ข่าวลือ ข้าวเปลือก โลละ 5 บาท”พาณิชย์” ต้องยืนยันว่า”ไม่จริง”

แรกที่เห็นคอลัมน์ “ฉลามเขียว” พาดหัวเรื่องในหนังสือพิมพ์บ้าน เมือง ด้วยข้อความ
“ข้าวเปลือกโลละ 5 บาท”
ไม่เพียงแต่ “ชาวนา” จะอ่านด้วยความตื่นตลึง หากน่าจะทำให้อย่างน้อยใน 2 กระทรวงต้องตระหนก
1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1 กระทรวงพาณิชย์
คำถามแรกก็คือ เรื่องนี้ “เป็นจริง” หรือเสมอเป็นเพียง “ข่าวลือ” ที่ปลิวว่อน
ต่อเมื่อพลิกไปอ่านหนังสือพิมพ์”ผู้จัดการ”
ปรากฎ “พาดหัว” ซึ่งปรากฏในหน้า 1 ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม ว่า
ข้าวเปลือกราคา”ดิ่งเหว”
ยิ่ง “เร้า” ความสนใจเป็นอย่างสูง กระทั่ง อยากรู้ว่า “แท้จริง”แล้วเป็นฉันใด
ที่ว่า”ดิ่งเหว” นั้น”ดิ่งเหว”อย่างไร

เมื่อตรวจสอบ “ข่าว” อันปรากฏอย่างเป็นเอกภาพของ”สื่อกระดาษ” ฉบับประจำวันที่ 28 ตุลาคม
ก็ต้อง “ยอมรับ”
ข้าวเปลือกราคาทรุดหนัก(ไทยโพสต์) ข้าวดิ่งตันละ 8 พันบาท(โพสต์ทูเดย์)
ราคา”ข้าวหอมมะลิ”ดิ่งสุดรอบ 10 ปี(กรุงเทพธุรกิจ)
ข้าวหอมราคาดิ่ง โรงสีบี้รัฐเร่งจำนำยุ้งฉาง(คมชัดลึก)
มึน ! ข้าวเปลือกเหลือ 8 พันกว่า หอมมะลิราคาต่ำสุดมากกว่า 10 ปี(ไทยรัฐ)
ทั้งหมดเป็น “รายงานข่าว” จาก”กระทรวงพาณิชย์”
เป็นกระทรวงพาณิชย์ที่มี นางอภิรดี ตันติวรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ เป็นกระทรวงพาณิชย์ที่มี นายสุเมษ เมษินทรัย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ
แล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำอย่างไร

มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องแสดงบทบาท
บทบาทในการนำเอา”ความจริง”ออกมา
เป็นไปได้อย่างไรที่ราคาข้าวเปลือกจะดิ่งเหวลงมากระทั่งชาวนาขายได้เพียง
กิโลกรัมละ 5 บาท
ทำไม “กรมการข้าว” ปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ทำไม”กรมการค้าภายใน”ปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้
ลืมคำขวัญของ “พรรคกิจสังคม”ไปแล้วหรือ
นั่นก็คือ “ทุกข์ของชาวนา คือ ทุกข์ของแผ่นดิน” เพราะว่ามีความเชื่อมาอย่างยาวนานว่า”ชาวนา” คือ “กระดูกสันหลัง”ของชาติ ของแผ่นดิน
“คำขวัญ” นี้ยัง”เป็นจริง” อยู่หรือไม่ ต้องถามกระทรวงพา ณิชย์ ต้องถามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในปี 2540 ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างหนักในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร อันเกิดจากพายุโซนร้อน (ซีต้า) ที่พัดเข้าโจมตีประเทศไทย จนประชาชนในจังหวัดชุมพรได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้เป็นอย่างมาก จากปริมาณน้ำที่ท่วมเข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดชุมพรเป็นจำนวนมาก เป็นเพราะด้านทิศตะวันตกและตะวันออกเฉียงเหนือจรดภูเขาสูง เมื่อมีฝนตกที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอท่าแซะ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร และอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง น้ำไหลจากบริเวณดังกล่าวผ่านพื้นที่บริเวณตัวเมืองชุมพร ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย จึงเป็นผลทำให้มีน้ำท่วมขังเป็นปริมาณมากในเขตตัวเมืองชุมพร

เมื่อ วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในชุมพร ทางจังหวัดชุมพรจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานวางแผนพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ให้เป็นแก้มลิงธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ เพื่อถวายเป็นราชสักการะเนื่องในโอกาสที่มีพระชนมพรรษาครบ 71 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2541

5 วิธี การแก้ไข

ต่อมาใน วันที่ 20 มิถุนายน 2541 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ตำบลบางลึก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร รวมไปถึงโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ซึ่งในหลวงได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับงานชลประทานไว้ด้วยกัน 5 ข้อ

อันดับแรกควรพิจารณาก่อสร้างอาคารบังคับน้ำปิดต้นคลองและปลายคลองที่ขุดในบริเวณหนองใหญ่เพื่อเก็บน้ำไว้ให้ราษฎรของท่านได้มีไว้ใช้เพื่อทำการเกษตรในฤดูแล้งได้ต่อไป
ต้องจัดตั้งสถานีวัดระดับน้ำเพิ่มเติม พร้อมทั้งติดตั้งระบบเตือนภัยที่บริเวณต้นน้ำคลองท่าแซะ ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเร่งให้ระบายน้ำออกจากหนองใหญ่ลงคลองระบายน้ำออกจากหนองใหญ่ ลงสู่คลองระบายน้ำหัววัง-พนังตัก ทิ้งลงทะเลเป็นการล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้หนองใหญ่สามารถรองรับน้ำที่ไหลหลากลงมาใหม่ได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยการรับน้ำหลากลงหนองใหญ่แล้วทยอยระบายทิ้งลงทะเล จะมีลักษณะที่คล้ายกับลิงอมกล้วยไว้ที่กระพุ้งแก้ม แล้วจึงค่อยๆ กลืนกล้วยลงสู่กระเพาะอาหารในที่สุด

ต้องพิจารณาการขุดคลองหรือวางท่อเชื่อมต่อระหว่างคลองท่าแซะกับต้นคลองละมุ เพื่อชักน้ำจากคลองท่าแซะลงหนองใหญ่ให้ราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียง ได้มีน้ำใช้เพื่อทำการเกษตร อุปโภค-บริโภค และในฤดูน้ำหลากสามารถช่วยผันน้ำบางส่วนจากคลองท่าแซะลงสู่แก้มลิง (หนองใหญ่) เพื่อระบายทิ้งลงทะเลผ่านทางคลองระบายน้ำหัววัง-พนังตัก ได้อีกด้วย
ควรติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่บริเวณประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ 1, 2 และ 3 เพื่อช่วยสูบน้ำออกจากหนองใหญ่ลงคลองระบายน้ำหัววัง-พนังตักทิ้งลงทะเลในช่วงฤดูน้ำหลาก ทำให้สามารถลดปริมาณน้ำในคลองท่าตะเภาที่ไหลผ่านตัวเมืองชุมพรลงได้ในระดับหนึ่ง

5. ควรศึกษาหาปริมาณน้ำท่าที่แน่นอนที่ไหลในคลองท่าตะเภา ณ บริเวณบ้านปากแพรก (ด้านท้ายคลองท่าแซะบรรจบกับคลองรับร่อ) ตำบลนากระตาม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดกับเมืองชุมพร และเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เกี่ยวกับโครงการแก้มลิงหนองใหญ่เพิ่มเติม โดยให้พิจารณาขุดคลองละมุให้เชื่อมคลองท่าแซะกับหนองใหญ่ เพื่อช่วยแบ่งน้ำส่วนหนึ่งจากคลองท่าแซะลงสู่หนองใหญ่ จากนั้นเมื่อระดับน้ำในคลองหัววัง-พนังตัก ลดระดับลง จึงค่อยๆ ปล่อยน้ำจากหนองใหญ่ระบายลงคลองหัววัง-พนังตัก และไหลลงสู่ทะเล

ทั้งนี้ ช่วงเดือนกันยายนของทุกปี ชาวจังหวัดชุมพรจะจัดงาน “วันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” และยังมีการจัดแข่งขันเรือยาว เพื่อขึ้นชิงธงชิงถ้วยพระราชทานที่อ่างเก็บน้ำหนองใหญ่ โดยในปีนี้ได้มีการจัดงานไปแล้ว ระหว่าง วันที่ 22-25 กันยายน พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา

พลเอกประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมบริการเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ที่ทำการกรมหม่อนไหม กรุงเทพฯ ว่า ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมจัดกิจกรรม เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี และร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกรมหม่อนไหมในฐานะหน่วยงานที่ดูแลงานด้านหม่อนไหมทั้งระบบ รวมถึงผ้าไหม ผ้าฝ้าย และเส้นใยอื่นๆ จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัด “กิจกรรมบริการเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ขึ้น โดยให้บริการย้อมผ้าสีดำ และแจกโบว์สีดำฟรี แก่ประชาชนทั่วไป ตลอดเดือนตุลาคมนี้ เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และให้ประชาชนมีโอกาสแสดงความอาลัยและรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทั้งประเทศ

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมหม่อนไหม เปิดให้บริการย้อมผ้าสีดำ และแจกโบว์สีดำ ฟรี จำนวน 100,000 ชิ้นให้แก่ประชาชน โดยประชาชนที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถเดินทางมารับบริการได้ ณ กรมหม่อนไหม ที่ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน สำหรับประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถรับบริการได้ที่ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน แพร่ เชียงใหม่ ตาก สกลนคร สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ มุกดาหาร อุดรธานี หนองคาย ร้อยเอ็ด เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระบุรี กาญจนบุรี ชุมพร และนราธิวาส

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า การบริการย้อมสีผ้าของกรมหม่อนไหมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม และภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการย้อมจะเน้นใช้สีย้อมที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการย้อมผ้าสีดำ โดยใช้ สีธรรมชาติ จาก มะเกลือ และสีเคมีที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังมี การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ร้าน “Silk Berry Shop” ของกรมหม่อนไหม โดยนำผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และชุดสำเร็จรูป โดยเน้นผ้าสีดำมาจำหน่าย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตผ้าสีดำ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดกิจกรรมต่าง ๆ จะสามารถช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเวลาของการไว้ทุกข์ ทำให้ปวงชนชาวไทยได้มีโอกาสน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความอาลัย และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และยังเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถเดินทางมารับบริการย้อมผ้าและรับโบว์สีดำฟรีได้ ณ กรมหม่อนไหม และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 20 – 31 ตุลาคม 2559 เวลา 08.30 – 16.30 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือติดต่อสอบถามและขอรายละเอียดเพิ่มเติม ที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ กรมหม่อนไหม โทรศัพท์ 02-5587924-6 ต่อ 310 หรือเว็บไซต์กรมหม่อนไหม

กยท. ไฟเขียว เผยแผนปฏิบัติการดิจิทัล การยางแห่งประเทศไทย ปี 2560-2564 พร้อมเดินหน้า บริหารและบริการด้านยางพาราด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยเพิ่มช่องทางรับทราบข้อมูลและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บอร์ดการยางฯ เห็นชอบ เพื่อแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของการยางแห่งประเทศไทย (พ.ศ.2560-2564) ซึ่งแผนนี้มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และตอบสนองแผนวิสาหกิจการยางแห่งประเทศไทย ทั้งในเรื่องการสร้างรายได้ การพัฒนายางพารา การวิจัยและนวัตกรรม และบริหารจัดการภายในองค์กร และการให้บริการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยังเป็นบูรณาการรองรับการหลอมรวมของหน่วยงาน ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดความซ้ำซ้อนงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีอยู่เดิม แนวทางหลักของการจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัลของ กยท. ครั้งนี้ คือ “หลอมรวม หยั่งราก สร้างรายได้ พัฒนายั่งยืน”

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคต การยางแห่งประเทศไทยจะยกระดับเรื่องตลาดยางพารา ศูนย์กลางการซื้อขาย ขณะเดียวกัน มีการรวบรวมข้อมูลเรื่องของราคากลางยางพาราทั้งประเทศ ปริมาณการซื้อขายในแต่ละวัน และบริการองค์ความรู้ต่างๆ ภายใต้แผนปฏิบัติดิจิทัล 4 ปี ของ กยท. โดยในแต่ละปีจะมีเป้าหมายในการเดินหน้าพัฒนาระบบด้วยแนวทาง หลอมรวม หยั่งราก สร้างรายได้ พัฒนายั่งยืน ในปีแรก เดินหน้าเรื่องการหลอมรวม ด้วยการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอกับหน่วยงานใหม่ที่ควบรวม พร้อมทั้ง ปรับปรุงระบบสารสนเทศเดิมให้รองรับหน่วยงานใหม่ สามารถสื่อสารในองค์กรได้อย่างทั่วถึง มั่นคง และปลอดภัย ปีที่ 2-4 กยท.จะพัฒนาระบบสารสนเทศหลักแบบศูนย์รวมด้วยการบูรณาการด้านข้อมูล เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการด้านตลาดยาง การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งก็จะทำให้เกษตรกรขายยางได้ตามราคากลาง ในราคาที่เป็นธรรม เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผู้ประกอบการเองซื้อได้ในราคาที่พอใจได้คุณภาพที่ต้องการในรูปแบบบริการโมบายแอพพลิเคชั่นเป็นการเพิ่มช่องทางสื่อสารและให้บริการที่สะดวกเพิ่มขึ้น รวมทั้ง การบริการด้านงานวิจัยและนวัตกรรม

ด้านการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน สารสนเทศภูมิศาสตร์ เป็นต้น ทั้งนี้ เกษตรกรจะมีช่องทางของข้อมูลข่าวสารที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพื่อรับความช่วยเหลือตามมาตรา 49 ในแต่ละวงเล็บ ทั้งนี้ การให้บริการข้อมูลของเกษตรกรชาวสวนยาง แบบอีเซอร์วิส (E-service) จะเป็นการส่งเสริม การพัฒนาการทำสวนยาง การให้บริการเกษตรกร ผ่านทางทะเบียนข้อมูลเกษตรกร หรือผู้ประกอบการ สามารถนำข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นมาใช้ในการวางแผนการปลูกวางแผนการจัดการสวน วางแผนในการดำเนินการในแต่ละช่วงเวลาให้เกิดความเหมาะสม เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีในการยกระดับการให้บริการและสวัสดิการแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเต็มรูปแบบ

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำรินำสื่อมวลชนเยี่ยมชมพื้นที่โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ บางเบิด จังหวัดชุมพร

ที่มาของ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ บางเบิด ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับจากจังหวัดชุมพร เมื่อปี พ.ศ. 2541 มีพระราชกระแสรับสั่งให้โครงการพัฒนาส่วนพระองค์รับผิดชอบโครงการพัฒนาที่ดินบ้านน้ำพุ ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เนื้อที่ประมาณ 448 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินส่วนพระองค์ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์

พื้นที่อยู่ติดทะเล สภาพเป็นดินทรายชายทะเลที่ถูกคลื่นทับถมกันเป็นเวลานานจนกลายเป็นเนินทราย กระจายอยู่ทั่วไป แต่เดิมทีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการวิจัยปลูกต้นไม้โตเร็วชนิดต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาผลกระทบที่ดินดังกล่าว ต่อมาสำนักงานจัดการทรัพยากรที่ดินส่วนพระองค์ ซึ่งดูแลรับผิดชอบที่ดินแปลงนี้อยู่ ได้นำกลับมาเพื่อพัฒนา หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับหลังจากที่ทรงเยี่ยมพื้นที่จังหวัดชุมพร

รู้จักงานศึกษาธรรมชาติและการเกษตรดินทราย ให้มากขึ้น กับเจ้าหน้าที่ดูแลโครงการ

คุณปริญา สุขศรี เจ้าหน้าที่ดูแลโครงการ ได้เผยว่า พื้นที่ของโครงการเป็นที่ดินส่วนพระองค์ ตั้งอยู่ในเขตบริเวณบ้านน้ำพุ ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีเนื้อที่กว่า 448 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ติดกับทะเลบริเวณชายหาดบางเบิด ซึ่งมีสภาพพื้นดินเป็นทรายแบบชายทะเลที่ถูกคลื่นถมทับมาเป็นเวลานาน จนเป็นผลทำให้ทรายเหล่านี้อยู่กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณชายหาด

นอกจากโครงการเกี่ยวกับการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังมีการจัดทำให้พื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับประชาชนที่มีความสนใจได้เข้ามาศึกษาเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำเกษตรในพื้นที่ดินทราย พร้อมทั้งการให้ความรู้ในเรื่องของการจัดการด้านกสิกรรม เป็นเส้นทางเดินศึกษาแบบธรรมชาติ ซึ่งในพื้นที่แห่งนี้จะประกอบไปด้วยพืชพันธุ์สันทรายริมทะเลให้ได้ชมอีกมากมาย อีกทั้งยังมีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยในพื้นที่นี้ได้มีพืชพันธุ์ที่แปลกและหาดูหาชมได้ยาก เช่น เตยทะเล มังคุดป่า เสม็ดขาว มะนาวผี เป็นต้น

“จุดเด่นในโครงการพัฒนาส่วนพระองค์ จังหวัดชุมพร ได้มีการทำกาแฟขี้ชะมด โดยตัวชะมดเหล่านี้เราได้เลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์และนำขี้ของชะมดที่เลี้ยงไว้ไปแปลงเป็นกาแฟขี้ชะมด วิธีการทำกาแฟขี้ชะมดของเรา ทางเราจะให้ชะมดได้กินกาแฟสุกที่กินแล้วปลอดภัยและเป็นพันธุ์เมล็ดที่ดีที่สุดด้วย จะทำให้ได้เม็ดกาแฟจากชะมดที่หอมและมีคุณภาพสูงมาก นั่นเป็นเพราะภายในกระเพาะของชะมดจะมีน้ำย่อยเอนไซม์และสารเคมีชนิดหนึ่งทำให้โปรตีนแตกตัว ผลกาแฟจึงมีกลิ่นหอม รสชาติอร่อยกลมกล่อมเฉพาะตัว ซึ่งกลายเป็นกาแฟที่มีราคาแพงที่สุดในโลก” คุณปริญา กล่าว

ทั้งนี้ ทางโครงการได้จัดโปรโมชั่นพิเศษให้เฉพาะผู้เข้ามาศึกษาหรือเยี่ยมชม ได้มีโอกาสลิ้มลองดื่มกาแฟขี้ชะมด ในราคาแก้วละ 100 บาท เท่านั้น และยังมีสินค้าอีกมากมายให้ได้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วย เช่น สเปรย์กันยุงสมุนไพร ถ่านผลไม้ น้ำส้มควันไม้ และน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ที่นอกจากจะมีให้จำหน่าย ยังได้เปิดสอนวิธีการทำให้กับชาวบ้านได้มีรายได้เสริมกันอีกด้วย

ตลอดเส้นทางยังมีแปลงสาธิตการปลูกพืชผสมผสาน จำนวนพื้นที่ทั้งหมด 22 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น 4 แปลง ซึ่งได้แก่ แปลงมะม่วงหิมพานต์ โดยจะปลูกแซมด้วยมะขามเปรี้ยว มะม่วง ส่วนแปลงมะพร้าวนั้น จะถูกแซมด้วยส้มโอ ขนุน พุทรา น้อยหน่า มะม่วง กล้วยเล็บมือนาง เป็นต้น ส่วน 2 แปลงที่เหลือจะเป็นการปลูกมะพร้าวเพิ่มขึ้นทั้งหมด โดยแปลงๆ หนึ่งจะถูกแซมด้วย มะม่วง สับปะรด มะม่วง ส่วนอีกแปลงนั้นจะปลูกด้วยสนทะเล อีกทั้งยังมีแปลงสาธิตที่ปลูกดอกหน้าวัว โดยการเพาะชำกางมุ้งที่มีขนาดใหญ่ และที่สำคัญยังเป็นการปลูกโดยปราศจากสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงอีกด้วย

หากผู้อ่านสนใจที่จะเข้าชม หรือศึกษาเกี่ยวกับโครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ณ บางเบิด ที่นี่มีห้องพักและสถานที่เหมาะแก่การอบรมในงานที่เกี่ยวกับโครงการ สามารถติดต่อได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ (089) 292 2814 หรือเว็บไซต์ www.bangburdtour.com

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักคุณภาพเขตร้อนอันดับหนึ่งของประเทศไทยและเอเชียภายใต้แบรนด์ “ศรแดง” ได้น้อมนำแนวพระราชดำริการทำเกษตรแบบพอเพียง ที่ทางบริษัทตั้งปณิธานในการสานต่อแนวพระราชดำริ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนเมืองในการปลูกผักมากขึ้น จัดกิจกรรมสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการปลูกผักของกลุ่มคนเมืองมากขึ้น ร่วมออกบูธงานบ้านและสวนแฟร์ 2016 ที่ในปีนี้

โดยในงานมีการนำนวัตกรรมเมล็ดพันธุ์คุณภาพมาจัดแสดง และไอเดียการตกแต่งสวนด้วยผักในบ้าน ทั้งแบบสวนแนวตั้ง สวนแขวน สวนริมระเบียง ที่ทั้งสวยและกินได้ มีเวิร์กช็อปสอนปลูกผักพร้อมรับชุดปลูกฟรี!! และยังมีหมอผักผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกมาประจำคลีนิกให้คำปรึกษาทุกปัญหาการปลูกผักตลอดทั้งวัน รวมถึงจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผัก ต้นกล้า ชุดปลูกต้นอ่อนด้วย และแจกฟรี!! เมล็ดพันธุ์คุณภาพตราศรแดงที่บูธ…อีสท์ เวสท์ ซีด หมายเลขบูธ T72 กิจกรรมเวิร์กช็อปสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ทาง inbox เพสบุคเพจ East-West Seed Thailand วันจันทร์-ศุกร์ จำนวน 1 รอบเวลา 15.00-16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ มี 2 รอบเวลา 13.00-14.00 และ 17.00-18.00 น. พร้อมรับชุดปลูกฟรี!

พบกันในงานบ้านและสวนแฟร์ 2016 ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 6 พ.ย. 59 ที่อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็คเมืองทองธานี หนึ่งในนั้นคือ นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แชร์ข้อความดังกล่าว พร้อมระบุว่าสนับสนุนการขายดังกล่าว พร้อมแจ้งข่าวดีว่าสำนักงานทรัพย์สิน ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน เตรียมเปิดพื้นที่ใกล้โรงอาหารกลางให้นิสิตอีกด้วย “ลูกชาวนา ที่ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มต้นแล้วครับเปิดขายออนไลน์ 4 ชั่วโมง ขายไปได้ 500 กก. แล้วครับ ประทับใจจริงๆ ในน้ำใจของคนไทย ข่าวดีอีกข่าว สำนักงานทรัพย์สิน ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน เตรียมเปิดพื้นที่ใกล้โรงอาหารกลางให้นิสิตลูกชาวนาขายข้าวด้วยครับ”

ก่อนหน้านี้ เพจสุรินทร์วันนี้ โพสต์ข้อความระบุว่า icid2018.org ชาวตำบลสะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ผ่าวิกฤตราคาข้าว ด้วยการรวมกลุ่มสีข้าวหอมมะลิขายเอง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สั่งซื้อติดต่อ นายเมธา ขอชัย ปลัด อบต.สะกาด 098-121-8398 ล่าสุดมีคนแชร์ต่อ 2.5 หมื่นครั้ง ทำไมคนไทยจึงรักในหลวง อันที่จริงก็คงไม่ต้องอรรถาธิบายอะร ทั้งนี้ เนื่องจากตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์มีพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อพสกนิกรชาวไทยไว้มากมายนับไม่ถ้วน

เมื่อไม่กี่วันมานี้ เฟซบุ๊ก “อาร์ม ตั้งนิรันดร” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รวบรวมสถิติพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ ไว้หลายอย่างจนน่าทึ่งว่า พระองค์ทรงงานหนักขนาดนี้ได้อย่างไร แต่จะขอหยิบยกในส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจบางส่วน

ตลอดช่วงรัชกาล 70 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมอย่างมโหฬาร ทรงครองราชย์ในปี พ.ศ. 2489 ธนาคารโลกได้มีการเก็บตัวเลขรายได้ของประเทศต่างๆ ในปีแรกคือ พ.ศ. 2503 ในปีนั้นประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในภูมิภาค มีรายได้ต่อหัวต่อปี 101 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา มีรายได้ต่อหัวต่อปี 180 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ พม่า มี 180 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เวียดนาม 220 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ลาวขณะนั้นยังไม่มีการเก็บข้อมูล)
ครั้นมาถึงวันนี้ ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวต่อปี 6,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ กัมพูชา มี 800 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ พม่า 1,200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ลาว 1,800 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และเวียดนาม 2,100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2489 ประเทศไทยมีประชากร 16.8 ล้านคน ปัจจุบันมี 67.01 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว

ขณะเดียวกัน จำนวนโครงการพระราชดำริ มีทั้งสิ้น 4,596 โครงการ หากนับเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ เฉลี่ยปีละ 65 โครงการ หรือทรงริเริ่ม 1 โครงการทุกสัปดาห์ ยังไม่นับพระราชกรณียกิจอื่นๆ ที่ทรงทำเพื่อราษฎร อีกมากมาย

โครงการพระราชดำริส่วนใหญ่เป็นโครงการเกี่ยวกับด้านการเกษตร อาทิ โครงการฝนหลวง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกและระบบชลประทานเพื่อการเกษตร โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้ราษฎรใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการคลินิกการเกษตรเคลื่อนที่ เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร ส่งเสริมความรู้ทางด้านเทคโนโลยีด้านการเกษตร เป็นต้น