ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดู

แลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย สําหรับประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างควรระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และระวังคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าฝั่งสําหรับในช่วงวันที่ 31 ธ.ค. 60 -2 ม.ค. 61ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังเรือเล็กบริเวณอาวไทยควรงดออกจากฝั่ง

ผู้สื่อข่าวรายวานว่า ตั้งแต่เวลา 09.30 น.วันที่ 28 ธันวาคม ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เพื่อไปเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่พร้อมหน้าญาติมิตร ทำให้มีปริมาณรถบนถนนมิตรภาพ ช่องทางขึ้นอีสาน มีปริมาณรถสะสมมากขึ้นเรื่องๆ ทำให้การจราจรติดขัดยาวหลายกิโลเมตร โดยเฉพาะบริเวณ กม.62 ถนนมิตรภาพเลี่ยงเมือง ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ช่วงสะพานต่างระดับหนองสาหร่ายเป็นต้นไป สามารถใช้ความเร็วได้ 10-20 กม.ต่อชั่วโมง ยิ่งช่วง กม.66 ตลอดขึ้นเนินคลองไผ่เขื่อนลำตะคอง มีการก่อสร้างถนนยกระดับ มอเตอร์เวย์ ทำให้เบียดเอาช่องการจราจรยิ่งทำให้รถติดเคลื่อนตัวได้ช้าถึงหยุดนิ่ง

รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง จังหวัดนครราชสีมา มีการเปิดช่องทางพิเศษ ในเขต ต.กลางดง มาฟาร์มโชคชัย 1 และจุดต่าง ๆ เพื่อระบายรถ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร สภ.กลางดง ปากช่อง หนองสาหร่าย คลองไผ่ ออกมาตั้งจุดบริการและจุดตรวจ สิ่งผิดกฎหมายรวมทั้ง เมาไม่ขับ รวมทั้งตรวจเข้มเรื่องวินัยจราจร ตามนโยบาย ผบช.ตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ต.วัชรินทร์ บุญคง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ได้สั่งการให้ ผกก.หัวหน้าสถานี และรอง ผกก.วางแผนการจราจรในการเดินทางของประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดย 7 วันอันตราย เริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 60 ถึง วันที่ 3 มกราคม 61 กำชับในพื้นที่เขตจังหวัดนครราชสีมาให้เกิดเหตุน้อยที่สุด

นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอปากช่อง ได้สั่งการให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้ง อป.พร.อาสา ตั้งจุดบริการในพื้นที่ตำบล หรือเส้นทางเชื่อมต่อ เพื่อป้องกันผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร หรือเมาห้ามขับออกจากบ้าน ตามนโยบายของ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา คาดว่าปริมาณรถจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงรถติดในวันต่อไป

พาณิชย์ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการ 1 ประชารัฐ 1 ภูมิภาค ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ต่อยอดด้านการตลาด ให้สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนของหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมายทั่วประเทศ

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์และโฆษกกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 กระทรวงพาณิชย์ได้ลงนาม “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการ 1 ประชารัฐ 1 ภูมิภาค” ร่วมกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งการลงนามในครั้งนี้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเป็นเจ้าภาพในการจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานพันธมิตรตามแนวทางประชารัฐ จำนวน 7 หน่วย ณ สำนักงานหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ถนนแจ้งวัฒนะ โดยบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ก็คือ การเชื่อมโยงและต่อยอดด้านการค้าและการตลาดให้ชุมชน/ท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่เป้าหมายการพัฒนาของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น

จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์) มอบแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในปี 2561 ให้เน้นการทำงานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อดูแลความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่เพื่อต่อยอดด้านการค้าและการตลาดให้ชุมชน/ท้องถิ่นสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการที่กระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมเป็นหนึ่งในหน่วยงานพันธมิตรให้การสนับสนุน “โครงการ 1 ประชารัฐ 1 ภูมิภาค”

เนื่องมาจากโครงการดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของกระทรวงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา ได้แก่ ชุมชน และหมู่บ้าน ก็ครอบคลุมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการ OTOP ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กระทรวงฯ ต้องการขยายการสนับสนุนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น อีกทั้งรูปแบบการบูรณาการห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ผ่านความร่วมมือและเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ยังช่วยลดภาระด้านงบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนและส่งเสริมชุมชนในพื้นที่เป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้ “โครงการ 1 ประชารัฐ 1 ภูมิภาค” ก็คือ การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และสร้างอาชีพ ผ่านการจัดหาและเชื่อมโยงตลาดให้แก่สินค้าและบริการชุมชน/ท้องถิ่นในพื้นที่เป้าหมายของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา การพัฒนาและยกระดับการค้าท้องถิ่นเพื่อเชื่อมโยงกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน การสร้างอาชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเป้าหมาย ตลอดจนการพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถเชื่อมโยงสู่ระบบการค้าออนไลน์ ทั้งนี้ หลังการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว

กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตรจะจัดทำแผนปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพหลักในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกระทรวง อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทั้งนี้ แผนปฏิบัติงานจะมีการคัดเลือกชุมชน/หมู่บ้านที่มีศักยภาพการผลิตสินค้า/บริการ และพันธมิตรที่ร่วมลงนามจะเข้าไปดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานเพื่อพัฒนา “ชุมชน/หมู่บ้านต้นแบบ” และนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นตามความเหมาะสมต่อไป

โครงการ 1 ประชารัฐ 1 ภูมิภาค ซึ่งริเริ่มโดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ราษฎรและชุมชนสามารถได้รับความช่วยเหลือต่อยอดด้วยการใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผสมผสานองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยสนับสนุนให้ชุมชนเข้าถึงแหล่งความรู้สมัยใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเป็นที่ปรึกษา รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้งานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ การพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการและการตลาด รวมทั้งเชื่อมโยงให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยมีหน่วยงานที่ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการ 1 ประชารัฐ 1 ภูมิภาค ทั้งสิ้นจำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ได้แก่

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก

ทั้งนี้ ผลที่คาดว่าจะได้รับก็คือ เพิ่มประสิทธิภาพของประชาชนและชุมชนในทุกภูมิภาคให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

สวนกุหลาบในฝัน เป็นความทรงจำในวัยเยาว์ ช่วงนั้นฉันได้อ่านนิตยสาร อสท.นำเสนอเรื่องสวนกุหลาบ นับจากวันนั้นฉันก็ฝันที่จะมีสวนกุหลาบ และได้ปลูกกุหลาบต้นแรกเมื่อครั้งเรียนประถมปลาย เป็นกุหลาบหนูสีชมพู เป็นกุหลาบที่แข็งแรงมาก แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มใหญ่ให้ดอกหอมอ่อนๆ ทั้งปี แล้ววันหนึ่งมีการขยายถนน พี่ชายยอมให้เขาขยายถนนเข้ามา และต้นกุหลาบก็ถูกตัดทิ้งในวันที่ฉันไม่อยู่บ้าน นับจากวันนั้นฉันก็ไม่มีกุหลาบหนู และดูเหมือนกุหลาบกี่ต้นก็ชดเชยไม่ได้ ทุกวันนี้ฉันก็ยังคิดถึงกุหลาบหนูต้นนั้นอยู่แม้ว่าจะผ่านมาสามสิบปีแล้ว

แล้วความฝันเรื่องสวนกุหลาบก็กลับมา คล้ายยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล ที่สวนเหยิมเหยิม กุหลาบเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของสวนเหยิมเหยิม เช่นเดียวกับ หน่อไม้ กล้วย และทุ่งนาข้าว เมื่อมาอยู่ที่นี่ มีสวนกุหลาบอยู่แล้ว ทุกเช้าฉันจะตัดกุหลาบมาปักแจกัน และอาหารของครัวเหยิมเหยิมก็มีอาหารจานกุหลาบ เช่น ไข่ม้วนกุหลาบ ไข่คอนโดกุหลาบ หรือยำกุหลาบ และน้ำกุหลาบ ชากุหลาบ

อีกทั้งสวนกุหลาบเป็นสวนแห่งความรักความหลัง เมื่อครั้งมาอยู่ทุ่งเสี้ยวใหม่ๆ คนรักของฉันบอกว่า สันป่าตองก็มีสวนกุหลาบด้วย แรกฟังก็เฉยๆ เพราะเราเคยเช่าบ้านอยู่ใกล้สวนกุหลาบที่แม่ริม ด้วยความยินดีในช่วงแรก แต่ภายหลังต้องย้ายออกเพราะสู้กับกลิ่นยาที่เขาใช้กับสวนกุหลาบไม่ไหว หายใจไม่ออก ความโรแมนติคก็เลยหายไป แต่เมื่อมาที่นี่ พบว่า เป็นสวนกุหลาบที่ปลูกด้วยระบบอินทรีย์ จะดม จะกิน ก็ปลอดภัย ยิ่งกุหลาบมอญสีแดงและสีชมพูสวยงามยิ่งนัก เราขับมอเตอร์ไซค์ มาดูสวนกุหลาบกันเสมอ

แล้ววันหนึ่งหลังจากคนรักตายจากฉันก็ได้มาที่สวนกุหลาบอีกครั้ง ได้คุยกับเจ้าของสวน เจ้าของแบรนด์ชาดอกไม้ และเช่าที่ของเขาติดกับสวนกุหลาบด้วยความหวังว่าจะได้ชื่นชมกุหลาบทุกวัน และเก็บกุหลาบด้วย ผ่านไปสองเดือน

เจ้าของสวนบอกว่า จะให้เขาเช่าที่ปลูกเสาวรสในแปลงสวนกุหลาบหน้าบ้าน โอ…ใจตกลงไปที่ตาตุ่มเลย

กลับมาคุยกับน้องที่มาออกแบบตกแต่งห้องสมุดในเหยิมเหยิมด้วยใจหดหู่ น้องบอกว่า เราจะย้ายกุหลาบก่อนที่จะถูกไถ แต่จะเอาไปที่ไหนดีที่มีแดดส่องดี การขุดกุหลาบย้ายก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ขุดขึ้นมาแล้วต้องมาขุดหลุมปลูกอีก ครั้งก่อนเคยย้ายกุหลาบมาเก้าต้น ติดแค่สี่ต้นเท่านั้น เพราะขุดไม่ลึกพอ รากขาด และขุดหลุมตื้นไปนิดหนึ่ง อีกทั้งกลบดินไม่แน่นพอนี่เป็นเรื่องที่รู้ภายหลัง

น้องหัวเราะ เป็นคำที่ดีมาก ความฝันอายุสั้น น้องสาวคนนี้เธอเป็นนักสู้ชีวิตแทนที่จะสลด เธอกลับหาทางออกเดินดูพื้นที่ตรงไหนที่จะเอากุหลาบมาไว้ได้ และวางแผนขุดก่อนที่รถไถจะมา

ในเวลาเดียวกันนั้นฉันโทร.ไปหาเพื่อนๆ ที่ชอบสวนเหยิมเหยิมและสวนกุหลาบหน้าบ้าน ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวว่า เสียดาย บางคนปลอบใจว่า เสาวรสก็สวยดีนะ ดอกเสาวรสก็สวยและเสาวรสกินได้ด้วย เราจะหาเสาวรสที่ปลอดสารใดๆ แน่นอนกินที่เหยิมเหยิมนั่นก็จริง

มีพี่คนหนึ่งให้ไปถามว่าค่าเช่าสวนเท่าไหร เราต้องการให้กุหลาบยังคงอยู่ แล้วก็จบลงที่สวนกุหลาบยังอยู่ เป็นการระดมหุ้นสี่หุ้นเพื่อให้สวนกุหลาบบยังคงอยู่ต่อไป และเหยิมเหยิมก็มีสวนกุหลาบต่อไป

“เป็นเจ้าของสวนกุหลาบ ตื่นขึ้นมาเป็นเจ้าของสวนกุหลาบเหมือนฝันเลย”

เมื่อได้มาแล้ว ก็ต้องดูแลกันอย่างจริงจัง เรียนรู้จากลุง เริ่มจากตัดหญ้า แต่งกิ่ง และปลูกเพิ่มในส่วนที่ต้นเก่าตาย การเลือกกิ่งมาปักชำ นับว่าเป็นงานที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ชายผู้แข็งแรงจะเป็นคนตัดหญ้า พี่สาวจะเป็นคนพรวนดินรอบโคน ส่วนฉันกับน้องจะเป็นคนแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย เราวางแผนกันและลงหุ้นค่าเช่าพร้อมสำรองจ่ายไว้สำหรับการดูแลอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น

ในชีวิตที่ผ่านมา หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ฉันสรุปว่าได้ว่า “โชคดีที่มีเพื่อน” เพื่อนๆ เป็นมรดกที่สามีฉันทิ้งเอาไว้ก่อนตาย ชีวิตหลังความตายของเขากับความเดียวดายของฉันได้รับความเยียวยาจากเพื่อน

เมื่อวานนี้ฉันเริ่มทำน้ำกุหลาบ การทำน้ำกุหลาบต้องใช้กุหลาบจำนวนมาก เมื่อก่อนไม่กล้าเก็บเยอะเกรงใจเจ้าของจึงเก็บแค่พอทำอาหารหนึ่งหรือสองจาน ปักแจกันไว้ที่กรอบรูปรัก แต่วันนี้ฉันเก็บมาเยอะพอที่จะทำน้ำกุหลาบดื่มได้

การปรุงน้ำกุหลาบแบบนี้ได้มาจากร้านสายหมอกและดอกไม้ ตำนานร้านอาหารดอกไม้ซึ่งคนรักของฉันไปร้องเพลงและเล่นกีตาร์ที่นั่น และฉันเป็นผู้ติดตามจึงรู้วิธีปรุงน้ำกุหลาบและอาหารดอกไม้

นำเสนอไว้เพื่อผู้อ่านจะได้ทำดื่มด้วย ไม่ยากแต่ต้องใส่ใจ การปรุงน้ำกุหลาบนี้ต้องใจเย็นมากๆ เราจะเก็บกุหลาบที่บานเต็มที่พร้อมจะโรยแล้ว ตั้งแต่เช้าแกะเอาแต่กลีบไม่ให้ติดเกสร ล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างเบามือ ใส่หม้อดินและเติมน้ำสะอาดลงไป ไฟอย่างอ่อนที่สุด ต้องใช้เตาเล็กๆ ถึงจะดี วางไว้จนกว่ากุหลาบจะให้สีหมดกลีบ ถ้าไฟแรงหรือเดือด น้ำกุหลาบที่ได้จะขม ต้องลดลงจึงจะรู้ขนาดพอดี

เมื่อได้ที่แล้วปิดอบไว้ในหม้ออีกสักพัก เย็นแล้วเอามากรอง ทุกอย่างที่ทำด้วยกุหลาบนั้นจะต้องสะอาดที่สุด ห้ามมีกลิ่นอื่นมารบกวน ฉันยังไม่มีหม้อดินจึงใช้หม้อเคลือบแทนก็ได้เหมือนกัน วันนี้จึงทำน้ำกุหลาบที่สีสวยมากและกลิ่นก็ดีมากด้วย การทำน้ำกุหลาบอยู่ที่จิตใจเหมือนกันนะ ถ้าใจเย็น ใจดี น้ำกุหลาบก็จะหอม รสชาติดี

เมื่อจะดื่มก็เติมน้ำเชื่อมลงไปนิดหนึ่งเพิ่มความหวาน ถ้าชอบเย็นใส่น้ำแข็งลงไปก้อนหนึ่ง แต่ฉันว่าดื่มแบบไม่ใส่น้ำแข็งได้รสชาติน้ำกุหลาบแท้ๆ หอมชื่นใจติดปลายลิ้น

ใครสนใจที่จะทำน้ำกุหลาบดื่มก็เชิญนะคะ แต่ควรใช้กุหลาบที่ปลูกเองเท่านั้น ดังนั้น ต้องเริ่มจากปลูกกุหลาบก่อน แต่ช่วงนี้ถ้ายังไม่ปลูกกุหลาบก็มาดื่มที่เหยิมเหยิมได้ แต่จะต้องบอกมาก่อนหนึ่งวันนะคะ เพื่อจะได้ปรุงน้ำกุหลาบแต่เช้า เพราะกุหลาบให้กลิ่นได้ดีต้องเก็บแต่เช้า และการทำน้ำกุหลาบก็ต้องใช้เวลานิดหนึ่งค่ะ ฉบับนี้จบกันที่…สวนกุหลาบ และน้ำกุหลาบนะคะ ฤดูหนาวมาเยือนแล้วอย่างจริงจัง แล้วพบกันใหม่

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่พบศพช้างสุมาตราที่กำลังตั้งท้องนอนตายอยู่ภายในไร่ปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่งจังหวัดอาเจะห์ บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าช้างตัวนี้น่าจะถูกชาวบ้านวางยาพิษ

โดยนายซับโต อาจิ ประโบโว หัวหน้าศูนย์อนุรักษ์อาเจะห์ เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า ร่างของช้างดังกล่าวถูกพบอยู่ใกล้กับหมู่บ้านซูนูบ็อก บายู เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีช้างนอนตายอยู่ และพบว่า ช้างตัวดังกล่าวอายุ 25 ปี น่าจะเสียชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 10 วัน โดยหลังจากทำการชันสูตรศพช้างตัวนี้ พบว่าอวัยวะที่เกี่ยวกับการย่อยอาหารได้กลายเป็นสีดำ ซึ่งหมายความว่าช้างตัวนี้น่าจะถูกวางยาพิษ โดยช้างตัวนี้ท้อง 13 เดือนแล้ว และเหลืออีก 6 เดือนก็จะคลอดลูกออกมา

ทั้งนี้ ช้างสุมาตราเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่เนื่องจากการทำลายป่าไม้อย่างรุนแรงทำให้ที่อยู่อาศัยของช้างลดน้อยลง และต้องเข้าไปในเขตพื้นที่ของมนุษย์มากขึ้น โดยในปีนี้ มีช้างป่าถูกมนุษย์ฆ่าในจังหวัดอาเจะห์แล้วอย่างน้อย 11 ตัว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสริตา จินตกานนท์ ผู้ชำนาญการ funnypatentsandinventions.com สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (คนกลาง) พร้อมด้วยตัวแทนพันธมิตรจาก 4 บริษัทเอกชน ได้แก่ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ร่วมงานแถลงข่าว “โครงการ Smart Village แคมเปญออนไลน์เพื่อสนับสนุนการจัดงานไมซ์ในประเทศ เพื่อช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” โดยนำร่องลงพื้นที่ 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี, ชุมชนปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี, ชุมชน ดอยแม่สลองนอก จังหวัดเชียงราย และชุมชนวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมดึง 11 บริษัทสตาร์ทอัพ นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีออนไลน์มาเป็นเครื่องมือในการแข่งขันโปรโมทชุมชน กิจกรรมแหล่งท่องเที่ยว และอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชุมชน โดยหวังสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อต่อยอดธุรกิจไมซ์ในประเทศ และเกิดการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังต่อยอดศักยภาพและความสามารถของกลุ่มดิจิทัลสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมคลัสเตอร์หลักของประเทศ ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาดแรงงานสิ้นสุด ณ เดือนพฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา มีผู้อยู่ในกำลังแรงงานประมาณ 38.28 ล้านคน ผู้มีงานทำ 37.72 ล้านคน ขณะที่ตัวเลขผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.4 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.0 อย่างไรก็ตาม สำหรับความต้องการแรงงานนั้น พบว่านายจ้างแจ้งความต้องการกับกรมการจัดหางาน 27,372 อัตรา ขณะที่สถานประกอบการ 67 แห่ง ต้องการแรงงาน 825 อัตรา โดยมีผู้สมัครงานกับกรมการจัดหางาน 9,705 คน มีผู้ได้รับการบรรจุ 21,079 คน แต่ก็พบว่ามีคนไทยไปทำงานต่างประเทศเช่นกัน โดยแรงงานไทยแจ้งความประสงค์จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศในเดือนตุลาคม 2560 มีจำนวน 4,532 คน และที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศในเดือนตุลาคม 2560 จำนวน 5,216 คน

นายอนุรักษ์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่ผ่านมาประมาณการณ์ความต้องการแรงงานรายภาคการผลิตในปี2558-2562 ความต้องการแรงงานภาพรวมยังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในอัตราการขยายตัวที่ต่ำ โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยตลอดช่วงปีประมาณร้อยละ 0.53 ความต้องการแรงงานในแต่ละปีมีจำนวนดังต่อไปนี้ ปี 2558 จำนวน 37.99 ล้านคน ปี 2559 จำนวน 38.29 ล้านคน ปี 2560 จำนวน 38.58 ล้านคน ปี 2561 จำนวน 38.81 ล้านคน และปี 2562 จำนวน 38.80 ล้านคน

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า ความต้องการแรงงานยังคงรูปแบบเดียวกับช่วงเวลาที่ผ่านมา คือ ภาคบริการจะเป็นภาคที่มีจำนวนแรงงานมากที่สุด มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1.75 เป็นอัตราที่มีการขยายตัวมากที่สุด ซึ่งจากการประมาณการความต้องการแรงงานในแต่ละปี มีจำนวนดังนี้ ปี 2558 จำนวน 16.87 ล้านคน ปี 2559 จำนวน 17.23 ล้านคน ปี 2560 จำนวน 17.58 ล้านคน ปี 2561 จำนวน 17.90 ล้านคน และปี 2562 จำนวน 18.08 ล้านคน ส่วนภาคที่มีการจ้างงานรองลงมา คือ ภาคเกษตรกรรม จากการประมาณการจำนวนความต้องการมีจำนวนลดลง โดยคิดเป็นอัตราการลดลงประมาณร้อยละ 0.85 ประมาณการการจ้างงานในแต่ละปี คือ ปี 2558 จำนวน 12.40 ล้านคน ปี 2559 จำนวน 12.31 ล้านคน ปี 2560 จำนวน 12.22 ล้านคน ปี 2561 จำนวน 12.12 ล้านคน และปี 2562 จำนวน 11.99 ล้านคน

นาย อนุรักษ์ กล่าวว่า ขณะที่ภาคการผลิต หรือภาคอุตสาหกรรม เป็นภาคที่มีการจ้างงานน้อยที่สุด ซึ่งจากการประมาณการความต้องการในอนาคตามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 0.02 ประมาณการการจ้างงานในแต่ละปี คือ ปี 2558 จำนวน 8.72 ล้านคน ปี 2559 จำนวน 8.75 ล้านคน ปี 2560 จำนวน 8.78 ล้านคน ปี 2561 จำนวน 8.78 ล้านคน และปี 2562 จำนวน 8.72 ล้านคน

“สรุป ได้ว่าภาคการบริการมีความต้องการด้านแรงงานสูงที่สุด ยิ่งธุรกิจการท่องเที่ยวยิ่งต้องการมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านร้านอาหาร ร้านค้า โรงแรม ต่างต้องการแรงงานด้านบริการทั้งสิ้น ซึ่งในปี 2561 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 ประเภทที่รัฐบาลพยายามผลักดันจะเป็นแหล่งดึงดูดแรงงานให้เข้าไปทำงาน โดยเฉพาะด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวที่ปัจจุบันมีจำนวนแรงงานอยู่ใน 2 ภาคนี้ร้อยละ 80 ของผู้มีงานทำทั้งประเทศ อีกทั้ง การส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ในปีหน้าจะเริ่มเห็นรูปแบการจ้างงานที่ปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี มีการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีมากขึ้น กระบวนการทำงานของแรงงานจะทำงานกับนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ตลาดการซื้อขายออนไลน์จะขยายตัวให้เห็นมากขึ้น ส่งผลด้านการจ้างงานในกิจการโลจิสติสขยายตัวอย่างมาก และจะเห็นว่าเด็กนักศึกษาจบใหม่ต่างก็มุ่งธุรกิจของตนเองมากขึ้น เปิดธุรกิจออนไลน์ของตัวเองมากขึ้น หรือแม้แต่พนักงานออฟฟิสก็หันมาประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้น” อธิบดีกกจ.กล่าว