื่อแบ่งปันให้คนในชุมชนได้กินด้วย ลูกค้าก็จะได้ซื้อหลักๆ เพียงปลาและกบ ที่มีต้นทุนค่าอาหาร ส่วนผักเล็กๆ น้อยๆ ที่มีก็จะแถมให้ติดไม้ติดมือกลับบ้านกันไป

แนะทำเกษตรทางรอดยุคโควิด-19 เริ่มต้นอย่างไร
“การเกษตรถือเป็นทางรอดในยามวิกฤตที่ดีมากอันแรกเลยคือช่วยลดค่าใช้จ่าย ที่ในช่วงแรกรายได้อาจจะยังไม่มากแต่คนในครอบครัวได้อิ่มท้อง ซึ่งผมก็อยากจะแนะนำสำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจอยากทำแบบผม ให้เริ่มต้นศึกษาแหล่งน้ำก่อน ถ้าแหล่งน้ำพร้อมก็เริ่มวางแผนผังในแบบของตัวเองได้เลย อย่างของผมจ้างรถแบ๊กโฮมาขุดบ่อหมดไป 3,000 กว่าบาท และหากใครสนใจอยากจะเลี้ยงปลา ผมแนะนำให้ขุดบ่อลึกไม่เกิน 1.60 เมตร เพราะถ้าขุดลึกไปกว่านี้ปลาจะไม่โต ตามคำแนะนำของคนที่มีประสบการณ์ที่จากที่ผมเลี้ยงมาได้รู้ว่าปลาเหล่านี้จะเจริญเติบโตได้ดีในน้ำตื้น หรือมือใหม่ที่จะขุดบ่อไว้เลี้ยงปลาบ่อดิน หากพื้นที่เป็นดินทราย ดินร่วน ผมแนะนำให้ขุดหลุมไม่ต้องลึกแล้วปูผ้ายางรองบ่อไว้แล้วค่อยปล่อยน้ำลงไป

ถึงจะเก็บกักน้ำได้อยู่ ส่วนที่ดินของผมด้านบนเป็นดินร่วนประมาณ 60 เซนติเมตร ลึกลงไปด้านล่างเป็นดินเหนียวทั้งหมด เมื่อขุดเสร็จจะใช้ปูนขาวโรยเพื่อฆ่าเชื้อทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ แล้วปล่อยน้ำลงไปครึ่งสระ ให้ดินจะดูดน้ำไปจนแห้ง จากนั้นปล่อยน้ำลงสระไปครั้งที่ 2 สระจะเก็บกักน้ำได้ดีขึ้นแต่ยังไม่มาก น้ำจะเก็บกักได้อยู่ประมาณครั้งที่ 3 แต่จะยังไม่นำปลาใหม่ไปลงเลี้ยงในสระ จะใช้ปลาที่ปล่อยเลี้ยงไว้ในนาข้าวลงไปทดลองดูปฏิกิริยาก่อน หากปลาที่ปล่อยลงไปไม่เป็นอะไรถึงค่อยนำเอาปลาใหม่ลงมาเลี้ยง แล้วปรับสมดุลน้ำด้วยการนำเอาจอก แหน และหาบัวมาปลูกเพิ่มเติม” คุณคำภา กล่าวทิ้งท้าย

นางสาวศิริพร จูประจักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “ส้มแก้ว” เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมบริโภค ปัจจุบันพบปลูกในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ประกอบกับจังหวัดสมุทรสงครามได้ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์และส่งเสริมส้มแก้วเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัด เพื่อพัฒนาสู่สินค้า GI ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร (พ.ศ. 2561-2580) ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเกษตร อัตลักษณ์พื้นถิ่น นอกจากนี้ ส้มแก้วยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย มีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย อีกทั้งยังเป็นผลไม้มงคลตามความเชื่อและความนิยมของชาวไทยเชื้อสายจีนในการนำไปไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลตรุษจีน สารทจีน และวันขึ้นปีใหม่

ด้านภาพรวมของสถานการณ์การผลิต (ข้อมูลจาก สศท.10 ณ กรกฎาคม 2565) พบว่า จังหวัดสมุทรสงคราม มีพื้นที่ปลูกรวม 60 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที เกษตรกรผู้ปลูก 36 ครัวเรือน ซึ่งส้มแก้วมีลักษณะคล้ายส้มโอผสมกับส้มเขียวหวาน คือ ผลกลมแป้น เนื้อเยอะ เนื้อฉ่ำ รสชาติหวานอมเปรี้ยว เป็นไม้ผลที่ต้องการแสงแดด เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น เนื่องจากส้มแก้วเป็นไม้ผลที่ต้องอาศัยร่มเงาจากไม้ผลชนิดอื่นในการเจริญเติบโต เกษตรกรจึงนิยมปลูกผสมผสานกับไม้ผลอื่นๆ เช่น ลิ้นจี่ และส้มโอ (เฉลี่ยประมาณ 20 ต้น/ไร่)

สศท.10 ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตส้มแก้ว พบว่า เกษตรกรสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 2-3 ปี ส้มแก้วจะเริ่มติดผลและจะให้ผลอย่างเต็มที่ประมาณปีที่ 5-7 โดยใน 1 ปี ส้มแก้วจะให้ผลผลิตปีละ 1 รุ่นเท่านั้น โดยช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวคือช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,250 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาท/กิโลกรัม ด้านสถานการณ์ตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 66 จำหน่ายให้กับผู้ประกอบการ ได้แก่ พ่อค้าท้องถิ่น และตลาดในจังหวัด ส่วนผลผลิต ร้อยละ 34 จำหน่ายโดยตรงที่หน้าสวน แผงขาย และช่องทางออนไลน์ของเกษตรกรเอง

ปัจจุบัน เกษตรกรบางส่วนได้เริ่มนำเทคโนโลยีการใช้ถุงกระดาษคาร์บอนห่อผลผลิต เพื่อป้องกันการเจาะ และเข้าทำลายผลผลิตจากผีเสื้อมวนหวาน ช่วยลดการร่วงของผลผลิต ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ ซึ่งได้ผลดีกว่าการห่อด้วยใบตองแห้ง (แบบเดิม) โดยเกษตรกรที่ใช้ถุงกระดาษคาร์บอนห่อผลผลิต จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,250 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ใช้การห่อด้วยใบตองแห้ง (แบบเดิม) จะมีผลผลิตเฉลี่ย 1,150 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเกษตรกรที่ใช้ถุงกระดาษคาร์บอนห่อผลผลิต จะมีผลผลิตมากกว่าการห่อด้วยใบตองแห้งร้อยละ 8

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด ได้แก่ tumf.net สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความสนใจหันมาพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ส้มแก้ว โดยส่งเสริมการพัฒนาสายพันธุ์ส้มแก้วที่มีความต้านทานโรค เพื่อให้มีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนานกว่าเดิม ส่งเสริมการใช้ถุงกระดาษคาร์บอนห่อผลและการจัดเก็บอย่างถูกวิธี เพื่อสามารถนำไปใช้ซ้ำได้ กรณีที่เกษตรกรปลูกเชิงพาณิชย์หรือมีพื้นที่ปลูกมากเพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของผลผลิต ผลักดันการขึ้นทะเบียนสิงบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.10 จังหวัดราชบุรี

หนึ่งในความทรงจำที่แสนประทับใจของการเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ที่อยากนำมาแบ่งปันผ่านตัวหนังสือ คือ ประสบการณ์เล็กๆ ที่มีโอกาสได้รู้จักกับ “ลังแข มะไฟกา” ผลไม้ป่าหายากประจำถิ่นภาคใต้ ที่ชาวบ้านรู้จักกันดีและนิยมนำมากินกันมานานแล้ว เหตุที่ประทับใจก็เนื่องจาก “ลังแข มะไฟกา” เป็นพันธุ์ไม้ป่าหายากที่เสี่ยงสูญพันธุ์ ทำให้เราไม่รีรอที่จะหยุดรถและเดินเข้าไปทำความรู้จักกับไม้ผลป่าชนิดนี้

มะไฟกา หรือ มะไฟแดง เป็นพรรณไม้ยืนต้นที่พบขึ้นอยู่ตามป่า ตามธรรมชาติ พบขึ้นอยู่มากในป่าดิบชื้นของภาคใต้โดยทั่วไป มะไฟกาพบเห็นได้ง่ายในผืนป่าภาคใต้ตอนล่าง เช่น จังหวัดยะลา นราธิวาส ฯลฯ รวมทั้งภาคใต้ฝั่งอันดามัน ในพื้นที่จังหวัดพังงาและพื้นที่ใกล้เคียง นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นผลมะไฟกาวางขายตามเพิงข้างถนนในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกๆ ปี

ลักษณะเด่นของมะไฟกาคือ ออกดอกติดผลตั้งแต่โคนต้นจากพื้นดินไปจนถึงปลายกิ่งเลยทีเดียว ผลที่สุกนั้นมีสีแดงสด เด่นสะดุดตา ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาปลูกมะไฟกาเป็นไม้ประดับสวนในปัจจุบัน

ทั้งนี้ มะไฟกาบางต้นก็มีรสชาติหวาน และบางต้นมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ต้นมะไฟกาที่มีขนาดใหญ่อาจให้ผลผลิตสูง 800-1,000 กิโลกรัมทีเดียว