ขุดหลุมลึก 20 เซนติเมตร แค่วางหัวได้แล้วกลบเสมอ

ระบบบน้ำหยด …ใช้สายน้ำหยด 3 เส้น ในกล้วยสองแถวมีกลางและริมสองฝั่ง เนื่องจากพื้นที่แถบภาคอีสานไม่มีเขื่อนซัพพอร์ต ต้องขุดน้ำบาดาลกักเก็บน้ำเอง ดังนั้น การทำระบบน้ำหยดเหมาะสมที่สุด สามารถควบคุมและบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้น้ำให้ทุกวัน ถ้าเป็นกล้วยปลูกใหม่จะให้น้ำไม่ต่ำกว่า วันละ 2 ลิตร ต่อต้น จนถึงวันเก็บเกี่ยวปริมาณการให้น้ำไม่ต่ำกว่า 15-20 ลิตร ต่อต้น บางท่านเข้าใจว่ากล้วยหอมทองต้องการน้ำเยอะแล้วเอาเขาไปอยู่ในที่ชุ่มน้ำ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะระบบรากเน่าแล้ว

ปุ๋ย …เน้นปุ๋ยคอก เพราะความหอมที่ดีที่สุดมาจากปุ๋ยคอก และเน้นโพแทสเซียมเป็นหลัก ส่วนไนโตรเจนจะเน้นที่มาจากอินทรียวัตถุเป็นหลัก

การป้องกันกำจัดโรค …เน้นใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคในแปลง เพราะที่สวนคลุมแปลงด้วยผ้าพลาสติก การคลุมด้วยผ้าพลาสติกจะช่วยลดในการควบคุมวัชพืช ควบคุมโรคแมลงได้ดี ถือเป็นเทคนิคตัวหนึ่งที่ทำให้สามารถแข่งขันกับหลายๆ คู่แข่งได้

การเก็บเกี่ยวผลผลิต …ที่สวนจะใช้ปฏิทินการตัดปี บ่งบอกถึงคุณลักษณะของเนื้อ ความแก่อยู่ที่เท่าไรที่เหมาะสม ความแก่ตัวนี้สำคัญมากๆ ก็คือในความแก่จะใช้การตัดปีอยู่ที่ประมาณ 56-63 วัน แก่เนื้อจะอยู่ที่ประมาณ 80-85 เปอร์เซ็นต์ ความแก่ขนาดนี้คนไทยชอบ ความหวาน เนื้อนิ่มพอดีเลย

ผลผลิตโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 4-6 ตัน ต่อไร่ 1 ปี ที่สวนเก็บผลผลิตได้ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการวางแผนการจัดการ บางพื้นที่ควบคุมโรคไม่ได้ ก็ต้องปลูกรุ่นต่อรุ่น หรือบางพื้นที่มีต้นทุนน้ำที่ดี มีเขื่อนซัพพอร์ตก็ทำได้ ต่างจากที่สวนที่ต้องพึ่งน้ำบาดาล จึงจำเป็นต้องปลูกหวังผลให้ได้ 2-7 รุ่น ถึงจะคุ้มค่า เพราะว่ามีต้นทุนค่าระบบน้ำเพิ่ม

“ยกตัวอย่าง พื้นที่การปลูกกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่ในประเทศไทย อยู่ที่ปทุมธานี เพชรบุรี ชุมพร เช่น ปทุมฯ สามารถปลูกแบบรุ่นต่อรุ่นได้ เพราะระบบการให้น้ำต้นทุนต่ำกว่าเรา ส่วนเพชรบุรีเขามีเขื่อนแก่งกระจานในการให้น้ำ สามารถปลูกเข้าท้องร่องได้ และชุมพร ปริมาณน้ำฝน ปีละ 8-9 เดือน ฝนแปดแดดสี่ แต่ภาคอีสานฝนสี่แดดแปด เราจึงต้องมาทำระบบน้ำหยด ดังนั้น ก็จะมีต้นทุนระบบน้ำหยด ต้นทุนคลุมผ้าพลาสติกควบคุมความชื้นเข้ามา ทีนี้ถ้าเราจะทำระบบปลูกรุ่นต่อรุ่น ก็ไปแข่งกับคนอื่นไม่ได้ เราจึงต้องทำให้แตกต่าง คือหลังจากปลูก 8 เดือน เก็บผลผลิตแล้ว หลังจากนั้นอีก 5-6 เดือน จะเก็บผลผลิตอีกรอบ คือปล่อยหน่อต่อเลย”

ยอดขายต่อวัน …เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 25,000 ลูก รวมของสมาชิกกลุ่มด้วย คิดเป็นรายได้เข้ากลุ่มปีละ 40 ล้านบาท คำนวณเฉพาะรายได้ของที่สวนเฉลี่ยประมาณปีละไม่ต่ำกว่า 5-6 ล้านบาท ราคาส่ง ลูกละประมาณ 5.20-5.50 บาท มีผลกระทบช่วงโควิดบ้างในเรื่องของการเคอร์ฟิว เวลาขายน้อยลง เซเว่นเปิดได้ถึง 4 ทุ่ม การขนส่งที่ต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น ความผิดพลาดให้น้อยลงมากที่สุด ความแม่นยำต้องมากที่สุด เพราะว่าต้องแข่งกับเวลาเคอร์ฟิวด้วย

ลูกค้าชอบกล้วยหอมแบบไหน
คุณจักรินทร์ บอกว่า ณ ปัจจุบันนี้ ทำกล้วยหอมทองส่งเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วภาคอีสานเป็นหลัก ซึ่งหลายคนมีคำถามว่าแล้วต้องทำอย่างไรบ้าง ให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของลูกค้า คือ

ผลผลิตของเราตอบโจทย์ลูกค้าไหม เมื่อก่อนจากเคยขายกล้วยเป็นหวี ลูกค้าชอบแต่ลูกใหญ่ๆ แต่ทุกวันนี้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลง ลูกค้าต้องการแค่ความอร่อย รับประทานแล้วอยากรับประทานอีก และที่สำคัญอายุการขาย อายุการเก็บ อยู่ได้นาน 4-5 วัน ฉะนั้น ต้องเพิ่มเทคนิคเข้าไป คือเรื่องของธาตุอาหารเน้นโพแทสเซียมเป็นหลัก ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะเน้นให้ไนโตรเจน ทำให้ลูกใหญ่ อวบ ก็จริงแต่อายุการเก็บจะอยู่ได้ไม่นาน บางครั้งเปลือกข้างนอกเหลืองแต่ข้างในเละเป็นน้ำ ลูกค้าก็ไม่ชอบ แต่ของที่สวนลูกจะพอเหมาะ หอม หวาน อร่อย ถึงแม้จะสุกไปแล้วเปลือกดำ แต่เนื้อข้างในยังรับประทานได้อยู่

ปลูกอย่างไร ให้ขึ้นเชลฟ์ได้
ทำอย่างไรให้ได้คุณภาพตามที่ลูกค้าต้องการ ในกล้วย 1 เครือ สามารถแบ่งตลาดออกได้ 2-3 ที่
มาตรฐานที่ลูกค้าต้องการเป็นอย่างไร เทคนิคคือ ต้องไปดูว่าอะไรที่เราจะแข่งขันต้นทุนกับคุณภาพกับคู่แข่งอื่นๆ ได้ ต้นทุนที่เหมาะสมต้องทำอย่างไร เทคนิคที่เราจะไปแข่งได้คืออะไร การทำกล้วยหอมส่งเซเว่นฯ น้ำหนักกล้วยต่อลูกเฉลี่ยประมาณ 120 กรัม ขึ้นไป นี้คือ ข้อบ่งชี้คุณภาพ คือลูกไม่จำเป็นต้องใหญ่มาก ลูกขนาดกลางๆ แต่รสชาติและการเก็บอยู่ได้นาน จากนั้นก็มาดูเทคนิคว่าจากที่เคยปลูกระยะห่าง 2×2 เมตร เราย่นเข้ามาทำ 1x2x3 แบบนี้ ขนาดไซซ์ลูกก็จะพอดีกับความต้องการของคู่ค้า อย่างเมื่อก่อนปลูกเครือหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 5-6 หวี 1 หวี มี 10-12 ลูก 1 เครือ น้ำหนัก 15 กิโลกรัม มีประมาณ 70 ลูก แต่ทุกวันนี้ต้องไปดูว่าทำอย่างไร ให้ 1 เครือ ได้ประมาณ 80-90 ลูก แต่น้ำหนักอยู่ที่ 15 กิโลกรัม เท่าเดิม เพราะเราขายเป็นลูก ไม่ได้ขายเป็นหวี

มีทุกวันนี้เพราะอาชีพเกษตรกรรม
“ทุกวันนี้การเป็นเกษตรกรปลูกกล้วยหอมทองถือเป็นทุกอย่างของชีวิต ผมมาจากคนที่ไม่มีอะไรเลย แต่วันนี้ผมมีทุกอย่างเพราะกล้วย และที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะกล้วย และก็จะอยู่ต่อไปเพราะกล้วยนี้แหละครับ” คุณจักรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

มะละกอแขกนวลดำเนิน เป็นมะละกอที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื่องด้วยเป็นมะละกอที่มีเนื้อสีขาว กรอบ เหมาะกับการนำไปตำส้มตำมากกว่าทุกสายพันธุ์ จึงเป็นมะละกอสายพันธุ์กินดิบที่เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกเพื่อสร้างรายได้

คุณธงชัย ศิริโภคารัตนา หรือ คุณแบงค์ อยู่บ้านเลขที่ 172/1 หมู่ที่ 8 บ้านเกาะ ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้ามาสานต่องานเกษตรของครอบครัว คุณแบงค์ เล่าว่า ตนเองเป็นลูกหลานเกษตรกรอยู่แล้ว คุณพ่อคุณแม่ทำสวนมะละกอมาก่อน แต่เลิกทำไปเพราะตนเองและพี่ชายให้เลิกทำ เพราะอยากให้พ่อกับแม่ได้พักแล้วตนเองจะมาสานต่อ โดยขอวิชาความรู้การปลูกมะละกอจากพ่อ คือ คุณนพพันธ์ ศิริโภคารัตนา หรือในวงการมะละกอรู้จักกันในชื่อ เฮียไล้ เซียนมะละกอ เนื่องจากสมัยก่อนพ่อเป็นผู้คิดค้นวิธีการตอนมะละกอส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นประจำจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีใครที่คิดวิธีการตอนแบบพ่อได้ พ่อเป็นคนแรกๆ ที่เริ่มทำเริ่มมีชื่อเสียงก็มีหนังสือมาขอสัมภาษณ์จึงกลายเป็นที่รู้จักและพูดต่อๆ กันไปว่าพ่อผมเป็นเซียนมะละกอ

พลิกที่ดิน 40 ไร่ ปลูกมะละกอเป็นอาชีพสร้างตัว
โชคดีมีพ่อเป็นที่ปรึกษา
คุณแบงค์ บอกว่า ผมโชคดีที่มีพ่อเป็นเซียนปลูกมะละกอ ถือว่าได้เปรียบกว่าเกษตรกรมือใหม่หลายๆ ท่าน แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องใช้ความพยายาม ความขยัน ความอดทนของตัวเราเองด้วย

“ทักษะการปลูกมะละกอของผมเริ่มต้นจากศูนย์ ผมเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ไม่มีความรู้เรื่องการทำเกษตรเลย จะมีแค่ตอนเด็กได้ช่วยพ่อทำสวนมะละกออยู่บ้าง ทำงานตามที่พ่อสั่ง แต่ตอนนั้นยังไม่ได้มีความรู้ว่าพ่อให้ทำแบบนั้นเพราะอะไร แต่พอจะเริ่มเข้ามาทำสวนอย่างจริงจังจึงต้องเริ่มเรียนรู้ขอวิชาการปลูกมะละกอจากพ่ออีกครั้ง…ผมเริ่มปลูกมะละกอบนพื้นที่มรดกของพ่อ เดิมทีตรงนี้เป็นที่นามาก่อน แต่ผมเห็นว่าพื้นที่ตรงนี้สวยอยู่ติดแหล่งน้ำ จึงคิดว่าจะปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวลก่อนเพราะมีพ่อเป็นผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาได้ น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในสายงานเกษตรของผม” คุณแบงค์ เล่า

คุณแบงค์ บอกต่อว่า ที่ดินทั้งหมดมี 47 ไร่ ถ้าคิดเฉพาะดินไม่รวมร่องน้ำจะมีพื้นที่ปลูกจริงๆ ประมาณเกือบ 30 ไร่ ปลูกเป็นอาชีพได้ 2 ปีกว่า ใช้วิธีปลูกไปด้วยเรียนรู้ไปด้วย ซึ่งพันธุ์ที่เลือกปลูกเป็นมะละกอพันธุ์แขกนวลดำเนิน เป็นเมล็ดพันธุ์เก่าที่พ่อเก็บไว้ ตอนนี้ต้นมะละกอเริ่มโทรม ใบเริ่มหงิก แต่ยังให้ผลผลิตดกอยู่ กำลังแซมรุ่นใหม่ไม่ให้ขาดคอ การที่จะทำให้มะละกอมีผลผลิตดก ไม่ควรปล่อยต้นนานเกิน 2 ปี ระยะ 2 ปี มะละกอยังเป็นมะละกอสาวให้ผลผลิตดก แต่ถ้าหลังจากนี้ไปแล้วต้นจะเริ่มโทรม ทางที่ดีคือไม่ควรปล่อยต้นไว้เกิน 2 ปี ครบ 2 ปีให้โค่นทิ้งแล้วปลูกแซมเลยจะดีกว่า

การปลูกมะละกอหัวใจสำคัญคือ ต้องคัดพันธุ์เอง แล้วคัดต้นที่มีลักษณะต้านทานโรคใบด่างวงแหวน…โรคนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการปลูกมะละกอ ถ้าเลี่ยงไม่ให้เกิดได้ถือว่าปีนั้นประสบผลสำเร็จ ทางรอดคือ 1. ต้องคัดพันธุ์เอง 2. หากคัดพันธุ์ปลูกเองแล้วแต่ไวรัสยังหลงอยู่ อาจมีตัวแปรอื่น จากประสบการณ์ที่ปลูกมา 2 ปี คิดว่าพาหะเป็นตัวสำคัญถ้าควบคุมไม่ได้ก็โดนไวรัส พิสูจน์จากที่สวนข้างๆ เขาปลูกมะละกอเหมือนกันแต่เขาปลูกทิ้งขว้าง แล้วพอมะละกอเกิดโรคเราไม่สามารถไปบอกเขาให้โค่นต้นทิ้งได้ ตัวการนี้แหละคือพาหะมาหาสวนเราซึ่งเราควบคุมไม่ได้เลย

วิธีการปลูกและดูแล
การปลูกมะละกอ ปุ๋ยถือเป็นเรื่องสำคัญและขาดไม่ได้ การดูแลเมื่อของเก่าหมดรุ่นให้เริ่มดูแลใส่ปุ๋ยบำรุงต้นใหม่ช่วงแรกต้นอายุ 1-4 เดือน ใส่ปุ๋ยยูเรียก่อน 46-0-0 เร่งให้ต้นโต ต้นน้อยก็ใส่น้อยเป็นกำมือ เมื่อต้นอายุ 4-5 เดือน จะเริ่มใส่ 16-16-16 เพื่อให้สะสมอาหารและฉีดฮอร์โมนทางใบ และแคลเซียมโบรอนก็ขาดไม่ได้ ถ้าขาดแล้วลูกจะปูดบวม ผิวตะปุมตะป่ำ ปัจจัยที่ส่งผลให้ลูกปูดบวมนอกจากแคลเซียมโบรอนยังมีตัวของไวรัสวงแหวนอีกอย่างที่ส่งผลให้ลูกปูดบวมผิวไม่สวย

ปุ๋ย…ที่ใช้อาจจะต้องเลือกปุ๋ยยี่ห้อที่เข้ากับพืชได้ดี เพราะที่สวนเคยมีการทดลองใช้ปุ๋ย 2 ยี่ห้อ ยี่ห้อที่ 1 พืชดูดซึมปุ๋ยได้ดีต้นเจริญเติบโต ส่วนยี่ห้อที่ 2 เป็นสูตรเสมอเหมือนกันแต่พืชไม่กิน อันนี้เป็นเรื่องที่แปลกมากถือว่าต้องใช้ประสบการณ์และการสังเกตของผู้ปลูกโดยเฉพาะ

น้ำ…มะละกอเป็นพืชใช้น้ำเยอะ จำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน วันละ 1 รอบ ยิ่งถ้าวันไหนอากาศร้อนต้องให้ ที่สำคัญคือมะละกอต้องห้ามรดน้ำตอนกลางวันเพราะจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดน้ำในบ่อก็จะร้อน ถ้าเราใช้น้ำรดโดนดอก ดอกจะร่วงเยอะมาก แล้วผลจะไม่ติด เพราะฉะนั้น ระยะเวลาที่เหมาะสมในการรดน้ำคือช่วงตี 5-9 โมงเช้า อย่าให้เกินเที่ยง ปริมาณการรดน้ำดูตามความเหมาะสม ถ้าใส่ปุ๋ยไปเมื่อวาน รดน้ำแค่ 2 วันแรก วันที่ 3 ให้งด เพื่อให้ดินแห้ง เทคนิคของผมคือถ้าใส่ปุ๋ยแล้วรดน้ำซ้ำเยอะๆ ปุ๋ยจะไหลหนี

“เทคนิคการให้น้ำสูตรนี้ได้มาจากพ่อ คือที่เรือรดน้ำตรงหัวกะโหลกที่ดูดน้ำขึ้นจะมีรูดูดน้ำน้อยๆ พ่อผมใช้เทคนิคปุ๋ยยูเรียน้ำ 20 ลิตร ปุ๋ยยูเรียเกือบครึ่งกิโลเทลงไปแล้วคนในน้ำ ปุ๋ยยูเรียมันเย็น แล้วเอาสายที่ดีดูดน้ำหย่อนลงไปและพ่นออก ผมใช้เทคนิคนี้เดือนเมษายนที่ผ่านมาผมไม่ขาดคอเลย ต่างจากสวนข้างๆ ที่มะละกอขาดคอ อันนี้ถือเป็นวิธีของพ่อเลยครับ” คุณแบงค์ เล่า

ผลผลิตต่อรอบ…2 ปี ที่ผ่านมาผลผลิตได้ไม่เท่ากัน คำนวณเป็นเดือน 1 คันรถ ผลผลิต 3-3.5 ตัน 30 ไร่ เก็บแบบปูพรมทั้งหมดได้ 4 คันรถ ประมาณ 13 ตัน ใน 1 รอบการเก็บ 20-25 วัน…ที่นี้จะมีช่วงดกมากๆ พายเรือเข้าไปร่องเดียวก็ได้มะละกอมาแล้ว ลำเรือหนึ่งเท่ากับ 1 ตัน ซึ่งมะละกอดกไม่ดกจะเป็นช่วงอยู่ที่การบำรุง ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่มะละกอขาดตลาดเกษตรกรจะได้ราคาดี

สถานการณ์ราคามะละกอดิบ ผันผวนตลอดเวลา
เกษตรกรต้องเรียนรู้และใช้ไหวพริบ
“ตลาดมะละกอดิบราคาค่อนข้างผันผวนแบบวันต่อวันหรือชั่วโมงต่อชั่วโมง เกษตรกรที่จะอยู่ให้ได้คือต้องใช้ไหวพริบ หรือพยายามมีตลาดรับซื้อหลายที่ หากตลาดที่ 1 ราคาถูก ตลาดที่ 2 ราคาอาจจะแพงขึ้น ข้อนี้เกษตรกรต้องรู้เพื่อความอยู่รอด ข้อดีของเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างผมคือรู้เรื่องเทคโนโลยีและรู้จักต่อรอง เราสามารถเช็คราคาสินค้าได้ตลอดเวลาว่าตลาดที่นี่เป็นอย่างไรแล้วเทียบกับตลาดที่อื่นเป็นอย่างไร ตรงนี้ต้องเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของเราด้วย” คุณแบงค์ แนะนำ

คุณแบงค์ บอกว่า การขายมะละกอไซซ์ที่ตลาดต้องการจะมีทั้งหมด 4 ไซซ์ คือ 1.ไซซ์ 2 แถว 2.ไซซ์ 3 แถว 3. กลม (ลูกกลมป้อม) 4.ลูกเสียบแหลม ราคาจะแตกต่างกัน ไซซ์ 2 แถว ราคาจะแพงที่สุด ไซซ์ 3 แถว ราคารองลงมา ส่วนลูกกลมลูกเสียบราคาจะไม่แตกต่างกันมากแต่ ณ เวลานี้ลูกกลมตลาดตาย ตลาดตายคือขายไม่ออกเพราะผลผลิตเยอะ ราคาจะเหลือ 2 บาท ซึ่งเวลานี้ที่เก็บ ตกลงราคากับแม่ค้าว่า ไซซ์ 2 แถว กิโลกรัมละ 14 บาท ไซซ์ 3 แถว กิโลกรัมละ 9 บาท ลูกกลมลูกเสียบ กิโลกรัมละ 4-5 บาท ราคามะละกอถือว่ามีความผันผวนมาก เช่น ตอนเช้าราคากิโลกรัมละ 14 บาท ตกเย็นราคาพุ่งมาเป็นกิโลกรัมละ 20 กว่าบาทก็มี

ตลาดมะละกอดิบอนาคตยังสดใส
คุณแบงค์ บอกว่า ณ ปัจจุบันราคามะละกอกินดิบยังผันผวน แต่ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกษตรกรต้องรับมือให้ได้ ถ้ารับได้ถือว่าอนาคตการตลาดของมะละกอดิบยังไปได้อีกไกล เพราะคนในประเทศไทยส่วนใหญ่นิยมรับประทานส้มตำ จึงคิดว่าตลาดไม่มีวันตาย มะละกอดิบเป็นมะละกอที่เก็บง่าย ดูแลง่ายกว่ามะละกอสุก ตอนเก็บไม่ต้องทะนุถนอม ถ้าเป็นมะละกอสุกต้องถนอม ผิวเสียนิดเดียวราคาตก และมองว่าส่วนแบ่งตลาดมะละกอดิบกับสุก มะละกอดิบขายได้ง่ายกว่า เพราะคนไทยชอบกินส้มตำ

การตลาดมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ ตอนนี้มีทั้งหมด 4 ที่ด้วยกัน 1. ตลาดทางภาคอีสาน โคราช 2. ขอนแก่น 3. ตลาดสี่มุมเมือง 4. ตลาดไท ลักษณะการส่งขายจะเก็บผลผลิตมาแพ็กใส่ถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม ราคาส่วนใหญ่อิงจากพ่อค้าแม่ค้าคนกลางเป็นคนกำหนด ถึงเวลาพ่อค้าจะมารับซื้อถึงที่แล้วเอาไปขายที่สี่มุมเมืองแล้วจึงค่อยโทร.ตกลงราคากันทีหลัง แต่สวนผมจะไม่ทำแบบนั้นคือต้องตกลงราคากันก่อน เพราะว่าผมรู้สึกว่าเอาของไปแล้วไม่รู้ราคาเราเสียเปรียบ เกษตรกรต้องรู้จักเจรจาให้เป็น ทำอย่างไรก็ได้ให้เราเสียเปรียบพ่อค้าคนกลางให้น้อยที่สุด คุณแบงค์กล่าวทิ้งท้าย

ต้นไม้กับครอบครัวคนไทยเป็นของคู่กัน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว รอบๆบ้านหากมีที่ว่าง เวลากินอะไรอร่อย หากมีเมล็ดเจ้าของจะหว่านหรือโยนเมล็ดพืชออกนอกชาน เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เมล็ดพืชจะงอกเป็นต้นใหม่ขึ้นมาให้เจ้าของเก็บมาใช้ประโยชน์

ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบบ้านในยุคเก่าก่อน สามารถบ่งบอกได้ว่าชุมชนนั้นตั้งมานานมากน้อยแค่ไหน เช่นต้นมะพร้าวที่ขึ้นสูงเลยหลังคาบ้านไปมากๆ เมื่อทางการจะเข้าไปทำนิติกรรมกับชุมชน ชาวบ้านก็อาจจะบอกว่าอยู่มานานแล้ว นานกว่ากฎหมายจะออกมาเสียอีก

สำหรับชุมชนเมือง รูปแบบการปลูกต้นไม้เปลี่ยนไป แทนที่จะปลูกลงดิน ก็ใช้กระถาง วางตั้งตามตึกใหญ่ๆ สิ่งหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้คือการปลูกพืชไม่ใช้ดิน งานปลูกพืชแบบนี้ ส่วนใหญ่ใช้กับการปลูกผักสลัด

ที่ผ่านมา มีภูมิปัญญาสำหรับการปลูกต้นไม้รอบบ้านบอกไว้อย่างแยบยล วัตถุประสงค์ก็คงอยากให้คนสนใจปลูกพืชหลายๆชนิดไว้ เพื่อเกิดประโยชน์ในครอบครัว

นอกจากที่คุ้นเคยกันมานานแล้ว ยังมีผู้แบ่งต้นไม้ที่ปลูกรอบบ้าน โดยแยกประเภทหรือกลุ่ม คือพืชผัก-สมุนไพร ไม้ผล และไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก-สมุนไพร มีให้เลือกมากมาย
พืชผัก-สมุนไพร ใกล้บ้านคน สามารถปลูกได้หลายอย่าง อาทิ พริก ขิง ข่า มะเขือ ถั่วฝักยาว ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้นชัน ไพล มะเขือพวง เป็นต้น เดิมที พืชเหล่านี้ แทบไม่ต้องซื้อ เพราะเจ้าของบ้านปลูกเอง เมื่อการเกษตรสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทต่อครอบครัวเกษตรกร เวลาว่างมีน้อยลง โอกาสที่จะปลูกพืชให้ครบชนิดจึงมีไม่มาก สุดท้ายจึงนำเงินที่ได้จากพืชหลัก อย่างข้าว ไปซื้อใบมะกรูดตามตลาดนัดหรือตามรถเคลื่อนที่

แต่ยังมีผู้นิยมปลูกพืชผัก-สมุนไพร ไว้รอบบ้าน ทั้งนี้เพราะพืชบางชนิดอยู่ได้นานเป็น 10 ปี หรือมากกว่านั้น

มีพืชผักบางอย่างขึ้นเอง โดยไม่ต้องปลูกเช่นพริก เป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างมาก ที่ตามท้องถิ่นต่างๆ ชาวบ้านจะปลูกพริกไว้ เมื่อมีผลผลิต นกจะไปจิกกินผลพริก จากนั้นก็บินไปขี้ไว้ตามที่ต่างๆ หากเป็นผืนดินที่มีเจ้าของ เขาก็จะรักษาต้นพริกไว้ จนมีผลผลิตให้เก็บ หากเป็นที่ดินรกร้าง พริกก็กลายเป็นของส่วนรวมไป ใครผ่านไปผ่านมาก็เก็บมาใช้ประโยชน์ได้

พืชผัก-สมุนไพรยอดนิยม มีหลายชนิดด้วยกัน
ที่ปลูกแล้วอยู่ได้นานชนิดหนึ่งคือมะกรูด บางคนบอกว่า ต้นมะกรูดปลูกยาก เดิมทีเขานิยมขยายพันธุ์มะกรูด โดยการเพาะเมล็ด ต้นที่ได้มักมีหนาม แต่ทุกวันนี้เกษตรกรที่จังหวัดปราจีนบุรี นิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง ทำให้ได้มะกรูดทรงพุ่มกะทัดรัด ไม่สูงจนเกินไป หนทางหนึ่งที่ทำได้นั้น คือปลูกลงในกระถาง แล้ววางตั้งไว้หน้าบ้าน เจ้าของอาจจะใช้กระถางขนาดใหญ่หน่อย แต่ต้องหมั่นเติมดินที่พร่องไป งานปลูกมะกรูดที่อยู่ห่างจากแปลงปลูกพืชขนาดใหญ่ มีศัตรูรบกวนน้อย โดยเฉพาะปลูกในหมู่บ้าน แต่หากปลูกใกล้แปลงนาแล้ว มีแมลงหลายชนิดที่มากัดกินใบมะกรูด

ขมิ้นชัน ถือเป็นพืชสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะท้องถิ่นภาคใต้ ครอบครัวชาวบ้านทางภาคนี้ ปรุงอาหารโดยใช้ขมิ้นกันมาก อย่างไก่บ้านต้มขมิ้น ปลาทูทอดขมิ้น

ในแง่ของการรักษาโรค ขมิ้นชัน รักษาโรคกระเพาะอาหารได้ดีมาก ดังนั้นจึงมีการแปรรูปเป็นลูกกลอนและแคปซูล จำหน่าย ผู้สื่อข่าวในเครือหนังสือพิมพ์มติชน มีประสบการณ์ในการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะกันเป็นอย่างดี เนื่องจากกินอาหารไม่เป็นเวลา เพราะต้องตระเวนทำข่าว โรคกระเพาะจึงกำเริบ…ที่สวนป่าประชานิเวศน์ มีโครงการสมุนไพร จำหน่ายขมิ้นชันแปรรูป เมื่อปากต่อปากแนะนำ ปรากฏว่าโรคกระเพาะที่เป็นกันหลายคนหายขาด

เพราะคุณสมบัติที่ขมิ้นชันมีอยู่ พืชชนิดนี้ จึงเป็นได้ทั้งผัก และสมุนไพรในตัวเดียวกัน ไผ่ เป็นพืชที่ปลูกกันมาก โดยเฉพาะครอบครัวในชนบท เนื่องจากไผ่เป็นแหล่งของปัจจัย 4

เริ่มจากหน่อ นำมาทำเป็นอาหาร ผู้คนรู้จักเสาะหาหน่อไม้ตั้งแต่หน่ออยู่ลึกลงไปในดินเป็นคืบ ถือว่าเป็นหน่อต้นฤดู เมื่อโผล่พ้นดินก็ตัดเก็บกันสบาย หน่อไผ่บางชนิด สูงท่วมหัว หรือแขนงเล็กๆ ยังนำมาปรุงอาหารได้

ไม้ไผ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัย ตั้งแต่กระท่อมหลังเล็กๆ ไปจนถึงบ้านเรือน หน่อไผ่สีสุก นำมาเผาไฟแล้วบีบเอาน้ำมาดื่ม ซึ่งมีรสขม ช่วยบรรเทาโรคไข้ป่า

ที่สาธารณะรัฐประชาชนจีน มีความก้าวหน้ามากในงานพัฒนานำเส้นใยไผ่มาทำเป็นเสื้อผ้า

บ้านเรือนที่อยู่ในเมือง ปลูกไผ่ลำเล็กอย่างไผ่รวกประดับได้ในกระถาง หรือปลูกไผ่ดำก็สวยดี แต่หากในชนบท พื้นที่เหลือเฟือ ปลูกได้ทุกไผ่ นอกจากไผ่ตงที่นิยมกันในอดีตแล้ว ทุกวันนี้ไผ่จีนก็ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะหลังปลูก 4 เดือนก็ให้หน่อแล้ว ไผ่จีนมีหลายชื่อ คือจีนเขียวเขาสมิง กิมซุ่ง ตงลืมแล้ง อินโดจีน กลุ่มไม้ผล มะม่วงยังยอดนิยม

ในบรรดาไม้ผลที่ขึ้นอยู่รอบบ้าน สมัคร Sa Gaming มะม่วงได้รับความนิยมมากที่สุด ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาแล้ว ครอบครัวคนไทยปลูกมะม่วงอกร่อง ปัจจุบันนี้ มะม่วงที่กินกับข้าวเหนียว ยังไม่มีมะม่วงพันธุ์ไหนทาบรัศมีของอกร่องได้ กระนั้นก็ตาม ประชากรของอกร่องลดน้อยลงตามลำดับ เนื่องจากมีมะม่วงชนิดใหม่ๆเข้ามาแทนที่ อย่างเขียวเสวย น้ำดอกไม้

ผู้ที่ยังหลงใหลรสชาติมะม่วงอกร่อง สามารถปลูกทดแทนได้ มีผู้ใช้เมล็ดเพาะแล้วปลูก อาจจะได้ผลช้ากว่ากิ่งทาบปีสองปี แต่ได้ทรงพุ่มสวย ระบบรากแข็งแรง ให้ผลผลิตแก่เจ้าของดก อีกทั้งอยู่ได้นานหลายสิบปี ยกเว้นน้ำท่วมนาน ต้นขนาดเล็กจะตายง่าย

นอกจากมะม่วงอกร่อง ยังมีมะม่วงใหม่ๆที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ผ่านมานำเข้ามาทดลองไม้น้อยกว่า 50 สายพันธุ์ แต่มะม่วงอาร์ทูอีทู จากออสเตรเลีย นำเข้ามาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชนะใจคนไทย เพราะผลโต รสชาติดี สีสวย ใครมีที่ว่างเพียงน้อยนิด ปลูกอาร์ทูอีทูแล้วจะได้ผลไม้ไว้กิน ยามติดผลเขาก็สวย ถือว่าประดับได้

นอกจากมะม่วง ขนุนเป็นไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่นิยมปลูกกัน ในอดีตมีขนุนฟ้าถล่ม ทองสุดใจ จำปากรอบ ของคุณสมปอง ตวงทอง ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี ทุกวันนี้มีขนุนยอดนิยมอย่างสายพันธุ์ 8 เดือน หรืออีกชื่อหนึ่งคือปีเดียวทะวาย สาเหตุที่ได้ชื่อนี้เพราะหลังปลูก 8 เดือน หากต้นสมบูรณ์ สามารถไว้ผลบนต้นได้แล้ว ขนุนพันธุ์นี้ออกลูกดก ออกลูกทั้งปี หากปลูกไว้ 4-5 ต้น ตลอดทั้ง 12 เดือนระหว่างปี ขนุนจะมีผลผลิตหมุนเวียนทั้งปี

ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กลิ่นหอมยังได้รับความนิยม

ไม้ดอกไม้ประดับรอบบ้าน นอกจากไม้ตระกูลปาล์มแล้ว ไม้ไทยไม้หอมก็นิยมปลูกกัน

ง่ายๆเลยสำหรับไม้ดอกหอมคือจำปี สาเหตุที่มีปลูกกันมาก เพราะทุกวันนี้เกษตรกรขยายพันธุ์กันไม่ยาก ต้นพันธุ์จึงถูกลง เมื่อปลูกไปไม่นาน จำปีก็ให้ดอกได้ แถมให้ดอกเก่ง มือใหม่หัดปลูกหากสนใจปลูกจำปี ถือว่าคิดถูกแล้ว แต่จำปีมีข้อจำกัด คือไม่ทนน้ำท่วม หากน้ำแช่ต้นวันสองวันก็ตายแล้ว