ขุดหลุมให้ลึกชะลอโคนโผล่เร็ว ปล่อยหน่อใหม่ขึ้นให้สมบูรณ์

ดังนั้น คุณโสฬส จึงใช้วิธีขุดหลุมขนาด 50 คูณ 50 เซนติเมตร แล้วนำหน่อพันธุ์ลงปลูก ซึ่งหลุมปลูกที่มีความลึกขนาดนี้ช่วยป้องกันไม่ให้โคนโผล่ขึ้นมาเร็ว ทำให้ได้หน่อกล้วยใหม่แตกขึ้นมาได้อีกจำนวนมาก แล้วคัดเลือกหน่อที่สมบูรณ์ไว้สัก 3 หน่อ ต่อหลุม สำหรับใช้ให้ผลผลิตเป็นรุ่นๆ ต่อไป ควรกำหนดให้แต่ละหน่ออยู่ห่างกัน จะช่วยให้มีความสมบูรณ์ดี โดยหน่อพันธุ์แต่ละรุ่นจะทยอยให้ผลผลิตไปจนกระทั่งถึงรุ่น 4 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายของชุดนี้ จากนั้นนำหน่อพันธุ์ใหม่ที่คัดเลือกไว้แล้วมาปลูกแทรกระหว่างต้นในสวนเดียวกัน เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นชุดใหม่แล้วให้เลือกหน่อพันธุ์อีกชุดเพื่อจะให้ผลผลิตได้ต่อเนื่อง

ดูแลบริเวณรอบสวนให้สะอาด ทำให้โปร่ง ลดปัญหาโรค/แมลง
ระยะปลูกกำหนดไว้ 2 คูณ 2 เมตร ใน 1 ไร่ปลูกได้ 400 ต้น ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเล็กน้อยผสมปุ๋ยฟอสเฟต สูตร 0-3-0 เพื่อต้องการกระตุ้นราก แล้วช่วยทำให้ต้นโตเร็ว จากนั้นระหว่างดูแลใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 จำนวน 2 ขีด ต่อต้น ต่อเดือน โดยในช่วงต้นเล็กจะใส่ไว้ที่โคน พอต้นโตขึ้นจะหว่านไปทั่วแปลง

คุณโสฬส ชี้ว่า ในช่วงไว้ผลต้องดูแลตัดแต่งกิ่ง ก้าน ใบ แล้วดูแลบริเวณรอบสวนให้สะอาด ขณะเดียวกัน เมื่อเริ่มมีผลจะต้องตัดแต่งผลแล้วสังเกตโรค/แมลง ทั้งนี้ การไว้ผลผลิตจะดูจากความสมบูรณ์ของต้นและใบ เพราะหากต้นใดมีใบน้อยจะไม่เก็บไว้มาก เนื่องจากใบมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของผล นอกจากนั้น จะต้องทำให้สวนโปร่ง แดดส่องถึง เพื่อป้องกันโรคเชื้อราอย่างใบจุด อีกทั้งยังใช้ใบกล้วยเสียตัดออกแล้ววางเรียงไว้ในสวนช่วยป้องกันไม่ให้มีวัชพืชขึ้น

ลงทุนระบบน้ำครั้งเดียว ใช้ไปได้ยาว ทุ่นเงินค่าแรง เพิ่มความรวดเร็วได้มาก
เจ้าของสวนกล้วยหอมทองรายนี้มองว่าการทำสวนกล้วยหอมในพื้นที่ไม่มาก ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานประจำ หากจะจ้างคงเป็นในช่วงตัดผลผลิตเท่านั้น เหตุนี้ภารกิจในสวนจึงมีเพียงคนเดียวที่รับผิดชอบ ดังนั้น จึงคิดประดิษฐ์เครื่องสูบน้ำอัตโนมัติแล้วออกแบบวางระบบจ่ายน้ำตามจุดต่างๆ เองด้วยการเปิด-ปิดอัตโนมัติ โดยศึกษาการผลิตเครื่องสูบแบบแรงดันจากในยูทูปทั้งที่ตัวเองไม่มีความรู้ด้านช่างแต่อย่างใด เพื่อเป็นการลดภาระงานในสั้นลง รวดเร็ว สามารถทำงานอย่างอื่นได้พร้อมกัน

“ระบบการจ่ายน้ำจะเปิด-ปิดในแต่ละโซนไว้เองด้วยการตั้งเวลาไว้ 10-15 นาที ต่อครั้ง ในพื้นที่ปลูกจำนวน 4 ไร่ ใช้ทุนทำเครื่องสูบน้ำและระบบน้ำทั้งสวนประมาณ 80,000 บาท ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า เครื่องสูบน้ำที่คิดประดิษฐ์เองนี้มักใช้งานมากในยามจำเป็น อย่างในช่วงหน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น เนื่องจากโดยธรรมชาติทางภาคใต้มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าที่อื่น จึงต้องการควบคุมความชื้นในดินไม่ให้มีปริมาณน้ำมากเกินไปจนเสี่ยงต่อการเกิดโรค”

นอกจากนั้นแล้ว ยังป้องกันความผิดพลาดจากการนับเวลาให้กล้วยมีความแก่พร้อมตัดเก็บได้พร้อมกัน ด้วยการผูกริบบิ้นสีไว้ที่แต่ละเครือเพื่อระบุถึงวันที่ครบกำหนดต้องตัด ซึ่งจะทำเครื่องหมายทุกสัปดาห์ละ 1 สี โดยคำนวณให้ผลกล้วยมีความสมบูรณ์ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แล้วสุกพอดีเมื่อนำไปส่งถึงมือลูกค้า

ส่งขายตามแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะ รสชาติอร่อย ถูกใจลูกค้า
ผลผลิตจะทยอยตัดขายได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งปี โดยตัดได้สัปดาห์ละ 30-50 เครือ การตัดผลผลิตจะรีบร้อนไม่ได้ ต้องรอให้ก้านเครือยาวก่อน เพราะมิเช่นนั้นจะมีเชื้อราเข้าไปที่ก้านเครือแล้วลุกลามไปยังผล แนวทางนี้ทำให้ลูกค้ามักชอบกล้วยหอมทองที่สวนคุณโสฬส เพราะผลสวย น้ำหนักดี และรสชาติอร่อย

“ตัดขายเป็นหวี ขายตามน้ำหนัก จะตัดขายทุกสัปดาห์ประมาณครั้งละ 30-50 เครือ ได้น้ำหนักประมาณ 300-400 กิโลกรัม ขายราคากิโลกรัมละ 12 บาท จึงมีรายได้อย่างต่ำประมาณ 4,000 บาท ต่อสัปดาห์ สมัยเริ่มแรกนำกล้วยไปขายให้กับสหกรณ์เพื่อส่งต่อไปขายที่ญี่ปุ่น และพบว่ามีขั้นตอนยุ่งยาก จึงมาขายให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อส่งไปขายที่เกาะสมุย, เกาะพงัน ให้แก่รีสอร์ตและโรงแรม ทั้งนี้ คนรับซื้อต้องมารับเองที่สวน”

กล้วยหอมทองคุณโสฬสไม่ได้ห่อ โดยให้เหตุผลอย่างแรกว่าไม่ได้ส่งไปขายต่างประเทศจึงไม่จำเป็นต้องทำผลสวย อีกอย่างคือในพื้นที่ปลูกกล้วยมีลมแรงตลอดเวลา การห่อจะทำให้กระดาษไปสัมผัสเสียดสีกับผิวเปลือกทำให้เสียหายเป็นแผล อย่างไรก็ตาม กล้วยจะต้องห่อเฉพาะก่อนวันตัดเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเสียหายระหว่างการตัดเก็บและการขนย้าย

คุณโสฬสนับเป็นชาวสวนที่ประสบความสำเร็จจากการทำเกษตรเป็นอย่างดี สามารถบริหารจัดการสวนเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแนวคิดที่มีความสร้างสรรค์ คิดค้นเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อนำมาใช้ลดต้นทุน ลดเวลา ทำให้เกิดความรวดเร็ว ช่วยให้มีรายได้เพิ่ม สามารถผลิตกล้วยหอมทองได้อย่างมีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้ทำให้ได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวนระดับประเทศ ปี 2560

มะขาม เป็นไม้ยืนต้น ที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เปลือกต้นขรุขระ มีสีน้ำตาล ใบมีขนาดเล็ก ออกตามกิ่งก้านเป็นคู่ ดอกออกตามปลายกิ่งมีขนาดเล็ก ผลของมะขามหรือทุกคนรู้จักกันดี คือ ฝัก ที่มีลักษณะยาวหรือโค้งยาว ประมาณ 3-20 เซนติเมตร

ด้านการขยายพันธุ์ของมะขาม จะนิยมทาบกิ่ง ติดตา หรือต่อกิ่ง เพื่อให้ผลผลิตที่ได้ไม่เกิดการกลายพันธุ์ มีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ และที่สำคัญต้นมะขามสามารถเจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกชนิด แม้สภาพดินบริเวณนั้นจะไม่มีความอุดมสมบูรณ์

ด้านคติความเชื่อ ถือว่ามะขามเป็นไม้มงคล ควรปลูกทางทิศตะวันตกของบ้าน เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ทั้งนี้ ต้นมะขามยังถือว่ามีชื่อที่เป็นมงคลนาม โดยเชื่อกันว่าเมื่อปลูกไว้ที่บ้านแล้วจะทำให้คนเกรงขาม

นอกจากนี้ มะขาม ยังใช้ทำอาหารได้หลายส่วน ทั้งใบอ่อน ฝักอ่อน ฝักแก่ เรียกง่ายๆ ว่าอาหารไทยก็จะขาดมะขามเสียไม่ได้ ส่วนเมล็ดก็สามารถนำมาคั่วกินกันแทบฟันหักเลยทีเดียว ซึ่งสมัยผู้เขียนเป็นเด็ก จะให้ยายคั่วแล้วพกไปโรงเรียนเป็นของขบเคี้ยวเพลินๆ เพื่อกินเล่นกับเพื่อนๆ

ปัจจุบัน มะขาม ในบ้านเราได้นำมาแปรรูปมากมายหลากหลาย เช่น มะขามแช่อิ่ม มะขามแก้ว มะขามคลุก ฯลฯ เพื่อเป็นของสำหรับกินเล่นแบบสบายๆ พร้อมกันนี้น้ำมะขามเปียกที่เราใช้ใส่ลงใน แกงส้ม ไข่ลูกเขย หรืออาหารอื่นๆ เพื่อเป็นเครื่องปรุงรสชั้นดี ยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอีกด้วย

คุณมณี สุรัตนะ อยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองปลิง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี จากผู้ที่ปลูกมะขามด้วยเพราะมีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคล ที่ควรมีไว้ภายในบ้านตามคติโบราณ แต่ใครจะคาดคิดว่ามะขามที่ปลูกไว้ด้วยสาเหตุนั้น กลายเป็นพรรณไม้ที่ทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี ก้าวเข้าสู่ชีวิตเกษตรกร

คุณมณี เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชน เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่างานด้านนี้ ทำให้เขายังไม่มีความสุขกับการทำงานมากนัก “ผมทำงานในบริษัทได้ประมาณ 9 ปี เราก็มามองว่ามันเหมือนมีแต่วัฏจักรชีวิตเดิมๆ วงจรหมุนเวียนซ้ำไปมา และช่วงที่ทำงานมันเริ่มเข้ายุคฟองสบู่แตก ปี 2540 ช่วงนั้นมีญาติที่ทำพันธุ์ขนุน เขาก็เลยนำมาให้ลองปลูก ผมก็เลยเริ่มคิดลาออกจากงาน แล้วก็มาทำงานเกี่ยวกับด้านเกษตรอย่างเดียว คือ การขยายพันธุ์” คุณมณี เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

เมื่อปลูกและขยายพันธุ์ขนุนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ประมาณ ปี 2553 คุณมณี เล่าว่า ได้เริ่มมาขยายพันธุ์มะขาม ซึ่งต้นมะขามนี้เกิดจากการเพาะเมล็ดโดยบังเอิญ

“ช่วงนั้น ผมซื้อที่ดินใหม่ ก็อยากจะได้ไม้ที่เป็นมงคลไว้บริเวณบ้าน ซึ่งขนุนเราก็มีอยู่แล้ว มันก็มีมะขามด้วยที่เราปลูกไว้จากการเพาะเมล็ด คราวนี้ก็โตขึ้นมาเรื่อยๆ พอดีช่วงนั้นมีลูกค้ามาซื้อไม้ผลพันธุ์อื่น เขาเห็นมะขามต้นนี้ก็เกิดสนใจขึ้นมา ผมก็เลยบอกว่าเป็นมะขามยักษ์ ที่กลายพันธุ์มาจากมะขามเปรี้ยว เขาสนใจก็อยากได้ต้นพันธุ์ ก็เลยสั่งให้ผมขยายพันธุ์ให้ ผมก็เลยได้ความคิดว่าน่าจะทำออกจำหน่ายได้” คุณมณี เล่าถึงที่มาของการขยายพันธุ์มะขาม

ตั้งแต่นั้นมาการขยายพันธุ์มะขามของคุณมณีจึงดำเนินการมาเรื่อยๆ และผลตอบรับของลูกค้ามีความต้องการมากขึ้นตามไปด้วย วิธีขยายพันธุ์กิ่งมะขามให้ดี

ได้คุณภาพ มีขั้นตอนดังนี้

คุณมณี บอกว่า วิธีการขยายพันธุ์มะขามของที่นี่ใช้วิธีการทาบกิ่ง โดยนำต้นตอของมะขามอื่นมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดีที่มีอยู่ของเขา “ขั้นตอนแรกก่อนที่เราจะทาบกิ่ง เราต้องมีต้นตอเสียก่อน ต้นตอที่ใช้เพาะจากเมล็ดของมะขามเปรี้ยวทั่วๆ ไป นำมาเพาะลงในถุงดำ ขนาดเบอร์ 3 หรือ 6 ก็ได้ วัสดุที่ใช้ก็มีขี้เถ้า แกลบ ดิน ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 เพาะจนกว่าเมล็ดจะงอก รดน้ำเช้าเย็น ไว้ในที่ร่มรำไร ดูแลให้ขนาดของลำต้นของต้นตอมีขนาดเท่าดินสอ หรืออายุประมาณ 6-7 เดือนขึ้นไป ก็สามารถนำมาทาบกิ่งได้แล้ว” คุณมณี อธิบายถึงขั้นตอนการเตรียมต้นตอ

เมื่อต้นตอมะขามที่เตรียมไว้มีอายุเหมาะสม จึงนำมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดี โดยเลือกกิ่งแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดี คือ ตรงสวยกิ่งแตกแขนงเป็นทรง

นำต้นตอที่เตรียมไว้มาแขวนให้อยู่ในระดับที่พอดีกับยอดกิ่งพันธุ์ดีที่ต้องการจะทาบ ใช้มีดกรีดต้นตอและยอดกิ่งพันธุ์ดีให้มีลักษณะคล้ายปากฉลาม จากนั้นนำมาประกบกันให้สนิท พันด้วยพลาสติกใสให้แน่น เมื่อทาบเสร็จแล้วให้รดน้ำที่ต้นตอทันที หลังจากนั้นรดน้ำต้นตอวันละ 1 ครั้ง เมื่อผ่านไปประมาณ 45-60 วัน แผลที่ทาบกิ่งจะติดสนิท คุณมณี บอกว่า ยังไม่ตัดกิ่งลงมาทันที แต่จะปล่อยให้ผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง

“เมื่อแผลมันติดสนิทดีแล้ว ผมก็จะยังไม่ตัดลงมาทันที จะเอาค้างไว้อย่างนั้น ประมาณ 3 เดือน ก่อนที่จะตัดลงมา ผมก็จะควั่นกิ่งก่อน ให้ต่ำลงมาจากรอยแผลของกิ่งพันธุ์ดี มันจะทำให้เรารู้เลยว่าติดสนิทดีไหม เพราะถ้าติดไม่ดีเท่าที่ควร กิ่งพันธุ์ดีมันก็จะแห้งตาย มันทำให้เราสังเกตได้จากตรงนี้” คุณมณี กล่าวถึงการตรวจสอบคุณภาพของกิ่งพันธุ์

ปัญหาของการขยายพันธุ์มะขามนั้น คุณมณี บอกว่า อุปสรรคที่เจอจะเป็นเรื่องของการผลิตต้นตอ เพราะต้นตอของมะขามใช้เวลานานกว่าพรรณไม้อื่นๆ มะขามเปรี้ยว ในอนาคต

เป็นพืชตัวใหม่ที่น่าสนใจ

คุณมณี บอกว่า เรื่องการจำหน่ายกิ่งพันธุ์มะขามไม่เป็นอุปสรรคมากนัก เนื่องจากฐานลูกค้าเดิมของเขาได้จากการจำหน่ายกิ่งขนุน และพันธุ์ไม้อื่นๆ

“ตอนแรกที่ผมทำกิ่งขนุนจำหน่ายแรกๆ นี่ คนยังไม่รู้จัก จริงๆ ตลาดขนุนมันก็พอกว้างอยู่ แต่ผมเหมือนเป็นมือใหม่คนยังไม่มั่นใจในต้นพันธุ์ แต่พอคนรู้จักผมมากขึ้น กิ่งพันธุ์ต่างๆ ก็จำหน่ายได้ดี พอผมมาทำกิ่งมะขามจำหน่าย เรื่องการตลาดเลยไม่น่าเป็นห่วง เพราะคนที่สนใจก็ตอบสนองเราเรื่อยๆ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ” คุณมณี เล่าถึงปัญหาและอุปสรรคการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ในสมัยก่อน

กิ่งมะขามของคุณมณี จำหน่ายอยู่ที่ราคา 150-200 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของไซซ์ว่าใหญ่หรือเล็กกว่ากันเท่าใด สิ่งที่เขาเน้นเสมอคือ กิ่งพันธุ์ในแต่ละรุ่นต้องได้มาตรฐานเดียวกัน มะขาม ยังเป็นที่ต้องการ

คุณมณี บอกว่า กิ่งมะขามที่ลูกค้าซื้อไปปลูก ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ต้นจะมีความสูงประมาณ 2 เมตร ก็สามารถเริ่มให้ผลผลิตได้แล้ว ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำไปแปรรูปในกระบวนการที่แตกต่างกันไป “มะขามปรี้ยวพวกนี้ที่เขาเอาไปปลูก พอได้ผลผลิต ส่วนใหญ่ก็จะเอาไปแช่อิ่ม ส่วนฝักอ่อนก็จะเข้าโรงงานน้ำพริก แต่การแช่อิ่มบางทีจะเอาไปแช่ทุกฝักมันไม่ได้ ต้องคัดไซซ์ขนาด ฝักที่ใช้ไม่ได้ก็จะปล่อยให้แก่ แล้วก็เอาไปทำมะขามเปียกเพื่อประกอบอาหาร”

“ในอนาคต จากที่ผมได้คุยกับอาจารย์หลายๆ ท่าน มองกันว่า มะขาม อาจจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เพราะทุกส่วนของต้นมะขามใช้งานได้หมดแทบทุกส่วน ใบยอด ดอก ฝักดิบ ฝักสุก ซึ่งปัจจุบันนี้ไทยเราเองก็ทำการแช่อิ่ม และก็มีมะขามเปียกที่ส่งออกต่างประเทศ” คุณมณี เล่าถึงความต้องการของตลาด ความจริงใจ เป็นสิ่งสำคัญ

ในการประกอบธุรกิจ

เมื่อเอ่ยถามคุณมณีว่า อะไรเป็นสาเหตุ ที่ทำให้การขยายพันธุ์กิ่งไม้ผลต่างๆ ประสบผลสำเร็จมามากกว่า 10 ปี ถือได้ว่ากิ่งพันธุ์ที่ผลิตยังเป็นที่ต้องการของตลาดมาจนทุกวันนี้

“ผมจะเน้นเรื่องคุณภาพการทำกิ่งพันธุ์ เป็นสิ่งที่ผมเน้นมากเลย ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เห็นว่าเป็นไม้ที่มาจากสวนผม เขาก็จะมั่นใจ ว่ากิ่งพันธุ์ที่ผมจำหน่าย บอกเขาว่า 2 ปี ได้ผลผลิต ก็ต้อง 2 ปีจริงๆ มันต้องเป็นพันธุ์แท้ๆ ที่เหมือนต้นแม่ ไม่มีการหลอกลวงกัน พร้อมทั้งแนะนำลูกค้าเสมอ ในเรื่องการปลูกการดูแล”

“ส่วนคนที่กำลังหาไม้ผล หรืออยากทำการเกษตร ผมก็อยากแนะนำว่า มะขาม เป็นไม้ผลที่สามารถปลูกในสภาพดินที่เสื่อมโทรมได้ อาจเรียกได้ว่าสภาพแวดล้อมไหนมันก็โตได้ดี ใช้น้ำน้อย อย่างเราปลูกใหม่ๆ รดน้ำไม่บ่อยก็ได้ วันเว้นวันก็ยังไม่ตาย โดยเฉพาะคนที่พอมีที่เหลืออยู่ ไม่ควรที่จะทิ้งเรื่องมะขาม เพราะอนาคตจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มีเรื่องของตลาดรองรับอยู่ อาจไม่ต้องส่งจำหน่ายถึงต่างประเทศ ในประเทศไทยเราเองก็ยังใช้มะขามอยู่ดี” คุณมณี กล่าว สำหรับท่านใดที่สนใจอยากได้กิ่งมะขามเปรี้ยวยักษ์ “เพชรมณี” ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณมณี สุรัตนะ หมายเลขโทรศัพท์

“มะลิ” นับเป็นไม้ดอกที่มีบทบาทในสังคมไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มะลิถือเป็นไม้มงคลใช้ในการบูชาพระ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ประจำวันแม่ เป็นดอกไม้ที่มีคุณค่าทางจิตใจ สื่อความหมายที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกล และผลิดอกออกตลอดทั้งปี จึงส่งผลให้ดอกมะลิกลายเป็นไม้ดอกทำเงินให้กับเกษตรกรได้อย่างไม่ขาดสาย

คุณศิระศักดิ์ กล่อมเสนาะ หรือ พี่เล็ก เจ้าของสวนมะลิศักดิ์ชัยคลอง 12 อาศัยอยู่ที่ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้สืบทอดสวนมะลิของครอบครัวที่ปลูกมายาวนานกว่า 20 ปี เน้นการปลูกอย่างมีคุณภาพ ดูแลให้ทั่วถึง เด่นที่การทำตลาดดิลิเวอรี่ส่งถึงหน้าร้านโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สร้างยอดขายวันละครึ่งหมื่น

พี่เล็ก เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้พ่อแม่ของตนเองเป็นเกษตรกรชาวสวนส้ม ปลูกส้มเขียวหวาน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ส้มรังสิต” แต่พอมาถึงช่วงสักประมาณปี 38 เกษตรกรชาวสวนส้มในโซนรังสิตต้องเผชิญกับโรคกรีนนิ่ง ส่งผลทำให้ส้มที่ปลูกทรุดโทรมและแห้งตาย และด้วยปัญหาเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนทำให้คุณพ่อและพี่ชายของตนเองเริ่มหันมาทดลองปลูกมะลิ ตามคำแนะนำของเกษตรกรที่รู้จักกัน โดยเริ่มปลูกจาก 50 ต้น เป็นการปลูกแทนที่ส้มเขียวหวานต้นที่โทรมหรือต้นที่ตายไป จนทำให้เห็นว่าการปลูกส้ม 1 ปี ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตเพียง 1 ครั้ง แต่มะลิออกดอกเก็บได้ทุกวัน หลังจากนั้นจึงเริ่มขยับขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น และตนเองเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การปลูกมะลิจึงกลายเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้ครอบครัวจนถึงปัจจุบัน ปลูกมะลิ 14 ไร่

ทำตลาดดิลิเวอรี่
ผลผลิตไม่พอขาย

เจ้าของบอกว่า สำหรับการปลูกมะลิเด็ดดอกขาย จากความคิดเห็นส่วนตัวแล้วมีข้อดีอยู่ 3 ข้อด้วยกันคือ 1. มะลิเป็นไม้ดอกที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากมีรายได้หมุนเวียนทุกวัน เพราะมะลิออกดอกให้เก็บขายได้ทุกวัน 2. ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นานหลายปี และ 3. เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เรื่องของความศรัทธาก็อยู่ตรงนี้ มะลิจึงกลายเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ดี ซึ่งในบางครั้งหรือบางจังหวะดอกมะลิมีราคาแพงกว่าเนื้อหมู เนื้อไก่ ตรงนี้ถือเป็นกำไร แต่ถ้าหากช่วงไหนราคาถูกลง เจ้าของสวนก็ยังมีเงินให้กินให้ใช้อย่างไม่ขาดมือ

โดยจุดเด่นเฉพาะของที่สวนคือเน้นการปลูกเอง ขายเอง ส่งดิลิเวอรี่ถึงมือพ่อค้าแม่ค้าโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือตลาดใหญ่ๆ โดยไอเดียการส่งมะลิดิลิเวอรี่ ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากที่สวนเคยถูกบีบมาจากตลาดใหญ่ๆ ทำให้สินค้าเราขายยาก โดนกดราคาบ้าง ซึ่งถ้าหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตนเองคิดว่าอีกไม่นานก็ต้องเลิกรากับอาชีพปลูกดอกมะลิแล้วกลับไปประกอบอาชีพค้าขายเหมือนเดิม จึงลองมาดัดแปลงทำกล่องสำหรับใส่ดอกมะลิต่อท้ายกับมอเตอร์ไซค์แล้วขับส่งไปตามร้าน โดยอาศัยจังหวะช่วงเทศกาล วันปีใหม่ วันสงกรานต์ วันเข้าพรรษา หรือเป็นเทศกาลที่แม่ค้าต้องการใช้ดอกมะลิเยอะๆ เข้าไปเปิดตลาด พอหลังจากนั้นมาแม่ค้าก็เริ่มติดใจในคุณภาพของดอกมะลิของตนเอง และเริ่มติดต่อสั่งสินค้าเข้ามาเอง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการส่งดอกมะลิดิลิเวอรี่ เพราะทำให้แม่ค้าได้ดอกมะลิที่สดใหม่ทุกวัน เก็บรักษาได้นาน ไม่ช้ำ จนกลายมาเป็นลูกค้าประจำอยู่ประมาณ 20 กว่าเจ้า มีลูกค้าตั้งแต่โซนรังสิต ปทุมธานี รังสิต ลำลูกกา ไปจนถึงรามคำแหง วัชรพล และรามอินทรา

เทคนิคการปลูก
สายพันธุ์มะลิ ที่ปลูกคือ พันธุ์เพชรบุรี จะมีลักษณะเด่นคือ ทนโรค ดอกมีน้ำหนักดี ก้านยาว ดอกแหลม แม่ค้าชอบ

การปลูก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก (ขี้วัว) และปูนขาวหรือโดโลไมท์ จากนั้นนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงหลุมปลูกได้เลย โดยสภาพพื้นดินบริเวณแถบปทุมธานีมีลักษณะเป็นดินเหนียว จึงต้องปลูกแบบยกร่องเหมือนร่องส้มในสมัยก่อน ซึ่งของที่สวนก็ปลูกทับสวนส้มเก่า ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 1.20 เมตร

การดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย
มะลิเป็นพืชที่ชอบน้ำมาก แต่ก็ขาดน้ำไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการปลูกในแต่ละฤดูกาลก็จะมีการให้น้ำที่แตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าหากปลูกในหน้าแล้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน อากาศร้อนอาจจะต้องให้รดน้ำ 3 วันครั้ง หรือถ้าปลูกในช่วงหน้าหนาวอาจจะต้องรีบรดในช่วงเวลาประมาณตี 5 ถึง 6 โมงเช้า รดน้ำเพื่อป้องกันไล่ราน้ำค้าง

การบำรุงใส่ปุ๋ยบังคับให้มะลิออกดอกในช่วงที่ต้องการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกตัวอย่าง หากเกษตรกรต้องการเก็บดอกมะลิในวันที่ 1 กันยายน ดังนั้น ในวันที่ 1 สิงหาคม ก็จะทำการตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ยรดน้ำให้เรียบร้อย และผลผลิตก็จะออกมาให้เก็บในวันที่ 1 กันยายนพอดี

โดยวิธีการใส่ปุ๋ยในระหว่างการบังคับดอก จะทำการใส่ปุ๋ยทางดิน 2 ครั้ง และฉีดพ่นปุ๋ยน้ำทางใบจำนวน 4 ครั้ง สลับกับการฉีดพ่นสารชีวภาพอีก 4 ครั้ง เช่น ครั้งที่ 1 ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ครั้งที่ 2 นับไปอีก 3 วัน จะฉีดพ่นด้วยสารชีวภาพ สลับกันแบบนี้จนครบ จะช่วยในเรื่องของการแตกตาดอก และเมื่อแตกตาดอกออกมาแล้วให้พ่นฮอร์โมนบำรุงดอกเพื่อให้ดอกสมบูรณ์เสมอกัน

เคล็ดลับสำคัญปลูกมะลิให้ได้คุณภาพ สำคัญที่สุดคือการดูแลเอาใจใส่ ต้องลงสำรวจตรวจแปลงทุกวันอย่าให้ขาด เพราะการทำเกษตรไม่สามารถบอกได้เป็นสูตรตายตัวว่าบำรุงใส่ปุ๋ยแบบไหนแล้วดี หรือบอกได้ว่าต้องปลูกแบบนั้น แบบนี้ถึงจะดี แต่จะปลูกให้ประสบความสำเร็จได้คือความใส่ใจในแต่ละวัน แต่ละเดือน และแต่ละปี “การปลูกมะลิเปรียบเสมือนการทำงานประจำ หากเราหยุดบ่อยๆ บริษัทก็ไล่เราออก สวนมะลิก็เช่นกันหากปล่อยทิ้งไว้ 2-3 วัน ลงแปลงทีผลผลิตก็ออกมาน้อย สวนของเราก็เจ๊งได้เหมือนกัน”

ปริมาณผลผลิต พื้นที่การปลูกมีทั้งหมด 14 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกเป็นล็อก มีล็อก 10 ไร่ กับล็อก 4 ไร่ และในล็อก 10 ไร่ จะแบ่งปลูกเป็น 4 ร่อง แล้วแบ่งตัดดอก 2 ร่อง เว้น 2 ร่อง แบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยผลผลิตที่เก็บได้เฉลี่ยประมาณ 25-30 ลิตรต่อวัน ราคาขายตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 มานี้ราคาดอกมะลิดีมาก อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยลิตรละ 200-300 บาท (1 ลิตร เท่ากับ 7 ขีด) เจ้าของสวนอยู่ได้สบายมากกับราคานี้ และในทางที่ดีราคาไม่ควรจะต่ำกว่ากิโลกรัมละ 150 บาท เพราะปุ๋ยยามีราคาสูงขึ้น บวกกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกอย่าง แต่หากเปรียบเทียบกับต้นทุนแล้วราคากิโลกรัมละ 150 บาท ก็ยังคุ้มค่าเพราะสามารถเก็บดอกได้ทุกวัน ก็มีเงินหมุนไว้ใช้จ่ายภายในครอบครัว และยิ่งถ้าหากรู้จักเก็บ แบ่งไว้หยอดกระปุกสักวันละ 500 บาท เกษตรกรก็จะมีเงินเก็บทุกวัน วันละ 500 บาท หรือถ้ามีมากอาจจะแบ่งเก็บสักวันละ 1,000 บาท ก็จะมีเงินเก็บทุกวัน วันละ 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับรายได้และภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละคน

“มะลิดิลิเวอรี่” สะดวก รวดเร็ว
ของสดใหม่ทุกวัน ถูกใจแม่ค้า
สำหรับกลยุทธ์การทำตลาด พี่เล็ก เล่าให้ฟังว่า funlok.com โดยทั่วไปแล้วแม่ค้าที่รับซื้อจะชอบดอกมะลิที่มีราคาถูก ซึ่งพอซื้อไปแล้วใช้ได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือใช้ไม่ได้ แต่มะลิที่สวนของตนเองจะขายในราคาที่สูงกว่าร้านทั่วไป แต่สามารถการันตีคุณภาพสินค้าได้ว่าเมื่อซื้อไปแล้วใช้ได้เกือบทุกดอก และทนต่อการเก็บรักษา แม่ค้าจึงยอมจ่ายซื้อของที่สวนในราคาที่แพงกว่า เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งบ่งบอกได้ว่าการผลิตของทุกอย่างสิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพ ที่ต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกและการดูแลที่สวนจึงไม่เลือกปลูกในพื้นที่เยอะปลูกทีเดียวเป็น 10 ไร่ แต่จะแบ่งปลูกเป็นร่อง เอาแค่ที่ดูแลได้ทั่วถึง ไม่ทำแบบบ้าระห่ำ เมื่อดูแลทั่วถึงคุณภาพจะยิ่งสูง ราคาก็สูงขึ้นตาม

“อย่างตลาดขายลิตรละ 150 บาท แต่ของผมขายได้ลิตรละ 200 บาท แม่ค้าก็ซื้อผมเพราะเขารู้มืออยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปเปิดตลาดใหม่เราขายราคาแพงไม่ได้ เขาไม่ยอมรับครับ เพราะราคาแพงกว่าใครจะไปซื้อของเรา เราก็รอช่วงจังหวะที่ราคาแพง ถ้าอยากเปิดร้านใหม่ก็ไปเปิดตอนนี้ หลังจากนั้นถ้าของเราดีจริงก็สามารถขายในราคาที่สูงได้”

และถัดมาสำหรับคนที่มีคำถามว่าตลาดมะลิยังสดใสหรือไม่ พี่เล็ก อธิบายเพิ่มเติมว่า ตลาดมะลิยังสดใสอยู่มาก แต่เพียงแค่ว่า ณ ปัจจุบันนี้การแข่งขันสูงขึ้น โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ลูกค้าไม่จำเป็นต้องสั่งทีละมากๆ ใช้เวลาขนส่งนานหลายวัน รวมถึงลูกค้าที่อยู่ไกล ไม่ว่าจะภาคไหน จังหวัดไหน ก็สามารถสั่งของได้ทั่วถึงกันหมด และรวดเร็วทันใจ เพราะฉะนั้นจะทำยังไงให้อยู่รอด และรุ่งกับการปลูกมะลิก็คือการปรับตัว หากเกษตรกรท่านใดรู้จักปรับตัวและพัฒนา การทำการตลาดออนไลน์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรรายย่อยลืมตา อ้าปากได้

ฝากถึงเกษตรกรมือใหม่
ปลูกมะลิเด็ดดอกขายยังไงให้อยู่รอด
“คำถามแรกเลยคือ คุณอยากจะทำเป็นอาชีพหลัก อาชีพรอง หรืออาชีพเสริม ถ้าทำเป็นอาชีพเสริม เราต้องถามว่าอาชีพหลักทำอะไร สมมุตว่าอาชีพหลักเราทำนา ใช้ระยะเวลาเพาะปลูกประมาณ 3-4 เดือน แล้วอยากจะปลูกมะลิสร้างรายเสริมเป็นรายวัน ก็แนะนำให้ปลูก 200-300 ต้นก่อน แต่ถ้าอยากทำเป็นอาชีพหลักอย่างผม ก็ต้องถามว่าตลาดคุณอยู่ตรงไหน ถ้าเมื่อไหร่คุณไปพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ผมไม่แนะนำให้ทำเป็นอาชีพหลัก เพราะถึงเวลาราคาถูก ไม่มีใครรับของคุณหรอก นอกจากคุณจะปลูกเอง แล้วขายเอง จะเป็นส่วนของร้านดอกไม้ ร้อยพวงมาลัยขายเองก็ได้ ถ้าทำได้อันนี้ปลูกได้เต็มที่เลย แต่อย่าไปฝากความหวังไว้กับใคร เพราะมันฝากไว้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือคือต้องใช้การตลาดนำการผลิต” พี่เล็ก กล่าวทิ้งท้าย