ข้าวสารในเมืองกรุง ตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง-ทางรอดเกษตรกร ?

ปี 2559 ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสของชาวนาอีกครั้ง เมื่อราคาข้าวหอมมะลิทรุดฮวบในรอบ 10 ปี ราคาข้าวเปลือกบางแห่งเหลืออยู่เพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น จากเดิมที่เคยขายกิโลกรัมละ 9-10 บาท แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูการผลิต 2559 ถึง 2560 รวมถึงข้าวหอมมะลิ โดย ธ.ก.ส.รับจำนำตันละ 9,500 บาท รวมกับค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท และค่าขึ้นยุ้งเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท รวมเป็น 13,000 บาท ก็ถือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราวเท่านั้น

ปีนี้จึงเกิดปรากฏการณ์ชาวนาออกมาดิ้นรนขายข้าวตรงถึงมือผู้บริโภคเองจำนวนมากจากเดิมที่ขายข้าวเปลือกให้กับพ่อค้าหรือโรงสีก็หันมาสีข้าวขายเองโดยใช้โรงสีชุมชนโดยเดินสายเข้ากรุงเทพฯตระเวนขายตามจุดต่าง ๆ ที่ภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น

ครั้งแรกสีข้าวขายตรงคนกรุง

ทีมข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจจุดจำหน่ายข้าวสารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดขึ้น ในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าชาวนาส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน บรรทุกข้าวหอมมะลิจากหลายจังหวัด เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และภาคอื่น ๆ เช่น ชัยนาทและพิจิตร เป็นต้น

“พรนภา โพธิเศษ” อายุ 44 ปี ชาวนา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บอกว่า เพิ่งจะเริ่มนำข้าวมาขายในปีนี้ ได้รับการชักชวนจากกลุ่มฟางเส้นสุดท้าย ขายที่แรกที่ The Walk เกษตร-นวมินทร์ วันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผลตอบรับค่อนข้างดี ผ่านไปเดือนกว่าขายได้ทั้งหมด 3-4 ตันแล้ว จึงเริ่มมีกำลังใจ สำหรับข้าวสารที่นำมาขายจะมีทั้งข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิขัดขาว ข้าวกล้องพันธุ์ 105 ข้าวมะลิแดงอินทรีย์ และข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ ราคาข้าวหอมมะลิ กิโลกรัมละ 35 บาท หรือ 3 กิโลกรัม 100 บาท ข้าวเหนียว กิโลกรัมละ 40 บาท ข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ กับมะลิแดงอินทรีย์ กิโลกรัมละ 60 บาท

พรนภาบอกอีกว่า ปัจจุบันทำนาร่วมกับพี่น้อง 4 คน รวมเกือบ 100 ไร่ ผลผลิตไร่ละ 300 กิโลกรัม จะแบ่งไว้ส่วนหนึ่งนำไปจำนำข้าว ส่วนหนึ่งเก็บไว้กินเอง และอีกส่วนทยอยสีมาขาย โดยนำข้าวมาขายเฉพาะกลุ่มพี่น้องก่อน เพราะชาวบ้านหลายคนไม่สามารถทำได้เพราะต้องการเงินก้อนนำไปจ่ายค่าปุ๋ย ค่าจ้างเกี่ยว และอีกหลายอย่าง แต่ตนเองมองว่าหากทำได้จะยั่งยืนขึ้น เพราะขายข้าวเปลือกมีข้อจำกัดเรื่องความชื้น หรือแห้งเกินไปก็ถูกกดราคา มองว่าชาวนาต้องปรับตัวด้วย เพราะโลกเปลี่ยนไป คิดว่าการทำเกษตรแบบผสมผสานจะทำให้อยู่ได้ โดยไม่ต้องเข้ามาขายแรงงานในกรุงเทพฯ

ข้าวใหม่-สด-ไร้สารเคมี

“มองว่าช่องทางนี้ดีสำหรับผู้บริโภคคือจะได้ข้าวใหม่สดและไม่มีสารเคมี เพราะเราสีเสร็จก็นำมาขายเลย ไม่มีการรมยา ข้าวเปลือกเราก็เก็บในยุ้งฉาง พอลูกค้าสั่งมาเราก็ค่อยสี สั่งใหม่ สดถึงบ้าน ซึ่งบอกได้เลยว่าข้าวในเมืองจะไม่มีแบบนี้แน่นอน แต่ลูกค้าจะพูดแน่นอนว่ามาตรฐานข้าวไม่เท่าข้าวถุงในห้าง แต่เราบอกได้ว่าข้าวเราเป็นโรงสีเล็ก การคัดข้าวของเราอาจจะไม่ดีพอ แต่ความสะอาด ความปลอดภัยเรามี 100%”

“ลัดดา สันต์ประโคน” อายุ 67 ปี ชาวนา อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เล่าว่า ลูกชายไปทำนาที่บ้านลูกสะใภ้ที่ อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ แต่ผลผลิตที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากประสบทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งใน 1 ปี สามารถทำนาได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ประกอบกับยังต้องเจอกับสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำอีก ข้าวเปลือก 1 กระสอบ (80 กิโลกรัม) ขายได้ราคาไม่ถึง 500 บาท ถือว่าแย่มาก แต่เมื่อได้นำข้าวสารมาขายเอง ก็ทำให้สามารถพออยู่ได้ โดยได้ราคามากกว่าเท่าตัว

“ครั้งนี้นำข้าวมา 1 ตันกับอีก 200 กิโลกรัม โดยหารค่าน้ำมันกับเพื่อนที่มาด้วย คิดว่าดีกว่าขายที่บ้าน ถ้ารัฐบาลช่วยเหลือด้วยการให้ชาวนานำข้าวมาขายเองแบบนี้ ก็จะสามารถอยู่ได้ ถ้ามีสถานที่ที่พอจะเดินทางมาขายได้ก็จะมา จะพยายามสีข้าวมาขาย รวมถึงอยากจะให้หน่วยงาน องค์กร หรือบริษัทขนาดใหญ่ มาช่วยซื้อข้าวจากชาวนา อาจจะซื้อเป็นลอตหรือประจำก็ได้”

ป้อนตลาดยิ่งเจริญ 2 ตัน/วัน

“โชติกา บุญครอง” อายุ 45 ปี ชาวนา กลุ่มชาวบ้านสระขี้ตุ่น ต.ปะเคียบ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ บอกว่า ทำนาตั้งแต่รุ่นพ่อ 68 ปีแล้ว มีที่นา 60 ไร่ ขายข้าวเปลือกมาตลอด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โกยข้าวออกจากยุ้งมาสีขาย ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไร แต่ตัดสินใจทำ เพราะวันนี้ขายข้าวเปลือกไม่คุ้มกับต้นทุน แม้ว่าจะมีความเสี่ยงบ้าง เนื่องจากสีข้าวมาแล้วหากขายไม่ได้ก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไร หวังว่ามาครั้งนี้จะได้ออร์เดอร์กลับไป อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาวบ้านสระขี้ตุ่น มีผู้ใหญ่บ้านไปทำเอ็มโอยูกับตลาดยิ่งเจริญเพื่อส่งข้าวสารเข้าตลาดวันละ 2 ตัน

“ผกากรอง จันสง” นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ลูกชาวนา อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ บอกว่า ทนเห็นครอบครัวที่จำหน่ายข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 กว่า 19 ไร่ให้กับโรงสีข้าวขนาดใหญ่ที่ให้ราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่แท้จริงไม่ได้ เช่น ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าไถนา ค่าหว่าน จึงนำข้าวไปสีกับโรงสีข้าวชุมชนแล้วนำข้าวมาจำหน่ายที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยพ่อระบายข้าว ซึ่งมีลูกค้าที่เป็นข้าราชการ นิสิต และประชาชน มาอุดหนุนจำนวนมาก

ทั้งนี้ก็คาดว่าปีหน้าราคาข้าวเปลือกจะตกต่ำต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนอีก จึงเตรียมแผนสำรองไว้แล้วที่จะนำข้าวของครอบครัวมาจำหน่ายเองในกรุงเทพฯ และจำหน่ายผ่านโซเชียลมีเดีย กระจายช่องทางจำหน่ายให้ได้มากที่สุด หากข้าวของครอบครัวขายหมดเร็วก็จะช่วยชาวนาคนอื่น ๆ ด้วย

สำหรับตัวเองเรียนคณะเกษตร ปีที่ 4 หากสำเร็จการศึกษาแล้ว จะนำความรู้ไปช่วยพัฒนาการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวที่บ้านเกิด และแม้ว่าข้าวจะมีราคาดีขึ้น ก็จะไม่ทิ้งการนำข้าวมาจำหน่ายเอง เพราะถือว่าเป็นช่องทางที่ทำรายได้ดี ผู้บริโภคคนกรุงเทพฯชื่นชอบ เพราะข้าวใหม่มีคุณภาพดี หอม น่ารับประทาน

ราคาปุ๋ยสูงต้นทุนพุ่ง

“ปรานี เลิศสุวรรณสิทธิ์” ชาวนา อ.หันคา จ.ชัยนาท กล่าวว่า ข้าวที่นำมาขาย ปลูกเองทั้งหมดบนเนื้อที่ 20 ไร่ โดยไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลง แม้จะได้ผลผลิตเพียง 5,000 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ก็สามารถอยู่ได้ เพราะไม่ได้ลงทุนเยอะ แต่ปีนี้ราคาข้าวตกต่ำมากประมาณ 5,000 บาท/ตัน เมื่อไปถึงโรงสีแล้ว เขาให้ราคาเท่าไหร่ก็ต้องขาย จะวิ่งเร่ไปขายโรงสีอื่นก็ไม่ได้ เพราะโรงสีเขารู้กัน ให้ราคาเท่ากันหมด บางครั้งปริมาณข้าวเยอะมากหรือราคาข้าวสูงขึ้น โรงสีก็ปิดไปเฉย ๆ ชาวนาก็แย่ ตอนนี้ก็นำข้าวมาสีกันเองภายในกลุ่มที่รวมตัวกัน แม้จะเหนื่อย แต่ก็ได้ราคาดี ประมาณ 10,000 กว่าบาท/ตัน ก็ช่วยได้เยอะ

“มองว่าทางออกของชาวนา คือ การสีข้าวและนำมาขายเอง แต่ก็ต้องทำเรื่อย ๆ และอยากให้รัฐบาลช่วยเรื่องการประกันราคาข้าว รวมถึงทำให้ราคาปุ๋ยลดลงมาบ้าง”

ทั้งหมดคือเสียงสะท้อนจากชาวนาที่บอกว่าหากไม่ดิ้นรนก็อยู่ยาก เช่นนี้แล้วภาครัฐจะเร่งแก้ไข และบริหารจัดการอย่างไรที่พอจะคลายทุกข์ให้กับผู้ที่ได้ชื่อว่ากระดูกสันหลังของชาติให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลงพื้นที่ “ป่าแม่ทา” จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพตามนโยบายรัฐบาล รวมพื้นที่ครอบคลุมกว่า 73,000 ไร่ ปัจจุบันมีแผนการตลาดรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ในชื่อ “แม่ทาออร์แกนิค” โดยชุมชนร่วมใจกัน ภายใต้ 4 กิจกรรมหลัก คือ การปลูกข้าว การทำปศุสัตว์ การทำเกษตรกรรมยั่งยืน และการรับจ้าง

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ลงพื้นที่ในตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพภายใต้การจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรได้มีที่ดินทำกิน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งในชุมชน ซึ่งการดำเนินการจะมีการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงปลา การทำน้ำยาเอนกประสงค์ การปลูกพืชน้ำน้อย

จากติดตามที่ผ่านมา พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา (อบต.แม่ทา) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการพื้นที่ในตำบลแม่ทา ร่วมกับสมาชิกของชุมชน ครอบคลุม 73,000 ไร่ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน

การบริหารจัดการพื้นที่ ประกอบด้วย การจัดทำแผนการจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม่ ดิน และน้ำ อย่างชัดเจน เช่น การทำพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ระหว่างพื้นที่ทำกินของเกษตรกรและพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แผนการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินทางการเกษตรให้เป็นไปตามหลักการใช้ประโยชน์ที่ดินตามชั้น ลุ่มน้ำ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะควบคุมการใช้สารเคมีในเกษตร

นอกจากนี้ ยังจัดทำแผนการตลาดสำหรับผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งมีการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์โดยรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่จำหน่ายผลผลิตในชื่อ “แม่ทาออร์แกนิค” ตลอดจนกำหนดแผนงานต่างๆ นำมาสู่การปฏิบัติที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดี จนเกิดเป็น “ผังชีวิต ผังตำบลคนแม่ทา” ดำเนินการโดยชุมชนร่วมมือกันจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน ภายใต้ 4 กิจกรรมหลักในพื้นที่ คือ การปลูกข้าว (ข้าวโพดฝักอ่อนหลังนา) การทำปศุสัตว์ (วัวเนื้อ วัวนม) การทำเกษตรกรรมยั่งยืน และการรับจ้าง

ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการโครงการ เช่น จัดทำระบบน้ำเพื่อการเกษตรเข้าแปลง ระบบไฟฟ้า ถนน โดยดำเนินการแล้วร้อยละ 95 และขั้นตอนต่อไปเกษตรกรจะต้องเตรียมตัวในการปรับเปลี่ยนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น กลุ่มที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนต้องปรับให้ดำเนินการในพื้นที่ต้นน้ำ จัดการการผลิตให้ได้มาตรฐาน โดยผ่านกระบวนการสหกรณ์ การจัดการตลาด และการควบคุมคุณภาพการผลิตโดยเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ เป็นต้น

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดในภาคตะวันออก ที่มังคุดอยู่ในระยะแตกใบอ่อน จนถึงระยะมังคุดออกดอกและติดผลอ่อน เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงนี้ หนาวเย็น อากาศแห้ง และฝนเริ่มทิ้งช่วง เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพิ่มประชากรและการระบาดของเพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟเป็นแมลงปากเขี่ยดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ดอกอ่อนและผลอ่อน ทำให้ยอด ผิวของผล เป็นขี้กลาก หรือผิวลาย มียางไหลและอาจทำให้ผลร่วง ส่งผลให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจสวนมังคุดอย่างสม่ำเสมอ โดยสุ่มเคาะช่อดอกบนกระดาษขาว หากพบการเริ่มเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ ให้แจ้งการระบาดและขอคำแนะนำในการป้องกันกำจัดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟมังคุดด้วยวิธีการ ดังนี้

สำรวจสวนมังคุดอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
2. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ เพลี้ยไฟตัวห้ำ และด้วงเต้าตัวห้ำ
3. ถ้าพบการระบาดไม่รุนแรงพ่นด้วยน้ำเปล่าเพื่อให้เกิดความชื้นในทรงพุ่ม หรือพ่นน้ำใน
ระยะออกดอกจนกระทั่งถึงติดผลอ่อนทุก 2 – 3 วัน

4. ใช้กับดักกาวเหนียวขนาดใหญ่ติดตั้งในสวนมังคุดตั้งแต่มังคุดเริ่มแตกใบอ่อน (กับดักกาว
เหนียวสีเหลืองขนาดกว้าง 24 นิ้ว ยาว 26 นิ้ว จำนวน 4 กับดักต่อต้น)

5. ในสวนมังคุดที่มีการระบาดรุนแรงควรพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ดังนี้
– คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

– อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

– ฟิโปรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ไซเพอร์เมทริน 6.25% โฟซาโลน 22.5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2559 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิจะลดลง 5-7 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 28-31 ธันวาคม 2559

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกและภาคกลางในวันนี้ (27 ธ.ค.59) และจะแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น และอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรง อนึ่ง สำหรับ พายุไต้ฝุ่น “นกเต็น” (NOCK-TEN) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในวันนี้ (27 ธันวาคม 2559) พายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้. ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า

อุณหภูมิต่ำสุด 15-21 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-10 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 5-7 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง

อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส

บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-13 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง

อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง

อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล

อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง

อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. อาจเป็นเพราะบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์สมีสนามบินของตัวเองใน 3 จังหวัดคือสนามบินสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี, สนามบินสุโขทัย อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย และสนามบินตราด อ.เขาสมิง จ.ตราด

โดยสนามบินของทั้ง 3 จังหวัดต่างมีชุมชนอยู่โดยรอบ englishdefenceleague.org ผลเช่นนี้ จึงทำให้บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จึงให้ความสำคัญกับเรื่องการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์กับชุมชนโดยรอบสนามบิน ซึ่งเรื่องนี้ “อาริญา ปราสาททองโอสถ” กรรมการ และที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ปีที่ผ่านมาเราทำเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะกับโครงการ English Club ซึ่งเรานำพนักงานของเราที่มีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษไปช่วยสอนเด็ก ๆ ในชุมชนรอบ ๆ สนามบินสุโขทัย

“เนื่องจากเราลงพื้นที่แล้วพบว่าโรงเรียนแถบละแวกนั้นขาดแคลนครูภาษาอังกฤษ อีกอย่างเป็นความต้องการของเด็ก ๆ ด้วยที่อยากจะเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ก็เลยตอบโจทย์ความต้องการของเด็ก ๆ ในพื้นที่” “จากนั้นก็มีการทำ Art Camp ตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งลักษณะการทำแคมป์เราต้องการให้เด็ก ๆ มีความรักถิ่นบ้านเกิด ซึ่งเราจะเข้าไปสำรวจก่อนว่าเอกลักษณ์ประจำถิ่นของเขาคืออะไร อย่างที่สมุย เราทำแคมป์ศิลปะจากมะพร้าว โดยทำเป็นเวิร์กช็อปให้น้อง ๆ นำใบมะพร้าว เปลือกมะพร้าว และลูกมะพร้าวมาดัดแปลงเป็นหัตถกรรมต่าง ๆ”

“หรืออย่างที่จังหวัดตราด เขาจะมีศาลาร้อยปีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น เราก็พาเด็ก ๆ ไปที่นั่น และให้วิทยากรที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาบอกเล่าเพื่อให้เขามีความภูมิใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านเกิดเมืองนอน”

“อาริญา”บอกว่า นอกจากนั้นเรายังมีการทำโครงการสานพลังเพื่อพ่ออย่างพอเพียงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทำร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เราทำมาตั้งแต่ต้นปี 2559 และตอนนี้อยู่ในช่วงที่ชุมชนกำลังจับกลุ่มกัน และเสนอโครงการเข้ามา เพราะเราต้องการส่งเสริมอาชีพให้กับเขา

“เนื่องจากเราคิดว่าชุมชนโดยรอบที่อยู่ใกล้สนามบินของเราทั้ง3 แห่ง มีความขาดแคลนเรื่องของการประกอบอาชีพเสริมอย่างยั่งยืน เราจึงอยากเข้าไปร่วมทำกับพวกเขา และตอนนี้เขาก็เสนอโครงการต่าง ๆ เข้ามา เช่น การเพาะเห็ด เพื่อจะได้นำเห็ดมาแปรรูปอะไรต่าง ๆ หรือการส่งเสริมการทำศิลปะพื้นบ้าน เช่น การทำกลองยาว เพื่อว่าเวลาบ้านไหนมีงานมงคล พวกทำกลองยาวก็จะเข้าไปช่วย เพื่อจะมีรายได้มาให้กับกลุ่มแม่บ้าน”

“หรืออย่างที่จังหวัดตราดเรามีการทำน้ำดื่มเพื่อชุมชน โดยเข้าไปช่วยต่อยอดเพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพ และมีรายได้เสริม หรืออย่างที่สมุย เราเข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกมะพร้าวน้ำหอม เพราะฉะนั้น เวลาชาวบ้านมีผลผลิตเหลือเฟือจากการขายในชุมชน และนอกชุมชน เรามีแคเทอริ่ง และเลานจ์ของเราเอง ก็จะได้ซื้อผลผลิตของชาวบ้านมาให้ลูกค้าของบางกอกแอร์เวย์สรับประทานได้อีกด้วย”

แต่สำหรับโครงการล่าสุดที่บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมปลูกต้นมะพร้าวเพื่อเกาะสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ภายใต้โครงการ Love Earth, Save Earth : Love Samui, Save the Co-conut Tree เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนบนเกาะสมุยหันมาใส่ใจ และอนุรักษ์ต้นมะพร้าว

โดยร่วมมือกับชุมชนบริเวณรอบเกาะสมุยช่วยกันปลูกหน่อมะพร้าวน้ำหอมจำนวน 1,000 หน่อ

ซึ่งเรื่องนี้ “อาริญา” เล่าให้ฟังว่า เกาะสมุยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากเดินทางมาเยือน เพราะความงดงามของทิวมะพร้าว หาดทรายขาว น้ำทะเลใส และธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน