ข้อเสียของเงาะพันธุ์นี้คือ ติดลูกไม่ค่อยดกอาจจะเป็นเพราะ

ว่ามันอยู่ใต้ร่มเงาของพืชอื่น ได้รับแสงแดดไม่เต็มที่ก็ได้ ส่วนข้อดีของเงาะพันธุ์นี้ คือ ผลจะใหญ่ ขนสั้นสีแดงคล้ายผลของลิ้นจี่ เนื้อในหนา หวาน กรอบ ส่วนเมล็ดในลีบ สามารถเคี้ยวปนกับเนื้อที่หวานกรอบ เพิ่มความมันมาอีกรส

ส่วน สะตอ ข้อมูลทางวิชาการ เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ถั่ว มีกิ่งก้านที่มีขนละเอียด ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น จะออกช่อที่ปลายของกิ่งตามตำราแพทย์แผนไทย จะใช้เมล็ด ขับลมในลำไส้ แก้ปัสสาวะพิการ ไตพิการ ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ใช้เมล็ดสดรับประทาน แก้อาการผิดปกติของไต

สะตอ มีเมล็ดที่มีกลิ่นเหม็นเขียวรุนแรง แต่นิยมนำมารับประทานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารไทยปักษ์ใต้ หลังจากรับประทานสะตอเข้าไปจะมีกลิ่น สามารถดับกลิ่นสะตอด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามสักสองสามลูก สะตอเมื่อสุกจนฝักเป็นสีดำ เนื้อสะตอเป็นสีเหลืองบางๆ รับประทานได้ทั้งเมล็ด เมล็ดในระยะนี้รสมัน เนื้อมีรสหวาน ถ้าแก่กว่าระยะนี้ ฝักจะแห้ง เมล็ดเป็นสีดำ แข็ง และมีกลิ่นฉุนจัด รับประทานไม่ได้

ในสวนของ ลุงบรรจง-ป้าเป็ง ก็มีปลูกและมีผลผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภค และมีความสดแต่กลิ่นจะไม่รุนแรงเหมือนของทางใต้ โดยจะเก็บเกี่ยวแล้วนำมามัด 3 ฝักเป็นมัดขายส่ง 18 บาท ครั้งหนึ่งประมาณ 100 กว่ามัด ทำรายได้ดีพอสมควร

ส่วนสาเหตุที่สองสามีภรรยาคนขยันยึดศาสตร์ของพระราชามาดำเนินชีวิต ปลูกต้นไม้ทุกชนิดไว้ในที่ดินหลังบ้าน เนื่องจากไม่มีเวลาไปดูสวนที่อยู่ไกลบ้าน เพราะอยู่กันสองคน ต้องดูแลบ้านลูกสาวและบ้านของตนเองที่อาศัยอยู่ ซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกัน ดูแลได้สะดวกและทั่วถึง

สภาพพื้นที่อันประกอบไปด้วยภูเขาใหญ่-น้อยสลับไปมาจนแทบไม่มีพื้นที่ราบลุ่มสำหรับการเลี้ยงปลาอย่างจริงจัง ส่งผลให้ชาวแม่ฮ่องสอนต้องไปหาจับปลาตามแหล่งน้ำทางธรรมชาติมาบริโภค หรือมิเช่นนั้นก็ต้องรอบริโภคปลาที่เดินทางขนส่งมาจากเชียงใหม่ หรืออาจเป็นปลาตากแห้ง ปลากระป๋อง จนเรียกได้ว่าคนจังหวัดนี้จะหาปลาสดบริโภคไม่ได้เลย

การให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมชาวบ้านเลี้ยงปลาจึงเป็นภารกิจสำคัญของสำนักงานประมงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยการจัดหาพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เพื่อช่วยให้ชาวบ้านได้บริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ รวมถึงยังทำให้มีการค้าขายปลาเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ก่อให้เกิดรายได้ในครัวเรือน

คุณอำไพ เหล่ากาวี อยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ที่ 10 ตำบลแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีธุรกิจทางการเกษตรหลายประเภทแบบผสมผสานเพื่อจำหน่าย ไม่ว่าจะเพาะ-จำหน่ายพันธุ์ปลา, เพาะพันธุ์กบ รวมถึงยังเพาะพันธุ์ไม้หลายชนิดจำหน่ายอีก ในชื่อ “สวนบ้านทุ่ง”

เดิมคุณอำไพมีอาชีพรับราชการครู ได้ลาออกก่อนวัยเกษียณ เนื่องจากเป็นคนที่ชื่นชอบทำเกษตร แล้วคิดว่าควรจะเริ่มต้นทำเกษตรกรรมในช่วงที่ยังมีกำลังกายดี ดังนั้น ระหว่างที่ยังรับราชการได้มาหาซื้อผืนดินแปลงนี้ซึ่งสมัยแรกยังเป็นป่ารก มีลำห้วยไหลผ่าน แล้วได้ใช้เวลาหลังเลิกงานมาปรับปรุง แล้วค่อยๆ หางานเกษตรทำอย่างละเล็กน้อย ทำได้บ้าง เสียบ้าง เพราะยังไม่มีความชำนาญดีพอ จนในที่สุดคิดว่าควรเพาะเลี้ยงปลาเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

คุณอำไพมองว่าที่ผ่านมาชาวแม่ฮ่องสอนหาปลาในพื้นที่บริโภคยากเพราะพื้นที่ส่วนมากมีสภาพเป็นป่าเขาหาแหล่งเลี้ยงปลายาก หากต้องการบริโภคปลาต้องไปจับจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ หรือไม่เช่นนั้นต้องบริโภคปลาที่พ่อค้าซื้อมาจากเชียงใหม่ หรือไม่ก็เป็นปลากระป๋อง หรือปลาเค็มแทน

จึงมีความตั้งใจว่าจะให้คนแม่ฮ่องสอนได้มีโอกาสบริโภคปลาสด จากนั้นตัวเองกับสามีจึงทดลองเพาะพันธุ์ปลา ขณะที่สามีพอมีความรู้ ความชำนาญบ้างเพราะเคยไปดูงานเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์ปลามาหลายแห่ง พร้อมกันนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจากทางประมงจังหวัดในเรื่องการให้ความรู้อีกด้วย จนถึงตอนนี้ทางประมงจังหวัดก็ยังได้เข้ามาซื้อพันธุ์ปลาที่ฟาร์มคุณอำไพเพื่อนำไปแจกให้แก่ชาวบ้านให้พื้นที่เลี้ยง จนเดี๋ยวนี้อาชีพเลี้ยงปลาถือเป็นรายได้หลักของชาวแม่ฮ่องสอน แล้วยังได้รับประทานปลาสดใหม่อีก

คุณอำไพเริ่มเพาะ-เลี้ยงปลาดุกซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของชาวแม่ฮ่องสอนก่อนอันดับแรก เป็นพันธุ์ปลาดุกรัสเซีย ซึ่งเลี้ยงเพียง 3 เดือนก็สามารถจับขายได้แล้ว โดยระยะแรกเพาะพันธุ์ปลาและเลี้ยงปลาขายควบคู่กันไป แต่ต่อมาลูกปลาที่เพาะขายไม่ค่อยทันความต้องการของตลาดเท่าไรนัก จึงหันมาเน้นเพาะขายพันธุ์ปลาเป็นหลัก ส่วนเลี้ยงปลาขายเนื้อทำน้อยลง แล้วปรับเป็นการรับซื้อปลาโตจากชาวบ้านที่เป็นลูกค้าซื้อพันธุ์ปลา เพื่อนำไปขายจะได้ไม่กระทบกับตลาดผู้ซื้อ

เจ้าของสวนบ้านทุ่งเล่าถึงวิธีการเพาะพันธุ์ปลาดุกว่าจะเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ส่วนปลากินพืชจะต้องเริ่มในช่วงฤดูฝน พ่อ-แม่พันธุ์ปลาดุกจะต้องมีอายุระหว่าง 8-12 เดือน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสมบูรณ์มาก พอเข้าสู่ช่วงผสมพันธุ์นำมาไว้ในบ่อเดียวกัน หลังจากผสมพันธุ์เสร็จจะแยกลูกปลาไว้ในบ่อปูน พอลูกปลามีขนาดตัวโตจึงย้ายลงบ่อดิน อาหารของลูกปลาจะใช้ไข่แดงเป็นอาหารหลัก พอมีขนาดตัวเป็นปลาตุ้มจึงใช้ไรแดงเป็นอาหาร

“ลูกปลาที่พร้อมขายจะอยู่ในช่วงอายุ 1-2 เดือน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ทั้งนี้ มีอัตรารอดประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจมากกว่า ขึ้นอยู่กับขนาดลูกปลาตลอดจนวิธีเลี้ยงของผู้เลี้ยงว่ามีประสบการณ์ความชำนาญมากน้อย สำหรับขนาดลูกปลาที่ลูกค้ามักซื้อกันส่วนใหญ่คือประมาณความยาว 5-7 เซนติเมตร เนื่องจากผู้เลี้ยงมั่นใจว่ารอดแน่ แล้วไม่ยุ่งยากด้วย”

พันธุ์ปลาที่คุณอำไพเพาะขายพันธุ์นอกจากปลาดุกแล้วยังมีปลาชนิดอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นปลานิล ปลาไน แต่จะเน้นไปที่ปลาดุกมากกว่าเนื่องจากมีความคุ้นเคย อีกทั้งวิธีการเพาะที่ไม่ยุ่งยากเพราะปลาดุกมีความแข็งแรง และอดทนดี ใช้อาหารเม็ดเลี้ยงปลาดุก เนื่องจากคุณอำไพเคยลองผลิตอาหารเองแต่ไม่คุ้มเพราะพื้นที่ของแม่ฮ่องสอนหาวัตถุดิบในการผลิตอาหารปลาเองไม่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้อาหารเม็ดเป็นหลัก ส่วนการเพาะขายพันธุ์ปลาชนิดอื่นจะต้องดูความเหมาะสมและความต้องการของตลาดควบคู่ไปด้วย

ภายในพื้นที่ของสวนบ้านทุ่งถูกจัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ ตามการใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะขุดบ่อเลี้ยงปลาทั้งแบบกระชัง บ่อปูน และบ่อดิน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการเลี้ยงปลาในแต่ละชนิด โซนเลี้ยงกบ โซนเพาะลูกปลา โซนปลูกและเพาะพันธุ์ไม้ หรือโซนการอบรมให้ความรู้

“ปลาดุกใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3 เดือน กบใช้เวลาเลี้ยง 3-4 เดือน ส่วนปลาชนิดอื่นใช้เวลาเลี้ยงระหว่าง 7-12 เดือน มีลูกค้ามาซื้อตลอดเวลาทุกวัน ทั้งนี้ พันธุ์ปลาดุกจะต้องเพาะไว้อย่างน้อย 500-1,000 กิโลกรัม”

ทั้งนี้ ลูกพันธุ์ปลามีราคาขายที่ต่างกันโดยกำหนดให้ขึ้นอยู่กับขนาด อย่างถ้าเป็นขนาดเท่าหัวไม้ขีดขายตัวละ 50-60 สตางค์ ถ้าขนาดโตอีกเล็กน้อยขายตัวละ 1 บาท หรือขนาดยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ตัวละ 2 บาท หรือขนาด 7 เซนติเมตรขึ้นไป ตัวละ 3 บาท

คุณอำไพ บอกว่า ชนิดพันธุ์ปลาที่ชาวแม่ฮ่องสอนนิยมเลี้ยงและบริโภคมากที่สุด ได้แก่ ปลาดุก และรองลงมาคือ ปลานิล ปลาทับทิม โดยปลาสองชนิดหลังนี้คุณอำไพได้เพาะพันธุ์ขายด้วยแต่ไม่ได้รับซื้อปลาโตเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเดินทางขนส่ง

“กบ” เป็นสัตว์อีกชนิดที่คุณอำไพเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ เป็นพันธุ์กบนา กับกบจาน โดยเป็นการเพาะพันธุ์และจำหน่ายกบเนื้อ ส่วนมากจะขายเป็นลูกกบโตอายุประมาณ 60 วัน มีขนาดราวหัวแม่มือ ซึ่งในแต่ละปีคุณอำไพจะเพาะเลี้ยงกบไว้จำนวนกว่าแสนตัว ขณะเดียวกัน ยังรับซื้อกบเนื้อจากชาวบ้านเพื่อนำไปขายต่อให้กับพ่อค้า-แม่ค้าในตลาดชุมชนอีก ราคาขายส่งกบกิโลกรัมละ 100 บาท แต่ถ้าขายปลีกกิโลกรัมละ 120 บาท

นอกจากอาชีพเพาะพันธุ์ปลาขายแล้ว คุณอำไพยังเพาะพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ทั้งไม้ผล (บางชนิด) ไม้ดอก ไม้ประดับ ไว้ขายทั้งแบบปลีกและส่งให้แก่บุคคลทั่วไปหรือหน่วยงานราชการด้วย พร้อมไปกับการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเมืองหนาวไว้จำหน่ายทุกๆ ปีด้วย

“สวนบ้านทุ่ง” ถือว่าเป็นแหล่งเพาะจำหน่ายพันธุ์ปลาแห่งใหญ่ที่มีลูกค้าทั้งเป็นชาวบ้านและหน่วยงานราชการต่างๆ หลายแห่งต่างให้ความสนใจซื้อเนื่องจากมีคุณภาพ ทั้งนี้ หากซื้อไปแล้วมีปัญหาทางคุณอำไพจะดูแลรับผิดชอบในกรณีที่เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของตัวปลา

“ละมุด” เป็นผลไม้ที่มีรสหวาน กลิ่นหอม คนไทยและต่างชาตินิยมบริโภคเป็นของหวานหรือของว่าง เพราะละมุดเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยมาก ต้นละมุด เป็นไม้ผลอีกชนิดที่น่าปลูก เพราะเมื่อต้นละมุดมีอายุมาก ยิ่งให้ผลดกมากเป็นเงาตามตัว ละมุดสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินทราย ดินเหนียว หรือแม้แต่ดินลูกรังก็ตาม แถมต้นละมุดยังปลูกดูแลไม่ยากเหมือนกับไม้ผลชนิดอื่นๆ

ละมุดเวียดนาม เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ละมุดยอดนิยม ที่คนไทยนิยมปลูกเป็นไม้ผลประจำบ้าน และปลูกเชิงการค้าเพราะมีผลขนาดใหญ่ รสชาติหวาน กรอบ เนื้อไม่เละ กินอร่อยถูกใจคนซื้อและคนขาย

คุณสมพร ไพบูลย์ (ลุงพร) เกษตรกรคนเก่ง เจ้าของสวนลุงพร ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 6 บ้านใหม่ หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกต้นละมุดเวียดนาม เพื่อจำหน่ายกิ่งพันธุ์ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ ละมุดเวียดนามเป็นหนึ่งในกิ่งพันธุ์ไม้ขายดีของสวนแห่งนี้ เพราะต้นละมุดเวียดนาม ปลูกดูแลง่าย แถมให้ผลดกตลอดทั้งปี

ลุงพร พาไปชมต้นละมุด ที่ปลูกอยู่หน้าบ้าน ต้นละมุดกำลังติดผลเป็นจำนวนมาก มีขนาดผลใหญ่กว่าลูกกอล์ฟ ลุงพรบอกว่า ต้นนี้ยังไม่ครบกำหนดเก็บเกี่ยว ผลละมุดยังไม่โตเต็มที่ ลุงพรโชว์ภาพผลละมุดที่ถ่ายเก็บไว้ เห็นแล้วก็รู้สึกทึ่งทีเดียว เพราะผลสุกมีขนาดใหญ่เท่ากับกระป๋องนมข้นหวานทีเดียว ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม โดยทั่วไปนิยมซื้อขายไม่ต่ำกว่า 50 บาท ต่อกิโลกรัม

ละมุดเวียดนาม เป็นพันธุ์ไม้เด่นของประเทศเวียดนาม ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยมานานหลายปีแล้ว ที่มาของละมุดเวียดนาม ที่เล่าต่อๆ กันก็คือ เกษตรกรชาวเวียดนามรายหนึ่งได้นำเมล็ดละมุดฝรั่งคุณภาพดีพันธุ์หนึ่งไปเพาะขยายพันธุ์ กับตอละมุดพื้นเมือง ปรากฏว่า เกิดการกลายพันธุ์ ได้ละมุดพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะเด่นคือ ขนาดผลใหญ่ขึ้น ลักษณะผล มีทั้งผลกลมแป้นเล็กน้อยกับผลกลมรียาว ผลสุกเนื้อในเป็นสีแดงอมส้ม ไส้กลางเป็นสีขาว รสหวานจัดมาก ไม่เป็นเนื้อทราย กินอร่อย เนื้อหวาน กรอบ หวานกว่าละมุดสายพันธุ์อื่นๆ เนื้อไม่เละแม้สุกเต็มที่

ภายหลังจากนำพันธุ์ละมุดเวียดนามเข้ามาปลูกในประเทศไทย เกษตรกรนิยมเรียกกันติดปากว่า “ละมุดยักษ์สาลี่” หรือ “ละมุดพันธุ์สาลี่เวียดนาม” ลักษณะโดยทั่วไปของละมุดพันธุ์นี้ก็คือ ลำต้นสูง ประมาณ 3-5 เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่บริเวณปลายกิ่ง ปลายใบแหลม โคนมน ดอก ออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็กสีขาวนวล มีกลีบดอก 5 กลีบ ละมุดเวียดนามมีเมล็ดน้อย ประมาณ 3-5 เมล็ด ต่อผล เท่านั้น ต้นละมุดเวียดนามมักติดดอกออกติดผลเกือบทั้งปี สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด

ต้นละมุดเวียดนาม เป็นไม้ชอบแดด สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หลังปลูกรดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น ใส่ปุ๋ยคอกเดือนละครั้งสลับกับปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 ทุกๆ 15 วัน หลังปลูกเมื่อต้นสูงประมาณ 3 เมตร จะเริ่มติดผลชุดแรก เมื่อต้นละมุดเวียดนามมีอายุมากขึ้น จะติดผลดกขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของต้น เนื้อละมุดพันธุ์นี้จะไม่กรอบเมื่อสุก อายุเก็บเกี่ยว 8-9 เดือน

ต้นละมุด มีแมลงศัตรูพืชหลายชนิด เช่น หนอนเจาะกิ่งและเจาะต้น หนอนไชเปลือกละมุด หนอนกัดกินใบอ่อน หนอนเจาะผลละมุด หนอนชอนใบ และเพลี้ยแป้ง ฯลฯ และมีศัตรูจำพวกกระรอก กระแต ค้างคาว นกต่างๆ คอยกัดกินจิกผลที่กำลังสุกอีกด้วย เกษตรกรผู้ปลูกละมุดจึงควรวางแผนป้องกันแมลงศัตรูพืชในกลุ่มนี้ด้วย

เรียนรู้เทคนิคการขยายพันธุ์พืชต้นไม้แฟนซี

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครนายก ได้คัดเลือกให้สวนลุงพร เป็นส่วนหนึ่งของโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี หรือเรียกสั้นๆ ว่า “แอ่งเล็ก เช็คอิน” ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและสร้างเศรษฐกิจชุมชน

นักท่องเที่ยวที่แวะมา สวนลุงพร นอกจากจะได้ชมต้นละมุดยักษ์แล้ว ยังมีโอกาสเลือกซื้อพันธุ์ไม้ ทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้นในราคาย่อมเยาว์ และมีโอกาสเรียนรู้เรื่องการขยายพันธุ์ไม้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเสียบยอด การทาบกิ่ง ติดตา หรือกิ่งตอน ใครมีเวลาว่างก็แวะมาเรียนรู้กับลุงพรได้ ลุงพรไม่หวงวิชา ยินดีแบ่งปันความรู้ให้แก่ผู้สนใจทุกท่าน

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจเรื่องการขยายพันธุ์ไม้แต่ละวิธี จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ มีด กรรไกร ขุยมะพร้าว เทปพันกิ่ง เชือกปอ เคล็ดลับสำคัญในการขยายพันธุ์พืชที่ลุงพรแนะนำก็คือ มีดต้องคม การปาดเนื้อไม้ควรปาดในครั้งเดียว เพื่อไม่ให้เนื้อไม้ช้ำ จะช่วยให้ได้กิ่งพันธุ์ดีตามต้องการ และให้ผลผลิตเร็ว

สำหรับวิธีการตอนกิ่ง เริ่มจากควั่นกิ่งให้รอบแกะเปลือกออก ขูดเยื่อเจริญออก หุ้มด้วยขุยมะพร้าวมัดด้วยเชือกปอ วิธีการเสียบยอด แนะนำให้ตัดยอดกิ่งพันธุ์ ผ่าต้นตอแล้วนำยอดพันธุ์ดีมาปาดเป็นลิ่มทั้งสองด้าน แล้วใช้เทปพันให้แน่น ส่วน วิธีการทาบกิ่ง เริ่มจากตัดกิ่งพันธุ์ดี ปาดให้เป็นปากฉลามด้านใดด้านหนึ่งแล้ว ปาดต้นตอออก นำกิ่งมาทาบลงให้แผลแนบสนิทกัน พันด้วยเทปพันกิ่ง

ขณะเดียวกัน สวนลุงพร ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้เรื่องการขยายพันธุ์พืชต้นไม้แฟนซีอีกด้วย ลุงพรพาไปชมต้นมะม่วงที่ปลูกหลายสายพันธุ์บนต้นเดียวกันโดยต้นตอเป็นมะม่วงแก้ว ทาบกิ่งด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงเขียวเสวย หรือมะม่วงพันธุ์เจ้าลงกา การปลูกมะม่วง 3 สายพันธุ์ บนต้นเดียวนี้ เหมาะสำหรับประชาชนที่สนใจอยากปลูกมะม่วงหลายพันธุ์ แต่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การปลูก การผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงที่มีหลายสายพันธุ์บนต้นเดียวกัน ช่วยให้ผู้สนใจปลูกมะม่วงมีโอกาสการบริโภคมะม่วงหลายชนิดได้ในต้นเดียวกัน โดยใช้พื้นที่ปลูกน้อย หากผลผลิตเยอะก็มีโอกาสนำมะม่วงออกขายทำกำไรได้ด้วย เป็นการประหยัดเวลาและแรงงานในการดูแลผลผลิตได้อย่างดี

หากใคร ต้องการกิ่งพันธุ์ละมุดเวียดนามพันธุ์แท้ไปปลูก หรือสนใจกิ่งพันธุ์มะม่วงแฟนซี ที่มีหลายสายพันธุ์บนต้นเดียวกัน สามารถติดต่อสั่งซื้อได้โดยตรงกับ คุณสมพร ไพบูลย์ เลขที่ 6 บ้านใหม่ หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา

จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3,537,833 ไร่ เหมาะแก่การปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนา นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอย่างที่ทุกคนทราบกันดีกว่าเป็นแหล่งที่ปลูกหอมแดงกับกระเทียมมากที่สุดในประเทศ

ไม่เพียงแต่พืชไร่ จังหวัดศรีสะเกษยังมีแหล่งปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลไม้ที่กำลังเป็นที่นิยมในภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ จึงนับว่าเป็นอาชีพสร้างเงินให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ลุงฟอง วรรณสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 173 หมู่ที่ 10 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้ปลูกทุเรียนประสบผลสำเร็จ เรียกง่ายๆ ว่า ผลผลิตมีไม่พอจำหน่ายกันเลยทีเดียว จึงนับว่าเป็นงานสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

พลิกที่ดินจากพืชล้มลุก ทำสวนทุเรียนสร้างเงิน
ลุงฟอง ชายวัยเกษียณผู้มีอัธยาศัยยิ้มน้อยแต่ใจดี เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำสวนทุเรียนอย่างเช่นทุกวันนี้ พื้นที่บริเวณได้ใช้ปลูกพืชล้มลุกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด และจำพวกพืชไร่อื่นๆ ต่อมาประมาณปี 2538 มีโอกาสได้เดินทางไปยังจังหวัดจันทบุรี จึงได้ไปรู้จักกับทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ปลูกอยู่ในแถบนั้น ทำให้เกิดความสนใจได้นำต้นพันธุ์มาปลูกในพื้นที่ที่มีอยู่

“ตอนที่เราไปนั้น ไปเห็นว่าทุเรียนหมอนทองน่าสนใจ ก็เลยทดลองซื้อมาปลูกประมาณ 200 ต้น ในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อเป็นการทดลอง โดยหมั่นดูแลแบบง่ายๆ คือ รดน้ำด้วยสายยาง ประกอบกับให้ต้นทุเรียนเหล่านี้เจริญเติบโต จนสามารถให้ผลผลิตได้ โดยใช้เวลารอประมาณ 7-8 ปี” ลุงฟอง เล่าถึงที่มาของการปลูกทุเรียน

ซึ่งการเริ่มต้นปลูกดูแลทุเรียนในสมัยก่อนนั้น ลุงฟอง บอกว่า ยังมีเทคนิคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มากนัก จะเน้นวิธีแบบง่ายที่ทำแล้วสะดวกตามความเข้าใจและสร้างเสริมประสบการณ์เอง โดยที่ยังไม่มีวิชาความรู้ทางด้านวิชาการ คือเรียกง่ายๆ ว่า ทำแบบตามความเข้าใจของเขาเอง จนทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นการลองผิดลองถูกที่สร้างประสบการณ์ให้มีความชำนาญมาถึงทุกวันนี้

เน้นให้ผลผลิตออกตามฤดูกาล
ต้นทุเรียนภายในสวนทั้งหมด ลุงฟอง บอกว่า จะปลูกให้มีระยะห่างอยู่ที่ 8×10 เมตร ซึ่งระหว่างที่ดูแลหากมีต้นทุเรียนตายก็สามารถหาต้นใหม่มาปลูกทดแทนได้ โดยผลผลิตจะเริ่มเก็บจำหน่ายได้ คือประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงเดือนมิถุนายน จากนั้นก็จะเริ่มดูแลเพื่อให้ออกผลผลิตใหม่ต่อไปในฤดูกาลหน้า

“พอเราเก็บผลผลิตจำหน่ายไปหมดแล้ว คราวนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เราต้องดูแลรักษาต้น คือตัดแต่งกิ่ง ประมาณปลายๆ เดือนมิถุนายนเมื่อเก็บผลผลิตหมด ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการดูแลต้น จะมีการรดน้ำและใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ ในอัตราส่วน 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น มากน้อยดูตามความเหมาะสมของขนาดต้น ทุก 15 วันครั้ง จนกว่าจะออกดอก” ลุงฟอง บอกถึงวิธีการดูแลรักษา

เมื่อผ่านเข้าสู่เดือนมกราคมปลายฝนต้นหนาว ลุงฟอง บอกว่า ต้นทุเรียนจะเริ่มออกดอกให้เห็น ก็จะทำการฉีดฮอร์โมนให้กับดอกเพื่อเป็นอาหารเสริมบำรุงดอก พร้อมกับรดน้ำทุกวันให้ต้นมีความพร้อมในการผลิตผล

ซึ่งทุเรียนจะใช้เวลาออกดอกประมาณ 2 เดือน จะเริ่มติดผล โดยจะคัดให้แต่ละต้นมีผลทุเรียนแตกต่างกันไป คือถ้าต้นไหนที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์จะให้มีผลติดกับต้นถึง 200 ผล ส่วนต้นที่อายุน้อยมีขนาดเล็กก็จะให้มีผลติดอยู่ประมาณ 20-30 ผล ต่อต้น

“ทุเรียนพอเริ่มมีดอกช่วงมกราคม ดอกก็จะเริ่มบานติดผลเต็มที่ในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งช่วงนี้เราก็จะดูแลไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผลแก่พร้อมเก็บจำหน่าย โดยปุ๋ยก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยคือ ก่อนที่จะออกดอก 15 วัน หรือ 1 เดือน เราก็จะใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อบำรุงเตรียมพร้อม พอดอกบานเริ่มติดผลก็จะเปลี่ยนปุ๋ยเป็นสูตร 13-13-21 ใส่ทุก 15 วันเหมือนเดิม รอบๆ ทรงพุ่ม” ลุงฟอง บอกถึงวิธีการใส่ปุ๋ยต้นทุเรียน

ส่วนเรื่องโรคและแมลงนั้น ลุงฟอง บอกว่า ดูตามฤดูกาลที่ระบาดโดยจะมีการฉีดพ่นยาตามที่เกิดอาการ เพราะแต่ละช่วงจะมีปัญหาที่แตกต่างกันไป ก็จะทำการรับมืออยู่ตลอดเวลา

มีพ่อค้าจากภาคตะวันออก มารับซื้อผลผลิตถึงสวน
ในเรื่องของการตลาดทุเรียนสำหรับจำหน่ายทุเรียน ลุงฟอง เล่าว่า จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงหน้าสวนในช่วงที่ผลผลิตเริ่มแก่ โดยติดต่อสอบถามเป็นระยะว่าผลผลิตพร้อมที่จะเก็บได้เมื่อใด ซึ่งราคาที่จำหน่าย ณ ปัจจุบัน กับสมัยก่อนที่เริ่มให้ผลผลิตได้ใหม่ๆ นั้น แตกต่างกันมาก ราคาเริ่มแรกที่ให้ผลผลิตประมาณ ปี 2545 ประมาณกิโลกรัมละ 8 บาท และขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ตามกลไกของตลาด

“ราคาทุเรียนหมอนทอง ณ ตอนนี้ ต้องบอกเลยว่า simpleweightlossplans.com มันขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จากที่เคยได้ต่ำสุดอยู่ที่ 8 บาท ขยับมา 15 บาทบ้าง และที่กระโดดสุดๆ ช่วงปี 49 ก็อยู่ที่ 30-35 บาท ซึ่งราคาประมาณนี้เราก็พออยู่ได้ และตอนนี้ราคาที่เราจำหน่ายปัจจุบัน ขยับมาที่กิโลกรัมละ 80 บาท โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 40 ตัน รวมทั้งที่ปลูกเพิ่มใหม่ด้วย เบ็ดเสร็จตอนนี้ที่สวนก็มีทุเรียนทั้งหมดที่ให้ผลผลิตอยู่ประมาณ 400 กว่าต้น และก็มีอีกบางส่วนที่กำลังปลูกขยายออกไป” ลุงฟอง กล่าวถึงเรื่องราคาและกำลังการผลิตที่มีภายในสวน

สำหรับปัญหาและอุปสรรคของการปลูกทุเรียน ลุงฟอง บอกว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก เพราะจากประสบการณ์ที่ได้ลองผิดลองถูกมากว่า 20 ปี ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่พบเจอได้ตลอด ที่สำคัญยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล ยิ่งทำให้การผลิตทุเรียนมีคุณภาพมากขึ้นไปอีกด้วย พร้อมทั้งพื้นที่สวนอยู่ในพื้นที่ที่มีดินดีหรือที่เรียกกันว่าดินภูเขาไฟ จึงส่งผลให้ทุเรียนที่ปลูกมีรสชาติดี

“ดินที่สวนถือว่าเป็นดินที่โปร่ง ระบายน้ำได้ดี ตามประวัติสมัยก่อนบอกกันว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ภูเขาไฟมาก่อน จึงทำให้ดินที่ปลูกเวลาช่วงฤดูฝนมา ฝนตกทั้งวันทั้งคืน ก็ไม่มีน้ำขัง ดินไม่แฉะน้ำ ก็ทำให้ต้นไม่ดึงน้ำไปใช้มาก ก็เลยส่งผลให้เนื้อข้างในมีรสชาติดี คนกินก็ชอบติดใจในรสชาติ ก็ถือว่าอาชีพนี้เป็นงานที่เลี้ยงครอบครัวได้ดี ทุเรียนยังถือว่าเป็นผลไม้ที่ไปได้ดี และแหล่งปลูกยังน้อย ยิ่งพื้นที่ภาคอีสานก็ยังมีสวนผลไม้ยังไม่มาก ปลูกได้ไม่กี่ที่ ดังนั้น ผลไม้ยังเป็นพืชที่ทำรายได้อยู่ในภาคอีสานเรา” ลุงฟอง กล่าว

การทำเกษตรให้มีความสุขและเป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัวได้นั้น ลุงฟอง แนะนำว่า สิ่งแรกที่ต้องมีเสียก่อนคือมีใจรัก เพราะไม่ว่าจะเริ่มทำสิ่งใดหากมีใจชอบและรักเสียแล้ว ยังไงก็ประสบผลสำเร็จแน่นอน ส่วนพืชที่จะปลูกควรเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่จะปลูกพืชแต่ละอย่างให้ผลผลิตที่ดีแตกต่างกันไป ดังนั้น ควรเลือกพืชที่เหมาะสมจะดีที่สุด เพื่อที่ผลผลิตจะได้ออกมาดีมีคุณภาพและเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ

ขนุนยุคเก่าก่อนมีชื่อมากๆ คือฟ้าถล่มทองสุดใจ และจำปากรอบ จากสวนของ คุณสมปอง ตวงทอง ตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมามีสายพันธุ์ขนุนจำนวนมากออกมาให้นักปลูกเลี้ยงได้พิสูจน์

จนถึงปัจจุบัน ขนุน 8 เดือน หรือ “ปีเดียวทะวาย” เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจไม่น้อย ที่มาของสายพันธุ์นั้นเข้าใจว่า บรรพบุรุษมาจากมาเลเซีย เหมือนอย่างขนุนพันธุ์มาเลเซีย และทองประเสริฐ ต้นเดิมได้จากการเพาะเมล็ด เพราะติดผลเร็วมากหลังปลูก บางครั้งพบว่า ขณะต้นพันธุ์ยังอยู่ในถุงดำก็ออกดอกติดผลแล้ว คนจึงเรียกชื่อขนุนพันธุ์นี้ว่า “8 เดือน”, “ปีเดียวทะวาย” และ “ทองทวีโชค”