ข้อคิดที่ 2 กระทรวงสาธารณสุข ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน

ปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ในเดือนธันวาคม 2559 มีกรรมการ 21 ท่าน และได้ประชุมทั้งสิ้น 4 ครั้ง แต่มีข้อสังเกตไม่สามารถหารายงานการประชุมใน 3 ครั้งแรกได้ เนื่องจากผลการตรวจสอบสารตกค้างมีเพียง คลอร์ไพรีฟอส ไม่พบพาราควอตและไกลโฟเซต แล้วทำไมจึงมีชื่อปรากฏมาในภายหลังได้ในการประชุมครั้งสุดท้าย รวมทั้ง กระทรวงสาธารณสุข ได้แต่งตั้งไทยแพนให้เป็นกรรมการและเลขานุการร่วมด้วย ที่สำคัญมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ไม่อาจบังคับให้แบนสารดังกล่าวได้ เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ แต่กลับมีมติและบังคับให้กรมวิชาการเกษตรทำตาม

ข้อคิดที่ 3 กรมวิชาการเกษตร นำมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา โดยกรมวิชาการเกษตรได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของการใช้สาร ไกลโฟเซต ตามข้อเสนอคณะกรรมขับเคลื่อนฯ ส่วนการยกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพรีฟอส ได้นำเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ข้อสังเกต กรมวิชาการเกษตรทราบถึงกระบวนการเป็นอย่างดีจึงได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้พิจารณา ไม่ได้หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือถ่วงเวลาแต่ประการใด

ข้อคิดที่ 4 การพิจารณาคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตามกระบวนการยกเลิกใช้สารใดๆ ก็ตาม อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อน ให้เกิดความรอบคอบ ยึดหลักเหตุผล และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ ทั้งนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาเรื่องการยกเลิกสารดังกล่าว จนเกิดการประชุมรวมถึง 13 ครั้ง มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องทางวิชาการ วิจัย และอื่นๆ ได้ข้อสรุป วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้ใช้แนวทางจำกัดการใช้ทั้งสามแทนการยกเลิกใช้สารดังกล่าว รวมทั้งคณะกรรมการมีมติมอบให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนดำเนินการต่อไป ข้อสังเกต กระบวนพิจารณาเป็นไปตามขั้นตอน รอบคอบมีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง โดยประธานคณะอนุกรรมการฯ ครั้งนั้นคือ ดร.ภักดี โพธิศิริ อดีตเลขาธิการ อ.ย. และอดีตกรรมการ ปปช. ที่สำคัญมีการอภิปรายและเปิดเผยบันทึกเหตุและผลอย่างเปิดเผย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยรวม 22 หน้า

ข้อคิดที่ 5 การพิจารณาข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดิน วันที่ 14 ธันวาคม 2561 ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายดำเนินการยกเลิกใช้สารดังกล่าว แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ขอข้อมูลจากผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่มเติม และประชุม วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อทบทวนการตัดสินและได้ข้อสรุปยืนยัน มติเดิมไม่มีการยกเลิกใช้สาร แต่ให้เป็นมาตรการจำกัดการใช้ และรายงานไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ข้อสังเกต ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะ แต่กลับพบว่าที่มาที่ไปของการวินิจฉัยมีเป้าหมายอยู่ในใจก่อนแล้ว จึงเกิดคำถามว่า ทำไมไม่แสวงหาข้อเท็จจริงรอบด้านทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารดังกล่าว

ข้อคิดที่ 6 การดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการดำเนินงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ หลังจากคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ กรกฎาคม 2562 ได้ประกาศชัดเจนว่าจะแบนสารทั้ง 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ภายในปี 2562 ขณะเดียวกัน คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ดำเนินการตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 18 กันยายน ให้มีการศึกษาถึงปัญหา วิธีการและผลกระทบ บริหารจัดการสารจากผู้เกี่ยวข้อง 4 ภาคส่วนได้แก่ ภาครัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค แต่ รมช. มนัญญา ได้ลงนามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งตนเองเป็นประธานและประชุมคณะทำงาน ในวันที่ 7 ตุลาคม โดยมีมติเอกฉันท์ตามข่าวในสื่อมวลชนให้ยกเลิก 3 สาร โดยมิได้เสนอวิธีการแก้ปัญหาและผลกระทบในการบริหารจัดการสารแต่ประการใด ข้อสังเกต เหตุใด รมช. มนัญญา จึงให้ความสนใจเฉพาะปัญหาและผลกระทบ แต่ไม่ให้ความสำคัญผลกระทบด้านอื่น และใช้เวลาในการประชุมรวบรัดไม่ถึง 3 ชั่วโมง ตัดสิน โดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการใหม่ไปหักล้างข้อมูลเดิมที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายใช้ตัดสินไม่ยกเลิกสารทั้งสาม

ข้อคิดที่ 7 การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร จากกระแสขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้ตั้งคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ขึ้น และได้ฟังการแถลงข่าวสรุปความได้ว่า สารทั้งสามนี้เป็นอันตรายน่าจะต้องยกเลิกการใช้ ข้อสังเกต รายชื่อผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมาธิการจากพรรคต่างๆ เป็นกลุ่มบุคคลที่เห็นว่าสมควรยกเลิกอยู่แล้ว และเป็นแกนนำเคลื่อนไหวในการยกเลิกด้วย จึงพอคาดเดาได้ว่า มติจะออกมาในรูปแบบใด

“ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงหนึ่งความคิดเห็นเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง และหวังว่าสังคมไทยจะตัดสินเรื่องต่างๆ ด้วยเหตุและผล คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ” นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ กล่าวสรุป

รมช.มนัญญาเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพฯ นำร่องที่ร้านสหกรณ์พระนครใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์เป็นศูนย์กลางจำหน่ายผักผลไม้และสินค้าเกษตรปลอดภัย คัดสินค้าดีมีคุณภาพจากสหกรณ์ผู้ผลิตในจังหวัดต่างๆ มากระจายสู่ผู้บริโภค ลั่นขอเวลา 3 เดือนวัดผลตอบรับ ก่อนสยายปีกไปทั่วประเทศ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพมหานคร ที่ร้านสหกรณ์พระนคร ถนนพหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะพัฒนาร้านสหกรณ์ ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายพืชผักและผลิตผลการเกษตรจากสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าทั้งของสดและของแห้ง ซึ่งจะเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยในราคายุติธรรม ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบถึงที่มาของแหล่งผลิตสินค้าแต่ละชนิด เพื่อสร้างความมั่นใจเมื่อเลือกซื้อสินค้าที่ “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์”

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่เยี่ยมสหกรณ์หลายจังหวัด ทำให้ทราบว่าสินค้าสหกรณ์ เป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ แต่ขาดการส่งเสริมหรือการทำตลาดที่ดี จึงให้นโยบายกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไปทำการเชื่อมโยงสหกรณ์การเกษตรที่ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ร้านค้าในกรุงเทพฯ เพื่อผลักดันให้เกิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และให้ปรับปรุงรูปแบบร้านค้าของสหกรณ์ทันสมัย ดูสวยงาม สะอาด ซึ่งการที่เลือกตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ที่ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด เป็นแห่งแรก เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านชุมชน และใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนเดินทางมาซื้อสินค้าได้สะดวก และในอนาคตจะสนับสนุนให้มีซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายผัก ผลไม้ เนื้อ นม ไข่ไก่ และสินค้าแปรรูป ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ต่อไป

“ดิฉันต้องการผลักดันให้สำเร็จเพราะหากทำได้ จะเป็นการนำสินค้าสหกรณ์ออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น ประมาณ 3 เดือน จะประเมินได้ว่าการตอบรับเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงอะไรให้ตรงใจคนซื้อ เพราะสินค้าที่นำมาจำหน่ายที่นี่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่รักสุขภาพ บริโภคพืชผักและสินค้าที่คุณภาพดี หากเสียงตอบรับดีจะมีการขยายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ เพราะหากสินค้าขายได้ดี ก็จะเป็นผลให้เงินในกระเป๋าของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมีเพิ่มขึ้น ดังนั้น การที่ประชาชนมาช่วยอุดหนุนสินค้าสหกรณ์ นอกจากได้สินค้าดีแล้ว อีกทางหนึ่ง คือเรากำลังช่วยกันเกื้อกูลพี่น้องประชาชนของเราในพื้นที่ต่างจังหวัด ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้มีกำลังใจผลิตสินค้าดี สินค้าปลอดภัยมาจำหน่าย และอนาคตจะส่งเสริมให้ค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สินค้าที่นำมาจำหน่ายที่ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด จะเน้นสินค้า 4 ชนิดหลัก คือ ข้าวหอมมะลิ จากสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด เนื้อโคขุนจากสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด จังหวัดนครปฐม “KU Beef” เนื้อโคขุนแปรรูป เช่น เนื้อกระจก และเนื้อแผ่นจากสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ไข่ไก่ จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และผักผลไม้เมืองหนาว เช่น ฟักทองญี่ปุ่น แตงกวาญี่ปุ่น กะหล่ำปลีสีม่วง มะเขือเทศ อะโวกาโด จากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่

ด้าน นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ดีใจที่นางสาวมนัญญา รมช.เกษตรฯ ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผลักดันให้เกิดการเชื่อมสินค้าสหกรณ์กับตลาดคนเมือง เพราะจะเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าไปแล้วติดใจ ก็มักจะโทร.มาถึงร้อยเอ็ดว่าจะสามารถหาซื้อได้ที่ไหน จากนี้ไปก็จะได้มีตลาดทางเลือกเพิ่มขึ้น

“ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรวิสัย ผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพ มีรายได้ประมาณ 20-30 ล้านบาทต่อเดือน คาดว่าการเข้าร่วมตลาดนี้จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ต่อเดือน ซึ่งอยากฝากว่าเพื่อนๆ สมาชิกสหกรณ์ที่ต้องการขายสินค้า ขอให้ตั้งใจทำคุณภาพให้ดี เพราะเมื่อคุณภาพดี จะมีตลาดมาหาเอง อย่าคิดว่าการทำคุณภาพเป็นเรื่องเสียเวลาหรือสิ้นเปลือง เพราะเมื่อทำได้ ความสำเร็จจะวิ่งมาหาสหกรณ์เอง”

ด้าน นายประวิทย์ นามเหลา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า สหกรณ์ผลิตเนื้อคุณภาพสายพันธุ์ผสมระหว่างแองกัสกับวากิว ทำให้เนื้อนุ่ม ทั้งนี้ ได้เริ่มส่งเนื้อทุบพร้อมทานและเนื้อกระจกพร้อมทาน มาทดลองวางตลาดสหกรณ์แห่งนี้ เบื้องต้นไม่คาดหวังรายได้ แต่คาดหวังในเรื่องการเปิดตัว การแนะนำตัวต่อตลาดมากกว่า

“ผมเห็นว่านโยบายนี้ดีมาก เป็นนโยบายที่จะนำสินค้าสหกรณ์สู่ตลาด อยากให้มีทุกจังหวัดเป็นสหกรณ์ร้านค้าเครือข่าย เพราะที่ผ่านมาต้องบอกว่าสหกรณ์มุ่งทำของดี แต่สู้เงื่อนไขของร้านค้าเอกชนไม่ค่อยไหว เพราะทั้งค่าดำเนินการ ค่าบริหาร การโปรโมตสินค้า การจัดโปรโมชั่น ซึ่งรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5% ของต้นทุน รวมถึงการวางจำหน่ายสินค้าที่มักจะไม่ค่อยโชว์สินค้าของสหกรณ์ ดังนั้น หากสำเร็จจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับทุกสหกรณ์”

บ่ายวันหนึ่งที่อากาศภายนอกอาคารร้อนจัด แดดจ้า ไม่เหมือนกับหลายๆ วันที่ผ่านมา ที่แทบทุกภูมิภาคของประเทศถูกพายุฝนโหมกระหน่ำ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วนประสบปัญหาน้ำท่วม ผู้เขียนมีนัดหมายพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร. เอกรัฐ บุญภูงา ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หลังจากไปร่วมงานแถลงข่าวการจัดงานประชุมวิชาการ สวก. 2562 จุดเปลี่ยนอนาคตไทย ด้วยงานวิจัยเกษตร Beyond Disruptive Technology และได้เห็นเครื่องต้นแบบจากโครงการการพัฒนาระบบเรดาร์เพื่อการจัดทำแผนที่ใต้ดินสำหรับการเกษตร

รองศาสตราจารย์ ดร. เอกรัฐ บุญภูงา เริ่มต้นเล่าถึงที่มาที่ไปของงานวิจัยอย่างน่าสนใจ ดังนี้ ต้นเรื่องไม่ใช่งานการเกษตร แต่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การวางระเบิดจะใช้วิธีขุดจากด้านข้างถนนเข้าไปเพื่อฝังวัตถุระเบิด ปรกติทหารจะใช้วิธีลาดตระเวน ซึ่งเป็นความเสี่ยง จึงมีแนวคิดใช้เทคโนโลยีเรดาร์เพื่อช่วยค้นหาวัตถุระเบิดใต้ดิน เป็นการสร้างภาพมุมมองด้านบน (top view) และภาพแนวตัดขวางตามความลึกในระดับพอจะประเมินได้ว่ามีวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่หรือไม่ โดยทดสอบที่ความลึก 1 เมตร ตามโจทย์ที่ได้รับมาว่า ส่วนใหญ่วัตถุระเบิดจะถูกฝังไว้ที่ความลึกประมาณ 50 เซนติเมตร แต่โดยศักยภาพของตัวเครื่องจะตรวจได้ลึกมากกว่านั้น เครื่องนี้จึงถูกพัฒนาเพื่อนำไปใช้งานจริงในพื้นที่เสี่ยง

ผู้เขียนฟังแล้วรู้สึกชื่นชมกับคณะทำงานที่ได้นำความรู้ ความสามารถ มาพัฒนาเป็นอุปกรณ์ได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

Ground Penetrating Radar (GPR) หรือที่ รองศาสตราจารย์ ดร. เอกรัฐ เรียกชื่อภาษาไทยว่า “เทคโนโลยีเรดาร์ทะลุพื้นดิน” เทคโนโลยีเรดาร์ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด ในต่างประเทศเป็นเทคโนโลยีที่มีวัตถุประสงค์การใช้งานหลากหลายประเภท เช่น การค้นหาโบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือการก่อสร้างถนน

จากแนวคิดข้างต้น ทำให้กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเมินว่า น่าจะนำไปช่วยในการเกษตรได้ โดยเอาเทคโนโลยีเรดาร์ทะลุพื้นดินมาสร้างเป็นแผนที่ใต้พื้นดินของการเพาะปลูกมันสำปะหลัง เพื่อหาดินดาน ทุนสำหรับงานวิจัยนี้ได้มาจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีนักวิจัยไทยนำเทคโนโลยีเรดาร์มาประยุกต์ใช้ในงานเกษตรเพื่อตรวจสภาพดิน

ดินดานคือ เนื้อดินที่มีโครงสร้างที่ถูกอัดแน่น ไม่มีช่องระบายอากาศและน้ำ เกิดจากการทำการเกษตรอย่างขาดความรู้ ความเข้าใจ การทำเกษตรกรรมที่ผิดวิธี การไถพรวนบ่อยครั้งที่ระดับความลึกเดียวกันหลายๆ ปี ไถพรวนในขณะที่ดินมีความชื้นไม่เหมาะสม การลดลงของปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ลดการกักเก็บน้ำและเพิ่มการชะล้างหน้าดิน ส่งผลให้ดินเกิดสภาวะเสื่อมโทรม เกิดการอัดแน่นของดินและเกิดเป็นชั้นดานขึ้น พื้นที่ที่เกิดปัญหาดินดานมักจะเกิดน้ำท่วมขัง เนื่องจากน้ำไม่สามารถซึมผ่านชั้นดินดานลงไปได้ และในฤดูแล้งมันสำปะหลังไม่สามารถดึงน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ส่งผลให้ผลมันสำปะหลังแคระแกร็นหรือยืนต้นตายได้ ชั้นดินดานที่อยู่ตื้นกว่า 50 เซนติเมตร จะมีผลกระทบต่อการปลูกมันสำปะหลังมาก (สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย, 2556)

รองศาสตราจารย์ ดร. เอกรัฐ อธิบายเพิ่มเติมว่า ดินดานในพื้นที่ปลูกพืชประเภทมันสำปะหลัง จะอยู่ที่ความลึกระดับ 30-50 เซนติเมตร เกิดจากการใช้ดินและเครื่องมือเครื่องจักรกลบ่อยๆ นานๆ ก็จะอัดตัวแน่น หรือเกิดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดินดานจะทำให้รากหรือหัวของมันสำปะหลังไม่สามารถทะลุทะลวงลงไปได้ ฝนตกลงมาน้ำจะขัง หัวมันสำปะหลังจะเกิดการเน่า

ปรกติวิธีการแก้ไขที่ง่ายที่สุด คือ การไถ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวถือว่าเป็นการเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เกษตรกรจึงมักนิยมตั้งข้อสมมุติฐานว่า ตนเองไม่น่าจะมีปัญหานี้ เมื่อทำการเพาะปลูกและพบดินดาน จึงได้ผลผลิตต่ำ ดังนั้น มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการค้นหาดินดาน เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์นี้จะทำให้เกษตรกรเชื่อว่า พื้นที่ของตนเองมีดินดานจริงหรือไม่ หากมีจะได้แก้ปัญหาก่อนการเพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย คุ้มค่าต่อการลงทุน

“เครื่องนี้คล้ายเครื่องเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ เอกซเรย์ใช้รังสีเอกซ์ อัลตราซาวด์ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง เครื่องนี้ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดังนั้น ถ้าอัลตราซาวด์ เห็นตัวเด็กได้ เครื่องนี้ก็ทำนองเดียวกัน หลักการเดียวกัน”

เครื่องเรดาร์ทะลุพื้นดินมีหลักการทำงานทางวิศวกรรม เหมือนเครื่องเรดาร์ประเภทอื่นๆ ที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น เรดาร์ทางการทหาร เรดาร์งานด้านอากาศยาน กล่าวคือ เครื่องเรดาร์ทะลุพื้นดิน ใช้วิธีการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลงไปใต้พื้นดิน ส่งคลื่นไปและรอคลื่นที่สะท้อนกลับมา เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่ต่างกัน เช่น คลื่นผ่านอากาศ ผ่านพื้นดิน แล้วไปเจอดินดาน คลื่นส่วนหนึ่งจะสะท้อนกลับขึ้นมา ก็จะมีสายอากาศตัวรับคลื่น เอาคุณสมบัติของคลื่นที่สะท้อนกลับมา ตีความสร้างเป็นภาพเพื่ออธิบายถึงคุณสมบัติของดิน การสะท้อนของคลื่นที่มีตัวกลางต่างกันจะมีคุณสมบัติต่างกัน คล้ายกับการโยนลูกบอลลงไปที่พื้นปูนซีเมนต์ หรือลงไปที่พื้นไม้ จะกระเด้งกระดอนไม่เหมือนกัน ความเร็ว การดูดซับลูกบอล มีความแตกต่างกัน

เครื่องนี้มีส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วน คือ

ส่วนที่หนึ่ง ภาคส่ง-ภาครับ (transmitter-receiver) ของตัวคลื่น ทำหน้าที่อย่างแรก คือ สร้างสัญญาณขึ้นมา ส่งผ่านส่วนที่สอง เรียกว่า สายอากาศ (antenna) ทำหน้าที่ในการปล่อยคลื่นลงไปใต้พื้นดิน และก็รับสัญญาณสะท้อนกลับมาที่สายอากาศตัวรับ ส่วนสุดท้าย คือ คอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ประมวลผล เป็นตัวตีความว่าสัญญาณที่เข้ามา คือสัญญาณที่สะท้อนจากอะไร จากนั้นนำมาสร้างเป็นภาพ

ตัวเครื่องต้นแบบนี้ใช้ติดกับรถเข็นเพื่อทำการทดลอง แต่เป้าหมายจริงๆ สามารถนำไปติดที่รถแทรกเตอร์หรือรถไถ เพื่อให้วิ่งในไร่ในสวนได้ง่าย และยังเหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่ด้วย

ระยะเวลาโครงการจนถึงขั้นตอนการทดสอบเบื้องต้น ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี โดยกรมพัฒนาที่ดินจะขุดดินกว้าง ยาว ลึก 1 ลูกบาศก์เมตร เพื่อดูพื้นที่หน้าตัด และเก็บตัวอย่างดินไปเข้าห้องแล็บ เพื่อตรวจทานกับผลที่ได้รับจากเครื่อง เช่น เครื่องเจอดินดานที่ความลึก 30 เซนติเมตร ในห้องแล็บก็เจอที่ ความลึก 30 เซนติเมตร เช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นการยืนยันผลการทดลอง พิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้งานได้

ผู้เขียนทราบมาว่า โครงการนี้เป็นเพียงการสร้างเครื่องต้นแบบและกำลังดำเนินการจดสิทธิบัตร โดยทีมวิจัยหวังว่าจะมีโครงการต่อเนื่องเพื่อขยายศักยภาพของเครื่องนี้ต่อไป digital disruption
การเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัล

การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะที่ก้าวหน้าขึ้น จนอาจถึงขั้นไม่ต้องใช้แรงงานคน มักเป็นการเปลี่ยนอย่างทันทีทันใด จนทำให้รูปแบบการทำงานแบบเดิมต้องยุติลง เช่น การใช้หุ่นยนต์ทำงานซ้ำซากแทนแรงงานคน การถ่ายภาพที่ใช้ฟิลม์มาเป็นการใช้กล้องดิจิทัล ซึ่งบันทึกภาพเป็นข้อมูลทันที การทำให้อุปกรณ์ต่างๆ มีความสามารถในการตัดสินใจเองโดยใช้หลักการปัญญาประดิษฐ์

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยได้เดินทางไปยังบ้านท่าลี่ หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เยี่ยมชมกิจกรรมของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ปี 2559 จังหวัดขอนแก่น หรือ Young Smart Farmer ของ นายปรีชา หงอกสิมมา และพบปะกับคณะกรรมการ Young Smart Farmer (YSE) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมชมนิทรรศการผลการดำเนินงาน Young Smart Farmer ของกรมส่งเสริมการเกษตร

โดยกล่าวชื่นชมผลการดำเนินงานของสมาชิกเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ YSF ใน 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 30 คน ที่จัดแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์ พร้อมกับเน้นย้ำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้พัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยใช้หลักตลาดนำการเกษตรตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค รวมทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน ความปลอดภัย เพิ่มช่องทางและขยายเครือข่ายการตลาดผ่านระบบออนไลน์ให้มากขึ้น พร้อมร่วมปฏิรูปภาคการเกษตรให้ก้าวสู่การเป็นครัวของโลกให้ได้ และยินดีประสานงานกับทุกภาคส่วนในการให้การสนับสนุนทุกด้าน

ด้าน นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นายปรีชา หงอกสิมมา Young Smart Farmer หรือ YSF จากบ้านท่าลี่ ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้ที่มีต้นทุนความรู้โดยต่อยอดนวัตกรรมความคิด สู่เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง “WANAPHAN” (วนพรรณ) จบการศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังเรียนจบเริ่มทำงานในโครงการส่วนพระองค์มูลนิธิชัยพัฒนา ทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกรและผู้สนใจแนวพระราชดำริ ก่อนจะลาออกแล้วหันมายึดอาชีพเกษตรกร โดยนำความรู้พื้นฐานด้านการเกษตรที่เรียนมา บวกกับความชอบเรื่องระบบนิเวศน์ป่า และธรรมชาติมาวางแผนการทำแปลง เน้นเรื่องป่าไม้ควบคู่กับการทำเกษตร และยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แปลงของตนเอง

โดยสมัครเข้าร่วม “โครงการ Young Smart Farmer : YSF” ของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2559 ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1. ต้องการหาประสบการณ์เพิ่มเติม เพื่อต่อยอดนวัตกรรมทางความคิดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 2. ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกันหรือภาคีเครือข่ายต่างๆ และ 3. ต้องการแสดงว่าโอกาสและการสนับสนุนช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐในการเสริมสร้างขีดความสามารถของตนเองและคนในชุมชนให้แข็งแกร่งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และเคยได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่นๆ โดยได้รับการคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงานด้านการเกษตร ณ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2561 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการคัดเลือกเป็นหนึ่งในเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด

สำหรับแนวทางการทำเกษตร นายปรีชา หงอกสิมมา ได้แบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ 14 ไร่ อาทิ แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี การแปรรูปสมุนไพรและพื้นที่ที่ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แล้วนำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลิตพืชผักอินทรีย์ สมุนไพรอินทรีย์และเครื่องสำอาง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ สมุนไพร นำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาทิ เซรั่มข้าวหอมมะลิ แชมพูและครีมนวดผมอัญชันและจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ สบู่และลิปสติก เจลอาบน้ำสมุนไพรถ่านชาร์โคล เป็นต้น ภายได้แบรนด์ “WANAPHAN” สร้างรายได้มูลค่าเฉลี่ย 1,000,000 บาท/ปี มีผู้สนใจมาศึกษาดูงานและฝึกอบรม ประมาณ 1,500 คน/ปี

“ในการเลือกใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี จะเน้นตอบโจทย์ลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเป็นหลัก โดยผลิตตามความต้องการของลูกค้า และเลือกผลิตที่สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรได้ ทำน้อยแต่เพิ่มมูลค่าของสินค้ามากกว่า และนอกจากตัวเองอยู่ได้ ชุมชนรอบๆ ก็ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย”

สำหรับประโยชน์ของการเข้าร่วมโครงการ Young Smart Farmer ถือเป็นเวทีในการสร้างสังคมเกษตรกรรุ่นใหม่ สายเลือดใหม่ก้าวสู่พลังขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจในยุคจุดเปลี่ยนของประเทศไทยในอนาคต คนที่เข้ามามีแต่ได้กับได้ ได้ทั้งความรู้ ได้การเรียนรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ได้เพื่อน ได้สังคมของเกษตรกรไฟแรงด้วยกัน ซึ่งมีทั้งคนที่เพิ่งเข้ามาเรียนรู้และคนที่มีความรู้ด้านเกษตรระดับสูงได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ด้วยกัน ที่สำคัญ คือ นำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาพัฒนาตัวเอง และสามารถถ่ายทอดพัฒนาให้คนในชุมชนมีความแข็งแรงอยู่ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการเชื่อมโยงเครือข่ายหรือการขยายผลสู่ชุมชน ด้วยการจัดเครือข่าย ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่ จนเป็นชุมชนแรกของประเทศที่ได้รับเงินอุดหนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก และร่วมกับชุมชนจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน สถาบันการเงินชุมชน และกลุ่มโฮมเสตย์ นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบความสำเร็จของโครงการ Young Smart Farmer ที่จะก้าวสู่ผู้นำด้านการเกษตรในอนาคต

มะไฟจีน เป็นพืชตระกูลส้ม มีถิ่นกำเนิดในภาคใต้ของประเทศจีน กระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งร้อน ต้องปลูกในดินที่มีลักษณะร่วนปนทราย มีสภาพอากาศเย็นและความชื้นสูง ในประเทศไทยจะมีปลูกอยู่ทางภาคเหนือ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า ชาวจีนเป็นผู้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเป็นชาติแรกที่บ้านกอก ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน มีการแพร่กระจายอยู่ในวงศ์จำกัด เนื่องจากไม่ได้เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย

มะไฟจีนส่วนใหญ่จะนิยมปลูกกันมากตามแนวแม่น้ำน่าน ตามหัวไร่ปลายนา และปลูกเป็นไม้ประดับในบริเวณบ้าน ซึ่งสามารถพบเห็นได้ตั้งแต่อำเภอปัวเรื่อยลงมาถึงอำเภอเมืองน่านและอำเภอเวียงสา