ข้อคิด เทคนิค เรื่องสำคัญ การแต่งกิ่งมะม่วงเพื่อการค้า

ถ้าย้อนอดีตไปราว 50-60 ปี ประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาสวนมะม่วงเช่นปัจจุบัน ชาวสวนมะม่วงบางคล้า คือแหล่งนักชาวสวนมะม่วงมืออาชีพ หรือแหล่งเพาะเชื้อเซียนมะม่วงที่มีการปลูกมะม่วงเอามาขายในตลาดจนถึงกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนใครก็รู้ว่า มะม่วงมาจากอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา คุณภาพยอดเยี่ยม… แม้แต่สวนนงนุช ในสมัยซื้อที่ดินย่านอำเภอบางละมุงนับพันไร่ ยังไม่โด่งดัง การทำอาชีพไม้ดอกไม้ประดับ ที่คุณโต้ง-กัมพล ตันสัจจา ดำเนินการจนเจริญรุ่งเรืองนั้น อดีต คุณนงนุช ตันสัจจา มีวิสัยทัศน์เห็นว่า ที่ดินของตนเองซื้อมาจะมีต้นมะม่วงพื้นเมืองที่ปลูกด้วยเมล็ดมาก่อนมีติดมาด้วย ถ้าหากนับจำนวนต้นคงจะเป็นพันเป็นหมื่นต้น รวมทั้งมะพร้าวด้วย เห็นว่าควรจะบูรณาการให้ได้ผลผลิตออกมา

จึงได้ว่าจ้างเกษตรกรชาวสวนบางคล้า ชื่อ คุณพนัส บุญสว่าง ในฐานะผู้มีความรู้ด้านมะม่วง แทนที่จะว่าจ้างนักวิชาการ หรืออาจารย์ที่มีความรู้ด้านพืชสวนมาดูแล และรักษามะม่วง

หลังตกลงแล้ว คุณพนัส เล่าให้ฟังว่า เข้าไปดูแลด้านผลผลิต โดยคุณนงนุชตั้งให้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญมะม่วง ให้ความรู้แก่คนงานที่จ้างไว้ในแปลงที่ดินนับพันไร่

โดยคุณพนัสจะชี้ไปที่ต้นมะม่วงที่ปลูกไว้นานแล้วว่า จะใช้วิธีดูแล ใช้ยา ตัดกิ่ง หรือใส่ปุ๋ยในเวลาใด ต้นไม้จะให้ผลผลิตออกมา โดยแบ่งรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมะม่วง หากออกมามากก็จะได้รายได้มากเป็นความยุติธรรม…เป็นวิธีที่ชาญฉลาดของคุณนงนุช และเหมาะกับนักล่าเงินรางวัลเซียนมะม่วงแบบคุณพนัส เพื่อจะให้มะม่วงออกมามาก ซึ่งจะมีผลตอบแทนดีแก่ทุกฝ่าย มีประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่

กระทั่งคุณนงนุชต้องบรรทุกมะม่วงใส่รถสิบล้อส่งมาขายในกรุงเทพฯ เพราะต่างจังหวัดหรือท้องถิ่นซื้อไม่หมด…นี่คือการเริ่มต้นพัฒนาการปลูกมะม่วงไทย ที่ในอดีตเราสู้ประเทศฟิลิปปินส์ไม่ได้ เพราะเขาเก่งกว่าคนไทย แต่มาปัจจุบันเราไม่แพ้เขาแล้ว เมื่อมีเกษตรกรเก่งๆ และพันธุ์มะม่วงที่ดี ได้คุณภาพ มะม่วงสดสู่ตลาดโลกต้องการ อาทิ น้ำดอกไม้สีทอง มหาชนก ล้วนเป็นที่นิยมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

เมื่อมีโอกาสได้พบ คุณบรรจง จงพิทักษ์พงศ์ ที่มีถิ่นพำนักอยู่ที่ตลาดอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ในฐานะชาวแปดริ้วมาก่อน แล้วย้ายมาอยู่บ้านฉางถึงปัจจุบัน จนสามารถปลูกมะม่วงนอกฤดูประสบผลสำเร็จ และมีทุนส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยหมดทุกคน ด้วยธุรกิจมะม่วง

สามารถสร้างฐานะและชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูล ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ด้านพืชสวน ปี 2536

ในเวลาต่อมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (บางพระ) ได้มอบปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพืชสวน ในปี 2542 ถือได้ว่าเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลและครอบครัว

ระยะเวลาต่อมา คุณบรรจง ได้เช่าที่ทำสวนมะม่วงในย่านเขตระยอง ราวๆ 300 ไร่ ทำมะม่วงนอกฤดูขาย จนลูกสาว ลูกชาย หันมาเช่าที่สวนมะม่วงรายใหญ่ๆ ที่หยุดกิจการ เพราะขาดความรู้ ความชำนาญ จึงให้ที่ดินและมะม่วงให้เช่าดีกว่าปล่อยทิ้งไว้

แก่นสารของการทำธุรกิจค้ามะม่วงต้องได้คุณภาพดีจึงจะออกผลดี และรู้จักดูแลมะม่วงเป็นอย่างดีด้วย ตลาดต่างประเทศถึงจะยอมรับการผลิต และจะได้ราคาดี

เหตุผลสำคัญของคุณบรรจง กูรูมะม่วงที่แท้จริงที่กล่าวถึงการจะให้ได้ผลผลิตดี ออกสม่ำเสมอ ต้องใช้วิธีตัดแต่งกิ่งมะม่วงให้ถูกต้อง ตรงเวลา เสร็จเร็ว จะออกผลเร็ว และกำหนดตามเป้าหมาย ไม่ใช่ล่าช้า ตัดแต่งกิ่งช้าจะได้ผลตรงข้ามกัน

ผู้เขียนเห็นว่า วิธีนี้น่าจะนำมาถ่ายทอดทั้งนักปลูกมะม่วงรายบ้าน (อาศัย) หรือทำธุรกิจสวนเล็กถึงรายใหญ่มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน น่าจะเหมาะสมยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าเกษตรหรือการส่งออกสินค้าตกลงมาเยอะ

อาชีพชาวสวนมะม่วงมีโอกาสช่วยเหลือประเทศชาติได้ไม่มากก็น้อย เพราะตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน รัสเซีย ล้วนเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทยด้านผลไม้ไทยหลายอย่าง

คำอธิบายการตัดแต่งมะม่วงเพื่อให้ออกผลนอกฤดูกาล ที่นักธุรกิจชาวสวนต้องการขายได้ราคาสูงกว่ามะม่วงปี

ก่อนอื่นจุดประสงค์ที่ต้องตัดแต่งกิ่งมะม่วงก็คือ การสร้างทรงพุ่มของมะม่วง ที่มีทั้งทรงฝาชีครอบ กับฝาชีหงาย

หลังปลูกมะม่วงลงดินไปแล้ว ประมาณ 2 ปี ควรมีการแต่งกิ่งย่อยออกไป เพื่อเลี้ยงทรงพุ่ม โดยใช้กรรไกรตัดออกเหมาะกับต้นเล็ก แล้วแต่จะตัดน้อยตัดมากตามแต่ขนาดลำต้น

เมื่อมะม่วงเริ่มโตขึ้นมา ก่อนให้ผลผลิต การตัดแต่งกิ่งควรจะตัดทรงพุ่ม “ฝาชีครอบ” ดีกว่า “ทรงฝาชีหงาย” เหตุผลเพราะต้องตัดทรงพุ่มเพื่อให้กิ่งเหลือฉัตรอยู่สามฉัตร ถ้าทรงฝาชีหงายจะเปลืองกิ่งมาก เหลือฉัตรน้อยลงเพียง 1-2 ฉัตร หากเป็นเช่นนั้น ผลมะม่วงจะออกดอกในฉัตรที่สาม ส่วนฉัตรน้อยจะไม่ออกดอก ผลผลิตก็จะออกน้อยกว่ารูปทรงพุ่มฝาชีครอบ

วิธีการตัดแต่งกิ่ง ต้องทำให้เร็ว เหมือนอาชีพเลี้ยงไก่-เป็ด ต้องทำวัคซีนให้เสร็จเร็ว ไม่ให้สัตว์เครียด

เช่นเดียวกัน ชาวสวนจะจ้างลูกจ้างเหมาคนมาตัดกิ่งมะม่วงปีละครั้ง ราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เฉลี่ยต้นละ 15-25 บาท ตามขนาดอายุลำต้น อย่าไปเสียดายเงิน เพราะคนดูแลบอกวิธีตัดแต่งกิ่งนานไป พวกเขาจะชำนาญและแกร่งกล้าวิชาจนเป็นมืออาชีพตัดกิ่ง

รายได้บางคนอาจได้ร่วมพันบาทต่อวัน เพราะวิธีจ้างเหมาดีกว่ารายวัน เสร็จช้ามะม่วงมีผลผลิตช้า ไม่ออกตามกำหนด ผลเสียตามมาเยอะมาก ขาดทุน ออกผลไม่พร้อมกัน คนเป็นเจ้าของต้องรู้จักถึงความเป็นมืออาชีพ ผลผลิตต่างกัน กำไรมากกว่า ไม่ขาดทุน เพราะไม่เข้าใจวิธีตัดแต่งกิ่ง

ตัวอย่างคนแต่งกิ่ง เหมือนกับอาชีพเลี้ยงสัตว์ปีกที่ต้องทำวัคซีนให้ จะมีขนาดตั้งแต่ 10-15 คน พวกแต่งกิ่งจะใช้มีดตะขอตัดกิ่ง คมและไว รวดเร็ว ต้องใช้เวลาอันสั้น ผลผลิตออกมาตามเป้าหมาย ตรงเวลา

หลังจากตัดกิ่งเสร็จในช่วงเช้า หลังเก็บเกี่ยวในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จนเมื่อใบอ่อนออกมาเป็นเพสลาดจากใบอ่อนเริ่มเปลี่ยนเป็นใบจะแก่ จึงใช้วิธีราดสารฮอร์โมนเพื่อต้องการให้ออกนอกฤดู ใส่ที่โคนต้นเพื่อให้ออกนอกฤดูกาล กิ่งไม้ ใบไม้ เอาหมกไว้ที่โคนต้น หลังราดสารกิ่งใบไม้เป็นปุ๋ยอย่างดี

หลังราดสารมะม่วงไปแล้ว ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 จำนวน 1.5-2 กิโลกรัม ตามรัศมีทรงพุ่ม 3 เมตร ถ้าหากพุ่มเล็กก็ลดจำนวนลง

เวลาใส่ปุ๋ยไปแล้ว รอสังเกตให้ดีก่อนมะม่วงจะออกดอก ควรใส่ปุ๋ยเร่งดอก สูตร 8-24-24 เท่ากับปุ๋ยสูตรเสมอที่ใส่ไปก่อนหน้านี้แล้ว

ในราวเดือนพฤษภาคม ประมาณเดือนกว่าควรฉีดปุ๋ยเร่งตาดอกด้วยไทโอยูเรีย ผสมน้ำพันลิตร ฉีดใบมะม่วงให้ทั่ว ทำ 2 ครั้ง ห่างกันเพียงสัปดาห์ หรือไม่เกิน 10 วัน ส่วนการใช้ยาฆ่าแมลงต้องฉีดไปตลอด พวกแมลงกับเชื้อรา ควรใส่อาหารเสริม หลังออกดอก การใส่แคลเซียมกับโบรอน ควบกับการใช้ยาฆ่าแมลงป้องกัน

ทำไมต้องตัดแต่งกิ่ง หากมีคำถามมา ก็เพราะว่ามะม่วงมันมีกิ่งก้านสาขาภายในลำต้นมาก ทำให้ต้นทึบ มีแมลงเข้ามาอาศัยง่าย ต้องแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อให้ผลผลิตมะม่วงดก ผิวสวย ไม่เปลืองยาฉีดป้องกันแมลง

ในเวลา 1 ปี มีการตัดแต่งกิ่งมะม่วงเพียงครั้งเดียว หลังเก็บเกี่ยวนอกฤดูเดือนกันยายน-ตุลาคม พอเก็บเกี่ยวแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปได้เลยเพื่อผลิตมะม่วงรอบสอง ในราวเดือนธันวาคม-มกราคม หรือจะพักไว้ 10 วันก็ได้ แล้วเร่งไทโอยูเรียใหม่

การเก็บเกี่ยวมะม่วง ใช้เวลา ใช้คนเก็บบนต้นสะดวก รวดเร็ว ยกเว้นผลมะม่วงอยู่ห่างมือ ใช้ตะกร้อติดใบมีดคมสอยขั้วมะม่วง ในกรณีห่างมือ เอื้อมไม่ถึง หรือใช้บันไดปีนไปเก็บตามแต่สถานการณ์

ผลมะม่วงที่เก็บมาต้องไม่ช้ำ หรือตกลงพื้น เมื่อคัดเกรดแล้วควรชุบยาฆ่าเชื้อราก่อนส่งออก บางประเทศอาจจะเข้มงวดเรื่องยาชุบ ต้องใช้ขนาดเบาบางลง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แต่ถ้าหากส่งไปรัสเซีย จีน ไม่เข้มงวดนัก

กล้วย เป็นพืชสารพัดประโยชน์ คงมีพืชไม่กี่ชนิดในโลกนี้ที่สามารถนําเอาส่วนต่างๆ มาใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่างได้แบบกล้วย เพราะทุกส่วนของกล้วยล้วนนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่ ปลีกล้วย ผลอ่อน ผลแก่ ผลสุกหรือสุกงอม ก้านกล้วย ใบกล้วย หรือลำต้นกล้วย ล้วนสามารถนํามาเป็นประโยชน์เกี่ยวข้องต่อการดำรงชีวิตประจําวันของมนุษย์ได้ทั้งสิ้น

กล้วย เป็นผลไม้และพืชอาหารที่สําคัญของชาวโลก ประเทศไทยมีกล้วยนับร้อยสายพันธุ์ เจริญเติบโตในทุกภูมิภาคของประเทศ กล้วยที่นิยมมีหลายชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหักมุก กล้วยไข่ และกล้วยหอมทอง แต่ในโลกนี้โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าผลผลิตกล้วยเขานิยมบริโภคกล้วยหอมเขียวหรือกล้วยคาเวนดิช กล้วยชนิดนี้ให้ผลผลิตสูง มีลำต้นแข็งแรง ประมาณปี พ.ศ. 2531 กรมส่งเสริมการเกษตร เคยได้รับต้นพันธุ์กล้วยหอมเขียวสายพันธุ์เเกรนเนนและวิลเลี่ยมจากภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ดังกล่าวแล้วว่า กล้วย สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการใช้หน่อ แต่การใช้หน่ออาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคกล้วยสําคัญบางชนิด เช่น โรคตายพราย ที่เกิดจากเชื้อรา และโรคเหี่ยวของกล้วยที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

ที่ขยายพันธุ์มาจากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และได้นำไปทดลองปลูกในพื้นที่ตำบลประชาธิปัตย์ จังหวัดปทุมธานี ผู้เขียนเคยอยู่ในคณะทำงานดังกล่าว สรุปได้ว่า การเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของกล้วยทั้ง 2 สายพันธุ์เปรียบเทียบกับกล้วยที่ปลูกโดยการใช้หน่อได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทั้งข้อมูลด้านการเจริญเติบโตและข้อมูลด้านผลผลิต กล้วยถูกขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อมาต่อเนื่องยาวนาน ประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมา กล้วยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การปลูกกล้วยเป็นระบบการค้าในตลาดโลกจึงเปลี่ยนมาใช้ต้นพันธุ์ที่ผลิตจากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยจึงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบธุรกิจการปลูกกล้วยที่สําคัญอย่างน้อย 2 ประการ คือ

การผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรค ระบบการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นระบบที่สามารถควบคุมและป้องกันมิให้ต้นพันธุ์กล้วยที่ผลิตออกมามีการปนเปื้อนของเชื้อราและแบคทีเรียในต้นพันธุ์กล้วย ดังนั้น จึงเหมาะสมต่อการใช้เป็นต้นพันธุ์ในระบบปลูกกล้วยแปลงใหญ่สําหรับธุรกิจส่งผลผลิตไปต่างประเทศ
การผลิตต้นพันธุ์ที่มีมาตรฐาน ต้นพันธุ์กล้วยที่ผลิตขึ้นมา จะมีคุณสมบัติตรงตามพันธุ์ มีขนาดสม่ำเสมอใกล้เคียงกัน มีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตสูงกว่าการปลูกจากหน่อ มีความแข็งแรง เจริญเติบโตรวดเร็ว ให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพใกล้เคียงกันทุกต้น

คัดเลือกแม่พันธุ์ดี แม่พันธุ์กล้วยที่ถูกคัดเลือกต้องไม่แสดงอาการของโรคกล้วยสำคัญ มีความสมบูรณ์ แข็งแรง ให้ผลผลิตตรงตามมาตรฐาน ในหน่วยงานราชการบางหน่วยอาจจัดให้มีโรงเรือนเก็บรักษา แพันธุ์กล้วยหรืออาจแบ่งพื้นที่จัดทําเป็นแปลงปลูกกล้วยแม่พันธุ์สำหรับใช้ขยายพันธุ์ มีการควบคุมดูแลตามหลักวิชาการ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วย

2.1 ชิ้นส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ นิยมใช้ส่วนของหน่อกล้วยใบแคบ ที่มีอายุประมาณ 2-3 เดือน เป็นชิ้นส่วนขยายพันธุ์ หน่อกล้วยจะถูกนำมาตกแต่งจนเหลือขนาดชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีส่วนของปลายยอดติดอยู่ด้วย จากนั้นจึงนำชิ้นส่วนปลายยอดมาฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ โดยใช้สารโซเดียมไฮโปคลอไรด์ หรือสารคอลร็อกซ์ ความเข้มข้นประมาณ 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ นานประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำกลั่น นึ่งฆ่าเชื้อให้สะอาดก่อนนำไปเพาะเลี้ยงในอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต่อไป

2.2 การเพิ่มปริมาณ ชิ้นส่วนที่ผ่านการฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์คือ ชิ้นส่วนที่สะอาด ไม่มีการติดเชื้อราและแบคทีเรีย ชิ้นส่วนสะอาดเหล่านี้จะถูกนำไปวางบนผิวอาหารสูตรเพิ่มปริมาณหน่อ โดยปกติมักใช้อาหารสูตร Murashigeและ Skoog (1962) หรือนิยมเรียกกันว่า อาหารสูตร MS ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโตในกลุ่มไซโตไคนิน ตัวที่ใช้ชื่อว่าสาร BA สารตัวนี้มีอิทธิพลต่อการแบ่งเซลล์เเละเพิ่มจํานวนเซลล์ มีอิทธิพลต่อการเกิดและเพิ่มปริมาณหน่อกล้วย ทุกๆ ประมาณ 30 วัน ผู้เพาะเลี้ยงจะเปลี่ยนอาหารกล้วยจากอาหารขวดเดิมไปสู่อาหารขวดใหม่ (สูตรเดิม) และกล้วยจะมีอัตราเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์หรือหน่อใหม่ ประมาณ 3-4 เท่า ต่อเดือน เมื่อเพาะเลี้ยงได้จำนวนต้นพันธุ์กล้วยเพียงพอแล้ว ต้นกล้วยเล็กๆ เหล่านี้จะถูกนำไปตัดแบ่งเป็นต้นเดี่ยวๆ นำไปเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตรชักนำให้เกิดรากต่อไป

2.3 การชักนำให้เกิดราก ต้นกล้วยต้นเล็กๆ จำนวนมากเหล่านี้ จะถูกนำไปเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตรชักนำให้เกิดราก โดยนํากล้วยแต่ละต้นมาปักลงบนอาหารเพาะเลี้ยงเป็นแถวเรียงเดี่ยวเว้นระยะ สำหรับอาหารสูตรชักนำราก นิยมใช้อาหารสูตร Murashige และ Skoog (1962) หรือเรียกว่า อาหารสูตร MS ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต กลุ่มออกซิน ปกติจะเลือกใช้สาร NAA สารตัวนี้ใช้เพียงเล็กน้อยก็จะมีอิทธิพลชักนำให้ต้นกล้วยเกิดรากได้ 100% ภายในระยะเวลาประมาณ 25 ถึง 30 วัน

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วย เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องกับสารเคมีหลายชนิด บางชนิดอาจ กระตุ้นให้พืชมีการแบ่งเซลล์รวดเร็วเกินระดับปกติ จึงมีข้อควรคำนึงระลึกถึงเสมอในขณะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยบางประการ ดังนี้

ปริมาณของสารควบคุมการเจริญเติบโตที่ใช้ สารควบคุมการเจริญเติบโตในกลุ่มไซโตไคนิน คือ สาร BA เป็นสารที่มีอิทธิพลต่อการเเบ่งเซลล์และการเกิดหน่อกล้วย หากใช้ในปริมาณมากจะมีอิทธิพลกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์มาก มีอิทธิพลให้เกิดหน่อจํานวนมาก หรือหากใช้ในปริมาณน้อยจำนวนหน่อที่เกิดขึ้นก็จะลดจำนวนลงเช่นกัน จึงควรระมัดระวังไม่ใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในระดับที่สูงมากเกินไป เพราะอาจส่งผลทำให้ต้นกล้วยเกิดการผิดปกติทางพันธุกรรม

ระยะเวลาที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ยกตัวอย่างเช่น กล้วย 1 หน่อ จากสภาพธรรมชาติไม่ควรถูกใช้เพิ่มปริมาณหน่อพันธุ์กล้วยเป็นเวลาที่ยาวนานแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด กล้วยแต่ละชุดที่นำเข้ามาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะต้องมีการบันทึกประวัติ เช่น หน่อแม่ธรรมชาติแต่ละหน่อได้เปลี่ยนอาหารไปแล้วกี่ครั้ง มีการเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ลูกไปแล้วกี่ต้น เพื่อป้องกันการเพิ่มจํานวนที่มากเกินไป หรือการเพาะเลี้ยงเป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนหน่อแม่พันธุ์ใหม่

การอนุบาลต้นพันธุ์กล้วย กล้วยเป็นพืชที่มีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตสูงมากกว่า 90% หากอนุบาลในสภาพแวดล้อม เช่น สภาพแสง อุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสม สำหรับวัสดุที่ใช้ในการอนุบาล เราอาจใช้ทรายและขี้เถ้าแกลบเก่า อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ผสมกันก็ได้ ส่วนต้นพันธุ์กล้วยควรแช่สารป้องกันเชื้อราก่อนอนุบาล หลังจากนั้น จึงให้น้ำพอสมควรในลักษณะชื้นได้แต่อย่าแฉะ

โดยช่วงเวลาฤดูหนาวเป็นฤดูที่มีความชื้นในอากาศต่ำ การอนุบาลต้นพันธุ์กล้วยจะประสบความสำเร็จได้ดี และเมื่ออนุบาลผ่านไปประมาณ 30 วัน ต้นพันธุ์กล้วยก็จะอยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการนำไปย้ายปลูกในถุงเพาะชำ และดูแลอีกประมาณ 45 วัน ก็สามารถนำต้นพันธุ์กล้วยเหล่านั้นไปปลูกได้ในสภาพธรรมชาติต่อไป ต้นพันธุ์กล้วยที่นำไปปลูกในสภาพธรรมชาติจะมีอายุการเจริญเติบโต การให้ผลผลิต แบบเดียวกับกล้วยที่อยู่ในสภาพธรรมชาติทั่วไป

ปัจจุบันนี้ มีผู้สนใจปลูกกล้วยให้การยอมรับการใช้ต้นกล้วยที่ผลิตจากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพิ่มมากขึ้น อาจเป็นด้วยเรื่องที่กล่าวไปแล้วข้างต้นคือ เป็นต้นพันธุ์ที่มีมาตรฐานและปลอดโรค อย่างไรก็ตาม ปัญหาในเรื่องการแพร่ระบาดของโรคกล้วยสำคัญ เช่น โรคตายพราย และโรคเหี่ยวของกล้วยก็ยังคงมีอยู่ทั่วไปในทุกพื้นที่ สําหรับโรคกล้วยนั้นอย่างน้อยต้องมีการป้องกันโรคและกำจัดโรค ผู้เขียนอยากสนับสนุนให้มีการเพิ่มระดับการป้องกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ให้ความรู้ ความเข้าใจ ในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ เช่น จอบ เสียม หรือมีด

ที่ใช้ปฏิบัติงานกับกอกล้วยในสวนกล้วย อุปกรณ์เหล่านี้หากมีการแนะนำเพิ่มเติมให้ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เช่น การแช่ในสารเคมี โซเดียมไฮโปคลอไรด์ หรือคลอร็อกซ์ หรือไฮเตอร์ ในระดับความเข้มข้น 10% นาน 10 นาที ก่อนนำอุปกรณ์ไปปฏิบัติงานกับกล้วยแต่ละกอ จะช่วยให้อุปกรณ์สะอาดปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ วิธีการเหล่านี้สามารถใช้ร่วมกับการปลูกกล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ดียิ่งขึ้น เป็นการป้องกันโรคแบบผสมผสานหลายๆ วิธีมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

การดำรงชีวิตในวัยหลังเกษียณ จำเป็นต้องมีการวางแผน มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพราะรู้ดีว่าวันนั้นคงมาถึง แต่มีหลายคนยังคงวางเฉยเพราะรู้ดีว่าอาจมีลูกหลานดูแล จึงมุ่งดำเนินชีวิตเพื่อจะใช้เวลาที่เหลือสำหรับพักผ่อน เพราะลูกหลานไม่ต้องการให้ทำงานอีกต่อไป

สำหรับคนที่วางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้อย่างรอบคอบ ย่อมทำให้ชีวิตไม่สะดุด ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน คนเหล่านี้จึงเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการถามตัวเองตลอดเวลาว่า ชอบอะไร ต่อไปในอนาคตจะทำอะไร

สำหรับ คุณฐิตินันท์ หะมาน ลูกย่าโมที่เพิ่งหยุดอาชีพแม่พิมพ์อย่างถาวรเมื่อปี 2557 จึงเลือกที่จะปลูกพืชผักแล้วทำสวนครัวอยู่กับบ้านสำหรับรับประทานเองอย่างปลอดภัยในบั้นปลายชีวิต

คุณฐิตินันท์เป็นอดีตครูโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยครูนครราชสีมา ก่อนจะสอบบรรจุครูครั้งแรกที่อำเภอพิมาย ต่อมาย้ายไปเป็นครู 1-2 แห่ง จนกระทั่งมาสอนประจำที่โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์เป็นแห่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ

“ครูปุ๊” เป็นชื่อเล่นของคุณฐิตินันท์ที่คุ้นเคยกันในกลุ่มครูและหมู่นักเรียน โดยมีอายุราชการในฐานะครูมาตลาด 38 ปี ทั้งเป็นช่วงเวลาที่ต้องสอนและคลุกคลีเฉพาะเด็กชั้นประถม 1 มาตลอด ต้องสอนทั้งหมด 8 สาระวิชา จนเกษียณอายุเมื่อปี 2557 ตำแหน่งล่าสุดคือ ครูชำนาญการพิเศษ 2 (คศ.2)

หลังเกษียณต้องการอยู่บ้าน ปลูกพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านปลอดสารพิษ
ภายหลังเกษียณ ครูปุ๊ตั้งใจว่าจะมาปลูกผักไว้รับประทานเองภายในครอบครัวเพราะต้องการบริโภคผักที่ปลอดภัย อีกทั้งน้องสาวป่วยเป็นมะเร็ง ทางคุณหมอจึงแนะนำให้บริโภคผักปลอดสารพิษ ทำให้เธอมองหาพืชหลายชนิดที่มีประโยชน์ด้านสมุนไพรพื้นบ้าน

ด้วยเหตุนี้ บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ เลขที่ 182 หมู่ 4 ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของเธอ จึงออกแบบปลูกพืชผักสวนครัวไว้รอบบ้านอย่างเป็นระเบียบ ได้แก่ ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก มะนาว ข่า ใบย่านาง ขนุน กะเพรา ผักหวานป่า ดอกขจร มะละกอ เป็นต้น แล้วยังมีโรงเรือนเห็ดนางฟ้าขนาด 3 คูณ 2 เมตร อยู่ในบริเวณเดียวกัน

ปลูกแล้วทานไม่ทันเลยแจก แล้วตั้งวางหน้าบ้านให้คนใส่เงินทำบุญ
จากการเริ่มต้นเพียงเพื่อใช้บริโภคในครอบครัว พืชผักเหล่านี้กลับเจริญเติบโตงอกงามจนบริโภคไม่ทัน คุณฐิตินันท์จึงนำไปแจกญาติและเพื่อนบ้าน กระนั้นก็ยังคงมีผลผลิตออกมาอีกเรื่อยๆ จนทำให้เพื่อนบ้านรับเป็นธุระนำไปขายที่ตลาด

ด้วยความเกรงใจ คุณฐิตินันท์จึงนำพืชผักที่พร้อมให้ผลผลิตมาใส่ถุงแยกเป็นชนิดแล้ววางไว้บนโต๊ะหน้าบ้านที่อยู่ติดถนนพร้อมร่มกันแดดแล้วเขียนป้ายบอกว่า “ผักไร้สาร ถุงละ 10 บาท” ใครต้องการผักชนิดใดก็ให้นำเงินใส่ไว้ในกระปุกตามต้องการ และทุกสิ้นเดือนจะเปิดกระปุกแล้วนำเงินไปทำบุญที่วั

ลงทุนไม่มาก บางอย่างได้มาฟรีจากชุมชน
การปลูกพืชผักเหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุน ครูปุ๊เผยว่าสิ่งที่ต้องซื้อได้แก่ ขี้วัว แกลบ เมล็ดพันธุ์ ทั้งนี้ มะนาวได้พันธุ์มาฟรีจำนวน 21 ต้น เพราะเข้าร่วมโครงการกับทางชุมชน ถึงกระนั้นก็ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าพืชชนิดอื่นไม่ว่าจะเป็นวงบ่อซีเมนต์ หรือปุ๋ยและยา

“ตอนแรกที่ลงทุนอาจจะใช้เงินมากเพราะถือว่าเพิ่งเริ่ม ดังนั้นสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ซื้อเป็นพวกอุปกรณ์เครื่องมือทำสวน แต่หลังจากนั้นจะใช้น้อยลง คงเหลือเป็นค่าวัสดุปลูก ดิน ปุ๋ย ยา ซึ่งจากการบันทึกไว้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 2 พันบาท และจะลดลงจากจำนวนดังกล่าวเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง แต่บางอย่าง เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เพราะได้รับแจกจากทางชุมชน”

ไม่เคยผ่านงานเกษตรกรรมมาเลย พอลงมือครั้งแรก ล้าเหมือนกัน
พื้นฐานครอบครัวครูปุ๊ไม่เคยผ่านการทำเกษตรกรรมมาก่อน อีกทั้งระหว่างรับราชการก็ไม่เคยสนใจงานเกษตร เพิ่งมาจับจอบเสียมครั้งแรกหลังเกษียณอายุราชการนี้เอง ครูปุ๊จึงขอความรู้และทักษะการปลูกพืชผักจากเพื่อนบ้านหลายคนที่มีประสบการณ์และความชำนาญ ขณะที่บางชนิดอาจต้องพึ่งพาความรู้จากอินเตอร์เน็ต

เธอเล่าย้อนถึงครั้งเริ่มลงมือทำสวนครัวว่า เป็นครั้งแรกที่จับเครื่องมือทางการเกษตรแบบเป็นทางการ พอลงมือทำก็เกิดอาการกล้ามเนื้อล้า ถ้าเหนื่อยตอนไหนจะพัก ไม่โหม แต่พอนานไปอาการเหล่านั้นก็ค่อยๆ หายไปเอง ตอนนี้ไม่เป็นอะไรเลยเพราะร่างกายปรับตัวได้แล้ว

“ทำแล้วสนุกและมีความสุขมาก เข้าสวนทุกวัน สมัคร SBOBET ถ้าวันใดหยุดทำจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป เราจะมีความสุขกับการคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของพืชแต่ละชนิดที่เป็นผลงานจากมือของเราค่อยๆ เจริญเติบโต แตกกิ่งก้านใบอ่อนออกมา เมื่อเห็นแล้วมีความสุข หายเหนื่อย และคิดว่าจะทำไปเรื่อยๆ จนไม่ไหวเอง คงอีกนาน เพราะการทำสวนทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีสภาพจิตที่สมบูรณ์ ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นๆ นอกจากการปลูกต้นไม้ ไม่เครียด ยิ่งได้เหงื่อ ยิ่งสนุก”

กิจวัตรประจำวันของครูปุ๊เริ่มจากตื่นเช้าทำกับข้าวให้ลูกรับประทานพร้อมกับนำไปที่ทำงานด้วย จากนั้นลงสวนครัวเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของพืชแต่ละอย่างว่าควรต้องทำอะไร อาจใส่ปุ๋ยต้นไม้ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์นำมาใช้รดและฉีดพ่นใบ ทำสัปดาห์ละครั้ง พอแดดเริ่มออกจะเข้าบ้านเพื่อนทำงานบ้าน ช่วงบ่ายหลังรับประทานอาหารเที่ยง พักผ่อนดูโทรทัศน์รายการโปรด ตกบ่ายก็จะเข้าสวนอีกครั้งเพื่อรดน้ำต้น

ต้มน้ำใบย่านางบรรจุขวด แล้วพับดอกกุหลาบจากใบเตยขายในราคาถูกสุดๆ
ใบย่านางที่ปลูกไว้เจริญเติบโตดีมาก ครูปุ๊เห็นว่าพืชสมุนไพรพื้นบ้านชนิดนี้มีประโยชน์ จึงนำมาแปรรูปทำ “น้ำย่านาง” ดื่มกันในครอบครัว แล้วยังแจกจ่ายญาติกับเพื่อนบ้าน จนหลายคนชมว่าอร่อยและมีประโยชน์ ก่อนจะเชียร์ให้ทำขาย เธอจึงต้มขายเฉพาะตามออเดอร์เท่านั้น โดยบรรจุใส่ขวดพลาสติกขนาดเล็กขาย ราคาขวดละ 10 บาท ถ้าซื้อครั้งเดียว 6 ขวด เหลือ 50 บาท เธอขายดีมากจนทำให้มีรายได้สัปดาห์ละ 200-300 บาท ซึ่งเงินลงทุน ได้แก่ ค่าน้ำตาล ใบเตย (เล็กน้อย) และค่าขวดพลาสติก เมื่อคำนวณต้นทุนแล้ว ตกขวดละ 2 บาทกว่า

อีกกิจกรรมงานยามว่างที่ครูปุ๊ถนัดแล้วทำเป็นรายได้เสริม คือการพับดอกกุหลาบจากใบเตย ทำเป็นดอกและช่อกุหลาบขาย ช่อละ 10 บาท จะทำทุกสัปดาห์ โดยใช้เงินลงทุนสัปดาห์ละ 60 บาท จะขายได้ 170 บาท ทั้งนี้ งานพิเศษที่เป็นรายได้เสริมจะทำในช่วงบ่าย

คุณฐิตินันท์มีบุตรจำนวน 3 คน เรียนจบทั้งหมดแล้ว แต่งงานออกเรือนไป 1 คน ที่เหลือพักอยู่กับเธอ ทุกวันนี้มีรายได้หลักมาจากการรับเงินบำนาญเดือนละ 5 พันบาท ทั้งยังได้จากลูกๆ อีกเล็กน้อย เธอบอกว่าพอกินพอใช้ เพราะแต่ละวันมีค่าใช้จ่ายไม่มาก ไม่ได้ออกไปเที่ยว หากจะออกนอกบ้านมักเป็นการไปเที่ยวกับลูกในวันหยุด