ข้อสันนิษฐานแหล่งที่มา ส้มโอหวานลำปาง เป็นของคู่บ้านคู่เมือง

ชาวลำปางจากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ก็บอกว่าตั้งแต่เกิดมาก็พบส้มโอหวานแล้ว แต่ก็สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะความเป็นกรดเป็นด่างของดินและสภาพดินฟ้าอากาศในแถบจังหวัดลำปาง ทำให้ส้มโอหวานลำปางมีรสชาติไม่เปรี้ยว มีรสหวานแตกต่างจากส้มโอทั่วไป เมื่อก่อนมีคนนำไปปลูกในแหล่งอื่นก็จะมีรสจืด

แต่ปัจจุบันนี้ปลูกได้ทั่วประเทศ การพัฒนาโดยการให้ปุ๋ย หรืออาหารพืชก็ทำให้ปลูกได้ทุกที่ในจังหวัดลำปาง แต่ก็ได้รสชาติไม่ต่างไปจากแหล่งเดิม ส้มโอเป็นผลไม้ที่เก็บรักษาได้นานถึง 3 เดือน ยิ่งนานยิ่งทำให้รสชาติอร่อย เพียงแต่เปลือกจะไม่สวย แต่เนื้อข้างในชุ่มฉ่ำหวานอร่อย ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งหวาน และเป็นผลไม้ที่ราคาไม่แพงมาก แต่ปัจจุบันนี้การดูแลเรื่องปุ๋ยและน้ำทำให้ส้มโอพันธุ์นี้เป็นที่นิยมมาก จนกลายเป็นสินค้าแบบของฝาก คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ ด้วยรสชาติที่หวานสนิท ไม่มีเปรี้ยวปน ด้วยความหวานที่วัดมาตราส่วนอยู่ 14-15 บริกซ์ ถือว่าหวานพอดี คนที่คุมน้ำตาลในเลือดสามารถกินได้มากขึ้น

ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยม แต่จำนวนการปลูกยังไม่มาก จึงต้องการเพิ่มเนื้อที่ปลูกเพิ่มขึ้น มีผู้ที่สนใจเรื่องการส่งออกส้มโอหวานลำปางไปไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น แต่สินค้ามีไม่มากพอ จึงยังเป็นตลาดที่แคบอยู่ แต่เริ่มที่จะมีการสั่งจองล่วงหน้า

ส้มโอหวานลำปาง เหมาะที่จะกินผลสด ผสมกับสลัด น้ำส้มโอ ด้วยรสชาติที่หวานฉ่ำ เนื้อแกะจากเปลือกง่ายไม่ติดเส้นใย หรือพังผืดส้มโอ ฉ่ำน้ำแต่เนื้อแห้ง

ส้มโอหวานลำปาง เดี๋ยวนี้แม้แต่คนต่างถิ่นรู้จักดี คนที่มีเพื่อนมีญาติเป็นชาวลำปางบางท่านที่เคยกินส้มโอชนิดนี้ ใครแวะมาลำปางก็จะสั่งซื้อติดไม้ติดมือไปฝากหรือคนในหมู่บ้านที่ปลูกส้มโอ ที่มีญาติอยู่ต่างจังหวัดก็จะนำไปฝากญาติ แล้วก็จะสั่งต่อเนื่องอีกทุกครั้งไป ที่แวะไปมาหากัน เช่น คุณอรวรรณ อยู่หมู่บ้านหมอสม แหล่งที่ปลูกส้มโอ มีญาติทางสามีเป็นชาวอุดรธานี เวลาไปเยี่ยมก็จะเอาส้มโอไปฝาก ตั้งแต่นั้นมาก็ติดใจสั่งซื้อต่อเนื่องมาทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้

มารู้จักกับหนึ่งในผู้ที่อนุรักษ์และปลูกส้มโอหวานลำปางที่ถือว่าเป็นคนเก่าแก่คนหนึ่ง คือ คุณตาเหรียญทอง แก้วบุญเรือง ในวัย 84 ปีของท่าน ก็ย่อมรู้จักเรื่องประวัติศาสตร์เรื่องส้มโอหวานลำปางค่อนข้างดีเลยทีเดียว คุณตาเหรียญทองได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ได้เริ่มปลูกต้นส้มโอพันธุ์นี้มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ คุณตาชอบในรสชาติ และมีให้กินตลอดทั้งปี และมาสังเกตดูว่าในหน้าแล้งที่ลำปางแล้งจัดและร้อนจัด มีต้นส้มโอหวานลำปางนี่แหละที่ยังออกผลให้กิน ก็เลยคิดที่จะปลูกตั้งแต่นั้นมา คุณตากล่าวด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอย่างมีความสุข

คุณตาเหรียญทอง มีต้นส้มโอหวานลำปางอยู่ประมาณกว่า 40 ต้น แต่ก็ปลูกพันธุ์อื่นคละกันไป แต่ยังคงอนุรักษ์พันธุ์ส้มโอหวานลำปางไว้ ต้นเก่าแก่ที่สวน มีอายุ 60 กว่าปี ก็ได้จากต้นแม่ที่ออกลูกออกหลานให้คุณตาสร้างรายได้ในครัวเรือนจนถึงทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ต้นที่คุณตาขยายพันธุ์ปลูกเพิ่มในสวนนั้นได้จากการตอนจากต้นแม่ต้นนี้

ในวัย 84 ปี ของคุณตาที่ดูสุขภาพแข็งแรง ดูอ่อนกว่าวัย คล่องแคล่ว ซึ่งคุณตาบอกว่า ก็มีรายได้จากการเกษตรบ้าง และเนื้อที่ 4 ไร่ ของคุณตา ทำให้ได้ออกกำลังกายทุกวัน ทำให้มีสุขภาพดี แถมยังได้กินผลไม้เสริมที่ปลอดสารพิษตกค้างด้วย การเอาใจใส่ดูแลสวนในทุกๆเช้า ทำให้เสมือนหนึ่งว่าได้รับอากาศที่ปลอดโปร่งตอนรดน้ำก็ทำให้จิตใจชุ่มฉ่ำไปด้วย สวนคุณตาอยู่บ้านเลขที่ 54 บ้านแม่กืย หมู่ที่ 9 ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โทร. 086-981-4055

คุณแก้วใจ อูปทอง สาววัยสี่สิบกว่าๆ ผู้มีความมุ่งมั่นกับสวนส้มโอที่ร่มรื่น และตั้งใจที่จะคงรักษาพันธุ์ส้มโอหวานลำปาง เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของคนลำปาง ที่มีรสชาติหวานสนิท ไม่มีเปรี้ยวปน ที่สวนคุณแก้วใจมีเนื้อที่ทั้งหมด 2 ไร่ มีส้มโอ 40 ต้น คละสายพันธุ์ ได้ปลูกเพิ่มอีก 10 ต้น เป็นสายพันธุ์หวานลำปาง เพราะเธอเห็นว่าในอนาคตพันธุ์หวานลำปางจะเป็นที่นิยมและถือว่าเป็นส้มโอเกรดเอ หรือ เกรดพรีเมี่ยม

“ดิฉันขยายที่ปลูกเพิ่มอีก ตอนนี้เพิ่มได้แค่ 10 ต้น เพราะมีเนื้อที่จำกัด แต่ก็จะคงรักษาชื่อเสียงนี้ไว้ และพยายามรวมกลุ่มกับชาวบ้านที่ปลูกส้มโอหวานลำปางเพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือน ถ้าดิฉันมีที่ดินเพิ่มขึ้นก็จะขยายการปลูกส้มโอหวานลำปางเพิ่มอีก”

เธอเล่าและบอกอีกว่า

“บางคนได้ล้มสายพันธุ์หวานลำปาง แต่หันมาปลูกส้มโอจากแหล่งอื่น ก็ให้ผลผลิตดีมาก รสชาติไม่ต่างจากแหล่งที่มาของสายพันธุ์ แต่ตอนนี้หลายคนได้กลับมาเพิ่มที่ปลูกให้สายพันธุ์หวานลำปาง เพราะว่าไปลองกินส้มโอหวานลำปางที่ปลูกในแหล่งอื่นของลำปางก็ไม่ได้ความหวานเท่านี้ บางแหล่งผลใหญ่มาก แต่รสจืด ทำให้มีข้อสงสัยว่า แหล่งที่ปลูกนี่ก็สำคัญมาก โดยเฉพาะบ้านแม่กืย กับบ้านหมอสมเป็นแหล่งปลูกส้มโอหวานลำปางที่ได้ความหวานฉ่ำมากกว่าแหล่งอื่นและรสชาติอร่อยที่แทบไม่อยากหยุดรับประทานเลย”

ส้มโอหวานลำปาง ข้อดีอีกอย่างคือ เป็นส้มโอทะวาย ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ปลูกง่าย ถ้านำมาขยายพันธุ์ในแหล่งอื่น น่าจะเสียบยอดจะดีกว่ากิ่งตอน กิ่งตอนเหมาะสำหรับปลูกในท้องถิ่น เพราะรสชาติไม่เปลี่ยน และต้านทานโรค

ผลผลิตต่อต้น…เจ้าของไม่ค่อยได้นับ เพราะดกมาก แต่จะเด็ดทิ้งเพื่อให้มีขนาดของลูกโต ในช่วงที่ดกมากพร้อมกันก็เดือนตุลาคม จะเก็บได้ทีเดียวประมาณ 70 ลูก ต่อต้น นอกจากนั้นจะเก็บได้เรื่อยๆ เพราะสุกไล่เลี่ยกันเป็นส้มโอทะวาย

ที่สวนมีส้มโอที่รักษาต้นพันธุ์เก่าแก่ ที่สวนอายุประมาณ 50 กว่าปี ทุกวันนี้ภูมิใจมากที่ได้ต่อยอดจากต้นพันธุ์ต้นนี้ ทำให้ที่สวนมีลูกๆ ส้มโอจากต้นพันธุ์ต้นแม่ต้นนี้อีกมากมายและสร้างรายได้ให้คุณแก้วใจทั้งปี โดยที่ขายส่งและขายปลีก

คุณแก้วใจ กล่าวถึงเรื่องการตลาดของเธอว่า ดิฉันปลูกเองและขายหน้าร้านเอง และรวมขายส่งตามออเดอร์ทั่วไปด้วยค่ะ ขนาด 1 กิโลกรัม ราคา 30 บาท ถ้า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ก็ราคา 60 บาท รับประกันคุณภาพค่ะ ส้มโอ 1 ผล จะหนักประมาณ 1.5-1.8 กิโลกรัม

แวะมาชิมส้มโอที่สวน คุณแก้วใจ อูปทอง ได้ที่ เลขที่ 2 หมู่ที่ 9 บ้านแม่กืย ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เบอร์โทร. 083-566-0868

แนวทางการขยายพันธุ์
วิธีการปลูกและขยายพันธุ์แบบเสียบยอด โดยใช้ส้มโอน้ำกร่อย ที่สวนนายอนันต์ พันธุ์ไม้

การปลูกใช้ได้ทั้งกิ่งตอนและกิ่งพันธุ์เสียบยอด ต้นส้มโอรุ่นเก่ามักจะใช้กิ่งตอน แต่ปัจจุบันนิยมขยายพันธุ์โดยใช้เสียบยอด ซึ่งได้ผลดีกว่าเพราะมีรากแก้ว และเลือกต้นตอได้หลากหลาย

“ผมมีที่ปลูกส้มโอร่วมกับญาติ ที่บ้านแม่กืย ผมเกิดมาก็เห็นส้มโอหวานลำปางแล้วครับ ตอนนี้ผมอายุ 67 ปีแล้ว ก็ขยายพันธุ์และอนุรักษ์พันธุ์แปลกนี้ไว้ด้วย พร้อมกับพัฒนาการเพาะพันธุ์โดยการเสียบยอด หลังจากนั้น ก็ร่วมกันกับญาติก็ปลูกส้มโอและเพาะกิ่งพันธุ์ขาย ผมได้ความรู้มาว่าการขยายพันธุ์โดยการเสียบยอด มีรากแก้วและทำให้บังคับความสูงได้ เพราะว่าลำต้นมั่นคง ปรากฏว่าได้ผลดี ให้ลูกดก ลำต้นแข็งแรง” คุณลุงอนันต์ ชุ่มอินทรจักร บอก

สวนที่ทำต้นพันธุ์แบบเสียบยอด ที่สวนนายอนันต์ พันธุ์ไม้ โดย คุณลุงอนันต์ ชุ่มอินทรจักร อยู่บ้านเลขที่ 98/1 บ้านนาก่วมใต้ ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ที่สวนลุงอนันต์ได้ทำกิ่งพันธุ์แบบเสียบยอด โดยใช้ต้นตอพันธุ์ส้มโอพื้นเมืองและส้มโอน้ำกร่อย ได้ผลดี ทนแล้งได้ดี ตนเองสั่งต้นพันธุ์ส้มโอน้ำกร่อยที่เพาะจากเมล็ดจากภาคกลาง ที่มีอายุ 15 เดือน หรือปีกว่าๆ นำกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ของส้มโอหวานลำปางเสียบค่อนข้างได้ผลดี เพราะหากินเก่ง ทนต่อโรค ทนแล้งได้ดี เพราะรากแก้วตัวนี้จะหยั่งรากแก้วลงค่อนข้างลึก จึงเหมาะสำหรับส้มโอหวานลำปาง เพราะช่วงหน้าแล้ง เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปีที่ลำปางจะแล้งมาก และเป็นช่วงที่ส้มโอเริ่มเก็บผลผลิตในหน้าแล้ง และส้มโอรุ่นใหม่กำลังออกมา เป็นช่วงที่ต้องการน้ำและความชุ่มชื้น ถ้าส้มโอขาดน้ำช่วงนี้จะทำให้รสชาติเนื้อส้มโอติดขมได้ เพราะฉะนั้นการที่เลือกต้นตอที่ทนแล้ง บวกกับสายพันธุ์ที่ทนแล้ง แต่เพิ่มรากแก้วที่แข็งแรงเข้าไปอีก จึงทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น ที่นี่ปลูกห่างกัน 6 เมตร ปลูกแบบใส่ปุ๋ยธรรมชาติและปุ๋ยน้ำชีวภาพ มีให้กินทั้งปีครับ ลองเอามาปลูกนอกเขตพื้นที่ ก็ได้ผลดีครับ เพราะใช้ต้นพันธุ์เสียบยอดที่เจ้าของทำเอง

“ที่สวนผมขายผลส้มโอที่รับประกันเนื้อ และเป็นตัวแทนจากชาวสวนที่รวมกลุ่มและคัดสรรคุณภาพ ส้มโอหวานลำปางเนื้อส้มโอจะขาวแต่ถ้าเก็บไว้นานหรือเรียกว่าระยะลืมต้นยิ่งเปลือกเหี่ยวเฉา ยิ่งอร่อย เนื้อในจะออกสีน้ำตาลอ่อนๆ ราคาลูกเล็กก็ 30 บาท ประมาณ 8 ขีด ถึง 1 กิโลกรัม ส่วนน้ำหนัก 1.5-1.8 กิโลกรัม ลูกละ 60 บาท รับประกันคุณภาพพร้อมประทับตราทุกลูกครับ ส่วนใหญ่ผมจะแถมฟรีให้ลูกค้าที่ซื้อกิ่งพันธุ์ได้ชิมครับ” ลุงเชิญชวน

คุณลุงอนันต์ ใช้ต้นตอส้มโอพันธุ์อะไร
“ผมใช้ต้นตอส้มโอพื้นเมืองน้ำกร่อยครับ เพราะทดลองเพาะแล้วก็ได้ผลดีครับ เห็นหลายสวนเขาใช้มาเป็นต้นตอมะนาวกัน ผมก็ลองนำมาใช้กับส้มโอหวานลำปาง ได้ผลดีครับ” ลุงบอก

ระยะเวลาและอายุของต้นตอกี่เดือน ใช้เวลาเสียบยอดอีกกี่เดือนถึงจะนำไปปลูกได้

“ผมจะเลือกต้นตอส้มโอน้ำกร่อยพันธุ์พื้นเมือง ที่มีอายุ 15 เดือน หรือ 1 ปี กับ 3 เดือนขึ้นไป ถึงจะทำให้ต้นพันธุ์แข็งแรง ระยะเวลาของการเสียบยอด 3 เดือนครับ ถึงจะนำออกขายได้ ผมขายต้นพันธุ์ ต้นละ 300 บาทครับ การทำต้นพันธุ์แบบเสียบยอดค่อนข้างจะใช้เวลานาน แต่ก็คุ้มค่าสำหรับผู้ที่จะซื้อไปปลูก และผมถือว่าได้ช่วยอนุรักษ์ส้มโออร่อยไว้คู่เมืองไทยครับ” ลุงเล่า

วิธีปลูกส้มโอหวานลำปาง
ส้มโอหวานลำปาง ปลูกง่ายและดูแลง่าย ถ้าได้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง ปลูกระยะห่าง 4 เมตร ขุดหลุมลึก 50 เซนติเมตร ใช้เปลือกถั่วรองพื้น ดินผสมปุ๋ยคอกมูลวัว คลุมดินรอบๆ โคนต้นด้วยฟาง หรือเศษใบไม้แห้ง เพื่อคลุมความชื้นหน้าดิน ระยะเวลา 2 ปีครึ่ง จะให้ลูกที่ต้นละประมาณ 2-3 ลูก หลังจากนั้น จะให้ลูกดกมากขึ้นเรื่อยๆ การที่บังคับให้ลูกโตโดยการเด็ดลูกทิ้งบ้าง เพื่อที่จะไม่แย่งอาหาร แค่นี้ก็จะได้ลูกส้มโอหวานขนาดผลใหญ่

การบำรุงดิน
“ใช้ฮอร์โมนจำพวกชีวภาพ หรือไคโตซาน (สารสกัดจากสัตว์ทะเล เปลือกกุ้ง ปู เป็นต้น) ผมไม่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เลยครับ นอกจากขี้ไก่กับปุ๋ยคอก และน้ำหมักชีวภาพทำให้มีรสหวาน นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนนอกจากว่าอย่าให้ขาดน้ำ ให้น้ำสม่ำเสมอ จะทำให้ผลส้มโอมีสีสวย ผิวเปลือกสวย ผลโต” ลุงแนะนำการดูแล

วิธีการตัดแต่งกิ่ง
“ในช่วงที่ส้มโอกำลังออกลูกดกมาก ก็ควรจะเด็ดทิ้งบ้างเพื่อให้ผลส้มโอไม่เบียดกันเกินไป และทำให้ลูกส้มโอไม่สวย ถ้าติดหลายลูกในก้านเดียวควรจะเอาไว้เพียงลูกเดียวหรือสองลูกก็พอ ถ้าลูกส้มโอสวย ราคาก็ดีไปด้วย ผลผลิตจะเยอะมากก็ช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม หลังจากนั้นก็กลางเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน นอกจากนั้นก็จะทะวายออกมาเรื่อยๆ มีผลผลิตให้ได้รับประทานทุกๆ เดือน รสชาติอร่อยเหมือนกันทุกๆ ฤดูครับ” ลุงเล่า

ถ้าท่านสนใจปลูก ส้มโอหวานลำปาง ก็สอบถามมาที่ สวนนายอนันต์ พันธุ์ไม้ ได้ที่เบอร์ 092-579-3543 เลขที่ 98/1 บ้านนาก่วมใต้ ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง หั่นหรือสับหน่อกล้วยให้เป็นชิ้นเล็กๆ
กากน้ำตาล ผสมน้ำ 10 ลิตร นำสารเร่ง พด.2 ผสมลงไป คนให้เข้ากันนาน 5 นาที
นำหน่อกล้วยสับแล้ว ใส่ในถังพร้อมน้ำเปล่าทั้งหมด และส่วนผสมกากน้ำตาลกับสารเร่ง พด.2 คนส่วนผสมให้เข้ากัน
ปิดฝาไม่ต้องสนิท ตั้งไว้ในที่ร่ม ระหว่างการหมักคนหรือกวนทุกวัน วันละ 1 ครั้ง เพื่อการระบายก๊าซและทำให้ส่วนผสมคลุกเคล้าได้ดีขึ้น
หมักนาน 21 วัน กรองน้ำใส่ขวดไว้ใช้ได้
การใช้

น้ำหมัก 1 ลิตร ผสมน้ำเปล่า 100 ลิตร ใช้ฉีดพ่นลงดิน จะทำให้ดินร่วนซุย ฉีดพ่นทางใบลดปริมาณน้ำหมักลงครึ่งหนึ่ง

ฉีดพ่น ปีละ 2 ครั้ง ช่วงก่อนออกดอกและช่วงหลังตัดแต่งกิ่ง สวนภูผาลัม อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นสวนแรกๆ ที่เริ่มลงปลูกด้วยต้นพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อ และครั้งนี้เป็นการพูดคุยเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าของผู้ปลูกอินทผลัมรายต้นๆ ของประเทศ ว่าประสบความสำเร็จหรือพบกับปัญหาอุปสรรคอย่างไร

คุณอภิชน วรรณี เจ้าของสวนภูผาลัม ยังคงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นเคย ที่นี่ปลูกต้นอินทผลัมทั้งพันธุ์แบบเพาะเมล็ด พันธุ์จากการแยกหน่อ รวมถึงพันธุ์ที่ซื้อต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปลูก โดยนำเข้ามาจากต่างประเทศในกลุ่ม UAE ซึ่งสามารถคัดแยกเพศ พร้อมกับระบุสายพันธุ์ได้อย่างชัดเจน พร้อมกับขายผลผลิตที่ปลูก แล้วยังขายต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประเทศ

ต้นพันธุ์ที่คุณอภิชนสั่งซื้อมา เป็นต้นอินทผลัมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนำเข้า ซื้อมาหลายพันธุ์จากทาง UAE เขาให้เหตุผล เพราะต้องการทดสอบปลูกในแต่ละพันธุ์เพื่อหาความเหมาะสมในพื้นที่ แต่พันธุ์ที่เน้นมากคือ บาร์ฮี (Barhi) เพราะเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการรับประทานผลสดโดยเฉพาะ

สัดส่วนระหว่างต้นตัวเมียและต้นตัวผู้ควรมีความเหมาะสม อย่างที่ได้ศึกษามาหลายแห่ง พบว่า จะให้ต้นตัวผู้มี 1 ต้น ต้นตัวเมีย 30-40 ต้น ซึ่งเป็นต้นที่สมบูรณ์ แต่ถ้าในไทยคิดว่า น่าจะมี 1 ต้นตัวผู้ ต่อต้นตัวเมีย 10 ต้น แต่ต้องเป็นต้นตัวผู้ที่นำเข้ามาเป็นเนื้อเยื่อ

“ตลาดในไทยนิยมสายพันธุ์ทานสด เพราะคนไทยนิยมผลไม้ทานสดที่ไม่แปรรูป ในความเห็นส่วนตัวแล้วสายพันธุ์ทานแห้ง ไม่เหมาะกับการปลูกในบ้านเรา เพราะต้องผ่านกระบวนการกรรมวิธี อีกทั้งอุณหภูมิในบ้านเราในช่วงเก็บผลผลิต ซึ่งตรงกับช่วงที่ยังมีฝน จึงอาจเกิดปัญหาเรื่องการดูแลและเชื้อรา”

คุณอภิชน ให้ข้อมูลว่า อินทผลัมกินผลสดที่เหมาะกับบ้านเรา และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในขณะนี้ คือ สายพันธุ์บาร์ฮี แท้จริงแล้วยังมีสายพันธุ์อื่นอีกที่กินผลสด แต่เพิ่งมีไม่กี่สายพันธุ์ที่นำเข้ามาปลูกและได้ผลผลิตในประเทศไทย เช่น สายพันธุ์อัมเอ็ดดาฮาน (UM ED DAHAN) และสายพันธุ์โคไนซี่ (KHONAIZI) ซึ่งสายพันธุ์อัมเอ็ดดาฮาน ได้ลงปลูกภายในสวนแล้ว และปีที่ผ่านได้ผลผลิตไม่มากนัก แต่จำหน่ายออกสู่ตลาดของคนที่รู้ และราคาจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท เพราะปริมาณผลผลิตที่ไม่มากนัก และเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากสายพันธุ์บาร์ฮีเดิมที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ส่วนสายพันธุ์โคไนซี่นั้น ปัจจุบันสวนภูผาลัมลงปลูกไปแล้วในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ให้ผลผลิตแล้วในปีที่ผ่านมา

ปี 2562 ที่ผ่านมา ผลผลิตอินผทลัมในสวนภูผาลัม ได้ประมาณ 10 ตัน และปีหน้าคาดว่าจะได้ผลผลิตมากกว่าอีกเท่าตัว คุณอภิชน บอกว่า แม้ว่าปริมาณผลผลิตจะมากขึ้นตามลำดับ เพราะความสมบูรณ์ของต้นและพื้นที่ปลูกที่เพิ่มมากขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาทางการตลาดแม้แต่น้อย เพราะผลผลิตที่ได้ อย่างไรก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคแน่นอน

“ตอนนี้ อินทผลัมกินผลสด เป็นที่รู้จักแพร่หลายและนิยมกันมากแล้วในคนไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง และสภาพภูมิอากาศไม่สามารถปลูกอินทผลัมได้ดีเหมือนบ้านเรา ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคสูง เฉพาะในประเทศผมยังประเมินว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

หากจะเปรียบเทียบเรื่องของราคาจำหน่ายอินทผลัมกินผลสด แม้ว่าปีที่ผ่านมา ราคาอินทผลัมกินผลสด จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 700-900 บาท ปีนี้ราคาอินทผลัมกินผลสดลดลง เหลือเพียงกิโลกรัมละ 500-700 บาท ซึ่งปีต่อๆ ไป ปริมาณผลผลิตอินทผลัมกินผลสดจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ดังนั้น ราคาน่าจะลดลงอีกก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวสวนหรือผู้ปลูกอินทผลัมกินผลสดขาดทุน เหมือนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เพราะเมื่อพิจารณาต้นทุนการปลูกอินทผลัม การให้ผลผลิตแล้ว แม้ราคาอินทผลัมจะลดลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 100 บาท เกษตรกรหรือผู้ปลูกอินทผลัมก็ยังสามารถอยู่ได้

คุณอภิชน มองว่า จำนวนผู้ปลูกอินทผลัมกินผลสดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จากการพิจารณาจำนวนสั่งนำเข้าต้นพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อจากต่างประเทศที่มาก จนปัจจุบันทำให้แล็บเพาะเนื้อเยื่อในต่างประเทศหลายแห่งผลิตไม่ทัน มียอดออเดอร์รอคิวนำเข้ายาว 2-3 เดือนทีเดียว แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่ถือเป็นปัญหา เพราะตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ยังมีอีกมาก

“ปัญหาของผู้ปลูกอินทผลัม ไม่ใช่เรื่องของตลาด เพราะยังไปได้อีกไกลมาก แต่ปัญหาคือ หากผู้ปลูกอินทผลัมดูแลได้ไม่ทั่วถึง เพราะปลูกจำนวนมาก ปัญหาเรื่องของคุณภาพในผลอินทผลัมจะตามมา เพราะสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยปัจจุบันแปรปรวนมาก และมีฝนทิ้งช่วงท้ายในปริมาณมาก แม้ว่าอินทผลัมจะเป็นพืชที่ต้องการปริมาณน้ำ 2,000-2,500 มิลลิลิตร ต่อต้น ต่อปี ก็ตาม แต่ถ้าฝนตกในช่วงที่ติดผลแล้ว จะมีผลทำให้ความหวานในผลอินทผลัมลดลง และอาจมีโรคราหรือโรคไรตามมา เพราะความชื้นในอากาศสูง”

โดยปกติ อินทผลัม เริ่มแทงจั่นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม แต่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพภูมิประเทศ ทั้งนี้ เมื่อผลผลิตเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ควรห่อด้วยกระดาษฟอยล์ เพื่อทำให้ผิวมีสีสวยและสม่ำเสมอ เป็นการสร้างมูลค่า สำหรับกระดาษฟอยล์มีต้นทุน แผ่นละ 8 บาท แล้วยังสามารถนำมาใช้ได้หลายครั้ง

หากต้นใดที่สมบูรณ์เต็มที่และมาจากสายพันธุ์ดี จะได้ผลผลิตเฉลี่ยอย่างต่ำราว 50 กิโลกรัม ต่อต้น หรือเฉลี่ยพวงละ ประมาณ 10 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม สำหรับผลผลิตที่เกิดขึ้นในครั้งแรก คุณอภิชนแนะว่าควรเด็ดผลออกบางส่วน เพราะป้องกันไม่ให้ต้นแม่โทรมเร็ว

“เรื่องของความหวานของผลอินทผลัม ในช่วงที่ฝนตก จะทำให้ความหวานลดลง ผมทดลองหาเทคนิคและพบว่า อินทผลัมสามารถสร้างความหวานกลับไปที่ผลได้เร็ว โดยการเปิดให้พวงผลรับแสงแดดบ้าง ก็จะช่วยให้ความหวานของผลกลับคืนมาได้ ทำคุณภาพอินทผลัมได้ดีตามเดิม”

ผิวผลสวย ก็เป็นการสร้างคุณภาพผลอินทผลัมเช่นกัน คุณอภิชน บอกว่า การห่อผลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผิวสวย เทคนิคการห่อผลให้ผิวอินทผลัมสวย ควรห่อหลังการผสมเกสรประมาณ 2 เดือน

ส่วนการแยกหน่อเพื่อขยายพันธุ์นั้น สวนภูผาลัมทำเป็นปกติ และไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งการแยกหน่อต้องดูหน่อที่สมบูรณ์ มีรากมากพอที่จะทำให้ต้นสามารถเจริญเติบโตได้เองหลังลงปลูก ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีผู้สนใจสั่งนำเข้าหน่อพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาแล้ว

สำหรับเหตุผลของการสั่งนำเข้าหน่อพันธุ์นั้น คุณอภิชน บอกว่า เพราะบางสายพันธุ์แล็บไม่นำมาเพาะเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่ต้องการปลูกสายพันธุ์ที่แล็บไม่ได้นำมาเพาะเนื้อเยื่อ ต้องการต้นพันธุ์ไปปลูก ต้องหาวิธีขยายพันธุ์ ซึ่งทำได้วิธีเดียวคือการแยกหน่อ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ปลูกด้วยการแยกหน่อ ต้นเพาะเนื้อเยื่อ หรือแม้แต่ยังมีผู้สนใจการเพาะด้วยเมล็ดก็ตาม ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในทุกๆ สายพันธุ์ขณะนี้ ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

คุณอภิชน เป็นผู้บุกเบิกการปลูกอินทผลัมด้วยต้นเพาะเนื้อเยื่อรายต้นๆ ของประเทศไทย และมีอุดมการณ์ของการเป็นเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม เขาจึงยินดีอย่างยิ่ง หากผู้สนใจเข้าใจในพืชชนิดนี้อย่างถ่องแท้ หากท่านใดต้องการสอบถามข้อมูลการปลูกอินทผลัม หรือสั่งซื้อต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต้นพันธุ์แบบแยกหน่อ สามารถติดต่อได้ที่ สวนภูผาลัม คุณอภิชน วรรณี

เกษตรพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางที่ดีเกี่ยวกับการจัดพื้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยมีชีวิตอย่างยั่งยืน โดยแบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ ได้แก่ พื้นที่สำหรับเก็บน้ำ พื้นที่ดินสำหรับทำนาปลูกข้าว พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ ในอัตราส่วน 30 : 30 : 10 ตามลำดับ เป็นหลักการในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เกษตรกรที่น้อมนำมาปฏิบัติจนถึงระยะเวลาหนึ่งก็จะประจักษ์ในความสำเร็จตามแบบแผนนี้ ทำให้การทำการเกษตรเป็นสิ่งที่ทำมาหาเลี้ยงชีพได้จริง นอกจากนี้ ยังเป็นหลักมั่นคงทางอาหารและรายได้ในครอบครัวอีกด้วย

ว่าที่ ร.ต. วรพล พานทอง เจ้าของไร่พานทองพอเพียง เว็บแทงฟุตบอล โทรศัพท์ (085) 615-6369 แห่งบ้านมอตะแบก ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอปรางศิลา จังหวัดกำแพงเพชร ได้เล่าถึงเรื่องนี้ว่า “เดิมพ่อแม่อยากให้รับราชการ จึงไปสอบทหารแต่ไม่ติด จึงไปสอบเข้าเรียนสาขาเกษตรป่าไม้ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้แพร่เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นสาขาที่เรียนเกษตรและป่าไม้ ก็ตั้งใจจะรับราชการตอนจบแล้ว ตอนฝึกงานปีสุดท้ายมีโอกาสได้ไปฝึกงานที่ศูนย์วิจัยพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ขึ้นกับกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทำหน้าที่วิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินของช้างป่า ทำให้ชอบงานด้านนี้มากขึ้น พอจบการศึกษาตอนปี 2557 รุ่นพี่รหัสได้ติดต่อให้ไปทำงานเป็นผู้จัดการสวนที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นของท่านอดีตผู้ว่าฯ คุมคนงานประมาณ 30 กว่าคน มีอายุระหว่าง 30-40 ปี จึงต้องทำงานหนักจึงจะสร้างความน่าเชื่อถือได้”

ระหว่างนั้นได้ทำหน้าที่จัดการและวางระบบสวน ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 แปลง แปลงแรกเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ มีพื้นที่ 16 ไร่ ปลูกมะนาว เลี้ยงกบ ปลา เป็ด ไส้เดือน โรงเห็ด และทำนาข้าว มีสถานที่อบรม แปลงที่ 2 มีเนื้อที่ 100 ไร่ เป็นสวนผลไม้ ได้แก่ มะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ มีโรงสีข้าว บ่อเลี้ยงปลาและร้านขายกาแฟ พร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากในไร่ แปลงที่ 3 มีเนื้อที่ 150 ไร่ จะเป็นนาข้าวแปลงใหญ่ อินทผลัม มะพร้าวน้ำหอม กล้วยน้ำว้า เป็นพืชแซม ทำอยู่ได้ 4-5 เดือน ต้องกลับมาดูแลพ่อเนื่องจากท่านอายุมากแล้ว

หลังจากกลับมาบ้านก็ไปทำงานที่ที่ทำการอำเภอปรางศิลาทอง และได้เลี้ยงไส้เดือนที่นำมาจากสวนที่อุดรไว้เพื่อการขยายพันธุ์ ในวันหยุดได้ทำการเกษตรควบคู่ไปด้วยแต่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงเพราะมีอุปสรรคเรื่องเวลา และรายได้ก็ไม่เพียงพอใช้หนี้ ธ.ก.ส.จำนวนหลายแสนที่พ่อกู้มาทำมันสำปะหลัง ทำให้คิดถึงตอนที่ทำสวนอยู่อุดร เห็นว่าเราอยู่ที่สวนเฉยๆ ก็มีคนมาหาเพื่อซื้อผลผลิตทางการเกษตร ทำงานที่อำเภออยู่ได้ปีกว่าก็ลาออกมาทำงานเกษตรในเดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งถูกพ่อคัดค้าน แต่แม่กับพี่สาวเห็นด้วย

คนข้างบ้านก็พูดจาบั่นทอนกำลังใจให้พ่อฟังอยู่เสมอ จึงขอพื้นที่จากพ่อ 1 ไร่ เพื่อทำการเกษตรอินทรีย์แบบทฤษฎีใหม่ และได้ไปกู้สหกรณ์การเกษตรก้อนแรกมา 50,000 บาท เพื่อลงทุน ขุดคลองไส้ไก่รอบแปลง ตรงกลางปลูกข้าว ขอบคันนามีโรงเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ส่วนที่เหลือปลูกผัก ปลายเดือนกันยายน ผลผลิตเริ่มมีออกสู่ตลาด แต่ ว่าที่ ร.ต. วรพล บอกว่า ช่วง 3 เดือนแรกที่เริ่มทำเหนื่อยมากจนรู้สึกท้อ ประกอบกับคนข้างบ้านที่มาพูดให้ครอบครัวฟัง แต่มีแม่และพี่สาวให้กำลังใจมาตลอด ได้แต่ตอบว่า “เขามาช่วยใช้หนี้แทนเราไหม ถ้าไม่ ไม่ต้องไปฟังเขา”